วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 08

 


เพื่อนในประถมวัยที่เหลือคบกันมาถึง
ทุกวันนี้เราแทบจะนับได้ไม่เกินจำนวน
นิ้วเพียงมือเดียว

สำหรับผมนั้น อาจจะมีแค่หน่ึงหรือสอง
เพียงเท่านั้น

กว่าจะผ่านพ้นจากวันนั้น จนหลงเหลือ
มาถึงวันนี้ได้ ก็ผ่านอะไรกันมานักต่อนัก
หล่นสูญหายไประหว่างทางก็เยอะ

กาลเวลาเป็นสิ่งที่พิสูจน์อะไรมากมาย
แม้กระทั่งจิตใจคน

หลังจากจบประถมที่โรงเรียนเทศบาล
แห่งหนึ่งจากทั้งหมดสิบแห่งแล้ว
ผมก็มีสิทธิได้สมัครเรียนต่อมัธยมที่
โรงเรียนประจำจังหวัด ซึ่งก็ไม่ได้ยาก
เย็นอะไร แค่การเลือกจับสลาก
ได้คือได้ ไม่ได้ก็ไปหาที่เรียนใหม่

สรุปว่า ดวงยังดีครับ ไม่ต้องไปหาที่
เรียนที่ไหนให้ไกลบ้าน
โรงเรียนระดับมัธยมเลยถูกคนอย่าง
ผมและพวกในภายหลังสร้างชื่อเสียให้
อยู่เนืองๆ

ความตื่นเต้นในการเปลี่ยนแปลงสำหรับ
เด็กนั้น มากมายจนกระทั่งเอ่อล้นออก
ไปเป็นความประหม่า ความกลัวบ้าง
ในการเฝ้ารอวันเปิดเทอม

แต่แล้วทุกๆอย่างก็คงผ่านไปอย่างที่มัน
ควรจะเป็น มีแต่ใจเราเท่านั้นที่คิดว่า
จะต้องเกิดนู่นนั่นนี่ไปล่วงหน้าร้อยแปด

วันนั้น ในห้องเรียน 1/5 วันแรก
ผมก็ได้พบเพื่อนที่มาจากโรงเรียน
เดียวกันอยู่อีกสองคน

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 07

 


"ความรัก" เป็นเช่นไรหรอ

หากบอกว่าวัยนั้นเราเกิดความรักขึ้น
มาได้แล้ว ก็คงจะเรียกว่าความรักได้
อย่างไม่เต็มปากหรอก

มันคงเป็นเพียงแค่ความชอบ
ที่ร่างกายของเราเริ่มหลั่งสารบาง
อย่างออกมาให้เราเริ่มรู้สึกบางอย่าง
กับเพศตรงข้ามเพียงเท่านั้น

เอาตรงๆทุกวันนี้บางคนยังไม่สามารถ
เข้าใจได้อย่างลึกซึ้งเลยว่า "รัก"
ที่แท้จริงนั้น คืออะไร?

ประถมห้า ประถมหก เพื่อนๆ
ก็เริ่มคุยกันเรื่องคนนี้แอบชอบคนนั้น
คนนั้นจีบคนนี้ เดินไปส่งที่ท่ารถกัน
หลายคู่แล้ว

แต่สำหรับผม
คนอินโทรเวิร์ดขี้อายก็ทำได้เพียง
แค่แอบชอบคนอื่นเค้า ก็เท่านั้นเอง
จะให้กล้าหาญเดินไปจีบผู้หญิงก่อน
แบบที่คนอื่นๆเค้าทำกันก็เห็นจะ
ไม่กล้า

เหตุใด ทำไมเราถึงกลัวกับเรื่อง
เหล่านี้ก็หาสาเหตุไม่ได้ครับ
คงต้องไปถามจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ด้านพฤติกรรมนู่นเอา

แต่การได้แค่แอบชอบ
ได้มองดูคนที่เราคิดว่าชอบนั้น
ก็อาจจะเป็นความสุขเล็กๆ
ของคนที่ไม่ค่อยกล้าทำอะไรอย่าง
ผมแล้ว

มันไม่ได้สร้างความทุกข์ระทมอะไร
ให้เหมือนกับวัยที่โตกว่านี้
มันคงเป็นเพียงแค่จุดเริ่มของร่างกาย
ที่สั่งให้เริ่มมองหาคู่ตามสายพันธ์
ที่สืบทอดกันมาหลายหมื่นล้านปี

ไม่เหมือนกันกับทุกวันนี้
ที่เราบางคนยังรู้สึกคลุมเครือว่า
"รักคืออะไร"

เรื่องของข้าพเจ้า 06

 


วัยที่สนุกสนานที่สุด?

