วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2563

ความผิดพลาดที่ไม่สามารถตระหนักถึง



    ความเป็นจริง เรานั้นรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น ก่อให้เกิดผลต่างๆที่ส่งผลร้ายมากกว่าผลดีอยู่มาก แต่เรานั้นก็ไม่สามารถที่จะล้มเลิกพฤติกรรมเก่าๆที่ปฎิบัติต่อเนื่องกันมายาวนานได้ ต่อให้สิ่งที่เราบูชาอันเป็นที่สุดออกมากล่าวข้อเท็จจริงให้ฟังก็ตาม

    แล้วเพราะเหตุใดจึงทำให้เราเป็นเช่นนั้น?....

    เหตุผลข้อนี้ผมก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ครับ
แต่ผมพอจะมีเค้าลางบางอย่างเกี่ยวกับพฤติกรรมดังกล่าว เช่น
ผมบอกกับตัวเองก่อนนอนว่า พรุ่งนี้ผมจะต้องลุกขึ้นจากเตียงแต่เช้า
เพื่อมาทำกิจกรรมอะไรบางอย่างที่คิดว่าสำคัญ (ให้ค่าความสำคัญมันมากจริงๆ)
ซึ่งก่อนหลับไป ผมก็คิดอยู่ตลอดว่า หลังจากลุกขึ้นแล้ว ต้องไปให้ทันรถไฟสาธารณะ
รอบเช้า และถึงสนามบินก่อนเวลาที่เครื่องจะออกหนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

    เมื่อคุณให้ค่าความสำคัญกับการขึ้นเครื่องบินมากๆ คุณจะไม่พลาดกดนาฬิกาปลุกแล้วนอนต่ออีกสิบนาที อย่างที่เคยทำมาทุกวันอย่างแน่แท้

และผมก็เชื่อว่าหลายๆท่านเคยเป็นแบบนี้

แต่กลับบางเรื่อง ที่เรารู้ทั้งรู้ว่ามันส่งผลไม่ดีแน่ๆ ทำไมเราถึงทำ?

ผมเคยดื่มหนักที่เรียกว่าตื่นมาปวดหัวแทบทุกวันตอนเช้าๆ
แต่ตกเย็นก็หันหน้าเข้าไปหาเครื่องดื่มต้นเหตุทุกครั้งไป

ผมสูบบุหรี่จัด จนเหนื่อยมากแม้ว่าจะเดินขึ้นบันไดแค่ไม่กี่ชั้น
แต่ก็ไม่คิดที่จะเลิกมันจริงๆจังๆอีกเหมือนกัน

ไม่รู้ทำไม

แต่ก็พอจะรู้ว่าสิ่งที่จะทำให้ผมเปลี่ยนพฤติกรรมดังที่กล่าวมาได้นั้น
ก็ต้องมีเหตุการณ์หนักๆสักเรื่องหนึ่ง ที่จะทำให้เปลี่ยนไปได้

เช่น เมาหนักจนขับรถไปชน หรือ ตกคลอง ซึ่งผมเคยตกคลองนะ แต่ยังไม่คิดที่จะเลิก
เหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆอาจจะส่งผลให้ผมเปลี่ยนพฤติกรรมได้
แต่เมื่อคนที่เคยผ่านเหตุการณ์ร้ายๆมาแล้ว มาเล่าให้ผมฟัง ผมกลับไม่ตระหนักถึง
อาจจะเป็นเพราะว่าผมนึกภาพไม่ออก
หรือว่า ตระหนักไม่ได้ถึงความร้ายแรงของมัน เมื่อไม่ได้เจอกับตัวเองจริงๆ

ผมก็แค่เดาไปเรื่อยๆ
เพราะทุกวันนี้ สิ่งที่ผมพยายามจะไม่ทำ แต่ก็ยังทำมันยังมีอยู่อีกมากมายเหลือเกินครับ

เอาไว้หากผมค้นพบวิถีแห่งการตระหนักถึงนั้นได้อย่างแจ่มแจ้ง
ผมจะมาเล่าให้ฟังกันอย่างไม่มีปกปิดเลยเชียว

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2563

เล่มที่ x10/63x Workplace Strategy




    เล่มนี้อยู่ในหมวดของการบริหารธุรกิจ
ซึ่งเป็นการจัดการพื้นที่ทำงานให้มีประสิทธิ
ภาพสูงสุด

