วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569

เรื่องรถ 2

 


116 กับ seal ไหลออกมาสู่ถนนหลักที่ผ่า
กลางเมืองปากช่องแบบตามติดกันมา หรือ
อาจจะเรียกตามตูดกันมาก็ไม่ผิดอะไร

โหมด sport+ ของ 116 ถูกเปิดใช้งาน
มันเป็นโหมดที่มุ่งเน้นไปที่กำลังเครื่องสูงสุด
ตัดความนุ่มนิ่มออกไป ตัดสิ่งอำนวยความ
สะดวกที่รังแต่จะสร้างภาระให้เครื่องยนต์
ออกไปด้วย เพื่อให้กำลังนั้น ถ่ายทอดลงไป
ยังถนน ขับเคลื่อนตัวเองเดินหน้าไป
ให้มากที่สุด

ที่แยกไฟแดงหน้าอำเภอกลายเป็นจุดกลับรถ
และทดสอบอัตราเร่งในชั้นต้น จากไฟแดงนั้น
ถัดไปอีกราวห้าร้อยกว่าเมตรจะพบอีกแยกไฟแดง
และที่จุดนั้นเอง 116 กับ seal จอดหยุดรอ
สัญญาณไฟที่จะกลับมาส่องแสงสีเขียวอีกครั้ง
ประหนึ่งว่าที่แยกนั้น เป็นจุดปล่อยตัวรถแข่ง
ควอเตอร์ไมล์ ที่มี 330e คอยสังเกตุการณ์
อยู่ด้านหลัง

ผมและกำนันต่างรู้ดีว่า 116 กับ seal นั้น
อยู่กันคนละโลกกันในเรื่องของพละกำลัง
ระหว่าง 200 กับ 540 แรงม้า
แต่เราทั้งสองก็อยากที่จะลองเล่น
ประลองความสามารถของยานยนต์ทั้งสอง

ทันทีที่แสงเขียวสว่างเจิดจ้าออกมาจากโคม
เราต่างบดขยี้คันเร่งลงไปกระแทกพื้นรถ
แน่นอนว่า seal โจนทะยานด้วยแรงบิด
มหาศาลราวกับติดไอพ่นของเครื่องบิน

แม้ 116 จะเป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็กบวกกับ
ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบลูกจ้อยร่อย
แต่มันก็ยังพยายามที่เร่งสร้างกำลังติดตาม
ไป ถึงกระนั้นก็ยังไม่ใกล้เคียงความเป็นจริง
แม้แต่น้อย ที่พอจะเรียกได้ว่า เป็นคู่แข่งกัน

มันคล้ายกับว่าเอาเด็กมาแข่งวิ่งกันผู้ใหญ่
ไม่สิ เรียกว่า เด็กที่เพิ่งหัดคลานมาแข่ง
วิ่งเสียด้วยซ้ำ

ที่ปลายเส้นชัย เรานั่งลงระหว่างเก้าอี้
คั่นด้วยรีเจนซี่ น้ำเปล่า น้ำแข็งกันอีกระลอก
ไม่มีใครถากถางใคร ไม่มีใครยกข้ออ้างใดๆ
ออกมา มีแต่ความสังสรรค์เฮฮาในคราวหน้า
จะไม่ยอมอ่อยให้แน่ๆ ฮ่าๆๆ

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

เรื่องรถ 1

 


มันเป็นเวลาเที่ยงคืนเศษ...

ตอนนั้น
ความง่วงงันถูกความมึนงงเบียดออกไป
ให้พ้นทาง

แล้วมันก็คืบคลานขึ้นมาเป็นผู้นำในการคิด
และการตัดสินใจแทนที่สติสตางค์เกือบแทบ
ทั้งหมด เรียกได้ว่า เส้นทางนี้ข้าครอง

ข้าพเจ้าหรือไม่ก็ส่วนหนึ่งของร่างกาย
ที่ยังพอรู้สึกสัมผัสได้จากปลายนิ้วชี้ข้างซ้าย
กดปุ่มสตาร์ทรถยนต์ 116i คันเดิม

เสียงเครื่องยนต์สี่สูบที่กังวานก้องออกมา
จากท่อไอเสียที่มีเครื่องซับเสียงน้อยชิ้น
สร้างความหึกเฮิมให้ใจเป็นอย่างยิ่ง
มันคำรามหอบกระพือฟังดูคล้ายจะพังแหล่
มิพังแหล่สำหรับหูที่ไม่คุ้นชิน แต่ในความคิด
ของข้าพเจ้าแล้ว มันดังดุดันพร้อมที่จะแผด
คำรามออกมาได้อย่างไม่เหนียมอายยาม
ควบตะบึงเต็มฝีเท้า

กว่าที่เคร่ืองยนต์จะทำงานถึงอุณหภูมิที่
พอเหมาะอาจจะกินเวลาไปหลายนาที
ระบบต่างๆต้องการสภาพแวดล้อมที่ลงตัว
ไม่ร้อนเกิน ไม่เย็นไป หาไม่เช่นนั้นแล้ว
อายุเครื่องก็จะสั้นลงกว่าเดิมได้มาก

แต่ถึงอย่างไรการรอคอยนั้นอาจทำให้
เสียเวลามากกว่าใจที่เร่งเร้าอยาก
ออกเดินทางไปให้ถึงที่หมายโดยไว

เกียร์ถอยหลัง R แสดงบนหน้าปัด
มันเป็นเกียร์ ZF8HP45 ที่ติดตั้งมา
จากโรงงาน กล่าวง่ายๆคือ เกียร์ออโต้
8 สปีด ที่ทุกวันนี้คาร์กายส์ต่างนิยมชมชอบ
ซื้อหามาใส่ให้กับรถในรุ่นต่างๆ
(เค้าว่ามันดี ปรับแต่งได้ อึดถึกทน)

แป้นเบรคที่ถูกกดไว้ ถอยถอนออกขึ้นมาถึง
จุดบนสุดของมันยามปกติ ปั้มเบรคคลายตัว
ปลดปล่อยผ้าเบรคออกจากพันธนาการกับ
จานเบรค M performance ขนาดใหญ่
370 มม. ที่ล้อหน้า และ 345 มม.หลัง

รถเคลื่อนไหวถอยออกจากซองจอดบริเวณ
ลานหน้าร้านกำนันเดียร์

ห่างกันออกไปไม่ไกลเกินสายตา
กำนันกำลังเคลื่อน
BYD Seal AWD Performance ไหล
ออกมาตามทาง....