คำตอบของหลายๆคนอาจจะ คือ
"วัยเรียน"

แน่นอนว่าผมก็คือหนึ่งในนั้น
วัยที่ไม่ต้องทำงาน
อยากได้อะไรก็ขอพ่อแม่เอา
อยากเล่นตอนไหนก็เล่น
นอนตอนไหนก็นอน
มีเพื่อนมากมายโดยไม่คิดอะไร
มากมายอย่างเช่นทุกวันนี้

จากอนุบาลมาประถม 1-2
ผมมาเรียนอีกที่หนึ่ง
เป็นโรงเรียนรัฐฯ
เหตุผลหลักคือ ผมสอบสัมภาษณ์
อีกที่หนึ่งไม่ผ่าน

จะให้ทำอย่างไรเล่า
ก็เขาให้เอาเด็กขึ้นไปถามตอบ
บนเวทีนู่น

แล้วเด็กขี้อายแบบอินโทรเวิร์ด
เช่นผมจะไปทำอย่างไรเสีย
นอกจากยืนบื้อใบ้ทำอะไม่ถูกไป
เสียอย่างนั้น

ผมเลยสร้างความลำบอกให้พ่อแม่
ต้องระหกระเหินหาที่เรียนใหม่

ความทรงจำวัยนั้นแทบจะเป็นศูนย์
ในเวลานี้ ผมไม่รู้ว่ามันไม่มีอะไรให้
น่าตื่นเต้นจดจำ หรือ เป็นเพียงความ
บกพร่องของสมองที่มันเลือก "ลบ"
สิ่งเหล่านั้นออกไปจากชีวิต

มาผุดนึกขึ้นได้อีกทีก็ราวๆประถมสี่
ประถมห้าได้สูดดมหนังสือเรียนที่
แสนจะหนักอึ้งในถุงพลาสติคใส
รวมๆกันทั้งสมุดหนังสือ ไม่ต่ำกว่า
ยี่สิบเล่ม

และประถมห้านี่เอง ที่เพิ่งได้หนังสือ
เรียนที่เป็นภาษาอังกฤษมาเล่มแรก
ผมค่อยๆบรรจงเปิดพร้อมกับสูดดม
กลิ่นของมันอย่างกับว่าหนังสือนั้น
ช่างแสนหอมหวาน

จนกระทั่งๆค่อยๆบรรจงเขียนชื่อ
และนามสกุลของตัวเองลงไป
ทั้งสมุดและหนังสือ

10 กม (3)

 


"สิ่งที่ยากกว่าการได้สิ่งนั้นๆมา
คือ การรักษาสิ่งนั้นไว้"

คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงไปแม้แต่น้อย
หากเราเข้าใจธรรมชาติของชีวิต
เราก็จะรู้ว่า สิ่งต่างๆนั้นไม่จีรัง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
วนแบบนี้ไปเรื่อยๆกับทุกเรื่อง
แม้กระทั่งลมหายใจสุดท้าย

สำหรับการวิ่งแล้ว
ใครที่ยืนหยัดต่อเป้าหมายนั้นๆ
ได้เป็นเวลานาน
ผ่านปีสองปี
ผ่านสิบปียี่สิบปี
โดยไม่ผ่านวิกฤติทางกายใจเลยนั้น
นับว่าโชคดีเอามากๆ

แรงใจ (Will Power)
คือ เชื้อเพลิงชั้นดีที่จะทำให้เรานั้น
ลงมือมุ่งมั่นทำอะไรสักอย่าง
(โดยไม่อาศัยเงินเป็นแรงผลักดัน
หลัก)

หากมนุษย์เราไร้แรงไร้กำลังใจแล้ว
ชีวิตก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ
คล้ายกับเครื่องจักรตัวหนึ่ง

เช่นกันกับการออกไปวิ่ง
หากเราไร้ซึ่งเป้าหมายในแต่ละวัน
ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงไขว่คว้าระยะทาง
แห่งการสืบเท้าก้าวไปในการวิ่ง

การรักษาระยะ(Maintain)
จึงเป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่งสำหรับ
ชีวิตของมนุษย์เรา

เหตุเพราะว่า
"ชีวิตเราก็เป็นแบบนี้แหละ"

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 05

 


โรงเรียนแรกอย่างเป็นทางการ
ที่ไม่รวมโรงเรียนชีวิตที่มักจะถูกสอน
โดยอาจารย์ใหญ่เช่น ยาย
ก็เป็นโรงเรียนอนุบาล
ไม่มีการไปเรียนสถานรับเลี้ยงเด็ก
ก่อนวัยเรียนเช่นทุกวันนี้

แม้นจะมี ก็คงยากที่จะเอาเงินแต่ละบาท
ไปแลกกับเวลาให้คนอื่นมาเลี้ยงดูผม
ชีวิตก่อนนั้น ระหว่างที่พ่อกับแม่ต้อง
ออกไปทำงานหาเงิน ผมก็ต้องอยู่ที่บ้าน
ของยาย

