วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562

ไกลเกินความจริง


    หากจะบอกว่ามนุษย์เรานั้นช่าง "จินต
นาการ" ก็คงไม่ผิดอะไร มิเช่นนั้น เราคง
ไม่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้หรอก
กระมัง

    ซึ่งจินตนาการนั้น เหมือนกับทุกส่ิงบน
โลกใบนี้ และ อาจจะเหมือนกับทั้งจักรวาล
เลยก็ได้ ที่ว่า "ทุกอย่าง" นั้น มีสองด้าน
เสมอ มีดี ก็ต้องมีไม่ดี ดั่งมีหยินในหยาง
และก็มีหยางในหยินอีกด้วย ทั้งสองข้อนั้น
สอดประสานกัน ดำรงอยู่ด้วยกันตลอดไป

    ที่นี้เรามาดูข้อเสียของจินตนาการกันดี
กว่าครับ (ยุดนี้เขาเรียกว่า "มโน" มั้ง)
จินตนาการ คือ การคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นภาย
ภาคหน้า ซึ่ง มันอาจจะเป็นไปได้ และ เป็น
ไปไม่ได้ไปพร้อมๆกัน จินตนาการนั้นตั้งอยู่บน
พื้นฐานของประสบการณ์ที่ผ่านมาของเราซะ
เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ยิ่งโตขึ้น จิน
ตนาการในวัยเด็กก็ลดลงตามไปด้วย
เราพยายามคิดถึงอะไรที่มีตรรกกะความเป็น
ไปได้มากขึ้นกว่าตอนเด็ก เนื่องจากประสบ
การณ์ที่ผ่านมาของเรานั่นเอง
การจินตนาการไกลเป็นเรื่องที่ดี หากเรื่องนั้น
ส่งผลต่อการดำรงชีวิตที่ทำให้เกิดประโยชน์
ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกับตัวเราเองหรือสังคม
ก็ตาม

หากแต่ การจินตนาการไปในทางลบ เช่น
คาดว่าคนในที่ทำงานต้องแอบนินทาเรา
ในเหตุการณ์เมื่อเช้าที่เรามาสายแน่เลย
อะไรประมาณนี้ ก็มักจะทำให้พฤติกรรมประ
จำวันของเราเปลี่ยนไปจากปกติ หรืออีกตัว
อย่าง เช่นว่า เมื่อผมเดินไปตามท้องถนน
แล้วมองเห็นคนๆหนึ่งกำลังยืนขอเงินของอีก
คนอยู่ ผมอาจจะคิดว่าเขาต้องหันมาขอผม
ด้วยแน่ๆเลย ผมก็เลยเดินไปอีกทางหนึ่ง
ซึ่งทำให้ผมต้องเดินทางอ้อมจากจุดหมายไป
ไกล

    สังเกตุได้ว่า การจินตนาการในทางลบ
ส่งผลต่อพฤติการการดำรงชีวิตของเราทุกวัน
ทุกครั้งที่เราคิด มันจะส่งผลออกมาในรูปแบบ
ของการกระทำ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่เสมอ

    ฉนั้น หากเกิดจินตนาการไปในทางลบ
อยู่บ่อยๆ เราควรพิจารณาตัวเองกันดีกว่า
ครับ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา ที่ทำให้เราเป็น
แบบนี้

ด้วยความห่วงใยครับ
สวัสดี

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562

เรื่องราวใหม่ๆ


    ผมคิดว่าชีวิตคนเรานั้นควรที่จะต้องทำ
สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ

    อาจจะเป็นเพราะความซ้ำซากจำเจ
การอยู่นิ่งๆไม่เป็น หรืออาจจะคิดหากลยุทธ์
ในการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆเพื่อเดินทางไปสู่เป้า
หมายที่ต้องการ มันทำให้ผมได้ทดลองทำ
หลายสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ทำมาก่อน

    ซึ่งสิ่งที่เหล่านั้น ได้ก่อให้เกิดประสบ
การณ์ใหม่ๆ ได้ฝึกฝนการเรียนรู้ ทักษะที่จำ
เป็นต้องใช้ ความกล้า การเอาชนะศัตรูตัว
ฉกาจอย่างความขี้เกียจ และเสริมสร้างวินัย
ให้กับตัวเองอยู่เป็นประจำ

    บางครั้ง ส่วนใหญ่เราไม่กล้าที่จะลุก
ออกไปทำสิ่งใหม่ๆเพียงลำพัง เพราะว่ามัน
ดูน่ากลัว ใช่ครับ มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวในการ
ที่เราจะเดินทางไปเพียงลำพังในหนทางที่
เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะพบกับ
อะไรบ้างระหว่างทาง อีกทั้งเราก็ยังไม่รู้
ด้วยว่าเราจะมีแรงพอที่จะเดินไปสู่จุดหมาย
หรือไม่?