    มองดูเผินๆแล้วอาจจะคิดว่าคงไม่ยาก
เย็นอะไรเรื่องการจัดการบริหารพื้นที่
    แต่พอลงลึกเข้าไปจริงๆแล้วก็มีรายละ
เอียดยิบย่อยเต็มไปหมดให้เราต้องคิดให้รอบ
ด้านมากยิ่งขึ้น
    เพราะทุกตารางเมตรที่สร้างขึ้นมา
ล้วนมีต้นทุนทางธุรกิจอยู่ตลอดเวลา จนกว่า
จะเลิกกิจการไป (พื้นที่เปล่าๆยังเสียค่าดูแล)

    ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของผม
ที่ตอนนี้ออฟฟิศปัจจุบัน ยังมิได้ถูกบริหารให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดเลย ซึ่งหากพิจารณาจริงแล้ว
ก็อาจจะบอกได้ว่า นี่หรือ ออฟฟิศ ฮ่าๆ

    โชคดีจริงๆครับ จะได้ทดลองกลยุทธ์ที่
ได้ศึกษาจากตำรามาใช้จริงๆ

    ท้ายนี้ผมคิดว่า หนังสือเล่มนี้ ก็สามารถ
นำไปประยุกต์ใช้ได้กับหลายเรื่องในชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นการจัดพื้นที่ของที่อยู่อาศัย
บ้าน คอนโดฯ แม้กระทั่งระบบ ระเบียบของ
ชีวิตเราเองก็ได้ หากเราจับแนวทางการคิด
ของกลยุทธ์ได้

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563

เล่มที่ x09/63x Homo Deus




    หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในชุดของผู้เขียน
เซเปียน และ 21Lesson ซึ่งเป็นเล่มที่ผม
ได้อ่านต่อจาก เซเปียน

    Homo Deus ที่ว่านี้เป็นแนวคิดที่อาจจะ
เป็นไปได้ของโลกอนาคต ที่ว่ามนุษย์จะอัพ
เกรดตัวเองให้ไปเป็นพระเจ้าซะเอง

    เนื่องจากความต้องการขั้นถัดไปคือ
การรักษาที่ดียิ่งขึ้นไปทางการแพทย์ จนถึง
ขั้นนำอุปกรณ์ต่างๆมาติดไว้ตามร่างกายเพื่อ
คอยตรวจวัดความผิดปกติ ทำให้สามารถแก้
ไข เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ทันท่วงที

    และอาจจะทำให้ตัวระบบ อัลกอริทึ่ม
หรือ เอไอ ของซูปเปอร์คอมฯ ที่รวดเร็ว
มหาศาล ให้คำนวณสิ่งต่างๆได้ในพริบตา
จนปัญญาของมนุษย์ไม่สามารถไล่ตามได้ทัน

    หลังจากนั้น มนุษย์ก็อาจจะไม่มีค่าต่อไป
สำหรับปัญญาประดิษฐ์ ที่คนแค่ไม่กี่คนผลิตมันขึ้น
มา

    ขอเชิญเสพเรื่องราวที่อาจจะเป็นไปได้
ในอนาคต ตามแง่มุมของผู้แต่ง ที่จะทำให้ท่าน
คิดตามได้ว่ามันก็มีมูลมาจากเรื่องจริงของทุกวัน
นี้ ไม่แพ้ข้อมูลในเล่มของ เซเปียน เลย

    แต่...เล่มนี้ก็จะหนาหน่อยยะครับ
ประมาณ เซเปียน อ่านจบแต่ละตอนยากหน่อย
บางตอน ถ้าลุ้นไปกับเรื่องราว ก็เพลินๆดีครับ

ขอให้สนุกกับการอ่าน
สวัสดีครับ

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2563

Race Day



    อันที่จริงแล้ว ผมไม่ได้วางแผน "การวิ่ง" ของผม
ถึงการวิ่งในวันนี้ล่วงหน้ามาสักเท่าไหร่เลย จริงๆคือ
เพิ่งจะเกิดตอนหลังงานวิ่งเมื่อต้นเดือนที่มาซะด้วยซ้ำ

    ขอย้อนที่ไปงาน เมื่อต้นเดือนก่อนนะครับ

    .๑ มีนาคม งาน Khao Yai Half Marathon
งานนี้ผมสัญญาปากเปล่าไว้กับเพื่อน(รุ่นพี่)คนหนึ่ง ว่าจะ
ไปวิ่งด้วยกันลากกันไปจนกว่าจะจบ และแน่นอนว่าผมมัก
จะพยายามทำให้ได้ตามที่สัญญา(ตกลงกันไว้)มากที่สุด
(แต่ก็ต้องยอมรับว่า ผมมักจะผิดสัญญากับตัวเองเสมอ
อย่างเช่น เรื่องตื่นเช้า)