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

ในหัว

 


หลายวันก่อนผมสังเกตุเห็นรถยนต์ของ
รุ่นน้องที่เคยคุยๆกันฉันพี่น้องอยู่พักใหญ่
แล่นผ่านหน้าไปด้วยอาการแปลกๆจน
แทบจะตกไหล่ทาง แต่ก็ยังดีที่ดึงรถกลับ
มาสู่เส้นทางจราจรปกติได้

จึงคว้าโทรศัพท์กดข้อความไปถามไถ่
คำตอบเกินคาดเดาอย่างร้ายแรงก็ปรากฎ
"อย่าเสือก"

ผิดวิสัยอย่างจัง เท่าที่รู้จักกันมาหลายปี
นับครั้งได้ที่ผมจะได้ยินถ้อยคำหยาบคาย
หลุดออกมาจากริมฝีปาก

ผมจึงอนุมานได้ว่า คนที่พิมพ์กลับมานั้น
อาจจะไม่ใช่คนเดิม หรืออาจจะกลายเป็น
คนละคน

อาจจะเป็นแฟนของเธอที่กำลังมีปากเสียง
อยู่ในช่วงห่วงข้าวของที่คิดว่าต้องเป็นของ
ตัวเองไปนิจนิรันดร์

ความรักหนอ ทำให้คนเรามืดบอดตามัว
ได้ไม่เว้นวัยจริงแท้ อย่าว่าแต่วัยเยาว์
วัยรุ่นทั้งหลายเลย ที่เห็นเป็นข่าวแล้ว
อายุเกินครึ่งคนไปก็เจอความรักความต้อง
การเหล่านี้แหละ หลอกล่อให้คนเรานั้น
เดินไปสู่หนทางที่เสื่อมเสีย และสร้างความ
เสียหายให้แก่ชีวิตได้

ผมหยุดความคิดกลับมาทำงานต่อ
แต่ความคิดมันไม่หยุดตาม คำด่าทอยังคง
ตามติดฝังแน่นอยู่ พอเปลี่ยนไปคิดเรื่องอื่น
สักพัก คำนั้นที่ยังคงฝังใจก็จะดังขึ้นมาอีก
ด้วยความไม่เข้าใจ

ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นแบบนี้มานานแค่ไหนกับ
คำด่าว่า กับเรื่องราวต่างๆที่ตัวเองได้ทำ
ผิดพลาดลงไป

ผมพยายามคิดไปถึงเรื่องราวเก่าๆที่เป็น
แบบเดียวกันนี้ คือ ท้ายที่สุด เรื่องราว
เหล่านี้มันก็จะถูกลืม ลบเลือนไป อย่างไป
ใส่ใจอะไรกับมันเลย

จนกระทั่งมีข้อความจากรุ่นน้องส่งกลับมา
ขอโทษขอโพย อธิบายว่าจะส่งให้ข้อความ
ที่ว่านั้นให้ "เพื่อน" แต่ดันกดส่งมาให้ผม
แทน ผมตอบรับคำ ไม่ว่ากระไรต่อ

คำด่าหายไป
ความคิดอื่นแทรกเข้ามาแทน

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 17

 


มัธยมสอง...

ระหว่างเรียนพิเศษภาษาอังกฤษวันเสาร์
เพื่อนสาวคนหนึ่งหยิบเพจเจอร์ออกมาเปิดดู

นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่ได้เห็นและ
ได้รู้จักกับเครื่องมือสื่อสารชนิดนี้

ด้วยความที่เป็นคนที่ไม่ค่อยได้ใช้เทคโนโลยี
อะไรเลยนอกจากเกมส์กดเตอติสที่อ้อนขอ
แม่ซื้อให้ที่งานแฟร์แบบโลคอล คือ เป็นงาน
ที่จะมีเต๊นท์มาตั้งขายสินค้าตามสถานใหญ่ๆ
ของเมือง เช่นสนามกีฬา ศาลากลางฯ
อะไรทำนองนี้ คล้ายๆกับสินค้าตามงานวัด
งานพื้นถิ่นที่มีพ่อค้าแม่ขายสัญจรมาจากต่าง
จังหวัดกันหลายๆเจ้า

มันก็อาจจะเรียกได้ว่า แทบไม่มีอะไรไป
มากกว่าของเล่นเด็ก ของกิน โต๊ะไม้
เสื้อผ้ายกโหลราคาประหยัด ฯลฯ

และแน่นอนว่ามัน คนแถวบ้านผมก็ไม่มีใคร
สะสมกำลังทรัพย์ไว้สำหรับของที่ทันสมัยเช่นนี้

ผมเรียนรู้จากเพื่อนสาวว่ามันทำงานยังไง
ภายในใจก็คิดว่าทำไมมันยากจัง แล้วความ
เขินอายที่จะบอกข้อความผ่านโอเปอเรเตอร์
อีกนั่นเล่า จะเอาไปวางไว้ที่ไหน บนตู้โทรฯ
สาธารณะหยอดเหรียญหรือฝากไว้กับบัตร
พินโฟน 108

กว่าผมจะได้ลองหัดส่งข้อความจีบสาวได้ก็
ต้องรุมเข้าตู้ไปกับเพื่อนๆที่เค้าจะส่งหาคน
คนอื่นๆก่อน

เรียกว่า เข้าไปฟังเป็นตัวอย่างจากกรณี
ศึกษาจริงๆ แล้วค่อยกลับมาปฎิบัติตามใน
ภายหลัง

แต่พอใช้จนชินแล้ว มันก็เริ่มจะกลายเป็นความ
สนุกครึกครื้นแทน จีบสาวบ้าง แกล้งเพื่อนบ้าง
ยิ่งอยู่กับเพื่อนคนอื่นๆอีกก็จะรุมกันเข้าไปอัด
อยู่ในตู้โทรศัพท์จนแทบจะหายใจกันไม่ออก

คิดๆแล้วก็สนุกอยู่ในใจ อยากย้อนกลับไป
ส่งข้อความแบบนั้นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเทอนั้น
จะอ่านตอนไหน รู้สึกอย่างไร จะตอบกลับ
มาหาผมก็ทำไม่ได้เหมือนทุกวันนี้

แตกต่างไป

 


เรา ผู้ซึ่งอาศัยสังคมในการดำรงชีวิตอยู่
และเรา ก็ยังมีความย้อนแย้งในตัวเองที่จะ
หลีกเร้นตัวหนีสังคมออกมาใช้ชีวิตเงียบๆ
ไม่ไปหาใคร ไม่คุยกับใคร

และอีกครา ที่เราอยากจะเข้าหาใครสักคน
แต่บางทีก็อาจจะถูกปฎิเสธอย่างไรเยื่อใย
มันเป็นความต้องการที่ไร้การเชื่อมโยงจุดใดๆ
ให้เข้าหากันได้

ไม่ว่าใครๆก็ต่างดำรงชีวิตด้วยความหวัง
ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ไม่งั้นก็หลายอย่าง
มันถูกขับเคลื่อนไปแบบ ออโต้ไพลอท บ้าง
มันถูกกระตุ้นแบบ โพรดักทีฟ บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เราก็ยังหวังกันอยู่ดี

แต่ๆๆ ความคิดหวังนั้นจะลุล่วงอย่างหวังผล
ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่มีใคร
การันตี หรือเรียกร้องที่จะเอามันมาได้ง่ายๆ
เว้นเสียแต่ว่า เราคิดที่จะเอามันมาให้ได้
แบบจริงๆจังๆ มั่นคงต่อมันอย่างที่สุด
หาทุกวิถีทางที่จะทำให้เราคู่ควร

แต่ความรักนั้นแตกต่างสิ้นดี

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 16

 


