วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

ไม่เป็นธรรมชาติ



ผมเคยได้ยินมาจนชินกับคำว่า "มันเป็นเรื่องธรรมชาติ"
จึงเกิดมีความสงสัยว่า "ธรรมชาติ" คืออะไร?
จึงได้สืบค้นข้อมูลในแหล่งที่หาได้ง่ายๆโดยไม่รบกวนใคร

เรื่องธรรมชาติคือลักษณะ นิสัย หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
สืบเนื่องต่อกันมานานหรือเปล่า?
อ่านไปแรกๆชักไม่แน่ใจ

"ธรรมชาติของโลก" คืออะไร?
คือ การที่โลกหมุนติ้วๆๆ แล้วมีความร้อน
รอวันเย็นตัวลงผ่านกาลเวลาที่แสนยาวนาน(ที่เราคิดว่านาน)
แล้วกลายเป็นเพียงก้อนกลมๆก้อนหนึ่ง
ที่โคจรลอยเคว้งคว้างอยู่ในห้วงอวกาศ
นี่เป็นเรื่องธรรมชาติของมันไหม?

ไม่รู้สิ ไม่อยากเดา ค้นๆๆ หาอ่านไปอีก

"ธรรมชาติของผีเสื้อ" หล่ะ?
ผีเสื้อผสมพันธ์กัน
หาที่วางไข่ที่ดีให้หนอนน้อยที่จะเกิด
พอหนอนเกิดจากไข่ ได้กินยอดใบและใบ
ลอกคราบสามสี่ครั้งก็พัฒนาเข้าเป็นดักแด้
ออกจากดักแด้มาเป็นผีเสื้อโบยบินเสาะหาผสมพันธ์ต่อไป
วนเป็นวัฎจักรไม่สิ้นสุดจนกว่าจะมีบางอย่างเปลี่ยนไป

เค้าเรียกกันว่า "วัฎจักร" ของผีเสื้อ
แต่ผมมองว่ามันก็เป็นธรรมชาตินะ

"ธรรมชาติของมนุษย์" หล่ะ?
มนุษย์มีธรรมชาติพื้นฐานใกล้เคียงกับสัตว์
ในเรื่องของการกิน ขับถ่าย ความต้องการทางเพศ สืบพันธ์
แตกต่างก็เพียงแต่มีความสำนึก ผิดชอบ ชั่วดี (มั้ง)
มนุษย์มีความสามารถในการจำแนกความผิดชอบชั่วดี
ซึ่งเอามาตั้งเป็นกฎเพื่อใช้ควบคุมเพื่อนมนุษย์ในสังคมของตัวเอง
มนุษย์มีความรู้ที่สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษโดยการบันทึก
และต่อยอดความรู้ที่มีให้เผ่าพันธ์ของตนเองไปเรื่อยๆ
มนุษย์มีกิเลสตัญหาเป็นที่ตั้ง ไม่เคยพอใจกับสิ่งเดิมๆที่เป็นอยู่
หากยิ่งมนุษย์ผู้ใดมีอำนาจเฉกเช่นหัวหน้าเผ่าแล้วนั้น
ความใคร่ ความกระหาย จะทำให้มนุษย์ผู้นั้นแหกกฎเกณฑ์ต่างๆ
ที่เคยร่วมกำหนดกันไว้สิ้น เพราะคำว่า "ผลประโยชน์"
ที่มีต่อมนุษย์อีกพวกหนึ่ง
มนุษย์สามารถที่จะกระทำต่อกันอย่างโหดร้ายทารุณ
เกินกว่าที่ใครหลายคนจะคาดคิดได้
เมื่อมีความเคียดแค้น อารมณ์ ความขัดแย้งจากผลประโยชน์
มนุษย์ผู้ไม่ยอมทำความเข้าใจกับอะไรเลย
แม้แต่ตัวเองยามอารมณ์ร้าย

มาถึงตรงนี้ก็บางอ้อแล้วครับ
ไม่ได้หาอ่านมาจากที่ไหนเลย
เหตุการณ์รอบกายมันพาให้คิดไปเองทั้งนั้น

ธรรมชาติของมนุษย์แท้ๆ

กลับมามองตัวเอง
อะไรบ้างที่ไม่เป็นธรรมชาติ?
การที่ผมมานั่งคิดแบบนี้ใช่ไหมที่ไม่เป็นธรรมชาติ
ผมควรออกไปทำงานให้เป็นธรรมชาติ
เหมือนคนอื่นๆใช่ไหม?

สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559

ช่างเพ้อฝัน



บ่อยครั้งที่การเอนกายลงนอนเพื่อที่จะหลับไหล
ปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนซ่อมแซมตัวเอง
แต่สติยังคงยึดแน่นอยู่กับความคิดที่ไม่ยอมปล่อย
มันยังไม่อยากจะหลุดลอยไปไหน ทั้งๆที่ใจเราไม่

ความคิดที่เพ้อฟันไปตามเรื่องราวของคนช่างฝัน
ซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่ามันคงจะเป็นจริงไปได้ยาก
ยากกว่าการแอบตดในรถไฟฟ้าซะอีก หึๆๆ

จะว่าไปคนเราก็ช่างเพ้อช่างฝันกันเสียจริง
แม้ในยามตื่นก็ยังจะฝัน แสร้งทำไม่รู้กับความจริง
ทั้งๆที่ความจริงนั้น มันเป็นอย่างนี้มานานมาก
นานเกินกว่าเราจะคิดใส่ใจอยู่ตลอดเวลา

ก่อนที่ร่างกายผมจะเข้าสู่ภวังค์
ผมจินตนาการไปถึงสังคมที่เป็นธรรม เท่าเทียม
ผู้คนไม่เห็นแก่ตัวกันจนเกินไป เงินมีอำนาจน้อยกว่าจิตใจ
สังคมที่สงบ ร่มเย็น ทุกคนเคารพกันและกัน
ผู้ใหญ่ทำตัวน่ายกย่อง
ผู้ถือกฎ มีตราชั่งที่เที่ยงตรง ถูกต้อง โปร่งใส
ประเทศเราคงเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุด

คิดๆๆ
จนเคลิ้มหลับไป

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

หากจอดรอ



“บุญทวี” วิ่งแซงผู้คนบนสะพานลอยอย่างไม่สนใจต่อคำ
ด่าใดๆเมื่อร่างกายของตนไปกระทบไหล่ของใครต่อใคร
หลายคนแล้วยังตะโกนส่งเสียงเรียกรถเมล์ที่จอดรับ
ผู้โดยสารอยู่ด้านล่างสะพานว่าให้รอด้วย
เมื่อก้าวลงจากบันไดขั้นสุดท้ายสายตาพ้นขอบหลังคา
จึงได้ทราบว่าตนเองนั้นตกรถเสียแล้ว
ทำได้แค่มองตามหลังรถไป....

วันนี้ช่างเป็นวันที่ซวยซะเหลือเกิน
“อรุณ” พร่ำบ่นกับตัวเองตั้งแต่ลืมตาตื่น
ด้วยความปวดหัวจากการดื่มหนักมาเมื่อคืo
ของคนที่เพิ่งช้ำชอกความรักมา
ผนวกกับหน้าที่การงานที่ไม่สามารถปฎิเสธได้
เค้าจึงต้องรีบทำธุระส่วนตัวอย่างเร่งรีบ
แล้วขับรถออกจากบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นหมอง
พลันระหว่างทางก็ยังหงุดหงิดกับการตอบคำถาม
ทางข้อความที่ลูกค้าถามมาแล้วหลายชั่วโมง
“ถามอะไรกันหนักหนาว่ะ” เค้าบ่นภายในใจ

บนรถโดยสารคันหนึ่ง "สุดแสน" กำลังแอบมองหญิงสาว
คนหนึ่งที่ขึ้นมาพร้อมกันจากป้ายรถเมล์หน้าปากซอยบ้าน
เขาแอบมองเธอมานานด้วยความนิยมชมชอบ
หากแต่ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากทักทาย
ทั้งๆที่บ้านของเขาและเธอนั้นก็อยู่ละแวกเดียวกัน
ทุกๆวันที่ไปเรียน
เค้าพยายามจะมาขึ้นรถโดยสารให้พร้อมเธอเป็นประจำ
หากวันใดที่เขามาก่อน เขาก็รอจนกว่าเธอมา
ค่อยนั่งรถเมล์ไปเรียน เป็นอย่างนั้นเรื่อยมา

“สมมาตร” เป็นเจ้าหน้าที่ขับรถหน่วยฉุกเฉิน
ได้รับแจ้งจากศูนย์ 1669 ว่าต้องการรถพยาบาลไปรับผู้ป่วย
ซึ่งมีอาการเป็นโรคหัวใจเฉียบพลันตามที่อยู่ที่ได้รับแจ้งมา
จึงได้นำรถฉุกเฉินออกจากโรงพบาบาล
ซึ่งระหว่างทางจากโรงพยาบาลถึงเส้นทางหลักที่จะมุ่งไป
บ้านผู้ป่วยเป็นถนนสองเลนแคบๆสวนกันและขณะนั้น
มีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันจอดขวางทางอยู่
ทำให้การจราจรติดขัด รถพยายาลไม่สามารถผ่านไปได้
อย่างสะดวก