บ้านยายกับตาเป็นบ้านเช่า
มีลุงป้า น้าอา อยู่กันในละแวกอีกหลาย
ครอบครัว ห่างจากตัวตลาดไม่ไกลนัก
หากนับกิโลฯก็อาจจะเพียงกิโลฯเดียว

เพียงแต่สมัยก่อนนั้น ละแวกบ้านยาย
ยังเป็นทุ่งนารกร้างต้นกกขึ้นกันเต็มไปหมด
บ้านแต่ละหลังก็ปลูกอยู่ห่างกัน ไม่ชิดแน่น
เหมือนทุกวันนี้

ยายมีอาชีพรับจ้างซักผ้า
ขายก๋วยจั๊บตามงานหนังกลางแปลงบ้าง
และงานอื่นๆอีกตามแต่จะมีผู้ว่าจ้าง
ด้วยการเรียนที่ติดตัวมายังไม่ถึงกระพีกริ้น
ยายจึงจำเป็นต้องทำทุกอย่าง
เพื่อให้มีชีวิตรอด ส่งเสียลูกๆแต่ละคนให้
ได้เล่าเรียน จะได้ไม่ต้องมีชีวิตที่แสนจะ
ยากเข็ญเช่นคนยุคก่อน

ยายมีลูกทั้งหมด 6 คน
แม่ของผมเป็นลูกคนที่สองรองจากพี่ชาย
คนโต คือลุง และยังมีน้องสาวอีกสาม
น้องชายอีกหนึ่ง

ขนาดทุกวันนี้ ยุคเรามีลูกคนสองคนยัง
เลี้ยงดูว่าลำบาก
คนสมัยก่อนเลี้ยงลูกกันเป็นทีมฟุตบอล
วอลเลย์บอลกันเลย

คงจะลำบากวุ่นวายกว่าเราเป็นไหนๆ

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

10 กม.(2)

 


ผ่านวัน ผ่านคืน
ผ่านหลักกิโลฯ
ผ่านระยะทางสะสมต่อสัปดาห์
ต่อเดือน ไม่ต่ำกว่าร้อย ไต่ระดับ
ไปจนถึงเกือบๆสองร้อย กม.

เราต้องฝึกร่างกายให้คุ้นชินกับการวิ่ง
วิ่งๆๆ แล้วก็วิ่ง จนกว่าจะถึงวันนั้น
วันที่กำหนดงานแข่งขันย่างกรายมาถึง

มันเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสยิ่ง
สำหรับผู้ที่มีอะไรให้ต้องทำหลายๆอย่าง

ภายในวันหนึ่ง เราจะทำอะไรได้สักกี่อย่าง
แต่อย่างน้อยก็ต้องแบ่งเวลาให้กับการ
ซ้อมไม่ต่ำกว่า 1 ชม ต่อวันเป็นอย่างน้อย

ฉนั้น
หากเป้าหมายเรายิ่งใหญ่กว่าแค่
การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

หากเราต้องการแค่พิสูจน์ในการยืนหยัดต่อ
เป้าหมายที่แสนยากเข็ญนั้นๆแล้ว

เราต้องทำ อย่างที่แบรนด์กีฬาชื่อดัง ไนกี้
ว่าเอาไว้ Just do it

และสำหรับผู้ที่เคยผ่านสิ่งที่ผมว่ามาแล้ว
เราต่างรู้ดีว่า สิ่งเหล่านั้นมันให้ความหมาย
มากกว่าเหรียญฟินนิชเชอร์ (เหรียญรางวัล)
ที่ได้รับหลังเข้าเส้น
มันมากกว่าเสื้อที่ตีตราโชว์หราว่า ข้านั้นพิชิต
ความยากเข็ญนั้นมาแล้ว

มันสั่งสอนว่าชีวิต ไม่มีทางได้อะไรมาง่ายๆ
มันสร้างความภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่ง
ภายใต้ผ้าห่มอันอบอุ่นเราต่อสู้กับความง่วง
ถีบตัวเองออกจากจุดนั้น แล้วออกไปก้าว
ย่างสู่สิ่งที่เราคิดว่า เราต้องทำมัน

10 กม. (1)

 


เมื่อวานครับ

เป็นวันที่ถึงกำหนดหลังจาก
ได้ตกลงปลงใจกับเพื่อนอีกสองคน
ว่าเราจะเข้าร่วมงานวิ่งที่เขาใหญ่
(KhaoYai Marathon 2026)

ก่อนหน้านั้นเราเคยร่วมงานวิ่งกันมา
หลายงานแล้ว ส่วนใหญ่แล้ว
จะเป็นระยะ 21.1 กม. หรือที่
เรียกกันในภาษานักวิ่งว่า ฮาล์ฟ
คือ ครึ่งหนึ่งของระยะมาราธอน
(42.195/2)