จากเรื่องของความสูงนี่เองที่ทำให้มีคนเรียก
ผมว่า "เตี้ย" มาถึงทุกวันนี้

การที่คนเราจะมีฉายาได้นี่ต้องมีเอกลักษณ์
เฉพาะตัวบางอย่าง หรือไม่ก็ต้องก่อวีรกรรม
อันเลื่องลือฉาวโฉ่จนเรื่องราวนั้นแพร่กระจาย
ไปกลุ่มเพื่อน จนทำให้มีใครบางคนที่ปากหมา
และออกจะมีความคิดสร้างสรรค์ไปในทางเสีย
นั้นเกิดไอเดียเปล่งวาจาสิทธิ์ที่หยุดชะงักผอง
เพื่อนให้สะดุดกึกกับคำนั้นๆขึ้นมา หรือไม่ก็
เรียกชื่อคนนั้นๆบ่อยๆให้ติดปากจนคนอื่นสงสัย
ว่าที่มาของฉายานั้นมาจากอะไร

เรื่องการกลั่นแกล้งล้อเลียนกันเป็นเรื่องที่พบ
เจอได้ทั่วไปสำหรับเด็กๆสมัยนั้นครับ หากใน
ปัจจุบันนี้เราเอาจะเรียกได้ว่าการบุลลี่
สำหรับยุคนั้น เราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ
ยิ่งการล้อชื่อพ่อชื่อแม่กันนี่ก็สนุกสุดๆ
ไม่รู้ทำไมเราต้องเจ็บแค้นกับการโดนล้อโดน
ว่ากล่าวทางวาจาด้วย แต่มันเจ็บจริงๆนะครับ
ตอนนั้นหน่ะ

บางคนนี่โดนทั้งญาติพี่น้อง ครบทั้งครอบครัว
มากันหมดเป็นบทท่องจำที่จำได้แม่นกว่า
เนื้อหาในหนังสือที่เรียนอีก

บางคนก็ถูกเรียกแทนชื่อเล่นไปเลย คือ แทนที่
จะเรียกชื่อเพื่อน ก็ไปเรียกชื่อแม่เพื่อนแทน

หากเป็นสมัยนี้ก็คงถูกฟ้อง และไม่มีใครคบคน
ที่คอยแต่จะพาคนอื่นบุลลี่เพื่อนให้เกิดความสนุก
แก่พรรคพวกตัวเองหรอกครับ

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

รักที่ลด รถที่รัก 8

 


ห่างหายไปนานกับซีรี่ย์เรื่องนี้ครับ
ไม่ใช่ว่ารถเจ้ากรรมที่ว่านั้นใช้งานได้
อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว

แต่กลับกันอย่างสิ้นเชิง

ความรักที่ต้องการเอาใจใส่อย่างไร
รถก็ต้องการคนดูแลซ่อมแซมแลบำรุงรักษา
อย่างนั้นเช่นกัน

หากให้ย้อนกลับไปหลังจากวันล่าสุดที่ได้
พร่ำเพ้อให้เป็นเรื่องราวเอาไว้
ต่อมา...
ผมจะลองนึกไล่เรียงอาการออกมาเป็น
แต่ละรายการ เป็นหัวข้อๆแทนการเอามา
เล่าเป็นเรื่องเป็นราว เกรงว่ามันจะยาว
จนเอามาพิมพ์หนังสือได้เป็นเล่มๆ

-แร็คพวงมาลัยไฟฟ้าเสีย(ลุยน้ำขัง)
-คอมแอร์พัง(ตายคาสี่แยก)
-อาการเบรคแล้วเสียการทรงตัวเนื่องจาก
ปั้ม เอบีเอส เสีย รายการนี้กว่าจะหา
ต้นตอสาเหตุได้ก็เล่าเอาช่างปวดกะบาล
ไปหลายสัปดาห์เหมือนกัน
-บูสต์เทอร์โบมาไม่เต็ม มาๆหายๆ
(เหยียบให้ตายรถแทบไม่วิ่ง)

ประมาณนี้ครับ

หากเป็นคนรักที่ตั้งแง่แม่งอนเอาเยอะแยะ
มากมายขนาดนี้ เป็นผมสมัยก่อนก็คงต้อง
บอกลาเซย์กู๊ดบายกันไปตั้งนานแล้ว
ไม่มาทนฟังทนเป็นทาสรับใช้ยามเธอเหวี่ยง
วีนสร้างความหนักใจให้ถึงเพียงนี้หรอก

สุดท้ายแล้ววันนั้นก็มาถึง
วันที่ทุกอย่างสมบูรณ์
แม้ว่าจะไม่เหมือนกับรถใหม่ออกห้างฯ
แต่ก็สามารถเหยียบได้อย่างไม่ต้องกลัว
จะไปเสียกลางทางที่ไหน

เพียงแต่ว่า...
เธอคนนี้ช่างน่าเบื่อไปเสียแล้ว
ไปพบเจอรถคันใหม่ที่เร็วกว่า
แรงกว่าก็สู้เขาไม่ได้

ทำได้เพียงมองตาละห้อยให้สาวๆที่สวยสด
ปรูดปร๊าดแซงหน้าไป ปล่อยให้ผมจ้องมอง
บั้นท้ายไปจนสุดสายตา

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 15

 


ไม่รู้ว่าร่างกายของผมนั้นเจริญเติบโตช้ากว่า
คนอื่นๆเขา หรือ ว่าพ่อแม่ผมเองนั้นแจ้งปีเกิด
พลาดไปกันแน่ จึงทำให้เพื่อนในรุ่นราวคราว
เดียวกันค่อยๆสูงใหญ่หนีห่างผมออกไปแล้วก็
ปล่อยให้ผมกับเพื่อนร่วมชั้นอีกคนหนึ่งยืนอยู่ที่
ตรงถ้ายแถว

ความสูงเป็นดัชนีชี้วัดตัวแรกสุดที่สังเกตุง่ายๆ
ในเรื่องของความเจริญเติบโต ยิ่งมองแบบ
เผินๆแล้วก็ดูออกว่า ใครเด็กเล็ก ใครเด็กที่
พอจะโตขึ้นมา

แม้กระทั่งมัธยมสองต่อไปถึงมัธยมสามร่างกาย
ของผมเองก็ยังเหมือนไม่ได้รับคำสั่งจากแบบ
แปลนทางชีววิทยาให้ดำเนินการเติบโตทาง
ความสูงอย่างก้าวกระโดดอย่างคนอื่นๆเขา

มันคลายต้อยๆไปราวกับคนที่พอใจในสิ่งนี้อยู่แล้ว
ไม่เห็นจะต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนไขว่คว้า
อะไรต่อมิอะไรให้เข้ามาในชีวิตเพื่อสร้าง
ความวุ่นวายเพิ่มอีก แต่สำหรับตัวผมเองแล้ว
ผมไม่คิดแบบนั้น

ระหว่างเวลานั้น เพื่อนๆแต่ละคนนั้นต่างเข้า
สู่ยุคเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็ก เป็นวัยรุ่นร่างกาย
เปลี่ยนแปลง ความคิด ความกล้า อะไรต่อ
มิอะไรที่ไม่เคยได้ทำ ก็มีกลุ่มแก็งค์รุ่นพี่ทำให้
ดูเป็นตัวอย่าง