“หม่อนทอง” กำลังกระวนกระวายใจกับอาการของมารดา
เมื่อได้รอรถฉุกเฉินมารับมารดาของตนเองอยู่นาน
กว่าครึ่งชั่วโมงหลังจากที่ได้โทรฯแจ้งไปแล้ว

“หญิงเปรียว” ขี่จักรยานยนต์ขนาดใหญ่มาด้วยความเร็ว
พอประมาณ มุ่งหน้าปั้มน้ำมันที่นัดกับกลุ่มเพื่อนๆไว้
เพื่อรวมตัวกันเดินทางไปเที่ยวด้วยจักรยานยนต์พร้อมๆกัน
ขณะนั้นเธอได้ขี่มาใกล้ถึงสถานที่นัดหมายแล้ว
แต่เวลายังเหลืออยู่มากโข เธอจึงไม่ได้ขี่เร็วมากนัก
ทั้งๆที่ปกติแล้วนี่เป็นความเร็วเพียงหนึ่งในสาม
ที่เธอขี่ยามออกทริปกับเพื่อนๆ จู่ๆเธอก็เบรกอย่างกระทันหัน
จนรถเกือบจะเสียหลักล้ม แต่ด้วยประสบการณ์ที่สะสมมานาน
กับความเร็วที่ไม่มากเท่าไรนัก ทำให้เธอสามารถควบคุมรถ
เอาไว้ได้อย่างปลอดภัยแล้วชะลอจอดข้างทางเพื่อตั้งสติ
ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงยางรถยนต์แตกมาจากด้านหลัง
ใกล้ที่เธอจอด แล้วรถคันนั้นก็เสียหลักพุ่งเข้าทางเท้า
เลยด้านหน้ารถเธอไปเพียงช่วงคันรถ


ณ สี่แยกไฟแดง
รถเมล์กำลังแล่นไปตามทางอย่างแช่มช้าเป็นปกติ
เมื่อมาใกล้มาถึงแยกสัญญาณไฟเขียววูบดับลง
กลายเป็นสีเหลือง คนขับแตะเบรกอย่างกลัวรถจะจอด
เลยเส้นจอดไปทำให้ผู้โดยสารที่ไม่ทันระวังตัวถลันไป
ตามแรงเบรกของรถ

“สุดแสน” ซึ่งแอบมองหญิงสาวในละแวกใกล้บ้านอยู่บน
รถเมล์คันดังกล่าว เมื่อรถเมล์เบรค หญิงสาวคนนั้นก็ถลา
มาหาอ้อมอกเค้าอย่างเหมือนจะจงใจ ตาประสาน
ครั้งนี้เป็นเค้าเองที่ไม่ยอมหลบสายตาพร้อมส่งยิ้มให้

“อรุณ” ซึ่งขับรถตามหลังรถเมล์มามัวแต่ก้มหน้าพิมพ์ข้อความ
พอเงยหน้ามาก็พบว่าหน้ารถของเค้านั้นอยู่ห่างจากท้ายรถเมล์
เกินกว่าจะเบรคให้ไม่ชนกัน

เมื่อ “สมมาตร” ขับรถฉุกเฉินจนมาใกล้ถึงทางแยก
ก็พบกับอุบัติเหตุรถชนกัน ซึ่งไม่สามารถจะหลีกหลบ
ไปทางใดได้จึงต้องขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
มาเคลียร์ทางให้

ด้วยความที่ “หม่อนทอง” รอรถพยาบาลมารับคุณแม่ของตัวเอง
ไม่ไหวจึงช่วยกันกับสามีหามคุณแม่เข้าไปในรถเพื่อที่จะขับรถ
ไปโรงพยาบาล เธอเปิดประตูบ้านโดยไม่ได้คิดว่าว่าเจ้า
“ชีโร่” ไม่ได้ล่ามโซ่ไว้ ซึ่งมันกำลังติดสัตว์กับเจ้ามะม่วง
สุนัขเพศเมียซึ่งบ้านอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน มันจึงวิ่งออกจากบ้าน
ข้ามถนนไปตัดหน้ารถของ “หญิงเปรียว” ที่ขี่มา

หาก....
รอเมล์จอดรอ
"บุญทวี" อีกเพียงนิดหนึ่ง เขาก็จะได้ขึ้นรถ
ไม่ต้องวิ่งไปหาจุดหมายที่พลาดไม่ได้
รถเมล์คงไม่เบรคติดไฟแดงกระทันหัน
"อรุณ" คงไม่ชนท้ายรถเมล์
"สุดแสน" คงทำได้แค่มองผู้หญิงคนนั้นต่อไป
"สมมาตร" ไปถึงบ้านผู้ป่วยอย่างรวดเร็วไร้เหตุรถติด
"หม่อนทอง" ไม่ต้องนำรถออกจากบ้านอย่างรีบร้อน
"ชีโร่" ไม่ได้วิ่งออกมาจากบ้าน
"หญิงเปรียว" คงโดนรถยางแตกถลาเข้าชนอย่างจัง