เหตุใดงานนี้ถึงได้ลดระยะทางลงมา
เหลือเพียงแค่ 10 กม.นะหรือครับ

อันนี้ก็หาเหตุผลแน่ชัดไม่ได้
เราต่างเคยผ่านระยะทางที่ไกลกว่านี้
มากกันมาแล้ว

ได้พิสูจน์ตัวเองกันมาแล้วว่า
ความสามารถของเรานั้นถูกผลักดัน
ให้ไปไกลกว่าที่เราคิดไว้ได้โดย
การใช้วินัย และ ความมุ่งมั่น
เป็นเชื้อเพลิงให้แก่ร่างกาย จิตใจ
กระทำการสร้างทัณฑ์ทรมานที่แสน
จะน่าเบื่อนี้จนถึงเส้นชัยมานักต่อนัก

อาจจะเป็นเพราะหน้าที่การงาน
อาจจะเป็นเพราะการยืนระยะ
ในเป้าหมายของชีวิต
อาจจะเป็นเพราะอะไรอีกต่างๆนาๆ

แต่การที่คนๆนึงจะลงมือปฎิบัติ
สิ่งใดๆในระยะเวลานานๆนั้น
ถือว่าเป็นการพิสูจน์ความมุ่งมั่นที่แท้จริง

กว่าคนเราจะวิ่งไปเรื่อยๆจนถึงระยะ
42 กม.ได้ เราจะต้องซ้อมๆๆ
และก็ซ้อม ไม่ต่ำกว่าสามเดือนเป็น
อย่างน้อย (นี่คือไวที่สุดแล้วในความ
คิดของผม)

เราต้องเคี่ยวกรำร่างกาย จิตใจ
กระทำสิ่งๆนั้นทุกวี่วันอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้

เราต้องทำ แม้ว่าไม่อยากจะทำ
เราต้องลากสังขารตัวเองให้สืบเท้าต่อไป
แม้ว่ากล้ามเนื้อขา หัวเข้า น่อง
เท้าจะส่งสัญญาณแห่งความเจ็บปวด
ออกมามากน้อยเพียงใด
ทำมันต่อไปจนกว่าจะถึงระยะเป้าหมาย
จากวันละ 5 กม. ขยับการวิ่งให้ไกลขึ้นๆ
ในวันที่ต้องซ้อมวิ่งไกล ซึ่งต้องมีหนึ่งวัน
ในแต่ละสัปดาห์

เพิ่มเข้าไปทีละ 5-10 เปอร์เซ็นต์
ของระยะที่เคยทำได้
และกว่าจะไปถึงระยะ 42 ได้
เราต้องผ่านการซ้อมที่ระยะวิ่งไกล
ไม่ต่ำกว่า 30-35 กม.มาแล้ว

เรื่องของข้าพเจ้า 04

 


จะว่าไปแล้ว
หากจะให้เรานึกย้อนกลับไปหลายสิบปีนั้น
ถือว่าเป็นเรื่องลำบากเอาการ
เราจะจำได้แค่เลาๆในเหตุการณ์ที่มีผล
ต่อความรู้สึกเราเสียมากกว่าสถานการณ์
แบบธรรมดาๆ

กล่าวคือ วันไหนไม่มีอะไรให้น่าจดจำ
สมองเราก็จะไม่เอามันมาบันทึกฝังลงไป
เป็นความทรงจำที่แนบแน่น ยาวนาน

เช่นกันกับในช่วงฤดูฝนหนึ่งในช่วประถมวัย
บ้านเราไม่มียานพาหนะที่พอจะคุ้มกันแดดฝน
ได้ไปมากกว่า จักรยานยนต์

Yamaha RX-s
คือชื่อยี่ห้อ และ รุ่นตามลำดับ
ขอเรียกง่ายๆสั้นๆว่า มอไซค์ ทับศัพท์ไป
แทนคำว่า มอร์เตอร์ซายเคิล ที่เป็นคำ
เรียกตามแบบฉบับภาษาฝรั่งเขา

เจ้ามอร์ไซค์คันนี้แหละ ที่พาครอบครัวเรา
เดินทางไปไหนมาไหนทุกที่ แม้กระทั่ง
เชียงใหม่ บ้านเกิดของพ่อ

ในฤดูฝนนั้น ผมต้องแทรกตัวอยู่ระหว่าง
กลางของพ่อและแม่ภายใต้เสื้อคลุมกันฝน
ตัวหนาเตอะของพ่อ เพื่อเดินทางไปโรงเรียน
ภายใต้เสื้อกันฝนนั้น จะมองไม่เห็นอะไร
มากไปกว่าหลังของพ่อ และ ตัวของ
ข้าพเจ้าเองที่มุมก้มมองลงไปด้านล่าง

บางที ละอองน้ำที่ถูกยางรถดีดอวลขึ้นมา
ทำให้แข้งขาและรองเท้านั้นชื้นแฉะ
ก็สร้างความรำคาญให้
แต่จะทำอย่างไรได้ ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ
ส่งผลให้ความรู้สึกนึกคิดของผมนั้น
ปลูกฝังมาอย่างต่อเนื่องว่า