บางคนถาม
-เห้ย โคยมึงแข็งยัง
-มึงมี หม๋ อย ป่าว โกนมั้ย
ส่วนใหญ่แล้ววัยนั้นก็จะมีแต่พวกเรื่องราว
ประมาณนี้ และ ยิ่งไปกว่านี้อีกก็มีตามมา

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 14

 


"การทำผิด" เป็นอะไรที่ไม่คุ้นชินสำหรับผม
ใช่ครับ ตั้งแต่เด็กๆมา ผมเป็นคนไม่ค่อยทำ
อะไรให้มันผิดแปลกแหวกแนว หรือ ผิดกฎ
ผิดระเบียบที่พวกผู้ใหญ่เขาได้วางเอาไว้
ชีวิตผมไม่อยากมีปัญหากับใคร กลัวเขาจะ
ทำร้ายเอากระมัง ไม่ก็กลัวว่าจะควบคุม
ตัวเองไม่ได้ทำอะไรเลยเถิดไปกันใหญ่

หลังจากแลกเปลี่ยนเงินตราไปกับสิ่งเสพติด
ผมก็ต้องหาสถานที่เพื่อที่จะบรรจุบุหรี่เหล่า
นั้นลงไปในหลอดยาอมที่ได้รับมา ซึ่งมันใส่
ไปในหลอดได้ 3 ตัวพอดิบพอดี

ตอนที่น่ากลัวที่สุดหลังจากนั้น คือ การเดิน
ผ่านครูปกครองที่หน้าประตูโรงเรียน

คนเรามักจะคิดจินตนาการเรื่องราวเลวร้าย
ได้โลดแล่นต่อสถานการณ์ได้ดีกว่าเรื่องดีๆ
ยิ่งระหว่างที่ชีวิตนั้นเดินทางด้วยความหวาด
กลัวด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ ใจมันตุ้มๆต่อมๆ
คล้ายกับทฤษฎี สปอตไลท์ แอฟเฟค ที่บอก
ว่าเรามักจะคิดไปเองว่าคนส่วนใหญ่จะสน
ใจเราอยู่ตลอดเวลา หรือ คนจะสังเกตุ
เรา จับผิดเรา คิดอะไรต่างๆเกี่ยวกับเรา

แต่ในเวลานั้น วัยนั้น กับการแหกกฎของ
โรงเรียนครั้งแรกนั้น มันคล้ายกับการให้
ผมนั้นเดินไปบอกผู้หญิงว่า เธอๆ เราชอบ
ความกล้าในเรื่องล้างผลาญของผู้ชายสูญ
หายไปสิ้น กล้ามเนื้อขาอันลีบเล็กอยู่แล้ว
ก็ยิ่งหมดแรงก้าวไปกันใหญ่ แทบออกจะ
สั่นๆอยู่หน่อยๆด้วย

การสบตาของผู้มีอำนาจยิ่งทำให้ผมกลัว
แต่เชื่อไหมว่ามันเป็นการกระทำที่เป็นทาง
เลือกง่ายๆทางเลือกหนึ่งเลยทางจิตวิทยา
ซึ่งก็อีกแหละครับ ตอนนั้นไม่มีใครฝึกหรือ
บอกให้เราจ้องตาใครต่อใครหรอก

ผมต้องก้าวเดินด้วยความหวาดกลัวอย่าง
ประมาณไม่ได้จนกว่าจะผ่านพ้นประตูของ
โรงเรียนเข้ามา

มันช่างเป็นเวลาที่นานแสนนานเหลือเกิน

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

หนึ่งนาฬิกาห้าสิบเก้านาที

 


ก่อนย่อหน้านี้จะเกิดขึ้น...

ผมเหลือบมองเวลาที่แสดงอยู่บนหน้าปัด
นาฬิกา ตัวเลขแสดง 1:59 น.
และก่อนหน้านั้นอีกที สายตาผมจับจ้องไปที่
ถ้อยกระทงความเนื้อหาในหนังสือของ
นักเขียนญี่ปุ่นท่านหนึ่ง "ฮารุกิ มุราคามิ"

"แดนฝันปลายขอบฟ้า" กำลังดึง หรือ ดัน
ผมให้เข้าร่วมเดินทางไปกับลิฟท์ของเขา

แม้นความมึนงงของสมองที่ผ่านการเดินทาง
ผ่านความสรวลเสเฮฮาแกล้มกับความ
มึนเมาของ รีเจนซี่ ไปไม่ต่ำกว่าสามถึง
สี่แบน

แม้นมันออกฤทธิ์มาได้มากกว่า
สามชั่วโมงแล้ว ผมก็ยังพอมีความรู้สึกนึกคิด
ว่าแท้จริงนั้น
นี่อาจจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสักเท่าไหร่
ในการที่จะมานั่งโปรยหว่านความคิด
ผ่านแป้นอักษรเช่นนี้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็เกิดขึ้นแล้ว

จะอย่างไรเสีย ด้วยกมลสันดานจากเบื้องลึก
ก็บอกกับตัวเองว่า ผมต้องทำมันให้จบ
ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง....

หลังจากนั้น...

ผมก็พ่ายแพ้ให้กับความง่วงงันที่ค่อยๆถาโถม
เข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า ราวไม่มีวัน
สิ้นสุดคล้ายคลื่นในทะเลกว้าง

ดวงตาผมหย่อนคล้อยยานกว่านมแม่เฒ่าวัย
แปดสิบ แต่อย่างน้อยผมคิดว่าพรุ่งนี้มันจะถูก
ปลุกให้ตื่นขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับภาระหน้าที่ที่ไม่
รู้ว่าจะเป็นเช่นไรต่อไป

เลวสุดๆแล้วมันก็ต้องเต่งตึงตั้งขึ้นมาให้
ใช้การใช้งานได้บ้าง ซึ่งดีกว่ามีมันไว้
แล้วไม่ได้ใช้งานอะไรเลย แถมยังสร้าง
ภาระให้เราต้องดูแลอีกเป็นไหนๆ...

กำกวมสิ้นดี ผมบอกตัวเองก่อนที่จะกดส่ง
ถ้อยกระทงความนี้ออกไป

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 13

 


มันเป็นเช้าที่ทำให้หัวใจเต้นระรัวราวกับจะ
ทะลุออกมานอกเสื้อนักเรียนแบบโปโลสีฟ้า
มันคล้ายกับเหตุการณ์ใดๆที่จะพาให้ชีวิตเรา
นั้นแปรเปลี่ยนไปได้อย่างสิ้นเชิง
ไม่ว่าจะเป็นการสอบสัมภาษณ์งาน หรือ
การรอฟังผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เทียบ
เคียงกับความรู้สึกของผมในเช้าวันนั้นไม่ได้

ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน ภายหลังม่านควันที่ลอย
อ้อยอิ่งอยู่ภายในห้องน้ำที่ทึบอับไร้ลมพัดโชย
ระบายอากาศ

ผมกับเพื่อนๆแอบยืนสุมอัดบุหรี่กันอยู่ใน
ห้องน้ำด้านหลังสุดของสวนมะม่วงเนื้อที่
เกือบไร่ ซึ่งแอบอยู่ด้านหลังสุดของโรงเรียน