    .เรามีเวลาซ้อมกันประมาณ ๒ เดือน ต่างคนต่าง
หาตารางมาซ้อมกันเอง ถูกบ้าง ผิดบ้างตามประสา
ซ้อมไปหาความรู้ ปรับปรุงการซ้อมไปเรื่อย บางครั้งก็ไม่
เป็นไปตามแผนบ้างวิ่งไม่ไหวบ้าง ถือเป็นเรื่องปกติ
เฮฮากันไป
    .ระหว่างนั้นผมคอยถาม Race Pace (ความเร็ว
ในการวิ่งจริงวันงาน) ของเพื่อนเป็นระยะ เพื่อที่ว่า
เผื่อผมจะได้ซ้อมความเร็วที่ต้องการควบคู่ไปด้วย
ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามัน(รุ่นพี่ที่เป็นเพื่อน)ก็บอก
ว่า "หก ถึง หกครึ่ง มั้ง"

    .หก ถึง หกครึ่ง(นาที ต่อ กิโลเมตร)ยังไม่ใช่
ความเร็วเป้าหมายที่ผมอยากจะพิชิตชัยตัวเอง ผมก็เลย
คิดว่า ไปวิ่งสบายๆ ซ้อมไว้เผื่อจะได้ใช้ในอนาคต ซึ่งก็
ไม่รู่ว่าเมื่อไหร่

    .ช่วงระหว่างที่ซ้อมนั้น ผมก็มีอาการบาดเจ็บต่างๆ
เข้ามารุมเร้า ส่วนใหญ่ก็มักจะหนีพวกการบาดเจ็บ ข้อต่อ
เอ็น กล้ามเนื้อ เหล่านี้ไม่พ้น เพราะใช้งานเค้าเป็น
ประจำ หนักๆ ซ้ำๆ ซึ่งหากบาดเจ็บแล้ว ทางที่ดีควร
รักษาให้หายก่อนไม่ควรฝืน อันนี้บอกจากใจจริงๆเลย
ครับแต่ช่วงนั้น ผมฝืน...

    .ที่ฝืนนั้น ก็เพราะว่า อยากจะให้ตัวเองนั้น พัฒนา
เร็วๆอยากถึงเป้าหมายไวขึ้น แต่หารู้ไม่ว่า มันมีแต่จะทำ
ให้แย่ลงไปเรื่อยๆ ในะระยะยาว หลายท่านที่วิ่งมานาน
นั้นคงทราบดี น่าสมน้ำหน้ามัน
    .แต่อีกใจนึงก็แอบคิดนะครับ ว่าพักนิดนึง สักสอง
สามวันก็คงจะหาย แต่ก็นั่นอีกแหละครับ คนเรามักจะเข้า
ข้างตัวเองเสมอ ความจริงมักจะไม่ใช่อย่างที่คิด สักนิด

    .พอถึงวันที่ต้องวิ่งจริง ๑ มีนาคม อากาศกำลังดี
ผู้คนบางตา อาจจะเพราะกลัวเชื้อไวรัส โควิด ๑๙....
    .จุดสตาร์ทเริ่มที่บริเวณหน้าด่าน อุทยานแห่งชาติเขา
ใหญ่ ๐๔.๔๕ น. ในใจคิดว่าออกช้าไปหน่อย เพราะเกรง
ว่าช่วงหลังๆแดดจะแผดเผาเอาตอนใกล้ๆจะจบ

    .เราสองคนอยู่ท้ายๆขบวน เนื่องจากผมมายืนรอเพื่อน
ที่มาจากสระบุรี ซึ่งกว่าจะขับมาถึงที่งานนี้ก็ต้องเสียเวลากัน
ไปบ้าง แต่ก็มาทันเวลาเกือบๆจะปล่อยตัวแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น
เอง

    .เสียงสัญญาณปล่อยตัวดังผ่านลำโพงบริเวณหน้างาน
เราสองคนเริ่มต้นไปที่เพซ ๖.๓๐ เคาะจังหวะไปเรื่อยๆ
มีต่ำกว่า ๖ บ้างเป็นครั้งคราว ก่อนหน้านั้นมันก็ถามผมว่า
งานนี้มีเนินเยอะไหม ผมก็ตอบไปว่า ไม่เท่าไหร่ ผมไม่ได้
โกหก แต่รู้สึกแบบนั้นจริงๆ