ชีวิตเรานั้น ไม่ได้อะไรมาง่ายๆ
และมันก็ไม่ยากเกินไปที่จะไขว่คว้ามา

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 03

 


เท่าที่พอจำความได้
พ่อผมอพยพจากเชียงใหม่
ล่องลงมาหางานทำที่ เมืองหลวงฯ
กรุงเทพมหานคร

จนจับพลัดจับผลู ได้มาทำงานอยู่ที่
โรงงานผลิตปูนขาว ใกล้เมืองสระบุรี
จนกระทั่งได้ตกหลุมรักสาวที่นั่น
จนตกลงปลงใจสร้างครอบครัวกัน

แต่กว่าจะผ่านมาได้ก็
สร้างเรื่องราวให้ได้เอาไว้เล่าขาน
เป็นที่โปกฮาอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน

แรกเริ่ม พ่อกับแม่ก็ต้องอาศัยบ้านพัก
สวัสดิการ ที่ทางโรงงานนั้นจัดหาให้
เป็นบ้านไม้ที่ปลูกยื่นเข้าไปริมบ่อน้ำ

ช่วงนั้นผมยังจำความอะไรไม่ค่อยได้
มันเด็กเสียเหลือเกิน
มองเห็นแต่รูปถ่ายไม่กี่ใบในวัยขวบกว่า
เพียงเท่านั้น

หลังจากนั้น บ้านริมบ่อก็ถูกยุบไป
กี่หลังผมก็จำไม่ได้
ถูกจัดให้ย้ายมาอยู่ที่บ้านห้องแถวชั้นเดียว
หนึ่งห้องน้ำ ห้องห้องโถง
เรียงต่อกันไปราวสิบห้าห้อง
ฝั่งตรงข้ามห้องแุถว ก็ยังเป็นบ้านไม้
แบบแฝด สองชั้น สี่ห้าหลัง
คงอยู่แบบนั้น

ความทรงจำคนเรานี่ก็แปลกนะครับ
เอาแน่เอานอนกับมันไม่ได้จริงๆ
ซึ่งผมเลิกคิดถึงความจริงไปแล้วว่ามัน
เป็นอย่างไร

จะให้ไปรื้อค้นขึ้นมาว่า
ต้นไม้ที่อยู่หน้าบ้านผม
เป็นต้นหางนกยูงต้นใหญ่
หรือว่าเป็นอีกต้นที่อยู่ถัดไปอีกสอง
ถึงสามบ้านกันแน่

แต่ที่แน่ๆ ผมจำได้ว่า "มันมี"
และมีอยู่ปีหนึ่งที่ผึ้งหลวงรังขนาดมหึมา
ก่อร่างอยู่บนนั้น

เรื่องของข้าพเจ้า 02

 


ระหว่างมือค่ำวันหนึ่ง
ท่ามกลางความอบอุ่นภายในบ้าน

หลังจากที่อาหารมื้อค่ำถูกเคี้ยวบด
กลืนลงไปในกระเพาะ คลุกเคล้ากับ
แอลกอฮอล์พอได้ที่ในระดับหนึ่งแล้ว

ความสรวลเสเฮฮาก็เริ่มออกรสชาต
ทำให้บทสนทนาระหว่างเราลื่นไหล
ราวกับน้ำบนใบบอนยังไงยังงั้น

เดิมทีนั้น....
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวมันจะเลยเถิด
ไปไกลจากจุดเริ่มต้นนั้นมาเพียงนี้

เจตนาแรกเริ่มนั้น ผมเพียงแค่ต้องการ
หยอกเอินเล่นไปตามประสาของคน
ที่อารมณ์ดีภายใต้ฤทธิ์
ความมึนเมาเพียงเล็กน้อย

"ปู่ของปู่ผม เป็นคนญี่ปุ่น"
ผมสันนิษฐานเล่นไปให้ใกล้เคียง
จากความเป็นจริงมากที่สุด
โดยเอาอาหารที่ชอบกิน
มาจุดประกายแต่งเสริมเติมไปกับ
ภูมิประเทศใกล้เคียง
ที่พอจะเป็นไปได้

เรื่องราวที่แต่งแต้ม
จึงออกไปทางนั้น
แต่หากจะให้นึกย้อนกลับไปจริงๆ
เพียงแค่ยุคของคุณปู่ผม
บอกตามตรงว่า
ผมเองก็จนปัญญา
ที่จะทราบรายละเอียด
แม้แต่เศษเล็กเศษน้อยก็ตาม

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องของช้าพเจ้า 01

 