หลังจากหมดไปสามมวนแล้ว หลอดยาอม
ดีกัวดินสีขาวส้มหลอดประจำหลอดนั้น ที่ถูกใช้
เป็นอาภรณ์ชั่วคราวของยาสูบสามมวนเพื่อ
พลางตาคุณครูหน้าประตูโรงเรียนที่คอยสอด
ส่องตรวจค้นหาของผิดระเบียบ ผิดกฎหมาย
มิให้นำเข้ามาด้านใน ก็ถูกนำส่งมาให้ผม

"พรุ่งนี้ตามึง" ดั่งคำประกาศิตพิพากษาให้
ชีวิตต้องตกระกำลำบาก จะอิดออดอย่างไร
ก็คงไม่มีทางหลีกพ้น เนื่องจากทุกคนที่แอบลง
มาด้วยกันในสถานที่นี้ ก็ล้วนผ่านกันมาแล้ว
ทุกคน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ต้องหาทางนำ
เจ้าสิ่งบำเรอความใคร่ร่วมทางสังคมใน
ตอนนั้น บรรจุลงหลอดยาอมยี่ห้อเก่า
แล้วนำมันเข้ามาให้ได้

เช้าวันนั้น ผมนั่งรถเมล์ไปโรงเรียนแต่เช้า
ซึ่งโดยปกติแล้ว แม่จะคอยขี่มอเตอร์ไซค์
ไปส่งผมเป็นประจำ แต่การที่ผมต้องไป
แต่เช้าจะทำให้แม่นั้นยังจัดการกับกิจวัตร
ที่ต้องทำยังมิทันเสร็จสิ้น ผมวางแผนไว้ได้
แบบนี้ในการที่จะต้องสลัดตัวเองออกจาก
การดูแลของผู้ปกครองที่รัก

แต่แผนการต่อมาในการเดินดุ่มๆเข้าไป
ซื้อบุหรี่นี่สิ ไม่มีแผนใดๆ จะจ้างให้ใครเข้า
ไปซื้อแทนก็แทบจะสิ้นหวัง ผมเป็นคนขี้อาย
แล้วยิ่งเรื่องที่ต้องทำผิดแบบนี้แล้วด้วย
ผมไม่เคยทำ ทางเดียวที่มองเห็นในตอนนั้น
คือ การพาร่างกายอันจ้อยจิ๋วนี้ ยืนหยัดก้าว
ไปที่ร้านขายของชำใกล้กับทางแยกที่จะต้อง
ต่อรถไปโรงเรียนอีกต่อหนึ่ง

แล้วบอกกับเขาว่า "สายฝนสิบบาทครับ"

เรื่องของข้าพเจ้า 12

 


เห้ย ไอ้เตี้ย(มันเป็นฉายาของผมที่เพื่อน
คนไหนสักคนเป็นคนริเริ่มและถูกกล่าว
ขานมาถึงแทบทุกวันนี้)ไปห้องน้ำกัน

เสียงนั้นถูกกระซิบมาจากปากเพื่อนคนหนึ่ง
ระหว่างใกล้หมดคาบเรียนช่วงสาย

ภายในห้องน้ำนักเรียนชายหลังอาคาร
เด็กชายสองคนก้าวย่างเข้าไปสำรวจใน
ห้องน้ำว่ามีใครใช้งานอยู่หรือไม่

ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เวลาสายๆแบบนี้ยังไม่ค่อย
มีใครลงจากอาคารมาเข้าห้องน้ำกันหรอก
และแน่นอนว่าพวกเราก็รู้ จึงเลือกลงมา
เวลานี้

ไม่ใช่ว่าปวดฉี่หรือดื่มน้ำเยอะอะไรขนาดนั้น
ในตอนเช้า

เรื่องสำคัญในตอนนั้น คือ ลงมาแอบสูบบุหรี่
กันครับ

เท่าที่ความทรงจำจะถูกขุดออกมาได้
หรือเรียกได้ว่าบุหรี่มวนแรกนั้น ถูกน้ำเข้า
มาจากใคร ที่ไหน อย่างไร ก็คงจะชี้ชัด
ลงไปได้อย่างยากเย็ญ

เหตุเพราะผมก็ไม่ได้เป็นคนแรกที่นำเข้ามา
แล้วเหตุการณ์นั้นก็ไม่ใช้ครั้งแรกที่พวกเพื่อน
นั้นได้ลงมือกัน

กว่าจะรู้อีกทีนั้น เราก็พากันผลัดกันลงมา
เวียนวกไปเป็นคู่ สลับคู่กันบ้าง เพื่อป้องกัน
มิให้เกิดความสงสัยสำหรับผู้คน

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 11

 


    หลังจากคบหากับเพื่อนใหม่ในวัยมัธยม
ได้ไม่นาน ธรรมชาติก็คัดสรรให้พวกเฟี้ยวๆ
เหี้ยห่าแยกออกมาอีกทาง พวกเนิร์ดๆคงแก่
เรียนก็อีกทาง ติ๋มๆไม่ค่อยสุงสิงกับใครก็ถูก
แบ่งแยกออกไปอีก

สำหรับตัวผมเองก็ไปเข้าร่วมกับพวกดื้อๆบ้าง
อยู่กับแก็งค์สาวๆเด็กเรียนบ้าง(อันนี้หวังเอา
ไว้ใช้ประโยชน์ในการลอกการบ้าน)

แต่ส่วนใหญ่แล้ว จะไปเข้ากลุ่มกับพวกเพื่อนๆ
ที่หาแต่เรื่องราวให้ต้องปวดหัวผู้ปกครอง
เสียมากกว่าการใฝ่เรียนให้ได้คะแนนดีๆ

ในตอนนั้น คิดได้แค่เรียนให้มันผ่านๆไปก็จบ
ไม่ได้ถูกเคี่ยวเข็ญให้ต้องทำคะแนนสอบได้
สูงๆ ชีวิตวัยนั้นเลยอยู่ในประเภทฟรีสไตล์
อยากจะทำอะไรก็ทำ

จะบอกว่าเพื่อนๆนั้นมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมใน
ช่วงเวลานั้นสูงมากก็ไม่ผิด เหตุเพราะว่า
เราอยากมีที่ยืนในสังคม อยากเป็นส่วนหนึ่ง
ของกลุ่มก้อนเพื่อนๆ มันคงเป็นไปตามวัย
ตามกลไกของธรรมชาติแหละมั้ง

และนั่นแหละครับ จุดเริ่มต้นของเรื่องราว
ต่างๆที่จะเกิดขึ้นให้วุ่นวายกับชีวิตในเวลา
ต่อมา

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 10

 


เสาร์ อาทิตย์

นับเป็นครั้งแรกที่ผมตัดสินใจขอเงินแม่
เรียนพิเศษภาษาอังกฤษ

แน่นอนว่าผมเองนั้นไม่ค่อยสนใจเรื่อง
การเรียนภายในห้องสักเท่าไหร่
คิดแค่ว่าเรียนไปให้พอผ่านๆ
ไม่ต้องดีเด่นได้อันดับต้นๆของห้องหรอก
ขอแค่ผ่าน หรือ พอใช้ก็เป็นพอแล้ว

แต่ที่ทำให้ต้องขอเงินแม่ไปเรียนเพิ่ม
มีเหตุผลเดียวครับ

เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งชวนไป...