    .ราวๆ กม.๖ ก็มีเนินชันนิดๆ เนินแรกมาทดสอบ
ความฟิต แต่ก็ยังทำอะไรเราไม่ได้ เพราะที่วิ่งอยู่ข้างหน้า
เรานั้นเป็นผู้หญิงคู่หนึ่ง เราจะไปยอมแพ้ผู้หญิงแล้วเดินขึ้น
เนินได้อย่างไรกันเล่า
    .กม.๑๐ เราก็ได้เห็นผู้นำวิ่งสวนมา พร้อมกับรถนำ
ขบวนผมก็เลยแซวเพื่อนว่า วิ่งเร็วแล้วมันคงจะเหงาน่าดู
เนาะว่ิงมาคนเดียว กับรถนำขบวนที่เปิดไซเรน แวบๆ
แยงตาตลอด

    .หลังจากนั้น ก็ได้พบกับเนิน จริงๆ แต่ก็ยังไม่
สามารถฉุดรั้งเราให้หยุดวิ่งได้ ๖.๒๘ ขึ้นเนิน ถือได้ว่า
ไม่เลวจริงๆครับ
    .พอลงเนินได้แล้ว ก็พากันไป เพซ ๕ ปลายๆจนถึงที่
กลับตัว กม.๑๓ แวะพักจิบน้ำทุกจุดที่มีให้ จิบแล้วเดินขึ้น
เนินบ้างกินแตงโมบ้าง พากันไปเรื่อยๆ จนเห็นโค้งสุดท้าย
ก่อนเข้าเส้นชัยอยู่รำไร ซึ่งหลังจากพ้นโค้งไป ก็พากันออก
ลูกฮึดเพิ่มความเร็ววิ่งเข้าเส้น...

    .หมดภาระไปอีกหนึ่ง เฉลี่ย ๖.๐๙ น.ต่อ กิโลเมตร
เวลาดี....

    หลังจากจบงานฮาฟที่เล่าไปแล้วนั้น ผมก็มานั่งคิด
(เอาเอง)ว่าจะลองไปพิชิตชัยที่ฝันไว้ เมื่อไหร่ดี? ซึ่งเอา
ตรงๆแล้ว ผมเองก็มีวันให้เลือกอยู่แค่สองวันเท่านั้นแหละ
ครับ คือ วันที่ ๑ และวันที่ ๑๖ ของทุกๆเดือน เหตุก็
เพราะว่ามันเป็นวันหยุดของผมเท่านั้นเอง (ครับ ผมมีวัน
หยุดเดือนละ๒ วัน)

    หากปักหมุดหมายไปวันที่ ๑ เมษายน ก็เกรงว่า
ภรรยาที่ท้องแก่จะให้กำเนิดบุตรีคนที่สองออกมาซะก่อน
จึงเหลือตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียว คือ ๑๖ มีนาคม หลังจาก
ปักวันไว้แล้วก็แย้มบอกเพื่อนคนเดิมสักหน่อย ซึ่งมันก็บอกว่า
จะไปวิ่งด้วย
    หลังกจากนั้นผมก็ซ้อมต่อไป พร้อมๆกับอาการบาดเจ็บ
ที่ยังไม่ห่างหายไปไหน ส่วนใหญ่แล้วจะซ้อมไม่ได้ตามเป้า
หมายที่ตารางซ้อมกำหนดไว้ เหนื่อย เจ็บ ไม่ไหว ปะปน
กันไป

    มีอยู่วันหนึ่ง ผมลองเปลี่ยนสถานที่ฝึกซ้อม แน่นอน
ครับว่าชีวิตไม่ควรซ้ำซากจำเจจนเกินไป จึงทำให้ผมหัน
หัวรถไปยังสถานที่ใหม่
    ณ.ที่แห่งใหม่นี้ เป็นสนามฟุตบอล และมีถนนลาดยาง
ล้อมรอบ ฝั่งด้านตะวันออกเป็นเนิน สูงกว่าสนามฟุตบอล
ราวๆสองเมตร ส่วนฝั่งตะวันตกจะต่ำกว่าราวๆครึ่งเมตร
ซึ่งถือว่าไม่ชันมาก หากเทียบกับที่ๆซ้อมประจำ
    ที่ใหม่แห่งนี้ มีผู้คนเข้ามาใช้บริการมากมาย และยัง
เปิดให้ประชาชนขับรถเข้า ออก ได้โดยสะดวก ทำให้
ต้องระแวงระวังยวดยานพาหนะไปด้วยระหว่างวิ่ง ซึ่งผม
ไม่ชอบตรงนี้นี่แหละ
    ว่ิงไป วิ่งมา ก็คิดได้ว่ากลับไปตายรังจะดีกว่ากระ
มังเงียบดี ที่ใหม่ไม่เข้าท่า ก็กลับมาที่เดิม