ช่วงสิบปีให้หลังมานี้
ผมบอกตัวเองเสมอว่า เราเป็นมนุษย์
ที่มีความทรงจำแสนจะยอดแย่

หากเราอาศัยแต่ความจำเพียงอย่างเดียว
เรามักจะหลงลืมอะไรต่อมิอะไรไปอีกมาก

ฉนั้น การงานที่สำคัญต่างๆจึงถูกบันทึก
ลงไปในสมุด เพื่อป้องกันมิให้หลงลืม

นั่นเป็นวิธีแก้ไขปัญหาแบบหนึ่งเท่านั้น
คนอื่น อาจจะไม่เป็น หรือ ไม่ทำแบบ
ผมก็ได้

ยิ่งย้อนเวลากลับไปนานเท่าไหร่
ความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองก็ยิ่ง
เลอะเลือนมากไปเท่านั้น

ยิ่งหากให้นึกย้อนไปในวัยเด็กแล้ว
มันคล้ายฉากที่ผุดขึ้นมาแบบเลือนลาง
หาความจริงที่แน่นอนได้เพียงเศษเสี้ยว
เรื่องบางเรื่อ
อาจจะจริงสำหรับความทรงจำของเรา

แต่ลองหากนำไปเปรียบกับความจริง
ในความทรงจำของคืนอื่นๆแล้ว
อาจจะกลายเป็นคนละเรื่องไปเลยก็ได้

ด้วยเหตุนี้
เรื่องของข้าพเจ้าในส่วนนี้
จึงถือว่าเป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
จากความทรงจำ(ที่อาจจะเป็นเท็จ)
ของข้าพเจ้า....

1

 


เช้าวันแรกของปีผมแทบไม่อยากจะเชื่อ
ในสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไป

ชีวิตเราไม่มีอะไรที่พอดี
หรือ ดีพอให้เรามีความสุขอยู่กับมัน
ได้นานๆจริงหรือ

เหตุใดเราต้องดิ้นรนไขว๋คว้า
ในสิ่งที่เรายังต้องการ

ยิ่งได้มามากเท่าไหร่
ก็เหมือนกับว่าสิ่งที่ได้มานั้น
มันยังไม่มีค่าเพียงพอสำหรับ
จิตใจที่ยังคงต้องการเพิ่มขึ้นอีก

มากกว่าเดิมอีก
ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก
ขยายพื้นที่ทำมาหากินออกไปอีก

ทุกๆสิ่งอย่างมีแต่เพิ่มขึ้นๆ
จนกระทั่งเกิดคำถามในใจว่า
นี่นะหรือ คือสิ่งที่เราจะทำต่อไปอีก
จนชั่วชีวิตเรา
และจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกแสนนาน
ไม่ว่าจะเป็นหลานของลูก
หรือ หลานของหลาน
ก็ยังคงต้องสืบสันดาน
มีความต้องการไม่สิ้นสุดแบบนี้ต่อไป

จะมีอีกสักคนไหม
ที่กล้าจะเดินออกไปแล้วไม่หันหลัง
กลับเข้ามาเกี่ยวของกับวัฎจักร
เหล่านี้อีก

เหมือนกับพี่ชายของผมคนนั้น

หรือผมเองนั่นแหละ
ที่ต้องคิดเอาเอง
ว่าจะทำอะไรต่อไป....

2

 


ภาพตรงหน้าละลานตา
กว่าทุกปีที่ผ่านมาในชีวิต

อาจจะเป็นเพราะว่างานนี้
เราสร้างทุกอย่างให้เกิดขึ้น
จากสมองและน้ำมือ
ของพวกเราเอง....

จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่สมอง
จะลำเอียงมองว่ามันสวยงาม
เป็นอย่างมากกว่าทุกช่วงเวลา
ของชีวิตที่เคยผ่านมา

ในแผนแรก
เราอยากทำลายสถิติจาก
"จำนวนพลุ"
ที่ถูกส่งให้ลอยขึ้นไปสร้างแสงสี
บนท้องฟ้าไร้เมฆยามค่ำคืน

"ห้าแสนลูก ภายในหกนาทีหรอ"
กรรมการสูงสุดในห้อง เอ่ยถาม
แต่แล้ว ความคิดนี้ก็ถูกปัดตกไป
ด้วยเหตุผลที่ว่า
"คุณภาพกับปริมาณ"
เราจะเลือกอะไร

สุดท้าย
เราส่วนใหญ่ก็ยกมือให้กับ
"คุณภาพ" มากกว่า

มันคล้ายกับเป็นปณิธานของธุรกิจ
ของครอบครัวพวกเราไปแล้ว

เราจะไม่ทำอะไรแค่พอผ่าน
หรือทำให้ได้กำไรสูงสุด

แต่เราจะสร้างคุณค่า
สร้างความรู้สึกที่ดีขึ้นจนเรารู้สึกว่า
"คุ้มค่า" ที่จะจ่ายก่อน
แล้วจึงค่อยคิดราคาค่างวดออกมา
เป็นตัวเงิน

มันเป็นหลักคิดที่ถูกสอนกันมา
อย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นปู่ทวด

ผมคิดว่า สิ่งนี้แหละมั้ง
ที่ทำให้ธุรกิจที่พวกเราทำหลายๆอย่าง
อยู่รอดมาได้อย่างยาวนาน

"ด้วยความรัก และ ใส่ใจ"

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

3

 


จนกระทั่งผมและพี่ชายลืมตาออกมาดูโลก
ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับคำว่าพร้อมๆกัน

วันนั้น
อาจจะเป็นวันที่เบื้องบนเล็งเห็นว่า....