อย่างที่เคยได้เล่าไปแล้วเรื่องความ
เขินอายของผมเอง

แต่หากผู้หญิงที่แอบชอบชวนไปเรียนพิเศษ
ด้วยกัน ต่อให้ไม่ชอบเรียนแค่ไหน
ผมก็ต้องไปให้ได้ครับ

ในเวลานั้น
เด็กหลายๆคนก็จีบกัน เป็นแฟนกัน
มีเรื่องราวเหล่านี้เข้ามากระทบจิตใจผม
ให้ต้องหันเหความเอาเวลามาลง
กับเรื่องแบบนี้

ไม่ได้อยากทำตามคนอื่นหรอกครับ
ระบบร่างกายมันพาไปเอง

และนี่ก็คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผม
ต้องไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ

เรื่องของข้าพเจ้า 09

 


มัธยมหนึ่งถึงสาม...

เรื่องราวมากมายสำหรับเด็กมักจะเกิดขึ้น
ในช่วงเวลานี้

ร่างกายวัยนี้เริ่มพัฒนาอย่างมาก
ผมเห็นร่างกายเพื่อนหลายๆคนโตเอาๆ

จนมองกลับมาที่ตัวเองว่าทำไมตัวผมนั้น
ถึงได้เล็กจิ๋วกระจ้อยร่อยอย่างนี้

ในเวลานั้น
ความสูงของผมนั้นเป็นอันดับสอง
รองจากท้าย
คือเรียกได้ว่า
แทบจะเป็นกลุ่มเด็กที่ตัวเล็กที่สุดในห้อง
และอยู่ในกลุ่มที่ได้รับสวัสดิการนมโรงเรียน
สัปดาห์ละแพ็คให้ได้แบกกลับบ้าน
ซึ่งกว่าจะถึงบ้านได้ก็เล่นเอาปวดไหล่
อยู่เหมือนกัน

จนบางครั้งได้มาแล้ว
ไม่อยากแบกกลับบ้านเพราะความหนัก
ก็ยกให้เพื่อนคนที่เขาอยากได้ไปซะอย่างนั้น

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 08

 


เพื่อนในประถมวัยที่เหลือคบกันมาถึง
ทุกวันนี้เราแทบจะนับได้ไม่เกินจำนวน
นิ้วเพียงมือเดียว

สำหรับผมนั้น อาจจะมีแค่หน่ึงหรือสอง
เพียงเท่านั้น

กว่าจะผ่านพ้นจากวันนั้น จนหลงเหลือ
มาถึงวันนี้ได้ ก็ผ่านอะไรกันมานักต่อนัก
หล่นสูญหายไประหว่างทางก็เยอะ

กาลเวลาเป็นสิ่งที่พิสูจน์อะไรมากมาย
แม้กระทั่งจิตใจคน

หลังจากจบประถมที่โรงเรียนเทศบาล
แห่งหนึ่งจากทั้งหมดสิบแห่งแล้ว
ผมก็มีสิทธิได้สมัครเรียนต่อมัธยมที่
โรงเรียนประจำจังหวัด ซึ่งก็ไม่ได้ยาก
เย็นอะไร แค่การเลือกจับสลาก
ได้คือได้ ไม่ได้ก็ไปหาที่เรียนใหม่

สรุปว่า ดวงยังดีครับ ไม่ต้องไปหาที่
เรียนที่ไหนให้ไกลบ้าน
โรงเรียนระดับมัธยมเลยถูกคนอย่าง
ผมและพวกในภายหลังสร้างชื่อเสียให้
อยู่เนืองๆ

ความตื่นเต้นในการเปลี่ยนแปลงสำหรับ
เด็กนั้น มากมายจนกระทั่งเอ่อล้นออก
ไปเป็นความประหม่า ความกลัวบ้าง
ในการเฝ้ารอวันเปิดเทอม

แต่แล้วทุกๆอย่างก็คงผ่านไปอย่างที่มัน
ควรจะเป็น มีแต่ใจเราเท่านั้นที่คิดว่า
จะต้องเกิดนู่นนั่นนี่ไปล่วงหน้าร้อยแปด

วันนั้น ในห้องเรียน 1/5 วันแรก
ผมก็ได้พบเพื่อนที่มาจากโรงเรียน
เดียวกันอยู่อีกสองคน

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 07

 


"ความรัก" เป็นเช่นไรหรอ

หากบอกว่าวัยนั้นเราเกิดความรักขึ้น
มาได้แล้ว ก็คงจะเรียกว่าความรักได้
อย่างไม่เต็มปากหรอก

มันคงเป็นเพียงแค่ความชอบ
ที่ร่างกายของเราเริ่มหลั่งสารบาง
อย่างออกมาให้เราเริ่มรู้สึกบางอย่าง
กับเพศตรงข้ามเพียงเท่านั้น

เอาตรงๆทุกวันนี้บางคนยังไม่สามารถ
เข้าใจได้อย่างลึกซึ้งเลยว่า "รัก"
ที่แท้จริงนั้น คืออะไร?

ประถมห้า ประถมหก เพื่อนๆ
ก็เริ่มคุยกันเรื่องคนนี้แอบชอบคนนั้น
คนนั้นจีบคนนี้ เดินไปส่งที่ท่ารถกัน
หลายคู่แล้ว

แต่สำหรับผม
คนอินโทรเวิร์ดขี้อายก็ทำได้เพียง
แค่แอบชอบคนอื่นเค้า ก็เท่านั้นเอง
จะให้กล้าหาญเดินไปจีบผู้หญิงก่อน
แบบที่คนอื่นๆเค้าทำกันก็เห็นจะ
ไม่กล้า

เหตุใด ทำไมเราถึงกลัวกับเรื่อง
เหล่านี้ก็หาสาเหตุไม่ได้ครับ
คงต้องไปถามจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ด้านพฤติกรรมนู่นเอา

แต่การได้แค่แอบชอบ
ได้มองดูคนที่เราคิดว่าชอบนั้น
ก็อาจจะเป็นความสุขเล็กๆ
ของคนที่ไม่ค่อยกล้าทำอะไรอย่าง
ผมแล้ว

มันไม่ได้สร้างความทุกข์ระทมอะไร
ให้เหมือนกับวัยที่โตกว่านี้
มันคงเป็นเพียงแค่จุดเริ่มของร่างกาย
ที่สั่งให้เริ่มมองหาคู่ตามสายพันธ์
ที่สืบทอดกันมาหลายหมื่นล้านปี

ไม่เหมือนกันกับทุกวันนี้
ที่เราบางคนยังรู้สึกคลุมเครือว่า
"รักคืออะไร"

เรื่องของข้าพเจ้า 06

 


วัยที่สนุกสนานที่สุด?

