แรกเริ่มเดิมทีผมก็เป็นเด็กผู้ชายปกติทั่วไปแหละครับ
มีเพื่อนๆละแวกบ้านให้เต็ดเตร่เล่นกันไปเรื่อยอยู่หลายคน
วันหยุดก็พากันปั่นจักรยานเก่าๆไปเที่ยวเล่น
ยิงนกตกปลาไปตามภาษาเด็กต่างจังหวัด
ความทันสมัยเป็นอย่างไร? ไม่รู้จัก
เพราะคำว่าต่างจังหวัดยังไม่พอ
แถมอยู่ชานเมืองของต่างจังหวัดอีกต่างหาก
พ่อแม่ส่งเสียจนเรียนจบมัธยมได้ก็อยากเรียนต่อสายช่าง
ตามแบบฉบับเด็กวัยคะนอง เพราะเป็นคนขี้เกียจเรียน
จึงมองว่าจบมาแล้วอาจจะหางานได้ง่าย เรียนง่ายกว่าสายสามัญ (มั้ง)
หรือ ไม่ได้คิดอะไรมาก เอาตามใจว่าอยากไป
ไม่มีเหตุผลใดๆมาฉุดอยู่หรอก อันนี้คงใช่!
ช่วงที่ผมเรียนอยู่ ปวช ก็มีกีฬาให้เด็กช่างอย่างเรา
เล่นไม่กี่ชนิดหรอกครับ หลักๆก็จะมี ฟุตบอล บาสเก็ตบอล ตะกร้อ
อินเวิร์ด สูงต่ำ คั่นหนังสือ ขี่ม้า ดึงดาว รัมมี่ แหลกเล่า สีหญิง
มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนๆสมัยมัธยมนัดกันไป “เล่นดนตรี” ที่ห้องซ้อม
ขอเรียกว่าไปเล่นจริงๆดีกว่า เพราะว่าไม่ได้ไปซ้อม
ไม่ได้เล่นจริงจังเหมือนอย่างคนที่เขาอัดเดโม่ส่งประกวดกัน
หลังจากเล่นอย่างอิ่มหนำสบายอารมณ์กันไป
ลงมาจากห้องซ้อมก็ราวๆบ่ายสามครึ่ง
ยืนแบ่งบุหรี่กันอัดที่หน้าห้องซ้อมคุยกันสักพัก
พอหมดบุหรี่ได้สักสองมวนก็ถึงเวลาแยกย้ายกันกลับบ้าน
มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ "ไอ้จ่า" มันเอาเชือกปอผูกกับกระดานเลื่อน
แล้วลากไปตามถนน แรกเห็นผมก็เกิดอาการงุนงง
เพราะไอ้ที่เคยเห็นกระดานแบบนี้ก็เป็นแบบพลาสติกเล็กๆสั้นๆ
แต่อันนี้ทำไม่มันใหญ่ๆยาวๆดำๆ
แล้วก็งงที่มึงจะเอาเชือกผูกลากมันไปอย่างนี้หรอก
มันใช่สัตว์เลี้ยงมึงหรอว่ะ หรือว่ามึงขี้เกียจถือ ขี้เกียจไถไป
ผมเลยถามเพื่อนว่า “มึงไปไหนต่อว่ะ”
“ไปเสาธง รอเล่นสเก็ต ไปนั่งดูป๊ะหล่ะ?”
นั่นคือวันแรก ที่ผมได้มองเห็นหน้าเธอชัดๆ