    หากแต่ว่าเราใช้หนทางเดิมๆในการ
ดำรงชีวิตอยู่ เราคงไม่รู้ว่ามีเส้นทางอีกสัก
เท่าไหร่ที่เราไม่รู้ เรายังคงเคยชินกับหน
ทางสายเก่าที่เราคิดว่ามันดีอยู่แล้ว ไม่เห็น
จะต้องไปพลัดหลงให้เสียเวลากับเส้นทาง
ใหม่ๆเลย เพียงเพราะแค่อยากจะลอง

    ผมคอยเตือนตัวเองว่า "ผมไม่ได้
หลง ผมแค่ศึกษาเส้นทางใหม่" อยู่ตลอด
ซึ่งนั่น มันยังคงเป็นคำที่ทำให้ผมกล้าทดลอง
ทำอะไรใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ กล้าที่จะออกไป
เผชิญกับโลกที่ผมไม่รู้ และ สร้างเรื่องราว
ใหม่ๆให้กับชีวิตต่อไป

    เรื่องราวใหม่ๆทำให้ผมยอมรับความ
จริงได้ง่ายขึ้น ยอมรับความผิดพลาดในชีิวิต
ได้ง่ายขึ้น ยอมรับว่าทุกเรื่องต้องผิดพลาด
ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบตลอดเวลา

    แล้วเราจะได้พบกันพร้อมกับเรื่องราว
ใหม่ๆ

สวัสดีครับ

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562

หุ้น กับ ชีวิต




    หากชีวิตเปรียบได้ดั่งตลาดหุ้นก็คงจะ
ไม่ผิด มีทั้งขาขึ้น ขาลง และ ย่ำอยู่กับที่ไม่
ไปไหน

    มีปัจจัยมากมายที่ส่งผลให้ตลาดหุ้น
เปลี่ยนแปลงราคา หรือ คงเดิม ซึ่งหาก
มองรายวันแล้วมันอาจจะไม่เปลี่ยนเลย
หรือไม่ก็มีเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย ตาม
ภาวะตลาดทั่วไป แต่หากมองเป็นรายปีที่
ผ่านมาแล้วนั้น เราจะเห็นแนวโน้มการ
เปลี่ยนแปลงของหุ้นตัวนั้นจริงๆ ว่ากำลัง
ไปในทิศทางใด และ นานๆที ห้าปีครั้ง
ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆเข้า
มากระทบสักทีหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดเดา
ได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้เลย และไหน
จะเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลกที่เอาแน่
เอานอนไม่ได้รายวันนั่นอีก

    ฉนั้น การลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องที่ต้อง
ใช้ความพยายามในระยะยาวที่จะเอาชนะ
ตลาดให้ได้ หากเป้าหมายของการลงทุน
ของเราคือผลกำไรที่เป็นกอบเป็นกำ
แต่ผมไม่ได้บอกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น
นั้นไม่สามารถทำกำไรได้นะครับ (คนละ
เรื่องกัน)

    และยังมีอีกหลายปัจจัย ที่ทำให้ชีวิต
ของเรา ดำเนินไปในทางที่ดีขึ้น แย่ลง
หรือ อาจจะย่ำอยู่กับที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้น
ฐานทางครอบครัวตั้งแต่วัยเยาว์ ไปจน
ถึงรูปแบบการใช้ชีวิต หรือ ที่เรามักจะ
เรียกว่าไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ซึ่งทุกๆ
อย่างส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทิศทาง
ชีิวิตของเราทั้งสิ้น

    สิ่งเล็กๆที่เกิดขึ้นทุกๆวันอาจจะดูว่า
มันไม่ได้ทำให้ชีิวิตเปลี่ยนแปลงไปในทิศ
ทางใด แต่ผมเชื่อว่าหากเราต้องการให้
มันเปลี่ยนแปลง การกระทำเล็กๆเป็นประ
จำเนี่ยแหละครับ จะส่งผลในระยะยาว
ซึ่งบางทีมันอาจจะเปลี่ยนไปแบบที่เราคาด
ไม่ถึงเลยก็เป็นได้นะครับ

    บริษัทฯ ประกอบธุรกิจเพื่อผลกำไร
ผู้ก่อตั้งต่างพยายามทุ่มเทเพื่อให้บริษัทนั้นๆ
คงอยู่ได้ต่อไป และ ได้เลี้ยงดูพนักงานไป
อีกนานแสนนาน จนกว่าผู้บริหารจะทำมัน
พังเสียเอง

