เมื่อความสุขฉบับพกพาผ่านพ้นไปจาก
ปัญญาฉบับกระเป๋าเล่มนี้ก็เคลื่อนที่ต่อมา
เฉกเช่นเดียวกันกับชีวิตของเราที่่ไม่
เคยมีอะไรหยุดนิ่ง
มีเข้ามา มีจากไป มีอยู่ และ หายไป
ไม่มีอะไรจีรังอย่างที่คำพระท่านว่า
สิ่งเดียวที่อยู่กับเราตอนที่ยังหายใจอยู่
ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นความรู้สึกนึกคิดของเรา
ที่ยังทำให้เราเป็นเราอยู่ถึงบัดนี้
ปัญญาฉบับกระเป๋าเล่มนี้ บอกเล่าเรื่อง
ราวมากมายหลายรูปแบบ
และรูปแบบหลากหลายนั้นก็มีปลายทาง
คือ ทำให้เราอยากมีชีวิตที่ดี มีสุข
การได้ตื่นมาพบกับชีวิตที่เราให้ค่า และ
ให้ความรู้สึกเป็นสุข ก็เป็นเรื่องดีอีกเรื่องหนึ่ง
เช่นกัน
ในขณะที่ตัวผมเองนั้น ยังไม่ทันที่จะ
ปฎิสนธิในครรถ์ของมารดา ชายผู้นี้ก็กำลัง
ก้าวย่ำไปบนหนทางแห่งการดำรงอยู่ของ
ชีวิตที่มากกว่าการเดินแล้ว
และถ้าหากไม่นับระยะทางของการย่ำ
เท้าไปบนพื้นที่แสนยาวไกล ซึ่งผมคิดว่าอาจ
จะเกินกว่าระยะทางที่เราเดินทางไปดวง
จันทร์ด้วยซ้ำ ผมคิดว่าระยะทางความคิดของ
ชายผู้นี้ เดินทางไปไกลกว่านั้น
ผมไม่ค่อยถนัดเรื่องการเปรียบเปรย
สักเท่าไหร่ แต่จะไม่ให้ทำเลยก็ไม่ได้ ด้วย
เห็นว่า อยากจะบรรยายให้คนอ่านซึมซับ
ความรู้สึกได้เท่าที่ผมอยากจะให้เป็น ซึ่งมัน
ไม่มีทางเป็นไปได้มากกว่านี้ หากไม่บรรยาย
แรกเริ่มเดิมทีนั้น ผมไม่รู้จักชายผู้นี้เลย
แม้จะเห็นชื่อของเขาตามสันหนังสือมานานแล้ว
แต่ก็ยังไม่ได้เข้าไปแวะเวียน ทักทาย เพื่อทำ
ความรู้จักกันสักนิด
จนกระทั่ง ได้ไปหยิบจับหนังสือของคุณ
ภรรยาที่หัวเตียงมาอ่าน เนื่องจากเอียนความ
มีสาระของชีวิตมากเกินไปกับเนื้อหาที่อัดแน่น
ของข้อมูลในการประกอบวิชาชีพ และอีกมาก
มายที่หมกมุ่นเป็นการส่วนตัว
คว้าได้มา ก็เป็นหนังสือของคุณมุราคามิ
นี่แหละ จำได้ว่า เล่มนั้น แกไปคุยกับจิตแพทย์
นามว่าอะไรสักอย่างนี่แหละ ผมจำไม่ได้
อ่านไปไม่พอยี่สิบหน้า ก็วางไว้อย่างเก่า
มิได้หยิบมาอ่านอีกเลย
อีกหนหนึ่ง ที่ได้ยินชื่อของคุณมุราคามิก็มา
จากหนังสือที่ผมอ่าน เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอ่าน
หนังสือของมุราคามิ แล้วทำให้มีแรงบัลดาลใจ
ออกไปวิ่ง ซึ่ง ณ เวลานั้นผมกำลังสนใจการ
ออกกำลังกายด้วยการวิ่งอยู่ จึงเกิดความคิดที่ว่า
อยากจะได้หนังสือเล่มที่กล่าวถึง(ก็คือเล่มนี้)มา
อ่าน(เหมือน)กับเขาบ้าง
อยากจะรู้ว่าเนื้อหาสาระ เค้าเขียนถึง
อะไรยังไง ถึงทำให้คนๆนึงลุกออกมาวิ่งได้อย่าง
ที่ไม่เคยทำมาก่อน....