    เช้าตรู่วันที่ ๑๕ มีนาคม ยังไม่ทันจะลุกจากที่นอน
ก็ได้ยินเสียงฝนเริ่มโปรยปราย และไม่นาน ท้องฟ้าก็ชอุ่ม
ไปด้วยน้ำฝน ตกลงมาแทบทั้งวัน ส่งผลให้ออกไปปฎิบัติหน้า
ที่การงานมิได้ ไม่ใช่เพราะขี้เกียจไปนะครับ ไม่มีผู้ช่วย
งานมาทำงานครับ
    ประจวบกับพรุ่งนี้ ๑๖ มีนาคม เป็นวันหยุด เลยถือ
โอกาสไปสระบุรีตั้งแต่มือกลางวันเลยดีกว่า

    ตกเย็น จัดการเรื่องอาหารการกินของลูกน้อยและ
ภรรยาเรียบร้อยแล้ว ผมก็ออกไปพบปะสังคมสักหน่อย
แต่สังคมที่ว่านี้มักจะมีเครื่องดื่มเป็นสื่อกลางมาตลอด ผม
จึงได้จัดหาของส่วนตัวไปเอง ไม่มีแอลกอฮอล์
    ตอนแรกก็คิดว่าเตรียมไปสักนิดหน่อย สามกระป๋อง
น่าจะพอ แต่พอคุยไปคุยมาก็ยาวไปถึงห้าทุ่มกว่า และ
หมดไปห้ากระป๋อง เหลือเวลานอนไม่ถึง ๖ ชั่วโมง

    ระหว่างนั้น ผมพิมพ์ข้อความไปถามเพื่อนที่นัดกันไว้
ว่า "พร้อมไหม?"
"ไม่พร้อม" สั้นๆ และไม่ต้องรอกู ฮึๆๆ

    นาฬิกาข้อมือส่งเสียงเอะอะตามเวลาที่ตั้งไว้
๐๔.๐๐ น. ผมลุกออกจากเตียงโดยทันที ไม่มีอิดออด
เหมือนทุกๆวัน ที่จะคอยหาแต่ข้ออ้างนอนต่ออีกนิด
    เสื้อผ้าที่ถูกเตรียมไว้ก่อนนอน วางไว้ข้างๆเตียง
พร้อมกระเป๋าเป้ใส่อุปกรณ์จำเป็น ล้างหน้า แปรงฟัน
น้ำไม่ต้องอาบ 
เปลี่ยนชุด และ เดินทางได้

    สนามกีฬากลาง จังหวัดสระบุรี มีสนามฟุตบอลอยู่
ตรงกลาง คอร์ดเทนนิสทางทิศเหนือคู่กันกับสนามบอลเล็ก
ทิศตะวันตกมีโรงยิม สนามฟุตซอลในร่ม สนามบาสเก็ต
บอล ๒ สนาม สระว่ายน้ำ ๕๐ เมตรถูกบังแดดยามเย็น
ด้วยอัศจรรย์คนดู หักมุมมาทิศใต้เป็นที่ทำการองค์การบริ
หารส่วนจังหวัด ยิมคอร์ทแบดมินตัน ห้องเวทเทรนนิ่งอีก
สองห้อง เครื่องเล่นต่างๆชิดท้ายสนามฟุตบอลทิศใต้กับ
ลานแอโรบิค ริมรั้วตะวันออก เป็นที่เล่นสเก็ตบอร์ด ที่
ผมชื่นชอบ และผมก็ใช้ชีวิตอยู่บนกระดานนั้นมาหลายปีที
เดียว

    นับดูแล้ว สนามกีฬาแห่งนี้มีพื้นที่เยอะแยะ แต่สภาพก็
เป็นไปตามกาลเวลาที่ไม่ค่อยมีคนดูแลแหละครับ ยิ่งห้อง
น้ำที่เป็นส่วนสำคัญแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงจะดีกว่าครับ

