วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
เวลาว่าง
เวลาที่ใฝ่หาของแต่ละคนอาจไม่เหมือน
กันเลย และอาจจะเหมือนกันบ้าง บางเวลา
บางคน
ช่วงเวลาที่รอคอยนั้นแสนจะยาวนาน
แต่มันก็คุ้มค่าที่ได้รอคอย เมื่อปลายทางมาถึง
ต่างกับการรอคอยที่ไร้จุดหมาย ซึ่งไม่รู้
จริงๆว่าเมื่อไหร่ การรอคอยจะสิ้นสุดลง
หากเรารอคอยวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ที่
จะถึง แน่นอนว่าวันก่อนหน้านั้นก็จะเป็นวันที่
โหดหินสุดๆนับตั้งแต่วันจันทร์ จนกว่าจะถึงศุกร์
และเวลาที่ปราถนาก็มักจะผ่านไปอย่างรวด
เร็ว
วนมาถึงวันจันทร์ใหม่อย่างงุนงง และ
อาจจะแทบจำอะไรไม่ได้เลยว่าได้ทำอะไร
ไปบ้างในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา
มันจะมีห้วงเวลาหนึ่งที่ึคล้ายๆกับเวลา
วันหยุดที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วนั้น ในการทำ
งาน เวลาประเภทนี้เค้าเรียกกันว่า Flow
State หรือ การทำงานด้วยความเพลิด
เพลิน ลืมเวลานาที เงยหน้ามาอีกที เจ้า
เวลาก็เดินหนีความเดิมไปไกลเสียแล้ว
ความเพลิดเพลินนี้ อาจจะเกิดจากความ
สนุก ความรัก ความมีสมาธิ อะไรสักอย่าง
หนึ่งในการทำสิ่งๆนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเกิดจาก
อะไรบ้าง เพียงแค่รู้ว่า เมื่อจดจ่อกับส่ิงๆนั้น
แล้ว มันก็จะทำได้อย่างยาวนาน และ ไม่ทุกข์
ทรมานดั่งการทำไป เพื่อแก้เบื่อในการรอคอย
เพียงเท่านี้ เวลาว่างผมเลยไม่ค่อยจะมี
สักเท่าไหร่
วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
การเดินทางของเรา
ผมเองนั้นคิดว่าตัวเองผ่านการใช้งาน
ถนนหนทางมาพอสมควร และมากพอที่จะเห็น
เรื่องราวต่างๆที่ได้เกิดขึ้นบนถนนเหล่านั้น
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นถนนหลวงที่มีรถราขวักไขว่
เรื่องราวที่จะกล่าวถึงในวันนี้ออกจะเป็น
เรื่องที่น่าเศร้าสักหน่อย แต่มันก็เกิดขึ้นจริง
เห็นแล้วก็กระทบกับความรู้สึกได้ไม่ใช่น้อย
....แต่บางครั้งผมก็มองผ่านมันไป แล้วไม่รู้สึก
อะไรกับมันเลย ดั่งเช่นหมาข้างถนนตัวหนึ่ง!
ภาพด้านหน้ารถยนต์ที่กำลังแล่นไปด้วย
ความเร็วทำให้ผมมองวิวทิวทัศน์ด้านข้างได้ไม่
ชัดเจนเท่าไหร่มองไประยะไกลราวร้อยกว่า
เมตร ผมเห็นคล้ายวัสดุชนิดหนึ่งติดอยู่บนถนนดำ
ปลิวพริ้วไปมาด้วยแรงลมของฤดูร้อนที่วูบมา
เป็นช่วง ไม่มีรถสวนผ่านมา
จากระยะร้อยกว่าก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แต่สายตายังไม่หลุดโฟกัสไปกับสิ่งที่กล่าวมานั้น
จนใกล้.