จนถึงคราวงานสัปดาห์หนังสือ ออนไลน์
เนื่องจากหลบเลี่ยงเจ้าเชื้อไวรัส โควิด จึงทำ
ให้ผมได้เปิดคอมพิวเตอร์ในคืนสุดท้ายที่จัดงาน
และไม่พลาดที่จะสั่งซื้อเล่มนี้มาให้ได้
ซึ่งก่อนหน้านั้น ผมเคยพยายามตามหาเจ้า
หนังสือเล่มนี้ตามชั้นหนังสือมาแล้ว แต่ก็ยังมิสมหวัง
ผมใช้เวลาละเลียดเนื้อหาเล่มนี้อยู่หลายวัน
ไม่อยากจะให้จบเล่มไวเกินไป
ทุกครั้งที่ความคิดระหว่างวิ่งสื่อสารถึงกันกับ
นักวิ่งที่เคยได้วิ่ง มันก็คล้ายๆกับการสื่อสารที่ตรง
ช่องสัญญาณ รับรู้ และเข้าใจความทรมานของสิ่ง
ที่ผู้เขียนได้พบเจอ
อยากให้ทุกๆท่านได้มีโอกาสสัมผัสกับคุณ
มุราคามิ ในแบบที่เขาเป็น "นักวิ่งระยะไกล"
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้
กลุ่มคนที่ทำให้ผมลุกขึ้นมาทำอะไรหลายๆ
อย่างในช่วง ปีสองปีที่ผ่านมานี้
กลุ่มคนที่เป็นตัวอย่างแห่งแรงบันดาลใจ
ในความคิด ความอ่าน ที่สร้างสรรค์
หนึ่งในคนกลุ่มนั้น ต้องมีคุณรวิศ รวมอยู่ใน
นั้นด้วยครับ
ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยรู้จักเค้ามาก่อนเลย
บอกตามตรง....
แต่หลังจากที่ได้ไล่ฟังพอดแคสท์ที่เค้าจัดมา
เกือบๆสองร้อยตอน ณ เวลานั้น จนถึงปัจจุบัน
และจวบจนทุกวันนี้ ผมก็ได้บอกกับตัวเองว่า
คนๆนี้เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของผม
ในช่วงนี้เป็นอย่างมาก
ในเนื้อหาของพอดแคสท์ที่ฟังหากผมชอบสิ่ง
ไหน หรือมีมุมมองใหม่ๆจากการฟังนั้นๆ ผมก็จะ
นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อันไหนฟังดูแล้ว
คิดว่าไม่เข้าท่า ไม่เหมาะกับผม ก็ปล่อยผ่านไป
เนื้อหาในเล่มนี้ก็เช่นกันครับ
หากท่านฟังพอดแคสท์ของคุณรวิศมาตลอด
เล่มนี้ก็คล้ายกับว่าเอาสิ่งที่เคยพูดในแคสท์มาสัก
แปดสิบเปอร์เซ็นต์
บางตอนผมก็คิดว่า ประโยคนั้นเพียงประโยค
เดียวก็คุ้มค่าแล้ว สำหรับเล่มนี้
บางประโยค บางเรื่องเล่า บางมุม เปลี่ยน
ชีวิตเราได้จริงๆนะครับ
ขอแนะนำให้รู้จักอีกคุณรวิศด้วยตัวเองอีกครั้ง
หนึ่งครับ
ขอบคุณครับ
ยามใดที่เราเหนื่อยล้าจากภาระหน้าที่