คำตอบของหลายๆคนอาจจะ คือ
"วัยเรียน"

แน่นอนว่าผมก็คือหนึ่งในนั้น
วัยที่ไม่ต้องทำงาน
อยากได้อะไรก็ขอพ่อแม่เอา
อยากเล่นตอนไหนก็เล่น
นอนตอนไหนก็นอน
มีเพื่อนมากมายโดยไม่คิดอะไร
มากมายอย่างเช่นทุกวันนี้

จากอนุบาลมาประถม 1-2
ผมมาเรียนอีกที่หนึ่ง
เป็นโรงเรียนรัฐฯ
เหตุผลหลักคือ ผมสอบสัมภาษณ์
อีกที่หนึ่งไม่ผ่าน

จะให้ทำอย่างไรเล่า
ก็เขาให้เอาเด็กขึ้นไปถามตอบ
บนเวทีนู่น

แล้วเด็กขี้อายแบบอินโทรเวิร์ด
เช่นผมจะไปทำอย่างไรเสีย
นอกจากยืนบื้อใบ้ทำอะไม่ถูกไป
เสียอย่างนั้น

ผมเลยสร้างความลำบอกให้พ่อแม่
ต้องระหกระเหินหาที่เรียนใหม่

ความทรงจำวัยนั้นแทบจะเป็นศูนย์
ในเวลานี้ ผมไม่รู้ว่ามันไม่มีอะไรให้
น่าตื่นเต้นจดจำ หรือ เป็นเพียงความ
บกพร่องของสมองที่มันเลือก "ลบ"
สิ่งเหล่านั้นออกไปจากชีวิต

มาผุดนึกขึ้นได้อีกทีก็ราวๆประถมสี่
ประถมห้าได้สูดดมหนังสือเรียนที่
แสนจะหนักอึ้งในถุงพลาสติคใส
รวมๆกันทั้งสมุดหนังสือ ไม่ต่ำกว่า
ยี่สิบเล่ม

และประถมห้านี่เอง ที่เพิ่งได้หนังสือ
เรียนที่เป็นภาษาอังกฤษมาเล่มแรก
ผมค่อยๆบรรจงเปิดพร้อมกับสูดดม
กลิ่นของมันอย่างกับว่าหนังสือนั้น
ช่างแสนหอมหวาน

จนกระทั่งๆค่อยๆบรรจงเขียนชื่อ
และนามสกุลของตัวเองลงไป
ทั้งสมุดและหนังสือ

10 กม (3)

 


"สิ่งที่ยากกว่าการได้สิ่งนั้นๆมา
คือ การรักษาสิ่งนั้นไว้"

คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงไปแม้แต่น้อย
หากเราเข้าใจธรรมชาติของชีวิต
เราก็จะรู้ว่า สิ่งต่างๆนั้นไม่จีรัง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
วนแบบนี้ไปเรื่อยๆกับทุกเรื่อง
แม้กระทั่งลมหายใจสุดท้าย

สำหรับการวิ่งแล้ว
ใครที่ยืนหยัดต่อเป้าหมายนั้นๆ
ได้เป็นเวลานาน
ผ่านปีสองปี
ผ่านสิบปียี่สิบปี
โดยไม่ผ่านวิกฤติทางกายใจเลยนั้น
นับว่าโชคดีเอามากๆ

แรงใจ (Will Power)
คือ เชื้อเพลิงชั้นดีที่จะทำให้เรานั้น
ลงมือมุ่งมั่นทำอะไรสักอย่าง
(โดยไม่อาศัยเงินเป็นแรงผลักดัน
หลัก)

หากมนุษย์เราไร้แรงไร้กำลังใจแล้ว
ชีวิตก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ
คล้ายกับเครื่องจักรตัวหนึ่ง

เช่นกันกับการออกไปวิ่ง
หากเราไร้ซึ่งเป้าหมายในแต่ละวัน
ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงไขว่คว้าระยะทาง
แห่งการสืบเท้าก้าวไปในการวิ่ง

การรักษาระยะ(Maintain)
จึงเป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่งสำหรับ
ชีวิตของมนุษย์เรา

เหตุเพราะว่า
"ชีวิตเราก็เป็นแบบนี้แหละ"

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 05

 


โรงเรียนแรกอย่างเป็นทางการ
ที่ไม่รวมโรงเรียนชีวิตที่มักจะถูกสอน
โดยอาจารย์ใหญ่เช่น ยาย
ก็เป็นโรงเรียนอนุบาล
ไม่มีการไปเรียนสถานรับเลี้ยงเด็ก
ก่อนวัยเรียนเช่นทุกวันนี้

แม้นจะมี ก็คงยากที่จะเอาเงินแต่ละบาท
ไปแลกกับเวลาให้คนอื่นมาเลี้ยงดูผม
ชีวิตก่อนนั้น ระหว่างที่พ่อกับแม่ต้อง
ออกไปทำงานหาเงิน ผมก็ต้องอยู่ที่บ้าน
ของยาย

บ้านยายกับตาเป็นบ้านเช่า
มีลุงป้า น้าอา อยู่กันในละแวกอีกหลาย
ครอบครัว ห่างจากตัวตลาดไม่ไกลนัก
หากนับกิโลฯก็อาจจะเพียงกิโลฯเดียว

เพียงแต่สมัยก่อนนั้น ละแวกบ้านยาย
ยังเป็นทุ่งนารกร้างต้นกกขึ้นกันเต็มไปหมด
บ้านแต่ละหลังก็ปลูกอยู่ห่างกัน ไม่ชิดแน่น
เหมือนทุกวันนี้

ยายมีอาชีพรับจ้างซักผ้า
ขายก๋วยจั๊บตามงานหนังกลางแปลงบ้าง
และงานอื่นๆอีกตามแต่จะมีผู้ว่าจ้าง
ด้วยการเรียนที่ติดตัวมายังไม่ถึงกระพีกริ้น
ยายจึงจำเป็นต้องทำทุกอย่าง
เพื่อให้มีชีวิตรอด ส่งเสียลูกๆแต่ละคนให้
ได้เล่าเรียน จะได้ไม่ต้องมีชีวิตที่แสนจะ
ยากเข็ญเช่นคนยุคก่อน

ยายมีลูกทั้งหมด 6 คน
แม่ของผมเป็นลูกคนที่สองรองจากพี่ชาย
คนโต คือลุง และยังมีน้องสาวอีกสาม
น้องชายอีกหนึ่ง

ขนาดทุกวันนี้ ยุคเรามีลูกคนสองคนยัง
เลี้ยงดูว่าลำบาก
คนสมัยก่อนเลี้ยงลูกกันเป็นทีมฟุตบอล
วอลเลย์บอลกันเลย

คงจะลำบากวุ่นวายกว่าเราเป็นไหนๆ

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

10 กม.(2)

 


ผ่านวัน ผ่านคืน
ผ่านหลักกิโลฯ
ผ่านระยะทางสะสมต่อสัปดาห์
ต่อเดือน ไม่ต่ำกว่าร้อย ไต่ระดับ
ไปจนถึงเกือบๆสองร้อย กม.

