วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 16

 


จากเรื่องของความสูงนี่เองที่ทำให้มีคนเรียก
ผมว่า "เตี้ย" มาถึงทุกวันนี้

การที่คนเราจะมีฉายาได้นี่ต้องมีเอกลักษณ์
เฉพาะตัวบางอย่าง หรือไม่ก็ต้องก่อวีรกรรม
อันเลื่องลือฉาวโฉ่จนเรื่องราวนั้นแพร่กระจาย
ไปกลุ่มเพื่อน จนทำให้มีใครบางคนที่ปากหมา
และออกจะมีความคิดสร้างสรรค์ไปในทางเสีย
นั้นเกิดไอเดียเปล่งวาจาสิทธิ์ที่หยุดชะงักผอง
เพื่อนให้สะดุดกึกกับคำนั้นๆขึ้นมา หรือไม่ก็
เรียกชื่อคนนั้นๆบ่อยๆให้ติดปากจนคนอื่นสงสัย
ว่าที่มาของฉายานั้นมาจากอะไร

เรื่องการกลั่นแกล้งล้อเลียนกันเป็นเรื่องที่พบ
เจอได้ทั่วไปสำหรับเด็กๆสมัยนั้นครับ หากใน
ปัจจุบันนี้เราเอาจะเรียกได้ว่าการบุลลี่
สำหรับยุคนั้น เราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ
ยิ่งการล้อชื่อพ่อชื่อแม่กันนี่ก็สนุกสุดๆ
ไม่รู้ทำไมเราต้องเจ็บแค้นกับการโดนล้อโดน
ว่ากล่าวทางวาจาด้วย แต่มันเจ็บจริงๆนะครับ
ตอนนั้นหน่ะ

บางคนนี่โดนทั้งญาติพี่น้อง ครบทั้งครอบครัว
มากันหมดเป็นบทท่องจำที่จำได้แม่นกว่า
เนื้อหาในหนังสือที่เรียนอีก

บางคนก็ถูกเรียกแทนชื่อเล่นไปเลย คือ แทนที่
จะเรียกชื่อเพื่อน ก็ไปเรียกชื่อแม่เพื่อนแทน

หากเป็นสมัยนี้ก็คงถูกฟ้อง และไม่มีใครคบคน
ที่คอยแต่จะพาคนอื่นบุลลี่เพื่อนให้เกิดความสนุก
แก่พรรคพวกตัวเองหรอกครับ

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

รักที่ลด รถที่รัก 8

 


ห่างหายไปนานกับซีรี่ย์เรื่องนี้ครับ
ไม่ใช่ว่ารถเจ้ากรรมที่ว่านั้นใช้งานได้
อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว

แต่กลับกันอย่างสิ้นเชิง

ความรักที่ต้องการเอาใจใส่อย่างไร
รถก็ต้องการคนดูแลซ่อมแซมแลบำรุงรักษา
อย่างนั้นเช่นกัน

หากให้ย้อนกลับไปหลังจากวันล่าสุดที่ได้
พร่ำเพ้อให้เป็นเรื่องราวเอาไว้
ต่อมา...
ผมจะลองนึกไล่เรียงอาการออกมาเป็น
แต่ละรายการ เป็นหัวข้อๆแทนการเอามา
เล่าเป็นเรื่องเป็นราว เกรงว่ามันจะยาว
จนเอามาพิมพ์หนังสือได้เป็นเล่มๆ

-แร็คพวงมาลัยไฟฟ้าเสีย(ลุยน้ำขัง)
-คอมแอร์พัง(ตายคาสี่แยก)
-อาการเบรคแล้วเสียการทรงตัวเนื่องจาก
ปั้ม เอบีเอส เสีย รายการนี้กว่าจะหา
ต้นตอสาเหตุได้ก็เล่าเอาช่างปวดกะบาล
ไปหลายสัปดาห์เหมือนกัน
-บูสต์เทอร์โบมาไม่เต็ม มาๆหายๆ
(เหยียบให้ตายรถแทบไม่วิ่ง)

ประมาณนี้ครับ

หากเป็นคนรักที่ตั้งแง่แม่งอนเอาเยอะแยะ
มากมายขนาดนี้ เป็นผมสมัยก่อนก็คงต้อง
บอกลาเซย์กู๊ดบายกันไปตั้งนานแล้ว
ไม่มาทนฟังทนเป็นทาสรับใช้ยามเธอเหวี่ยง
วีนสร้างความหนักใจให้ถึงเพียงนี้หรอก