    ชีิวิต ดำรงอยู่เพื่ออะไร? คุณคือ
นักลงทุนในชีวิตที่ต้องหาคำตอบให้กับ
ตัวเองครับ

สวัสดี ไม่มีหุ้นแนะนำ

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562

แผนที่



    ผมคิดว่าหลายคนในที่นี้คงขับรถเป็นนะ
ครับ วันนี้จึงจะมาเล่าเรื่องแผนที่ครับ

    เมื่อก่อนผมเดินทางไกลๆบ่อยมากครับ
เที่ยวเหนือ ล่องใต้ ไปสารพัดที่ใจอยากจะ
ไปครับ ซึ่งแน่นอน ยุคสมัยเรานั้นมีความ
สะดวกสบายเข้ามารับใช้เราอย่างเรียกได้
ว่าตามใจนึกครับ อยากเดินทางก็มีรถยนต์
อยากโทรหาใครสักคนก็แค่ล้วงโทรศัพท์ขึ้น
มา และมันก็สามารถทำได้แทบทุกอย่าง
อย่างที่ใจเราต้องการครับ (เทียบกับเมื่อ
ราวๆสิบห้าปีที่แล้ว)

สิ่งที่ช่วยได้มากสำหรับการเดินทางอีกสิ่ง
หนึ่งคือ แผนที่ครับ สมัยผมยังเด็กๆนั้น แผน
ที่การเดินทางเป็นอะไรที่ผมงุนงงและสับสน
มากครับ ยิ่งได้ยินผู้ใหญ่(ที่ขับรถ)คุยกัน
เรื่องเส้นทาง ว่าเราจะไปที่ไหนให้วิ่งถนน
เส้นไหน ไปทางลัดเส้นใด ตำบลใดควรผ่าน
ถนนเส้นนั้นดี ไม่ดี ฯลฯ
ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งจินตนาการถึงความยุ่งยากและ
ลำบากในการเดินทางแทบไม่ออก หากเรา
หัดขับรถใหม่และต้องเดินทางไกลในสมัยนั้น
แผนที่ ที่เป็นเล่ม หรือ แผ่นกระดาษใหญ่ๆ
นั้นจึงเป็นสิ่งที่เราควรมีติดรถไว้เป็นอย่าง
ยิ่งครับ นั่นเป็นยุคช่วงวัยเยาว์เกินกว่าจะ
มีปัญญาขับรถครับ สำหรับผม

    ช่วงที่ผมเริ่มหัดขับรถ โลกนี้ก็เข้าถึง
อินเทอเน็ตได้ง่ายๆเสียแล้ว มันทำให้ผม
เปิดดูแผนที่ได้ง่ายขึ้นมากๆ มันมองเห็นเส้น
ทางที่เราไม่รู้จักมากมาย มันช่วยให้การ
เดินทางของผมไม่ต้องลำบากเฉกเช่นคนที่
อยู่ในยุคก่อนหน้านี้ครับ

    แต่....บางครั้งผมก็ถูกมันหลอกได้
มีเหตุผลมากมายที่ทำให้ถูกแผนที่ลวงหลอก
ที่สำคัญคือ ผมไม่ได้ดูมันด้วยความละเอียด
รอบครอบครับ ซึ่งหากเทียบเปอร์เซ็นต์แล้ว
นับว่าน้อยมากๆที่ผมจะพลาดไปในเรื่องของ
แผนที่ และผมก็ยังยอมรับว่ามันให้ "คุณ"
มากกกว่าที่จะเชื่อถือไม่ได้เลย (ส่วนใหญ่
เลยผมจะดูเส้นทางแค่คร่าวๆ ไม่ยอมให้มัน
นำทางครับ)

    เอาเป็นว่า วิธีการใช้งานของผม
ไม่ได้ยอมให้เจ้าแผนที่อัจฉริยะมาคอยบอก
ว่าผมต้องเลี้ยวตรงไหน อะไรยังไง
เพียงแต่ใช้ดูคร่าวๆเพื่อเป็นตัวเลือกในการ
เดินทางจะดีกว่าครับ จะได้ไม่ถูกเจ้าแผน
ที่ที่ว่านี้หลอกเอาครับ

ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ
สวัสดีครับ

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562

เช็คลิสต์


    มองย้อนไปสมัยทำงานให้กับธนาคาร
แห่งหนึ่ง ผมได้รู้จักกับคำว่า เช็คลิสต์ ครั้ง
แรกครับ

    หลังจากนั้นก็พบปะกับเจ้าเช็คลิสต์นี้มา
เรื่อยๆตลอดการทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยว
ข้องกับงานเอกสารซะมากกว่าครับ