ใกล้พอที่จะมองเห็นรายละเอียด และ
ความกระอักกระอ่วน ซึ่งผมรู้ว่าไม่มีใครตั้งใจ
ให้เป็นแบบนี้หรอก
ผมเคยเล่นกับแมวที่บ้าน หยอกล้อกันด้วย
ความสนุก(ของแมว) มันวิ่งไปมา กระโดดขึ้น
นู่นที นี่ที แล้วก็มานอนหงายท้อง ขาชี้ฟ้าทั้งสี่
พร้อมหางที่ส่ายไปมา พยายามไขว่คว้าปลาย
เชือกที่ผมได้เอามาล่อเล่น
....ผิดตรงที่ว่า ภาพแมวน้อยนอนหงายตัวนี้มิ
ได้เล่นกับผมที่ขับรถผ่าน มันคงทุรนทุรายนอนดิ้น
อยู่ตรงนั้น.....
หากจะให้นับถึงจำนวนที่ผมได้เคยพบเจอ
กับเหตุการณ์เหล่านี้มาก็คงจะบอกว่า นับไม่ได้
แต่สามารถที่จะบอกความรู้สึกได้ว่าเป็นอย่างไร
และหากถามว่าเคยไหม ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
ก็ตอบตรงเลยครับว่า "เคย"
ครั้งนั้น ผมกำลังควบเจ้าเล็กน้อยกลับ
บ้านที่สระบุรีหลังจากได้ดื่มสังสรรค์กับขาประ
จำไปพอประมาณ ไม่ถึงกับเต็มที่อย่างที่เคยๆ
เล็กน้อยรุดหน้าอย่างม้าฝีตีนเหยาะ
ยังไม่ทันได้ควบผ่านย่านหน้าโรงพยาบาล
ผ่านซอยป่าสัก หลบรถที่จอดอยู่ ด้านซ้าย
ไม่มีรถสวนมา กำลังจะพ้นผ่านรถที่หลบ ก็ได้
ยินเสียงเจ้าเล็กน้อยชนเข้ากับอะไรสักอย่าง
สมองตกใจ ตัวผมเองก็สะดุ้ง มองกระจกหลัง
เห็นเจ้าตัวเล็กวิ่งพล่าน เข้าข้างทางอีกฝั่งหนี
หายไปในความมืด
ผมให้เล็กน้อยแนบเข้าข้างทาง ลงมามอง
ไปที่เกิดเหตุไม่พบอะไรสักอย่าง พบแต่เพียง
แก้มเล็กน้อยบุบไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง
และนั่นก็คือประสบการณ์ของผมโดยตรง
ผ่านแค่เพียงตัวกลางเป็นเจ้าเล็กน้อยนั่นแหละ
หลังจากเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่ส่งผล
กระทบต่อชีวิต จิตใจเรา ส่ิงเหล่านั้น บางครั้ง
ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวิตเราไป
ตลอดการ
ผมมองเห็น หมา แมว ที่นอนตายอยู่ข้าง
ถนนมากขึ้นทุกวันนี้ก็เห็นแล้วก็เกิดความรู้สึกอยู่
บ่อยๆ แต่ไม่ทุกครั้งหรอกบางครั้งมีอะไรให้คิด
อยู่เป็นสำคัญ ก็มองมันผ่านๆไปเหมือน "หมา
ข้างถนน" ตัวหนึ่ง เท่านั้นเอง
วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
ใครเขาทำกัน
ด้วยความที่เป็นคนชอบทำอะไรด้วยตัว
เอง ประกอบกับความหัวรั้น ที่ไม่ค่อยจะฟัง
ใครสักเท่าไหร่ จึงทำให้ผมได้ลองทำอะไร
นู่น นี่ไปเรื่อยๆ
ซึ่งไอ้การทำอะไรแปลกๆใหม่ๆนี่ก็เป็น
เรื่องยากนะครับ เหตุเพราะว่าเวลาคนอื่น
เขามามอง มาดู ก็มักจะชอบทักด้วยความ