    เส้นทางที่จะใช้วิ่งของผมวันนี้ เป็นถนนลาดยางล้อม
รอบสนามฟุตบอลใหญ่ กับ เหล่าอาคารและสนามทั้งหลาย
ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่ง ๑ รอบนั้น มีระยะทางประมาณ
๘๕๐ เมตร ความชันใกล้เคียงศูนย์

    อากาศไม่ร้อน ไม่หนาว ราว ๒๕ องศา มีหมอกหนา
มาก เนื่องจากก่อนหน้าฝนตกอย่างหนัก ถือว่าบรรยากาศดี
มากๆ

    ผมถึงที่สนามกีฬาเกือบตีสี่ครึ่ง นัดเพื่อนไว้ประมาณนี้
พอถึงแล้วก็จัดการแต่งกาย ใส่ถุงเท้าแบบสวมนิ้ว เพราะ
เคยวิ่งนานๆแล้วนิ้วเท้าเสียดสีกันเองจนพอง และกำลังจะ
สวมอีกคู่ทับให้ถึงข้อ ยังไม่ทันเสร็จ เพื่อนที่นัดกันไว้ก็
ปรากฏกายพร้อมกับจักรยานยนต์คู่ใจ

    ยืด เหยียด แบบลวกๆกันแปปนึง จึงได้พากันวอร์ม
อัพด้วยการเดินรอบสนาม ๑ รอบ

    ๐๔.๔๖ น. เริ่มวิ่ง
    ณ เวลวนั้นเรามีเพื่อนร่วมสนามกันอีก ๒ ราย ซึ่ง
เป็นคู่ชายหญิงสูงวัย ปั่นจักรยานสวนทางกับเรา มีเพียง
แค่นั้น

    เสียงฝีเท้ากระทบพื้นคนละจังหวะ ต่างคนต่างมีรอบ
ขาของตัวเองที่ได้ซ้อมมา แต่ความเร็วเท่ากัน ๕.๓๐ คือ
ฟาสท์สปีดอะเลิทที่นาฬิกาข้อมือคอยเตือนอยู่เป็นระยะ
ไม่ให้วิ่งเร็วจนเกินไป
    สิบห้านาทีแรกผ่านไปอย่างสบายๆ ไม่มีอะไรให้ต้อง
กังวล แต่พอกิโลที่สี่ผ่านพ้น ก็มีเสียงดังมาจากข้างๆว่า
"มึงไปก่อนเลย" พอได้ฟังใจนึงก็คิดจะลากมันไปอีกสักโล
ให้ครบสักห้าโลก่อน แต่คิดอีกทีก็วิ่งต่อไปดีกว่า รึว่าพูดไม่
ออกเอง ไม่แน่ใจเหมือนกัน

    ผมแวะพักจิบน้ำครั้งแรกตอนเกือบห้ากิโล จิบเพื่อ
เติมน้ำที่สูญเสียไป เหงื่อเริ่มซึมออกมาพอประมาณแล้ว
ไม่แน่ใจว่าเพราะไอน้ำในอากาศเยอะด้วยหรือเปล่า
จึงทำให้เสื้อเริ่มชื้นแฉะได้ขนาดนี้ แต่ก็ยังไม่เป็นปัญหา
ครับ แค่เหงื่อเข้าตาแล้วแสบๆเท่านั้น

    ๑๑ กม. พ้นผ่าน กับเวลา ๑ ชม.เล็กน้อย เริ่มมี
อาการแปลกปลอมเข้ามาทางความรู้สึกของกล้ามเนื้อ
บริเวณอกซ้าย เหนือหัวใจขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งก่อนจะเกิด
อาการแปลกๆที่ว่านี้ ก็มีความรู้สึกเจ็บ ที่เป็นปกติมาก่อน
แล้ว ซึ่งอาการเหล่านั้น ผมชาชินกับมันเสียแล้ว คิดเสีย
ว่ามันมาให้รู้สึกท้อสักแปปนึง แล้วมันก็จะจากไป แต่ผม
หวั่นใจกับอาการแปลกๆที่หน้าอกที่เคยเจอมาก่อน ทำให้
รู้สึกกลัวขึ้นมาจึงหยุดพักที่ราวๆ กม.๑๒