สุดท้ายแล้ววันนั้นก็มาถึง
วันที่ทุกอย่างสมบูรณ์
แม้ว่าจะไม่เหมือนกับรถใหม่ออกห้างฯ
แต่ก็สามารถเหยียบได้อย่างไม่ต้องกลัว
จะไปเสียกลางทางที่ไหน

เพียงแต่ว่า...
เธอคนนี้ช่างน่าเบื่อไปเสียแล้ว
ไปพบเจอรถคันใหม่ที่เร็วกว่า
แรงกว่าก็สู้เขาไม่ได้

ทำได้เพียงมองตาละห้อยให้สาวๆที่สวยสด
ปรูดปร๊าดแซงหน้าไป ปล่อยให้ผมจ้องมอง
บั้นท้ายไปจนสุดสายตา

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 15

 


ไม่รู้ว่าร่างกายของผมนั้นเจริญเติบโตช้ากว่า
คนอื่นๆเขา หรือ ว่าพ่อแม่ผมเองนั้นแจ้งปีเกิด
พลาดไปกันแน่ จึงทำให้เพื่อนในรุ่นราวคราว
เดียวกันค่อยๆสูงใหญ่หนีห่างผมออกไปแล้วก็
ปล่อยให้ผมกับเพื่อนร่วมชั้นอีกคนหนึ่งยืนอยู่ที่
ตรงถ้ายแถว

ความสูงเป็นดัชนีชี้วัดตัวแรกสุดที่สังเกตุง่ายๆ
ในเรื่องของความเจริญเติบโต ยิ่งมองแบบ
เผินๆแล้วก็ดูออกว่า ใครเด็กเล็ก ใครเด็กที่
พอจะโตขึ้นมา

แม้กระทั่งมัธยมสองต่อไปถึงมัธยมสามร่างกาย
ของผมเองก็ยังเหมือนไม่ได้รับคำสั่งจากแบบ
แปลนทางชีววิทยาให้ดำเนินการเติบโตทาง
ความสูงอย่างก้าวกระโดดอย่างคนอื่นๆเขา

มันคลายต้อยๆไปราวกับคนที่พอใจในสิ่งนี้อยู่แล้ว
ไม่เห็นจะต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนไขว่คว้า
อะไรต่อมิอะไรให้เข้ามาในชีวิตเพื่อสร้าง
ความวุ่นวายเพิ่มอีก แต่สำหรับตัวผมเองแล้ว
ผมไม่คิดแบบนั้น

ระหว่างเวลานั้น เพื่อนๆแต่ละคนนั้นต่างเข้า
สู่ยุคเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็ก เป็นวัยรุ่นร่างกาย
เปลี่ยนแปลง ความคิด ความกล้า อะไรต่อ
มิอะไรที่ไม่เคยได้ทำ ก็มีกลุ่มแก็งค์รุ่นพี่ทำให้
ดูเป็นตัวอย่าง

บางคนถาม
-เห้ย โคยมึงแข็งยัง
-มึงมี หม๋ อย ป่าว โกนมั้ย
ส่วนใหญ่แล้ววัยนั้นก็จะมีแต่พวกเรื่องราว
ประมาณนี้ และ ยิ่งไปกว่านี้อีกก็มีตามมา

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 14

 


"การทำผิด" เป็นอะไรที่ไม่คุ้นชินสำหรับผม
ใช่ครับ ตั้งแต่เด็กๆมา ผมเป็นคนไม่ค่อยทำ
อะไรให้มันผิดแปลกแหวกแนว หรือ ผิดกฎ
ผิดระเบียบที่พวกผู้ใหญ่เขาได้วางเอาไว้
ชีวิตผมไม่อยากมีปัญหากับใคร กลัวเขาจะ
ทำร้ายเอากระมัง ไม่ก็กลัวว่าจะควบคุม
ตัวเองไม่ได้ทำอะไรเลยเถิดไปกันใหญ่