แปลว่ากำลังใจเราเริ่มร่อยหรอ ความอ่อน
แอครอบงำ
เราหมดกำลังใจได้ ท้อแท้ได้ เป็นทุกข์
ได้อย่างที่เราเป็นมาตลอด
หากแต่เราก็สามารถที่จะฟื้นสภาพกลับมา
เป็นคนที่ยิ้มแย้ม มีกำลังใจ และมีแรงกำลังใน
การต่อสู้กับภาระต่างๆต่อไปได้อีก เช่นกัน
เมื่อใดที่มองไม่เห็นแง่มุมดีๆของชีวิต
เมื่อใดที่อ่อนล้าต้องการกำลังใจ
เมื่อใดที่กลัดกลุ้มอยู่กับความทุกข์มานาน
ลองแวะไปเยี่ยมเยียนคลังแห่งกำลังใจ
ของคุณเอ๋ "นิ้วกลม" ได้แทบทุกเล่มครับ
แง่มุมดีๆของชีวิตอยู่ที่เราเลือกที่จะมอง
มันหรือไม่ และอีกหลายๆมุมมอง ที่จะทำให้
ชีวิตของเรามีความสุขง่ายขึ้นอีกกอง สองกอง
ความสุขฉบับพกพาเล่มนี้ก็เช่นกัน
ผมนั่งพิจารณาหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า
เมื่อยามที่ต้องบอกเล่าเรื่องราวที่ได้อ่าน
เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้
แต่แล้วการพิจาณานั้นก็ไร้ผล ไร้ผลตรง
ที่ว่าผมไม่รู้ว่าจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้อย่างไร
ไม่ใช่ว่าหนังสือเล่มนี้นั้นพิเศษกว่าเล่มไหนๆ
จึงทำให้ผมคิดไม่ออกหรอกครับ
แต่ไม่รู้ว่าจะเล่าเรื่องราวของการวิ่ง
ที่เกี่ยวกับตัวผมเองนั้นอย่างไร
คิดไปแล้วก็ฉงนว่าไยต้องเขียนถึงตัวเอง
เล่า แต่ก็มิได้หาคำตอบ....
หากจะให้สืบสาวราวเรื่องของที่มาแห่ง
เหตุการวิ่งครั้งนี้ของผมเองก็คงจะเล่าได้
อย่างนิยายเล่มหนา
แต่ก็เกรงว่าจะทำให้ผู้ที่(หลงมา)อ่าน
จะเสียเวลามากเกินไป ขอให้สั้นๆไว้จะดีกว่า
ผมเพิ่งมาหัดวิ่งแบบมีเป้าหมายจริงๆจังๆ
ได้เพียงปีเศษเท่านั้น ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นนักวิ่ง
หน้าใหม่อย่างแท้ๆ (ถ้าไม่นับรวมสมัยที่วิ่งแบบ
ไปเรื่อยๆ)
และมันก็เป็นเรื่องปกติของผมไปไม่รู้เมื่อ
ไหร่ ว่าหากผมจริงจังกับเรื่องอะไร ผมก็มักจะ
ไปหาข้อมูล เรื่องนั้นๆ หมกมุ่นอยู่กับมัน เคร่ง
ครัด มีวินัยกับมันมากๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย
และนี่ก็เป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้นั่นเอง.