“บุญทวี” ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่ตัวเองไม่ได้กำหนด
มือกระชับกระเป๋าสะพายกอดเข้าอก
แล้วออกวิ่งไปตามทางเท้าอย่างกับนักวิ่งระยะไกล
ที่ไม่เคยยอมแพ้จนกว่าจะถึงเส้นชัย

ระหว่างที่วิ่งอยู่ภายในใจคิดว่าหากรถเมล์จอดรอเขา
อีกสักนิดหนึ่ง จะเป็นอย่างไร?
พลันมองไปข้างหน้า เห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังขี่จักรยานยนต์
คันใหญ่ออกจากบ้านหลังโต แอบอิจฉาอยู่ภายใน
สองเท้าของเขายังคงวิ่งต่อไป....

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

อยากให้ลอง



"ความเคยชิน" เปรียบได้ดังคำลวงให้ย่ำอยู่กับที่
มันหลอกให้เราหลงไหลไปกับความสุขเพียงชั่วครู่
ราวกับว่าสุขนั้นจะอยู่กับเราไปนิรันดร์
ซ้ำยังฉุดเราไม่ให้เดินออกไปค้นหาคำถามที่ไม่เคยได้ตั้ง
มันกระชากเราให้จมลงไปในห้วงแห่งความเพ้อ
กลบเราด้วยมายาให้พ้นจากจินตนาการแห่งวัยเยาว์
ปรนเปรอเราด้วยรสหวานแห่งพิษของกระแสสังคม
และไสส่งเราสู่ความตายด้วยความว่างเปล่าแห่งชีวิต
โดยที่ไม่มีใครสามารถจดจำได้เพราะมัน "ความเคยชิน!"

ทุกๆวันที่ลืมตาตื่นขึ้นมา
คุณบิดตัวแล้วหลับต่ออีกนิดให้ความคร้านด้วยความเคยชิน
หรือลุกออกจากที่นอนอย่างกระปี้กระเปร่าอยากใช้ชีวิต?

เราไม่สามารถมี "สติ" ใช้ชีวิตได้ตลอดเวลา!
เป็นสติสำหรับ "ความต้องการที่แท้จริงของจิตใจ"

ทุกๆวัน เราใช้ชีวิตอย่างมีสติเพียงแค่ไม่ให้เดินหกล้ม
ใช้เพียงแค่ถ่ายรูปอาหารให้ชัดก่อนทานเวลาหิว
ใช้สะกดคำพูดที่ผิดแบบเขียนบนหน้าจอสัมผัส
ใช้ตัดสินการกระทำของคนอื่นอย่างเตี้ยต่ำกว่าตีน
ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่ได้ยกย่องนับถือในความดีงาม ฯลฯ
นั่นคือส่วนหนึ่งของตัวผมเองเวลาไม่มีสติ

หากตอนนี้เรายังพอมีสติคิดได้บ้างขอให้มอง
ความต้องการที่แท้จริงของชีวิตให้ต่างไปจากเดิม
ลึกลงไปสู่ความไม่รู้ที่ยากเกินจะจินตนาการ
หยุดนิ่งพิจารณาความเป็นมาเป็นไปของชีวิต
เรื่องราวที่ผ่านมาในอดีต ปัจจุบัน ส่งผลไปสู่สิ่งใด
ตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองได้หรือไม่
หากไม่ใช่ แล้วอะไรคือเป้าหมายของชีวิตที่ต้องการ
โดยแท้จริง มากกว่าความเคยชินอย่างทุกวันนี้?

หากคุณพบเป้าหมายที่สำคัญในชีวิตของคุณ
ด้วยความรอบคอบของการคิดอย่างมีสติแล้ว
โปรดวางแผนการเดินทางสู่ที่นั้นด้วยความตั้งใจจริง
แล้วสิ่งที่ทำทุกๆวันจะไม่ใช่แค่ความเคยชิน
หากแต่เป็นความตื่นเต้นกระหายต่อเป้าหมาย
เป็นการลุกตื่นจากที่นอนอย่างสดชื่นกระปี้กระเปร่า
เป็นการตั้งสติก่อนใช้ชีวิตประจำวันในตอนเช้า
เป็นการเดินทางที่มีความหมายในชีวิต
ซึ่งมันมากกว่าความเคยชินแบบเดิมๆในชีวิต
ผมไม่รับรอง เพราะผมยังไม่ชิน
แต่อยากให้คุณลอง! เท่านั้นเอง