หลังจากแลกเปลี่ยนเงินตราไปกับสิ่งเสพติด
ผมก็ต้องหาสถานที่เพื่อที่จะบรรจุบุหรี่เหล่า
นั้นลงไปในหลอดยาอมที่ได้รับมา ซึ่งมันใส่
ไปในหลอดได้ 3 ตัวพอดิบพอดี

ตอนที่น่ากลัวที่สุดหลังจากนั้น คือ การเดิน
ผ่านครูปกครองที่หน้าประตูโรงเรียน

คนเรามักจะคิดจินตนาการเรื่องราวเลวร้าย
ได้โลดแล่นต่อสถานการณ์ได้ดีกว่าเรื่องดีๆ
ยิ่งระหว่างที่ชีวิตนั้นเดินทางด้วยความหวาด
กลัวด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ ใจมันตุ้มๆต่อมๆ
คล้ายกับทฤษฎี สปอตไลท์ แอฟเฟค ที่บอก
ว่าเรามักจะคิดไปเองว่าคนส่วนใหญ่จะสน
ใจเราอยู่ตลอดเวลา หรือ คนจะสังเกตุ
เรา จับผิดเรา คิดอะไรต่างๆเกี่ยวกับเรา

แต่ในเวลานั้น วัยนั้น กับการแหกกฎของ
โรงเรียนครั้งแรกนั้น มันคล้ายกับการให้
ผมนั้นเดินไปบอกผู้หญิงว่า เธอๆ เราชอบ
ความกล้าในเรื่องล้างผลาญของผู้ชายสูญ
หายไปสิ้น กล้ามเนื้อขาอันลีบเล็กอยู่แล้ว
ก็ยิ่งหมดแรงก้าวไปกันใหญ่ แทบออกจะ
สั่นๆอยู่หน่อยๆด้วย

การสบตาของผู้มีอำนาจยิ่งทำให้ผมกลัว
แต่เชื่อไหมว่ามันเป็นการกระทำที่เป็นทาง
เลือกง่ายๆทางเลือกหนึ่งเลยทางจิตวิทยา
ซึ่งก็อีกแหละครับ ตอนนั้นไม่มีใครฝึกหรือ
บอกให้เราจ้องตาใครต่อใครหรอก

ผมต้องก้าวเดินด้วยความหวาดกลัวอย่าง
ประมาณไม่ได้จนกว่าจะผ่านพ้นประตูของ
โรงเรียนเข้ามา

มันช่างเป็นเวลาที่นานแสนนานเหลือเกิน

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

หนึ่งนาฬิกาห้าสิบเก้านาที

 


ก่อนย่อหน้านี้จะเกิดขึ้น...

ผมเหลือบมองเวลาที่แสดงอยู่บนหน้าปัด
นาฬิกา ตัวเลขแสดง 1:59 น.
และก่อนหน้านั้นอีกที สายตาผมจับจ้องไปที่
ถ้อยกระทงความเนื้อหาในหนังสือของ
นักเขียนญี่ปุ่นท่านหนึ่ง "ฮารุกิ มุราคามิ"

"แดนฝันปลายขอบฟ้า" กำลังดึง หรือ ดัน
ผมให้เข้าร่วมเดินทางไปกับลิฟท์ของเขา

แม้นความมึนงงของสมองที่ผ่านการเดินทาง
ผ่านความสรวลเสเฮฮาแกล้มกับความ
มึนเมาของ รีเจนซี่ ไปไม่ต่ำกว่าสามถึง
สี่แบน

แม้นมันออกฤทธิ์มาได้มากกว่า
สามชั่วโมงแล้ว ผมก็ยังพอมีความรู้สึกนึกคิด
ว่าแท้จริงนั้น
นี่อาจจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสักเท่าไหร่
ในการที่จะมานั่งโปรยหว่านความคิด
ผ่านแป้นอักษรเช่นนี้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็เกิดขึ้นแล้ว

จะอย่างไรเสีย ด้วยกมลสันดานจากเบื้องลึก
ก็บอกกับตัวเองว่า ผมต้องทำมันให้จบ
ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง....

หลังจากนั้น...

