วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2563

ความผิดพลาดที่ไม่สามารถตระหนักถึง



    ความเป็นจริง เรานั้นรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น ก่อให้เกิดผลต่างๆที่ส่งผลร้ายมากกว่าผลดีอยู่มาก แต่เรานั้นก็ไม่สามารถที่จะล้มเลิกพฤติกรรมเก่าๆที่ปฎิบัติต่อเนื่องกันมายาวนานได้ ต่อให้สิ่งที่เราบูชาอันเป็นที่สุดออกมากล่าวข้อเท็จจริงให้ฟังก็ตาม

    แล้วเพราะเหตุใดจึงทำให้เราเป็นเช่นนั้น?....

    เหตุผลข้อนี้ผมก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ครับ
แต่ผมพอจะมีเค้าลางบางอย่างเกี่ยวกับพฤติกรรมดังกล่าว เช่น
ผมบอกกับตัวเองก่อนนอนว่า พรุ่งนี้ผมจะต้องลุกขึ้นจากเตียงแต่เช้า
เพื่อมาทำกิจกรรมอะไรบางอย่างที่คิดว่าสำคัญ (ให้ค่าความสำคัญมันมากจริงๆ)
ซึ่งก่อนหลับไป ผมก็คิดอยู่ตลอดว่า หลังจากลุกขึ้นแล้ว ต้องไปให้ทันรถไฟสาธารณะ
รอบเช้า และถึงสนามบินก่อนเวลาที่เครื่องจะออกหนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

    เมื่อคุณให้ค่าความสำคัญกับการขึ้นเครื่องบินมากๆ คุณจะไม่พลาดกดนาฬิกาปลุกแล้วนอนต่ออีกสิบนาที อย่างที่เคยทำมาทุกวันอย่างแน่แท้

และผมก็เชื่อว่าหลายๆท่านเคยเป็นแบบนี้

แต่กลับบางเรื่อง ที่เรารู้ทั้งรู้ว่ามันส่งผลไม่ดีแน่ๆ ทำไมเราถึงทำ?

ผมเคยดื่มหนักที่เรียกว่าตื่นมาปวดหัวแทบทุกวันตอนเช้าๆ
แต่ตกเย็นก็หันหน้าเข้าไปหาเครื่องดื่มต้นเหตุทุกครั้งไป

ผมสูบบุหรี่จัด จนเหนื่อยมากแม้ว่าจะเดินขึ้นบันไดแค่ไม่กี่ชั้น
แต่ก็ไม่คิดที่จะเลิกมันจริงๆจังๆอีกเหมือนกัน

ไม่รู้ทำไม

แต่ก็พอจะรู้ว่าสิ่งที่จะทำให้ผมเปลี่ยนพฤติกรรมดังที่กล่าวมาได้นั้น
ก็ต้องมีเหตุการณ์หนักๆสักเรื่องหนึ่ง ที่จะทำให้เปลี่ยนไปได้

เช่น เมาหนักจนขับรถไปชน หรือ ตกคลอง ซึ่งผมเคยตกคลองนะ แต่ยังไม่คิดที่จะเลิก
เหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆอาจจะส่งผลให้ผมเปลี่ยนพฤติกรรมได้
แต่เมื่อคนที่เคยผ่านเหตุการณ์ร้ายๆมาแล้ว มาเล่าให้ผมฟัง ผมกลับไม่ตระหนักถึง
อาจจะเป็นเพราะว่าผมนึกภาพไม่ออก
หรือว่า ตระหนักไม่ได้ถึงความร้ายแรงของมัน เมื่อไม่ได้เจอกับตัวเองจริงๆ

ผมก็แค่เดาไปเรื่อยๆ
เพราะทุกวันนี้ สิ่งที่ผมพยายามจะไม่ทำ แต่ก็ยังทำมันยังมีอยู่อีกมากมายเหลือเกินครับ

เอาไว้หากผมค้นพบวิถีแห่งการตระหนักถึงนั้นได้อย่างแจ่มแจ้ง
ผมจะมาเล่าให้ฟังกันอย่างไม่มีปกปิดเลยเชียว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น