    ขออธิบายการทำงานของเช็คลิสต์นิด
นึงครับ เผื่อท่านใดยังไม่เคยใช้ ส่วนท่านใด
ที่ทราบแล้วก็ข้ามย่อหน้านี้ไปได้เลยครับ
เช็คลิสต์คือ สิ่งที่ระบุรายการ ซึ่งเป็นสิ่งหลัก
ที่เราต้องทำ หรือ ต้องตรวจสอบ ลงไป
(ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นกระดาษ และ มีเพียง
หน้ากระดาษเดียวอยู่ด้านหน้าสุดของแฟ้มเอก
สาร) เพื่อป้องกันการหลงลืมและเพื่อให้ผู้ใช้
งานได้ทราบอย่างง่ายดายว่าเอกสารแฟ้มนั้น
ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง หรือ อาจจะเป็น
เช็ตลิสต์ขั้นตอนการทำงาน ว่าได้ทำส่ิงต่างๆ
ครบถ้วนทุกอย่างตามขั้นตอนไหม ขาดตกบก
พร่องสิ่งใดไปหรือเปล่า
นี่คือหน้าที่คร่าวๆของเช็คลิสต์ครับ และยังมี
อีกหลากหลายรูปแบบการใช้งานแตกต่างกัน
ออกไป แต่จุดประสงค์หลักๆของเช็คลิสต์คือ
ป้องกันการลืมสิ่งต่างๆ และ ทำให้สิ่งที่ต้อง
มีนั้นครบถ้วน

    ในการดำเนินชีวิตของเราแต่ละวันนั้น
มีหน้าที่มากมายให้รับผิดชอบ มีภาระหลาย
อย่างรอให้เราเป็นผู้มาน้อมรับไปอย่างมิอาจ
หลีกเลี่ยง ซึ่งแต่ละคนก็จะมีงานมาก งาน
น้อยแตกต่างกันออกไป สำหรับคนที่มีหน้าที่
การงานที่ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรมาก และ
เยอะแยะวุ่นวาย ก็ถือว่าโชคดีไปครับ
ไม่ต้องมาทนปวดกระบาลกับเรื่องราวร้อย
แปดพันประการที่ไม่อยากจะรับรู้รับฟัง
แต่....คนที่ยุ่งมากๆเขาทำยังไง
หากคุณนึกภาพคนยุ่งมากๆไม่ออก ให้ลองคิด
ถึงห้องที่เต็มไปด้วยข้าวของที่กระจายตัวอยู่
เต็มพื้นที่ วางทับซ้อนกันอีรุงตุงนังไปหมด
และคุณต้องจัดเรียงข้าวของเหล่านั้นให้เสร็จ
ภาย บางครั้งถึงขั้นต้องกำหนดเวลาเสร็จ
ทั้งๆที่มันดูจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ

    แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเช็คลิสต์หล่ะ?
หากเราสร้างเช็คลิสต์ที่ดีออกมาด้วยประสบ
การณ์ วิธีการที่เรารู้ว่าเราควรเก็บข้าวของ
แบบไหน แยกอย่างไรก่อนหลัง ตรงไหนใช้
บ่อย ตรงไหนตั้งโชว์ฯ ต่างๆนาๆเหล่านี้
มันจะช่วยเตือนทั้งตัวเรา และ ผู้ที่จะเข้า
มาเก็บกวาดรายใหม่ ให้การเก็บกวาดครั้งนี้
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ใช้เวลา
น้อยที่สุด และที่สำคัญ มันจะทำให้เกิดข้อผิด
พลาดน้อยที่สุด

    ซึ่งตรงนี้เราสามารถนำไปปรับใช้ได้กับ
หลายๆเรื่องในชีวิตประจำวันเลยแหละครับ

    ไม่มีใครเชี่ยวชาญพอที่จะสร้างเช็คลิสต์
การทำงานของคุณ ได้เท่าตัวคุณเองครับ

สวัสดี


วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2562

สัพเพเหระ



    เมื่อวานผมได้นั่งคุยกับน้องที่ทำงานคน
หนึ่ง ซึ่งผมก็คุยสัพเพเหระเป็นเรื่องปกติทั่ว
ไปเมื่อยามมีเวลาว่างเว้นจากงานอันเร่งรัด

    จนได้พาดพิงไปถึงเรื่องที่กำลังเป็นประ
เด็นร้อนอยู่ขณะนี้ ก็คือเรื่องของกัญชา ซึ่ง
เป็นเรื่องที่หลายๆท่านกำลังเฝ้าติดตามดู
ว่าจะออกไปในทิศทางใด และแบบไหน
ณ ปัจจุบัน ส่วนตัวผมเองนั้นยังไม่มีเหตุผล
อันใด ที่จะต้องใช้สรรพคุณของกัญชามาข้อง
เกี่ยวกับชีวิต และ แม้แต่ญาติพี่น้องของผม
เองนั้น ก็ยังไม่มีใครที่ต้องอาศัยเช่นกัน

    ซึ่งก็ต้องบอกตรงๆว่ายังเป็นคนกลาง
ที่ยังไม่ได้ประโยชน์ หรือ เสียประโยชน์
ที่จะมี หรือ จะไม่มีกัญชา ในความถูกต้อง
ของกฏหมายประเทศเราครับ
(หลายท่านอาจเถียงหรือสบถอยู่ในใจว่า
"มึงมันตอแหล เห็นนั่งเยิ้มอยู่หลังบ้อง"
ผมไม่แก้ตัวครับ ผมเคย)