ผมก็พ่ายแพ้ให้กับความง่วงงันที่ค่อยๆถาโถม
เข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า ราวไม่มีวัน
สิ้นสุดคล้ายคลื่นในทะเลกว้าง

ดวงตาผมหย่อนคล้อยยานกว่านมแม่เฒ่าวัย
แปดสิบ แต่อย่างน้อยผมคิดว่าพรุ่งนี้มันจะถูก
ปลุกให้ตื่นขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับภาระหน้าที่ที่ไม่
รู้ว่าจะเป็นเช่นไรต่อไป

เลวสุดๆแล้วมันก็ต้องเต่งตึงตั้งขึ้นมาให้
ใช้การใช้งานได้บ้าง ซึ่งดีกว่ามีมันไว้
แล้วไม่ได้ใช้งานอะไรเลย แถมยังสร้าง
ภาระให้เราต้องดูแลอีกเป็นไหนๆ...

กำกวมสิ้นดี ผมบอกตัวเองก่อนที่จะกดส่ง
ถ้อยกระทงความนี้ออกไป

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 13

 


มันเป็นเช้าที่ทำให้หัวใจเต้นระรัวราวกับจะ
ทะลุออกมานอกเสื้อนักเรียนแบบโปโลสีฟ้า
มันคล้ายกับเหตุการณ์ใดๆที่จะพาให้ชีวิตเรา
นั้นแปรเปลี่ยนไปได้อย่างสิ้นเชิง
ไม่ว่าจะเป็นการสอบสัมภาษณ์งาน หรือ
การรอฟังผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เทียบ
เคียงกับความรู้สึกของผมในเช้าวันนั้นไม่ได้

ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน ภายหลังม่านควันที่ลอย
อ้อยอิ่งอยู่ภายในห้องน้ำที่ทึบอับไร้ลมพัดโชย
ระบายอากาศ

ผมกับเพื่อนๆแอบยืนสุมอัดบุหรี่กันอยู่ใน
ห้องน้ำด้านหลังสุดของสวนมะม่วงเนื้อที่
เกือบไร่ ซึ่งแอบอยู่ด้านหลังสุดของโรงเรียน

หลังจากหมดไปสามมวนแล้ว หลอดยาอม
ดีกัวดินสีขาวส้มหลอดประจำหลอดนั้น ที่ถูกใช้
เป็นอาภรณ์ชั่วคราวของยาสูบสามมวนเพื่อ
พลางตาคุณครูหน้าประตูโรงเรียนที่คอยสอด
ส่องตรวจค้นหาของผิดระเบียบ ผิดกฎหมาย
มิให้นำเข้ามาด้านใน ก็ถูกนำส่งมาให้ผม

"พรุ่งนี้ตามึง" ดั่งคำประกาศิตพิพากษาให้
ชีวิตต้องตกระกำลำบาก จะอิดออดอย่างไร
ก็คงไม่มีทางหลีกพ้น เนื่องจากทุกคนที่แอบลง
มาด้วยกันในสถานที่นี้ ก็ล้วนผ่านกันมาแล้ว
ทุกคน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ต้องหาทางนำ
เจ้าสิ่งบำเรอความใคร่ร่วมทางสังคมใน
ตอนนั้น บรรจุลงหลอดยาอมยี่ห้อเก่า
แล้วนำมันเข้ามาให้ได้

เช้าวันนั้น ผมนั่งรถเมล์ไปโรงเรียนแต่เช้า
ซึ่งโดยปกติแล้ว แม่จะคอยขี่มอเตอร์ไซค์
ไปส่งผมเป็นประจำ แต่การที่ผมต้องไป
แต่เช้าจะทำให้แม่นั้นยังจัดการกับกิจวัตร
ที่ต้องทำยังมิทันเสร็จสิ้น ผมวางแผนไว้ได้
แบบนี้ในการที่จะต้องสลัดตัวเองออกจาก
การดูแลของผู้ปกครองที่รัก

แต่แผนการต่อมาในการเดินดุ่มๆเข้าไป
ซื้อบุหรี่นี่สิ ไม่มีแผนใดๆ จะจ้างให้ใครเข้า
ไปซื้อแทนก็แทบจะสิ้นหวัง ผมเป็นคนขี้อาย
แล้วยิ่งเรื่องที่ต้องทำผิดแบบนี้แล้วด้วย
ผมไม่เคยทำ ทางเดียวที่มองเห็นในตอนนั้น
คือ การพาร่างกายอันจ้อยจิ๋วนี้ ยืนหยัดก้าว
ไปที่ร้านขายของชำใกล้กับทางแยกที่จะต้อง
ต่อรถไปโรงเรียนอีกต่อหนึ่ง