    พูดถึงเรื่องบาดเจ็บ หรือ อาการเจ็บปวดต่างๆเป็น
สิ่งที่นักกีฬา หือ แม้แต่นักออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมักจะ
พบเจออยู่บ่อยๆ ซ่ึงสาเหตุของอาการเหล่านี้ อาจจะเกิด
มาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารที่ผิดรูปแบบ
การใช้งานหนักเกิน แม้กระทั่งการยืดเหยียดไม่เพียงพอ
ฯลฯ สิ่งต่างๆ 
เหล่านี้ ล้วนส่งผลต่อร่างกายเราทั้งสิ้น
ที่ร้ายแรงสำหรับตัวผมเองนั้น ก็คงจะเป็นอาการบาดเจ็บ
เรื้อรัง สะสม ที่ไม่ว่าจะพัก ทานยา หรือ ฝังเข็ม ก็ยังไ
ม่หาย(ทันใจ)สักที
    ซึ่งตอนที่เขียนอยู่นี้ ผมเพิ่งผ่านการฝังเข็มและกระตุ้น
ด้วยไฟฟ้ามาหมาดๆ แต่ก็ยังเจ็บอยู่เลยครับ

    กลับมาที่สนามกีฬาสระบุรีต่อครับ หลังจากหยุดพักด้วย
ความกลัวว่าจะล้มตายไป อีกใจก็เสียดายที่ผ่านมากว่าครึ่ง
ทางแล้ว บรรยากาศก็ดี ยังไงขอลองวิ่งต่ออีกสักรอบนะ
ร่างกาย
    หลังจากถอดเสื้อออกมาบิดเอาเหงื่อที่ชุ่มไปทั้งตัวออก
แล้ว ผมกลับไปลงถนนที่ความเร็วเท่าเดิม รอบขาเดิมๆ
๑๗๐-๑๘๐ ประคองไปเรื่อยๆ พร้อมฟังเสียงของร่ายกาย
อยู่เป็นระยะ ใจนึงก็กลัว ใจนึงก็ฮึด อีกใจก็ท้อ อีกใจก็คิด
ว่าผ่านอารมณ์แบบนี้มากี่รอบแล้ว ก็แค่ว่ิงต่อไปเรื่อยๆ
ประเดี๋ยวก็จบแล้ว อีกนิดเดียว...

    โค้งหักศอกสุดท้ายจะครบรอบรออยู่ข้างหน้าไม่เกินสอง
ร้อยเมตร แต่ร่างกายรู้สึกราวกับสองโล มันไกลกว่าเดิม
เมื่อไหร่จะสิ้นสุดการทรมานตัวเองครั้งนี้เสียที แรงหนึ่งฮึดสู้
บอกให้จิตใจตัวเองเข้มแข็งเข้าไว้ มิเช่นนั้นแล้ว ความฝัน
ที่หมายมั่นเอาไว้ก็จะไม่มีวันเป็นจริงเข้าสักวัน

    โค้งนั้นพ้นผ่านไปแล้ว ผมว่ิงครบอีกรอบแล้ว และบอก
ตัวเองว่า "พอ" วันนี้ขอยอมแพ้
แต่วันข้างหน้ายังมี ปลอบตัวเอง ได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว

    ไว้เจอกันรอบหน้า เจ้าความท้าทาย.

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563

เล่มที่ x08/63x เรื่องเล่าแบรนด์ (ของผม)





    แวบแรกที่เห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่บนชั้น
สมองส่วนที่จะใช้ตัดสินใจในการซื้อก็ทำงาน
ในทันที แทบไม่ต้องคิด....

    ย้อนไปสมัยเรียนมหาฯลัย ผมเพิ่งเริ่ม
ริที่จะเป็นนักอ่านกับเขาบ้าง เพื่อให้คุยกับเขา
ได้ เพราะว่าเพื่อนๆในกลุ่มอ่านหนังสือเล่มดัง
เล่มนี้กันเยอะ(เรื่อง พันธ์ุหมาบ้า)

    หลังจากนั้น ผมก็ท่องไปในโลกของนว
นิยายบ้าง เรื่องสั้นบ้าง วรรณกรรมฯ สุดแท้
แต่ความอยากอ่านจะพาไป หรือ ใครแนะนำ
มาให้ ก็อ่านดะไปเรื่อย

    จวบจนทุกวันนี้ ผ่านมาสิบกว่าปี(มั้ง)
ผมยังคงโงหัวไม่ขึ้น จากโลกใบที่ว่า แถมยัง
ริจะเขียนนู่น นี่ออกมา ให้เพื่อนๆต้องมาคอย
เสียเวลาอ่านกันอีกมากมาย...