มนุษย์ทุกคนที่ทุ่มเทพยายาม
ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน
และตลอดไปไม่

ยังมีสิ่งเหนือธรรมชาติที่พวกเรานั้น
มองไม่เห็นและไม่อาจจะฝืนต้านทาน
อำนาจเหล่านั้นได้

มันคอยบอกให้เราเจียมตัวอยู่กับชะตากรรม
ที่สวรรค์เท่านั้น ขอเป็นผู้กำหนด
แม้เพียงสักเรื่องหนึ่งก็ยังดี

ชายที่เกิดมาพร้อมๆกับผมที่ผมเรียกว่า "พี่"
นี้แหละ คือ หลักฐานยืนยันต่อสิ่งลี้ลับ

พี่ชายผมไม่เหมือนใคร
ไม่เก่งไปซะทุกเรื่องเหมือนคนในต้นตระกูล
ไม่สนใจใยดีกับคนในครอบครัว
การงดค่าขนม งดเงินเดือน
ไม่ได้ช่วยให้เขานั้นอยากจะช่วยการงาน
ของที่บ้านมากไปกว่าที่ตัวเองเต็มใจที่จะทำ
แม้แต่น้อย

เขาแสดงอย่างชัดเจนตั้งแต่อายุราวๆห้าขวบ

สมัยที่ผมยังต้องอ้อนขอเงินพ่อแม่สำหรับ
ค่าขนมและของเล่น ก็ต้องไปทำอะไรสัก
อย่างที่พ่อแม่สั่งให้เสร็จเรียบร้อยก่อน
จึงจะได้สิ่งๆนั้นมา

ต่างกันกับพี่ผมมากๆ
ที่รู้ว่ามีข้อแลกเปลี่ยนแล้ว
เขาก็จะไม่สนใจข้อเสนอนั้น
บางทีก็ไปหาวิธีอื่นเพื่อที่จะได้มา
หรือบางทีก็เปลี่ยนใจ หันไปหาทำอะไร
ใหม่ๆไปเลย

ราวกับว่า เขาเกิดมาเพื่อไม่ได้แคร์
หรือสนใจกับอะไรมากขนาดนั้น

เงิน ซื้อเขาไม่ได้
บังคับ อะไรเขาไม่ได้

จนกระทั่งวันหนึ่งก่อนที่จะได้ฉลองวันเกิด
ร่วมกันกับผมในปีที่สิบห้า

เขาก็ได้หายสาปสูญไป.....

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569

4

 


ธุรกิจของครอบครัวเราถูกสร้างขึ้นมา
จากคุณปู่ทวด(พ่อของปู่)

ท่านเป็นคนจริงจังกับทุกอย่าง
ทำงานหนักตลอดอยู่ตลอดเวลา
อะไรที่สร้างรายได้ให้แก่ทวดได้
งานนั้นทวดไม่ยอมปล่อยให้ผ่าน
มือได้ง่ายๆเด็ดขาด

จนกระทั่งปู่เกิดมา
ปู่ก็ยังทำงานหนักเหมือนกับทวด
ซึ่งไม่รู้แล้วว่า จริงๆตระกูลเราต้อง
มีนิสัยทำงานหนักแบบนี้ติดมาจากไหน
หรือปู่เห็นทวดทำมาแบบนี้
ก็เลยต้องจำใจทำตามไปอย่างไม่มี
ความคิดที่จะโต้แย้งใดๆ

ครั้นแล้ว ถึงคราวที่พ่อเกิดมา
เวลานั้นครอบครัวเรามีลูกหลานของทวด
เกินกว่าสิบคนแล้ว
แต่ละคนถูกแบ่งสรรปันส่วนให้ออกไป
กำกับดูแลในส่วนนั้น ส่วนนี้
แต่รายได้ หรือ ผลกำไรทั้งหมด
ก็ยังเป็นทวดที่คอยกำหนดชี้
ว่าจะต้องเอาไปลงทุนที่ไหนเพิ่ม
เอาไปซื้อ ไปสะสมไว้ที่ไหน
หรือ เหลือเป็นเงินไว้สำรองใว้สำหรับ
กิจการใดบ้าง

ไม่มีคำว่า แจกลูกหลาน
ไม่มีวันหยุด
ไม่มีการพาครอบครัวไปเที่ยว....