ผมได้ยินชื่อของครูดิน(ผู้เขียนหนังสือ)มา
จากรายการพอดแคสท์รายการหนึ่ง กับ อีกที่หนึ่ง
ก็เป็นการค้นหาข้อมูลต่างๆในอินเทอร์เน็ท
ตอนแรกก็หาร้านที่ยังพอมีหนังสือเล่มนี้ขาย
อยู่บ้าง แต่ก็หาไม่พบ พอไปหาในร้านออนไลน์
ก็หมด ไม่มีขายบ้าง จนถึงเมื่องานสัปดาห์หนัง
สือ(ออนไลน์)ที่ผ่านมา จึงได้สมประสงค์สักที
เนื้อหาภายในเล่มก็ถูกเรียบเรียงออกมา
ได้เข้าใจนักวิ่งหน้าใหม่อย่างผมโดยแท้
เหมือนรู้ว่านิสัยผู้ที่เข้ามาในโลกของการ
วิ่งใหม่ๆเป็นอย่างไร ความนึกคิดเป็นแบบไหน
ชอบละเลยสิ่งใด ท่านดักทางได้อย่างแม่นยำ
(ตรงใจตัวผมเองมากๆ)
ลักษณะการอธิบายก็เล่าได้อย่างเป็นวิทย์
และมีศิลป์ทางภาษาอีกด้วย
เอาเป็นว่า ผมได้ความรู้พื้นฐานติดตัวมา
เพียบเลย จากเรื่องที่เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่สำคัญ ก็ตระหนักถึงได้ ไม่ยอมมองข้ามอีกต่อ
ไป
แถมยังได้เทคนิคสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเลิศ
อีกมากมาย และเรื่องเล่าท้ายเล่มก็ทำให้ผมลุ้น
ระทึกไปด้วยขณะอ่่าน ซึ่งครูดินท่านเล่าได้อย่าง
เห็นภาพจริงๆเลยครับ
อยากให้หลายๆท่านที่คิดว่าการวิ่งเป็น
เรื่องง่ายๆ หรือท่านที่รักสุขภาพ ลองได้หามา
อ่านดูครับ
ผมได้อ่านงานของคุณประภาส ตั้งแต่เริ่ม
หัดอ่านหนังสือใหม่ๆ
ซึ่งตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบใหม่ๆและน่าจะอยู่ใน
ช่วงบวชเรียน และที่ได้อ่านเพราะว่าเมื่อมีเพื่อน
ผมคู่หนึ่ง นำมาให้อ่าน เล่มแรกที่ทำให้ผมได้รู้
จักนั้นชื่อว่า แมงกระพรุนถนัดซ้าย
จากนั้นมา ผมก็ได้ทำความรู้จักกับคุณประภาส
เรื่อยมา ซึ่งอาจจะไม่ใช่แฟนตัวยง แต่ผมก็ยอมรับ
และนิยมชมชอบในเรื่องของความคิด ความอ่าน
ของคุณประภาสเป็นอย่างมาก
หนังสือชุดนี้ก็คล้ายๆกับชุดรวมเล่ม "คุยกับ
ประภาส" ชุดแรกนั่นแหละครับ เพียงแต่คัดเอา
ตอนที่ไม่เคยลงในแปดเล่มก่อนหน้ามารวมกันอีก
ชุดหนึ่งนั่นเอง
ชุดนี้ผมอ่านรวดเดียวจบเลย โดยที่ไม่มีหนัง
สือเล่มไหนมาคั่นกลางเลย ช่างประจวบเหมาะ
กับสถานการณ์ที่ต้องดูแลลูกน้อยโดยที่ออกไปไหนไม่
ได้เสียจริงๆครับ
แต่ละตอนไม่ยาวมาก บางตอนก็แค่สามบรรทัด
บางตอนห้าหน้า อ่านไปอ่านมา เดี๋ยวเดียวก็หมดเล่ม
แล้วครับ
ได้แง่มุม หลักการดำรงชีวิต หลักคิด และอีก
มากมายครับ สำหรับหนังสือชุดนี้
ยังไงก็ขอแนะนำให้ลองหามาอ่านดูก่อนสักเล่ม
ก็ได้ครับ ผมเชื่อว่ามันมีประโยชน์ไม่มา่กก็น้อยสำหรับ
มนุษย์ปุถุชนอย่างเราๆ
ขอให้สนุกกับการอ่านครับ
สวัสดีวันสงกรานต์ที่ไม่มีการเล่นสงกรานต์ครับ