    เมื่อได้เล่มนี้มาจากชั้นแล้ว ก็ลองเปิด
อ่านดูสักหน่อย ผ่านไปสิบกว่าหน้า ก็วางไว้
ในรถ มิได้เอากลับมาไว้ที่บ้าน เกรงใจเล่ม
ก่อนหน้าที่กำลังอ่านค้างคาอยู่

    แต่แล้วความเกรงใจที่ว่านั้น ก็ไม่
สามารถหยุดความกระหายใคร่รู้ อย่างผู้ที่คอย
แส่เรื่องของชาวบ้านไว้ได้ คิวหนังสือที่รออ่าน
ถูกปัดตกไป ให้เรื่องที่มีสีสันมันปากขึ้นมาแทนที่

    เพียงไม่กี่วัน(ราวๆห้าวัน)สี่ร้อยหน้าของ
เล่มนี้ก็ถูกผมไล่เรียงจนสิ้น เพลินอย่างกับซีรี่ย์

    ถึงตรงนี้ ไม่รู้ว่าจะเล่าอะไรต่อไปดี
เอาเป็นว่า ควรค่าแก่การอ่านสำหรับทุกๆท่าน

    หาก "พันธุ์หมาบ้า" เป็นนวนิยายที่วาง
ไม่ลงแล้ว "เรื่องเล่าแบรนด์(ของผม)" นี้
ก็เป็นเรื่องจริงที่เล่าได้อย่างน่าติดตาม และ
ไม่อยากจะวางเช่นกัน

    ผมนั่งอ่านไป ขำไป ส่วนเรื่องข้อคิดที่
เป็นหลักการของการทำธุรกิจที่เป็นประสบการณ์
ของน้าที่เล่ามา ผมก็เก็บเอามาไว้เตือนใจว่า
"อย่าไปทำตามก็แล้วกัน"

    ผมอยากจะบอกน้าเหลือเกินว่าเสื้อลาย
หมาของน้านั้น เต็มบ้านผมไปหมด ส่วนที่กลาย
ไปเป็นผ้าเช็ดมือ เช็ดโต๊ะ นั้นก็หลาย หายก็
เยอะ

    เอาเป็นว่า ผมยังเป็นแฟนคลับ ของน้า
ต่อไปครับ

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563

เล่มที่ x07/63x บทสนทนานอกห้องเรียน




    อาจเป็นเพราะว่าผมกำลังอยู่ในแวด
วงเหล่านี้ จึงทำให้ผมได้หยิบหนังสือแนวนี้
ขึ้นมาอ่าน และก็อาจจะเป็นเพราะว่า
ผมชอบงานที่ออกไปทางแนวที่ได้ลงมือทำ
อย่างตอนเด็กๆก็ชอบรื้อ ถอดประกอบ
จักรยาน ชอบหยิบจับเครื่องมือมาทำนู่นนี่
อยู่เป็นประจำ

    และอีกอย่างผมก็ชอบงานฝีมือ ที่ตัวเอง
ได้ลงมือทำ ได้ใช้เวลา และเอาใจใส่กับมัน
ผสมความพิถีพิถัน ปราณีตลงไป 

    อีกทั้งปัจจุบัน งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็ต้อง
เกี่ยวข้องกับแวดวงนี้โดยตรง
จึงเป็นที่มาของหนังสือประเภทนี้(และเล่มนี้)

    หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มเล็กๆ ตัวหนังสือ
ไม่เยอะมากจนเกินไป ทำให้อ่านจบง่ายๆ
ภายในวันเดียวก็ได้

    สิ่งที่โดดเด่น และ เป็นส่ิงที่ผมชอบก็
คือ เรื่องราว และ ทัศนะคติที่ผู้เขียนได้
กลั่นกรองออกมาจากประสบการณ์จริงโดย
ตรง มิได้แต่งเติมอะไรมากมายเลย

    ข้อคิดมีมาให้หลากหลาย แต่ที่โดนใจ
ผมก็คงจะเป็นเรื่องของการที่เราจะสร้าง
อะไรขึ้นมาสักอย่าง โดยให้มันอยู่บนพื้นฐาน
ของความยั่งยืน มีประโยชน์ใช้สอยจริงๆ
ไม่ใช่แค่สวยหรู แต่อรรถประโยชน์น้อยมาก

    ยังไงก็ขอขอบคุณที่ทำหนังสือดีๆเช่น
นี้ออกมานะครับ และจะติดตามผลงานเล่ม
อื่นๆต่อไป

ขอบคุณครับ