5

 


    อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลาที่
ใครหลายๆคนได้สังสรรค์

นับเวลาถอยหลังสู่การเปลี่ยนผ่าน
เข้าไปยังปีปฎิทินต่อไป

เป็นเวลาเกือบเดือนที่พวกเรานั้น
เอาแต่ทำงานกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
แข่งขันกับเวลาที่กระชั้นเข้ามาทุกวี่วัน

นึกย้อนกลับไปแล้วยังรู้สึกเหนื่อย

การประชุมแผนงานต่างๆ
ที่จะต้องจัดโชว์

การตกแต่งสถานที่ทุกๆตารางนิ้ว
ให้สมบูรณ์แบบที่สุด

การสืบค้นประวัติและออกบัตรประจำตัว
สำหรับฝ่ายความปลอดภัย การ์ดส่วนตัว

ผู้มีชื่อเสียง ผู้มีอิทธิพลต่อวงการ
หลั่งไหลกันมาอย่างไม่เคยมีงานไหน
รวมตัวพวกเขาได้เช่นนี้มาก่อน

อาหารถูกจัดเตรียมให้เหมาะสมกับธีม
ของงานและแสดงออกถึงความร่ำรวย
ทางทรัพยากรอาหารของประเทศ

เครื่องดื่มชื่อดังจากทั่วทุกมุมโลกมี
ให้เลือกเฟ้นกันอย่างละลานตา

นักแสดง นักดนตรี พิธีกร
การจุดพลุเฉลิมฉลอง
ไปจนกระทั่งจบงาน
เก็บกวาด ทำความสะอาด
เพื่อเตรียมสถารที่ไว้สำหรับวันต่อไปอีก

ใช่ ทุกๆนาทีของสถานที่นี้มีค่ามหาศาล
มันสามารถทำเงินได้ให้พวกเราได้ทุกวินาที
หากเราไม่บริหารจัดการมันให้ดี
ทุกเวลาที่ผ่านไป
คือ การขาดทุน นั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

สวัสดีโลก

 


สวัสดีครับ...

ผมขึ้นย่อหน้ากล่าวทักทายกับคนที่ไม่รู้จัก
แบบนี้เสมอ..

ใช่ครับ อาจจะดูออกเป็นทางการ
แต่มันก็เป็นวิธีที่ดี และ เป็นพื้นฐานทาง
มารยาท

แรกอาจนอบน้อมจนดูน่ารำคาญ
แสแสร้ง หลอกลวง ไม่จริงใจ

แต่จะให้ทำยังไงได้หล่ะครับ
จะกูพูดเหี้ยๆวาจาสามหาวกับคนไม่รู้จัก
หรือเพิ่งจะรู้จักกันอย่างไม่สนิทใจ
ได้อย่างไร

ยังไงก็เถอะ(เพิ่ลว่า เอนี่เวย์)...
มันก็ยังดีกว่าทำตัวสถุนหยาบโลน
เหมือนกับที่ผมเองนั้นแสดงเองกับ
เพื่อนพี่น้องที่สนิทกันมานาน

นอกเรื่องไปซะไกลเลย...

เพียงแค่จะแวะมา
"สวัสดีปีใหม่" กับตัวเองครับ

นิ้วและสมองที่คุ้นเคยกับคีย์บอร์ดก็่ดัน
พากันลื่นไหลสร้างเรื่องราวไร้สาระ
ออกมาอีกจนได้

กว่าจะรู้ตัวอีกที
เรื่องเหล่านี้มันก็เกิดขึ้นแล้ว
หลังๆมานี้ความมีวินัยในตัวเองนั้น
แทบจะเหลือศูนย์
บางครั้งอาจจะเข้าขั้นติดลบ

ถือว่าเป็นนิสัยที่ไม่ดีเอามากๆครับ
อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างอีก
(บอกตัวเอง)

ปีใหม่ปฎิทินต้องเปลี่ยนใหม่
เพลงแรกของเย็นนี้ว่าไว้อย่างนั้น
อะไรที่ดีก็เก็บไว้เป็นความทรงจำ
อะไรที่ไม่ดีก็เก็บไว้เป็นบทเรียน

เรียนให้รู้ และ นำไปปฎิบัติให้ได้
แก้ไข ปรับปรุง ปรับตัว
ยิ่งยึดติดกับอดีต
ก็ยิ่งมองไม่เห็นทางที่จะพาเรา
ก้าวไปข้างหน้า

สุดท้ายนี้
ผมขอครับ
ขอให้สิ่งใดๆในภพภูมิ
ขอให้อะไรสักอย่างที่เชื่อ
เกิดดลใจให้มนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยอย่างเรา
พบหนทางที่จะพาชีวิตดำเนินไปยังหมุดหมาย
ที่เราคิดกันว่าดี
(แค่ไม่รบกวนผู้อื่นก็ดีมากแล้ว)

สวัสดีวันปีใหม่ครับ