แล้วบอกกับเขาว่า "สายฝนสิบบาทครับ"

เรื่องของข้าพเจ้า 12

 


เห้ย ไอ้เตี้ย(มันเป็นฉายาของผมที่เพื่อน
คนไหนสักคนเป็นคนริเริ่มและถูกกล่าว
ขานมาถึงแทบทุกวันนี้)ไปห้องน้ำกัน

เสียงนั้นถูกกระซิบมาจากปากเพื่อนคนหนึ่ง
ระหว่างใกล้หมดคาบเรียนช่วงสาย

ภายในห้องน้ำนักเรียนชายหลังอาคาร
เด็กชายสองคนก้าวย่างเข้าไปสำรวจใน
ห้องน้ำว่ามีใครใช้งานอยู่หรือไม่

ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เวลาสายๆแบบนี้ยังไม่ค่อย
มีใครลงจากอาคารมาเข้าห้องน้ำกันหรอก
และแน่นอนว่าพวกเราก็รู้ จึงเลือกลงมา
เวลานี้

ไม่ใช่ว่าปวดฉี่หรือดื่มน้ำเยอะอะไรขนาดนั้น
ในตอนเช้า

เรื่องสำคัญในตอนนั้น คือ ลงมาแอบสูบบุหรี่
กันครับ

เท่าที่ความทรงจำจะถูกขุดออกมาได้
หรือเรียกได้ว่าบุหรี่มวนแรกนั้น ถูกน้ำเข้า
มาจากใคร ที่ไหน อย่างไร ก็คงจะชี้ชัด
ลงไปได้อย่างยากเย็ญ

เหตุเพราะผมก็ไม่ได้เป็นคนแรกที่นำเข้ามา
แล้วเหตุการณ์นั้นก็ไม่ใช้ครั้งแรกที่พวกเพื่อน
นั้นได้ลงมือกัน

กว่าจะรู้อีกทีนั้น เราก็พากันผลัดกันลงมา
เวียนวกไปเป็นคู่ สลับคู่กันบ้าง เพื่อป้องกัน
มิให้เกิดความสงสัยสำหรับผู้คน

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 11

 


    หลังจากคบหากับเพื่อนใหม่ในวัยมัธยม
ได้ไม่นาน ธรรมชาติก็คัดสรรให้พวกเฟี้ยวๆ
เหี้ยห่าแยกออกมาอีกทาง พวกเนิร์ดๆคงแก่
เรียนก็อีกทาง ติ๋มๆไม่ค่อยสุงสิงกับใครก็ถูก
แบ่งแยกออกไปอีก

สำหรับตัวผมเองก็ไปเข้าร่วมกับพวกดื้อๆบ้าง
อยู่กับแก็งค์สาวๆเด็กเรียนบ้าง(อันนี้หวังเอา
ไว้ใช้ประโยชน์ในการลอกการบ้าน)

แต่ส่วนใหญ่แล้ว จะไปเข้ากลุ่มกับพวกเพื่อนๆ
ที่หาแต่เรื่องราวให้ต้องปวดหัวผู้ปกครอง
เสียมากกว่าการใฝ่เรียนให้ได้คะแนนดีๆ

ในตอนนั้น คิดได้แค่เรียนให้มันผ่านๆไปก็จบ
ไม่ได้ถูกเคี่ยวเข็ญให้ต้องทำคะแนนสอบได้
สูงๆ ชีวิตวัยนั้นเลยอยู่ในประเภทฟรีสไตล์
อยากจะทำอะไรก็ทำ

จะบอกว่าเพื่อนๆนั้นมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมใน
ช่วงเวลานั้นสูงมากก็ไม่ผิด เหตุเพราะว่า
เราอยากมีที่ยืนในสังคม อยากเป็นส่วนหนึ่ง
ของกลุ่มก้อนเพื่อนๆ มันคงเป็นไปตามวัย
ตามกลไกของธรรมชาติแหละมั้ง

และนั่นแหละครับ จุดเริ่มต้นของเรื่องราว
ต่างๆที่จะเกิดขึ้นให้วุ่นวายกับชีวิตในเวลา
ต่อมา