คุ้นเคยที่ว่า ทำแบบนี้ก็ได้ด้วยหรอ หรือ ไม่
มีใครเขาทำกันแบบนี้หรอก
ผมก็คิดว่าคนที่เข้ามาทัก มาเตือนก็คง
จะหวังดีกันทุกคนแหละนะครับ คุณว่าจริงไหม
รึว่าเค้าอิจฉากันแน่ ผมก็มิอาจทราบได้
คนพูด ก็พูดไปแล้ว แต่ความคิดมันยัง
ฝังอยู่ในหัวคนทำสิครับ จิตใจเข้มแข็งก็มัก
จะไม่หวั่นอะไรหรอก แต่ใครกันเล่าจะเข้ม
แข็งได้ทุกเวลานาที มันก็ต้องมีเก็บเอามา
คิดบ้างเป็นธรรมดา
เวลาแหละครับ ที่จะเป็นคำตอบของ
สิ่งเหล่านั้นว่ามันจะสร้างอะไรให้กับเรา
ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางใหม่ ที่อาจจะเปลี่ยน
แปลงชีวิตออกไป หรือประสบการณ์ที่มีค่า
หรือ อีกหนทางหนึ่งที่ทดลองแล้วไม่ประสบ
ความสำเร็จ
เหมือนกับเอดิสัน ที่ทดลองมากกว่า
พันครั้งในการสร้างหลอดไฟ
เหมือนกับคนที่ไม่คิดว่าความผิดพลาด
ล้มเหลวนั้นเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร
มันก็เป็นเพียงแค่กระบวนการเรียนรู้อีกหน
ทางหนึ่งเท่านั้นเอง
แต่....ใครเขาทำกัน
วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
ตั้งคำถาม
ผมกำลังถามตัวเองว่า "เขียน" ไปเพื่อ
อะไร?
ผมจำได้ว่าเคยบอกว่า เพื่อไม่ให้ตัวเอง
ลืม เรื่องราวต่างๆ เหตุเพราะว่าเป็นคนขี้ลืม
และยังจำได้อีกว่า เพื่อให้ลูกๆได้มาอ่าน
ความคิดของผมในช่วงวัยต่างๆ (อันนี้อาจจะไม่
ได้บอกใครไว้)
อีกเหตุผลหนึ่งที่คิดได้ตอนนี้ก็คือ อยากให้
ผู้อ่าน ได้รับสารที่อยากจะสื่อออกไปให้ได้ฉุกคิด
สักนิดก็ยังดี
นอกนั้น ก็ยังไม่ได้คิดอะไรต่อไป แต่ผมก็
ยังคิดว่า ผมเคยคิดที่จะเขียนนิยายให้ได้สัก
เรื่องหนึ่งนะ แต่เรื่องที่อยากเขียนก็ยังหาแก่น
หาสาระอะไรไม่เจอสักที
ไม่รู้จะสื่ออะไรให้ผู้อ่านได้รับไป อันจะ
เขียนด้วยความคะนองเพราะอยากเขียนมันก็
ออกจะไร้แก่นสาร หาใจความไม่ได้
พอคิดแล้วก็ตันกับคำถามของตัวเอง
สงสัยผมต้องกลับไปเปลี่ยนคำถามให้ตัวเองใหม่
เสียที เผื่ออาจจะถามผิดไปคนละเรื่อง
แล้วที่เขียนมาถึงตรงนี้ ผมก็ยังไม่รู้เลย
ว่าคนอ่านจะได้อะไร
หรือว่าอาจจะได้รู้ว่า เราไม่ได้ถูกต้องทุก
วันหรอก เราแค่พยายามเขียนหน้าชีวิตของตัว
เองต่อไป ทุกๆวัน เท่านั้นเอง
เพื่อที่จะมองย้อนกลับมาจากอนาคต ว่า
พอรู้คำตอบแล้วก็เท่านั้น ตอนหาสนุกกว่าตั้งเยอะ
ชิ้นเดียว
ผมนั่งมองหมวกกันแดดใบเก่าที่คร่ำ
ไปด้วยเหงื่อไคลและริ้วรอยแห่งคราบของ
ความสกปรกจนหมักหมมมานานเกินกว่าจะ