    กลับมาที่ประเด็นของเรื่องกันดีกว่าครับ
หลายท่านอาจจะไม่ชอบเรื่องยาเสพติดต่างๆ
ซึ่งต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ เอาเป็นว่า
อ่านไปเพื่อความเพลิดเพลิน และคิดตามสัก
นิดเผื่ออาจจะเป็นประโยชน์แก่ท่านก็ได้
    หากวันหนึ่ง ต้นกัญชา สามารถปลูก
และเก็บเกี่ยวผลผลิตนำไปใช้ได้อย่างไม่ผิด
กฏหมายแล้ว (ซึ่งผมเชื่อว่าสักวันจะต้องมี)
วันนั้นแหละครับ ประเทศของเราจะเรียก
ได้ว่าก้าวข้ามจากยุคหนึ่ง สู่อีกยุคหนึ่ง หรือ
อาจจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ว่าได้
ครับ ทำไมผมถึงมองเรื่องนี้เป็นอย่างนั้นไป
ได้หรือ? ก็เพราะว่าสังคมและวัฒนธรรม
ของไทยนั้นเปลี่ยนยากครับ สังคมปากว่าตา
ขยิบ ยังคงอยู่ในกมลสันดารของเราและ
เรายังไม่สามารถสบัดมันออกไปจากวัฒน
ธรรมแบบไทยๆของเราได้ แต่ผมเชื่อว่ามัน
จะต้องเปลี่ยนได้ครับ มวลชนรุ่นใหม่เริ่มที่
จะไม่เชื่อกับคำว่า "ประชาธิปไตย" เพราะ
อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่ครับ ใครทำอะไรเรา
ต่างรู้ดี คนมีอำนาจในการบริหารประเทศ
ทำได้ทุกอย่าง รีดนาทาเร้นกับประชาชน
ห้างฯร้านเอกชน เพื่อเอาภาษีไปกอบโกย
เข้ากระเป๋าหากำไรจากมือเปล่า เพียงแค่
มีอำนาจตรงหัวโขนที่สวมใส่ ซึ่งผมคาดว่า
ศึกสงครามจะไม่ได้ทำกับต่างประเทศหรอก
ครับ มันจะเกิดจากภายในประเทศที่คอรัปชั่น
กับอย่างหน้าด้าน โจ่งครึ่มอย่างประเทศของ
เรานี่เอง

    หากถามความเห็นของผมเรื่องผลประ
โยชน์ของกัญชา ผมมองว่ากัญชานั้นมีคุณประ
โยชน์มากกว่าโทษทัณฑ์ที่จะได้รับหากนำเข้า
สู่ร่างกายเราอย่างถูกวิธี และในปริมาณที่
พอเหมาะนะครับ แล้วผมเอาอะไรมาตัดสิน
ว่ามีประโยชน์มากกว่าหรือน้อยกว่าหล่ะครับ
ไม่ต้องอ้างบทวิจัยอะไรที่ไหนหรอกครับ
แค่ผมยังไม่เห็นมีใครตายเพราะกัญชาซะที
ของหวานยังส่งผลเสียให้ร่างกายเรามาก
กว่าซะอีกหากใช้มันอย่างเกินพอดีและไม่รู้
ตัว

ขอบคุณที่ติดตามครับ
สวัสดีวันสงกรานต์

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2562

ความกลัว กับ ความอันตราย



    ผมได้ฟังเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ
ความกลัว และ ความอันตรายของชายผู้
หนึ่ง ที่ชื่อว่า จิมส์ คุ๊ก ซึ่งจิมส์นั้นได้เล่า
ถึงเรื่องประสบการณ์การใช้ชีวิตของตัว
เองที่โลดโผนและไม่ฟังคำพูดหรือแคร์
ความกดดันจากทางบ้านในเรื่องการศึกษา

    อันเนื่องจากเป็นเด็กที่เรียนดี และ
ถูกกดดันจากโดยความคาดหวังของผลการ
เรียนดี จิมส์จึงดร็อปเรียน และออกท่อง
โลกไปตามที่ต่างๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์
มากมาย แล้้วกลับมาเรียน ต่อด้วยออกไป
ทำงาน หลายปี และ หลายที่ ผ่านไป

    จนอยู่มาวันหนึ่ง เขาได้ถามตัวเอง
ถึงสิ่งที่เขาเองนั้นกำลังทำอยู่ ว่าจะเป็น
สิ่งที่เขานั้น อยากทำไปทั้งชีวิตหรือไม่
ซึ่งคำตอบก็คือ ไม่เลยครับ เขาไม่อยาก
ทำงานแบบนี้ไปตลอดทั้งชีวิต จากนั้นจึงได้
ตัดสินใจ ออกมาทำกิจการของครอบครัว
ต่อจากคุณพ่อ ซึ่งเป็นกิจการประจำตระกูล
ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น คือ การผลิตเบียร์