เราต้องฝึกร่างกายให้คุ้นชินกับการวิ่ง
วิ่งๆๆ แล้วก็วิ่ง จนกว่าจะถึงวันนั้น
วันที่กำหนดงานแข่งขันย่างกรายมาถึง

มันเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสยิ่ง
สำหรับผู้ที่มีอะไรให้ต้องทำหลายๆอย่าง

ภายในวันหนึ่ง เราจะทำอะไรได้สักกี่อย่าง
แต่อย่างน้อยก็ต้องแบ่งเวลาให้กับการ
ซ้อมไม่ต่ำกว่า 1 ชม ต่อวันเป็นอย่างน้อย

ฉนั้น
หากเป้าหมายเรายิ่งใหญ่กว่าแค่
การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

หากเราต้องการแค่พิสูจน์ในการยืนหยัดต่อ
เป้าหมายที่แสนยากเข็ญนั้นๆแล้ว

เราต้องทำ อย่างที่แบรนด์กีฬาชื่อดัง ไนกี้
ว่าเอาไว้ Just do it

และสำหรับผู้ที่เคยผ่านสิ่งที่ผมว่ามาแล้ว
เราต่างรู้ดีว่า สิ่งเหล่านั้นมันให้ความหมาย
มากกว่าเหรียญฟินนิชเชอร์ (เหรียญรางวัล)
ที่ได้รับหลังเข้าเส้น
มันมากกว่าเสื้อที่ตีตราโชว์หราว่า ข้านั้นพิชิต
ความยากเข็ญนั้นมาแล้ว

มันสั่งสอนว่าชีวิต ไม่มีทางได้อะไรมาง่ายๆ
มันสร้างความภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่ง
ภายใต้ผ้าห่มอันอบอุ่นเราต่อสู้กับความง่วง
ถีบตัวเองออกจากจุดนั้น แล้วออกไปก้าว
ย่างสู่สิ่งที่เราคิดว่า เราต้องทำมัน

10 กม. (1)

 


เมื่อวานครับ

เป็นวันที่ถึงกำหนดหลังจาก
ได้ตกลงปลงใจกับเพื่อนอีกสองคน
ว่าเราจะเข้าร่วมงานวิ่งที่เขาใหญ่
(KhaoYai Marathon 2026)

ก่อนหน้านั้นเราเคยร่วมงานวิ่งกันมา
หลายงานแล้ว ส่วนใหญ่แล้ว
จะเป็นระยะ 21.1 กม. หรือที่
เรียกกันในภาษานักวิ่งว่า ฮาล์ฟ
คือ ครึ่งหนึ่งของระยะมาราธอน
(42.195/2)

เหตุใดงานนี้ถึงได้ลดระยะทางลงมา
เหลือเพียงแค่ 10 กม.นะหรือครับ

อันนี้ก็หาเหตุผลแน่ชัดไม่ได้
เราต่างเคยผ่านระยะทางที่ไกลกว่านี้
มากกันมาแล้ว

ได้พิสูจน์ตัวเองกันมาแล้วว่า
ความสามารถของเรานั้นถูกผลักดัน
ให้ไปไกลกว่าที่เราคิดไว้ได้โดย
การใช้วินัย และ ความมุ่งมั่น
เป็นเชื้อเพลิงให้แก่ร่างกาย จิตใจ
กระทำการสร้างทัณฑ์ทรมานที่แสน
จะน่าเบื่อนี้จนถึงเส้นชัยมานักต่อนัก

อาจจะเป็นเพราะหน้าที่การงาน
อาจจะเป็นเพราะการยืนระยะ
ในเป้าหมายของชีวิต
อาจจะเป็นเพราะอะไรอีกต่างๆนาๆ

แต่การที่คนๆนึงจะลงมือปฎิบัติ
สิ่งใดๆในระยะเวลานานๆนั้น
ถือว่าเป็นการพิสูจน์ความมุ่งมั่นที่แท้จริง

กว่าคนเราจะวิ่งไปเรื่อยๆจนถึงระยะ
42 กม.ได้ เราจะต้องซ้อมๆๆ
และก็ซ้อม ไม่ต่ำกว่าสามเดือนเป็น
อย่างน้อย (นี่คือไวที่สุดแล้วในความ
คิดของผม)

เราต้องเคี่ยวกรำร่างกาย จิตใจ
กระทำสิ่งๆนั้นทุกวี่วันอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้

เราต้องทำ แม้ว่าไม่อยากจะทำ
เราต้องลากสังขารตัวเองให้สืบเท้าต่อไป
แม้ว่ากล้ามเนื้อขา หัวเข้า น่อง
เท้าจะส่งสัญญาณแห่งความเจ็บปวด
ออกมามากน้อยเพียงใด
ทำมันต่อไปจนกว่าจะถึงระยะเป้าหมาย
จากวันละ 5 กม. ขยับการวิ่งให้ไกลขึ้นๆ
ในวันที่ต้องซ้อมวิ่งไกล ซึ่งต้องมีหนึ่งวัน
ในแต่ละสัปดาห์

เพิ่มเข้าไปทีละ 5-10 เปอร์เซ็นต์
ของระยะที่เคยทำได้
และกว่าจะไปถึงระยะ 42 ได้
เราต้องผ่านการซ้อมที่ระยะวิ่งไกล
ไม่ต่ำกว่า 30-35 กม.มาแล้ว

เรื่องของข้าพเจ้า 04

 


จะว่าไปแล้ว
หากจะให้เรานึกย้อนกลับไปหลายสิบปีนั้น
ถือว่าเป็นเรื่องลำบากเอาการ
เราจะจำได้แค่เลาๆในเหตุการณ์ที่มีผล
ต่อความรู้สึกเราเสียมากกว่าสถานการณ์
แบบธรรมดาๆ

กล่าวคือ วันไหนไม่มีอะไรให้น่าจดจำ
สมองเราก็จะไม่เอามันมาบันทึกฝังลงไป
เป็นความทรงจำที่แนบแน่น ยาวนาน

เช่นกันกับในช่วงฤดูฝนหนึ่งในช่วประถมวัย
บ้านเราไม่มียานพาหนะที่พอจะคุ้มกันแดดฝน
ได้ไปมากกว่า จักรยานยนต์

Yamaha RX-s
คือชื่อยี่ห้อ และ รุ่นตามลำดับ
ขอเรียกง่ายๆสั้นๆว่า มอไซค์ ทับศัพท์ไป
แทนคำว่า มอร์เตอร์ซายเคิล ที่เป็นคำ
เรียกตามแบบฉบับภาษาฝรั่งเขา

เจ้ามอร์ไซค์คันนี้แหละ ที่พาครอบครัวเรา
เดินทางไปไหนมาไหนทุกที่ แม้กระทั่ง
เชียงใหม่ บ้านเกิดของพ่อ

ในฤดูฝนนั้น ผมต้องแทรกตัวอยู่ระหว่าง
กลางของพ่อและแม่ภายใต้เสื้อคลุมกันฝน
ตัวหนาเตอะของพ่อ เพื่อเดินทางไปโรงเรียน
ภายใต้เสื้อกันฝนนั้น จะมองไม่เห็นอะไร
มากไปกว่าหลังของพ่อ และ ตัวของ
ข้าพเจ้าเองที่มุมก้มมองลงไปด้านล่าง

บางที ละอองน้ำที่ถูกยางรถดีดอวลขึ้นมา
ทำให้แข้งขาและรองเท้านั้นชื้นแฉะ
ก็สร้างความรำคาญให้
แต่จะทำอย่างไรได้ ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ
ส่งผลให้ความรู้สึกนึกคิดของผมนั้น
ปลูกฝังมาอย่างต่อเนื่องว่า

ชีวิตเรานั้น ไม่ได้อะไรมาง่ายๆ
และมันก็ไม่ยากเกินไปที่จะไขว่คว้ามา