จำวันที่มันเคยสะอาดสดใสได้
อากาศร้อนและแสงแดดจัดเป็นสิ่งที่
ผมเองนั้นพบเจออยู่เป็นประจำ เนื่องจาก
หน้าที่การงานแทบทั้งหมดอยู่กลางแจ้ง
และสิ่งที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายสัมผัส
กับแสงแดดโดยตรงก็คือเครื่องแต่งกายที่
รัดกุม หนึ่งในนั้นก็คือหมวกที่มีผ้าคลุมถึงคอ
ภาพผู้คนแถบตะวันออกกลางที่ต้อง
อาศัยอยู่ท่ามกลางแดดที่ร้อนจัดจนต้องโพก
ปิดร่างกายให้มิดชิดเหลือไว้เพียงแค่ช่องสำหรับ
มอง ก็คล้ายๆกันกับชุดทำงานประจำของผม
ผิดกันก็เพียงแต่ผมอาจจะมองดูคล้าย
กรรมกรซะมากกว่าที่จะเป็นชาวตะวันออก
ที่การแต่งกายดูสะอาดสะอ้าน
ที่น่าขันกว่าก็คือผมมักจะแต่งกายด้วย
ข้าวของชิ้นเดิมๆ เหตุเพราะว่าชอบใช้ของ
บางอย่างให้คุ้มค่าที่สุด ตามอายุของมัน
(ซึ่งบางอย่างก็มีหลายชิ้นเกินความจำเป็น
ไปมากโข)และชิ้นเดิมๆที่ว่านั้นก็มักจะซ้ำๆ
กันหลายวันซะด้วยสิครับ
ของบางอย่างหลายๆท่านก็มีหลายชิ้น
ทั้งๆที่มันมีชิ้นเดียวก็ได้ เอาแค่ลำพังตัวผม
เองนั้นก็เรียกว่านับไม่ถ้วนก็ว่าได้
ยกตัวอย่างเช่น ไฟแช็ค ซิปโป้ ที่ผม
ชอบสะสม คือสมัยก่อนที่นิ้วผมยังพัวพันไม่
ห่างจากก้นกรองทุกวัน สิ่งจำเป็นที่ต้องมีเพื่อ
สั่งสมบารมีความมีสไตล์(คิดเอาเอง)ก็ต้อง
เป็นไฟเช็คซิปโป้นี่แหละรวมเข้าไปด้วย
อันหนึ่ง ก็ไม่ใช่แค่หลักร้อย แต่ก็ยังดี
ที่ไม่ไปซื้ออันล่ะหลายหมื่นบาท
นับเข้าจริงๆก็อาจจะหน้ามืดได้ครับ
ปล่อยมันไว้แบบนั้นจะดีกว่า ให้เป็นของสะสม
ที่คอยย้ำเตือนได้ว่ามันมีค่าจริงๆหรือไม่
(หรือแค่คิดไปเอง)
กลับมาที่เรื่องข้าวของชิ้นเดียวกันดีกว่า
ผมคิดว่าคนเรามักจะเห็นคุณค่าของสิ่งของ
หรือ ข้าวของที่อยู่กับเรานั้น ก็ต่อเมื่อของชิ้น
นั้นๆเราได้ใช้มันอยู่ประจำ อย่างเช่นเสื้อยืด
ตัวเก่ง ยีนส์ตัวประจำที่ไม่ค่อยอยากจะซัก
และเราอาจจะเห็นค่ามันมากทวีคูณเมื่อหามัน
ไม่เจอ หรือ มันได้หายไปจากชีวิต
ส่วนอะไรที่หายไปแล้วเราไม่สามารถ
รับรู้ได้ หรือ หายไปก็ไม่ได้ทำให้เราเสียใจ
ผมคิดเอาว่าสิ่งๆนั้นก็ไม่ได้มีความสำคัญกับชีวิต
เราสักเท่าไหร่
บางอย่าง เวลาก็ช่วยลบเลือนมันไปจาก
ความทรงจำของเรา
บางอย่าง แม้จะผ่านไปเนิ่นนานสักเพียง
ใด ก็ยังคงประทับอยู่ในใจ ไม่หายไปไหน
บางครั้ง คนๆเดียวเท่านั้น ที่เรายอม
ให้เค้าอยู่ในใจตลอดไป
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)