    แน่นอนว่าพ่อของเขาไม่เห็นด้วย
เพราะพ่อเขาเองนั้น ก็ไม่ได้ชอบการ
ทำเบียร์ที่เป็นกิจการตกทอดมา ซ้ำยังไม่
อยากให้ลูกของเขาสือทอดต่อไปอีกด้วย
จึงได้บอกกับเขาว่า สิ่งที่เขากำลังจะทำ
นั้น โง่เง่าที่สุดในชีวิตของเขาเลยทีเดียว
แต่จิมส์นั้นก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำพูดของพ่อ
เขาแม้แต่น้อย แถมยังฟังอย่างใจเย็น
แล้วค่อยๆอธิบายความตั้งใจของเขาให้
พ่อเขาฟัง

    สุดท้ายก็ก่อกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า
คราฟท์เบียร์มาถึงปัจจุบัน

    แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหัวเรื่อง?
หลายท่านคงสงสัย

    จิมส์เล่าให้ฟังดังนี้ครับ
ระหว่างทางที่ดำเนินชีวิตไปย่อมเจอกับ
เรื่องราวมากมาย มีทั้งเรื่องที่เรากลัว
ไม่กล้าจะทำ กับ เรื่องที่อันตราย ที่เรา
กำลังทำอยู่ก็เป็นได้ เราต้องแยกให้ออก
ว่าความกลัวนั้น อาจจะไม่อันตรายสำหรับ
ชีวิตเราก็ได้ เพราะเรามีความกลัวติดตัว
มาแทบทุกคน สิ่งที่เราจะทำได้ก็แค่ก้าว
ผ่านความกลัวมันไปเท่านั้นเอง
แตกต่างจากความอันตรายโดยสิ้นเชิง
ความอันตรายของจิมส์นั้นเป็นการที่เขา
ได้ทำงานที่ตัวเขาเองไม่ได้รักและมองว่า
หากทำงานแบบนี้ไปตลอดชีวิตนั้น อันตราย
อย่างยิ่งครับ

มีหลายอย่างที่ดูน่ากลัว แต่ไม่ได้อันตราย
และมีหลายอย่างที่อันตรายที่ไม่ได้ดูน่ากลัว

ฟังเรื่องเล่าแบบเต็มๆได้ที่ รายการคำนี้ดี
KND083

วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562

ความเขินอาย




    ต้องบอกตรงๆ ตรงนี้เลยว่า ผมมักจะ
เป็นคนขี้อาย ตั้งแต่สมัยที่ยังเล็กๆแล้วครับ

    จำความได้ครั้งแรกที่ต้องไปสอบสัม
ภาษณ์เพื่อเข้าเรียนของสถานศึกษาแห่งหน่ึง
ในชั้นประถม ที่ต้องขึ้นไปบนเวที แล้วต้อง
ตอบคำถามผ่านไมค์นั้น ผมนี่ อึ้งเงียบไป
เลย ก็เป็นเด็กขี้อาย แต่ก็ไม่รู้ว่าอายอะไร
นะครับ เขาถามอะไรมาก็เงียบอย่างเดียว
ผลก็เลยไม่ได้เข้าเรียนสถานที่แห่งนั้น
และก็อีกหลายๆเหตุการณ์ ที่บ่งบอกถึงความ
ขี้อายของผมอีกมากมาย ตั้งแต่วัยเยาว์
หากจะให้เล่าทั้งหมดก็คงนึกกันไม่ไหวจริงๆ

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่นั้น คงจะขี้อายคล้ายผม
แหละมั้ง หากใครไม่อายเลย ผมคิดว่าไม่มี
เว้นเสียแต่ จะอายมาก อายน้อย ลดหลั่น
กันไป ผมคงจัดอยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่ามากมั้ง
เอาเป็นว่า ทุกคนนั้นรู้จักความอายนะครับ

    ความอายนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ
ข้อดีเท่าที่ผมนึกออกนะครับ มันทำให้ผมรู้สึก
ว่าเรายังคงเป็นมนุษย์ธรรมดาทั่วไปอยู่
ไม่กล้าบ้าบิ่น ไม่แสดงออกไปหมดซะทุกอย่าง
ทำให้เรามีวัฒนธรรมที่นอบน้อม มีพิธีรีตรอง
ให้ค่อยเป็นค่อยไปกับการกระทำหลายอย่าง
ที่ส่งต่อกันมา จากรุ่นสู่รู่น ฯลฯ
ส่วนข้อเสียที่พบเจอกับตัวเองนะครับ
ก็จะเป็นเรื่องของการหาความรู้ใหม่ๆจาก
ผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน คือความอายทำให้
เราไม่กล้าที่จะถามเรื่องบางเรื่องออกไป
ตรงๆอย่างที่ควรจะเป็นตามการสื่อสารที่ดี
ทำให้เราได้แต่คิดไปเอง ทำเอง ต้องใช้
ความพยายามมากขึ้น เสียเวลาไปเยอะขึ้น
หากเพียงเราถามบางคำถามออกไป อาจ
จะทำให้ประหยัดเวลาได้อีกมากมายเลยที
เดียวครับ อีกเรื่องก็น่าจะเป็นการที่ผมเป็น
คนที่ยิ้มให้ผู้อื่นที่ไม่รู้จักยากสักหน่อย ซึ่งตรง
นี้ บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติครับ
แต่สำหรับผมแล้ว การที่ยิ้มยากนั้น อาจจะ
เป็นเพราะว่า ผมอายที่จะสร้างความสัมพันธ์
ใหม่ๆกับผู้อื่นก่อน เลยส่งผลทำให้ผมไม่ค่อย
จะได้ทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ และมันก็
ทำให้พลาดโอกาสหลายๆอย่างไปด้วย

    ฉนั้นแล้ว ผมจึงคิดได้ว่า ระหว่างทาง
ของการใช้ชีวิตนั้น เราไม่สามารถหลีกเลี่ยง
ความเขินอายไปได้เลย ไม่เรื่องใดก็เรื่อง
หนึ่ง ที่ทำให้เราต้องมีอาการเช่นนั้น ซึ่ง
ความเขินอายแต่ละคน กับ แต่ละเรื่อง มี
พฤติกรรมแตกต่างกันออกไป อยู่ที่ว่าเราจะ
จัดการกับอาการเหล่านั้นอย่างไร
มันน่ากลัว หรือ มันแค่น่าอาย
(ซึ่งจริงๆแล้วไม่ค่อยมีใครทำให้เราอายได้
หรอกครับ นอกจากตัวเราเอง)

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านระหว่างเข้าห้องน้ำ
นะครับ

สวัสดี

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562

สนามหญ้า กับ ทางป่า




    หากชีวิตเปรียบเหมือนการเดินเท้า
ผมเชื่อว่าหากเราเลือกพื้นที่ของการเดินของ
เราได้ ส่วนใหญ่เราคงจะเลือกเดินไปบนพื้น
หญ้าอันนุ่มนวล ไม่มีอะไรมาทิ่มแทง หรือตำ
เท้าให้เจ็บ มากกว่าที่จะไปเดินในป่าอันรก
ชัฎ มากมายด้วยขวากหนามและอุปสรรคต่างๆ

    แต่ลองมองย้อนไปในความเป็นจริงแล้ว
เราต่างก็รู้ดีว่า ส่วนใหญ่เราล้วนอยู่ในป่า
ที่เต็มไปด้วยอันตรายสารพัด ไม่มีพื้นหญ้านุ่ม
นวลในจินตนาการให้เดินเล่น มีเพียงแค่ตัว
เราเองกับปัญหาที่รุมเร้าเข้ามารอบด้านเต็ม
ไปหมดซึ่งเราเดินผ่านมันมาไม่รู้กี่ป่าต่อกี่ป่า
แล้วแต่ก็ยังไม่เคยพบพานสนามหญ้าแห่งนั้น
ที่เฝ้าใฝ่ฝันไว้

    การก่อเกิดคำถามที่ชวนสงสัยระหว่าง
การเดินทางของเรา ใยเราจึงพบเจอแต่
อุปสรรค เหตุใดทางของเรามักลำบากกว่า
เพื่อนร่วมทางที่เรามองดู และทำไมป่าช่าง
โหดร้ายกับชีวิตของเราแบบนี้

    คำถามเหล่านี้ทำให้ผมได้หยุดคิดและ
ลองพิจารณาการเดินที่ผ่านมาของตัวเอง
และจึงคิดไปว่า สมมติทุกอย่างเริ่มต้นที่ความ
คิด เริ่มต้นที่การตั้งคำถามกับตัวเอง เริ่มต้น
ที่มุมมองของเราต่อสิ่งเหล่านั้น

ผมเคยคิดว่าการกระทำบางอย่างนั้นยาก
เกินกว่ามือกับสมองน้อยๆของผมจะทำได้
ผมเคยหวาดกลัวกับการแสดงออกบางอย่าง
ผมเคยไม่กล้าเผชิญกับความผิดที่ตัวเองได้ก่อ

ซึ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากความคิดที่ผมคิดว่า
มันยาก มันน่ากลัว มันต้องเจ็บปวด ที่จะทำ
สิ่งต่างๆเหล่านั้น มันจึงทำให้ผมวนเวียนอยู่
ในอ่างปลาที่แสนแคบ

    ผมจึงได้คิดต่อไปว่า อะไรที่ทำให้ผมได้
เดินทางมาถึงจุดๆนี้ ณ ปัจจุบันนี้ และคำตอบ
ที่ผมได้ตอบกับตัวเองก็คือ ผมมักจะตัดสินใจ
เลือกหนทางที่เจ็บปวด ทุกข์ทรมานในการเดิน
มากกว่าที่จะเลือกเดินในหนทางที่แสนจะสบาย
ผมผ่านป่ารกมาหลายป่า บางครั้งอาจจะมอง
เหมือนแสนง่ายต่อการเดิน แต่ยิ่งเดินเข้าไป
ไกลเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบแต่ขวากหนามและป่าไผ่
บางที่ชื้นแฉะและเต็มไปด้วยทากที่แสนดุร้าย
มันจึงทำให้ผมไม่เป็นคนที่ย่อท้อเมื่อพบเจอกับ
ทางตัน ลงนั่งสมาธิสักครู่ พิจารณาความเป็น
ไปและการตัดสินใจใหม่ๆก็จะเกิดขึ้นกับการ
เดินอีกครั้ง

    ผมไม่ได้เฝ้าถวิลหาถึงสนามหญ้าที่อ่อน
นุ่ม ผมไม่ได้อยากจะไปนอนเอกเขนกไปกับ
กองความสุขที่ได้แต่สั่งการ ตอนนี้ผมกำลังมอง
หาป่าใหม่ๆที่อยากจะตลุยเข้าไป พร้อมกับ
อุปกรณ์ที่จำเป็นที่เก็บมาได้ระหว่างทาง ลับมีด
ให้คม เตรียมรองเท้าให้ดี แต่งกายให้รัดกุม
การเดินป่าของผมเริ่มจะสนุกอีกครั้ง

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562

ความบาดเจ็บ


    อาการบาดเจ็บส่วนต่างๆของร่างกาย
นั้น เป็นสิ่งที่ควบคู่กับมนุษย์เรามาตั้งแต่เกิด
การป่วย ไข้ ความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ
และการเกิดอุบัติเหตุ ก็เช่นกัน

    ผมคิดว่าคนที่อยู่อย่างไม่เจ็บไม่ป่วยนั้น
เป็นบุคคลที่โชคดีที่สุดแล้วครับ อย่างคำที่ว่า
"ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ"
ซึ่งบุคคลเหล่านี้ อาจจะเจ็บป่วยน้อยมากใน
ช่วงชีวิตหนึ่งๆ แต่เมื่อพูดถึงตัวผมเองแล้ว
ปัจจุบันนี้ ส่วนต่างๆของร่างกายก็ได้สึกหรอ
และเริ่มเสื่อมสมรรถนะไปตามกาลเวลาบ้าง
แล้วหล่ะครับ

    จริงอยู่ที่เทคโนโลยีทางการแพทย์เรา
ก้าวหน้าไปมากและต้นทุนเริ่มถูกลงเรื่อยๆ
เราสามารถทำ ทีซี สแกน หรือ เอ็มอาร์ไอ
ได้อย่างที่ไม่ต้องจ่ายเงินมากมายอย่างแต่
ก่อน เราสามารถตรวจวัด และวิเคราะห์
แนวโน้มของการทำงานของร่างกายได้อย่าง
ละเอียดมากๆ ซึ่งส่งผลทำให้สามารถบอก
พฤติกรรมการใช้ชีวิตในช่วงๆนั้นได้ ว่าควร
หลีกเลี่ยง หรือมันทำให้ร่างกายเราอยู่ใน
เกณฑ์ที่มีความเสี่ยงน้อย เราพยายามศึกษา
ท่าทาง พฤติกรรมและปัจจัยต่างๆ ที่จะไม่
ทำให้เราเกิดอาการบาดเจ็บจนกลายเป็น
วิทยาศาสตร์ได้ เราพัฒนาส่ิงต่างๆเพื่อลูก
หลานเราได้

    แต่ท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้เรามีเครื่องมือ
หรือ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากเพียงใด
เราก็ยังบาดเจ็บจากการเกิดอุบัติเหตุได้ทุก
เมื่อทุกเวลาอยู่ดี แม้ขณะที่เรากำลังออกกำ
ลังกาย

    ฉนั้น ความบาดเจ็บยังคงอยู่คู่กับชีิวิต
ของเราไปเรื่อยๆ และเราก็พยายามหาวิธี
ป้องกันกันไปเรื่อยๆ จนเราสิ้นอายุกันไป
อย่างที่ทุกคนต้องพบเจอ

    เว้นเสียแต่ว่า เราจะเป็นอมตะ
เรื่องบาดเจ็บนี้ก็จะสำคัญน้อยลงไป....