วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ฝันที่เป็นจริง


ผมเชื่อว่าทุกคนนั้นมีความฝัน
แต่จะมีสักกี่คนที่ชัดเจนกับความฝันนั้น
และพยายามมองหาเส้นทางที่จะไปให้ถึงฝั่ง
ฝัน วางแผนการต่างๆและทบทวนแผนการ
นั้นอยู่เป็นระยะๆ ว่าจะนำพาไปสู่จุดสิ้นสุด
ของแผนการนั้นได้หรือไม่

แน่นอนว่าเยอะมากที่ไม่ชัดเจน
อาจจะชัดเจนในตอนที่คิด แล้วก็ปล่อยมันให้
หายไปตามกาลเวลา ไม่ได้เอาจริงเอาจัง
อะไรให้เกิดผลลัพท์อย่างที่ฝันไว้ขึ้นมาได้เลย
ซึ่งผมเองก็เป็นแบบนั้นอยู่บ่อยๆถึงบ่อยมาก
ทีเดียวเลย

แต่พอได้เปลี่ยนความคิด ความเชื่อ เพ่งไป
ที่ความต้องการของความฝันนั้นอย่างเอาจริง
เอาจัง ก็รู้ได้ว่า หากเราตั้งใจจะทำอะไร
แล้ว ให้เวลากับมัน อยู่กับมันอย่างร่างกาย
อยู่กับลมหายใจ มองไปหามันราวกับว่ามัน
วนเวียนอยู่ตรงหน้าตลอดเวลา
ส่งยิ้มให้มันเมื่อได้รับทราบถึงความคืบหน้า
ที่เราได้ขยับเข้าไปใกล้มัน
หาช่องว่างเรียนรู้จากมันเมื่อเกิดข้อผิดพลาด
เท่านี้พอจะทำให้ได้รู้ว่ามันเริ่มขยับใกล้เข้า
มา อย่างน้อยก็ไม่ใช่ฝันลมๆแล้งๆอีกต่อไป

มันจะกลายเป็น "ฝันที่เป็นจริง"
รับรถเข็นจากอาต๋อยได้เลยครับ

สวัสดี

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ทำยังไงให้ถึง


ผมไม่รู้จะเริ่มยังไงดีกับข้อความที่จะเขียน
ลงไปต่อไปนี้ ซึ่งตอนเขียนนี้ก็ไม่ได้มีการ
วางแผนไว้ (ทุกทีก็ไม่ได้วางครับ)
เพียงแต่อยากจะบันทึกลงไปให้ฝังจำ และ
ทบทวนความเข้าใจของตัวเองเกี่ยวกับสิ่ง
ที่กำลังดำเนินไปต่อจากนี้

    แน่นอนว่าเราทุกคนล้วนมีเป้าหมายใน
การดำรงชีวิต ซึ่งรู้ตัวบ้างและไม่รู้ตัวบ้าง
ปะปนกันไป จุดมุ่งหมายเราหลักๆก็คือการมี
ชีวิตรอดปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ
ขยับไปเป็นการมีชีวิตที่ดีขี้น โดยการมีงาน
ทำเพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงชีวิต
ไต่เต้าไปสู่หน้าที่การงานที่มั่นคงกว่า มีราย
ได้มากกว่า เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ คล้ายๆกัน
บ้างอาจจะหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ซึ่งเรา
เรียกว่าทางธรรม แต่ก็ยังมีลำดับขั้น มีตำ
แหน่งให้ไขว่คว้ามาครองกันอยู่ดี

ซึ่งเป้าหมายของแต่ละคนนั้น ปลายทางย่อม
แตกต่างกันออกไป บางคนมีเป้าหมายอยู่ใน
ใจ บางคนลืมตาใช้ชีวิตไปเรื่อยๆและเสาะ
แสวงหาความหมายของชีวิตไปตามอารมณ์
ต่างๆที่คิดว่าอาจจะนำทางไปสู่ความหมาย
บางอย่างของชีวิตได้ บางคนเอาจริงเอาจัง
กับชีวิต ปักธงอย่างเด่นชัดในการกระทำ
และมุ่งมั่นข้ามส่ิงกีดขวางทุกอย่างเพื่อไปเอา
คว้าธงนั้นมา

และวิธีการของการกระทำระหว่างทางนั้นๆ
จะบ่งบอกว่าใครบางคนนั้น คนไหนจะเดิน
ทางไปถึง มิใช่ว่าความคิดใครมีแค่ไหน
กลับเป็นว่าอาจจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ได้ทำ
เป็นประจำทุกวันทำให้ไปได้ไกลกว่าความคิด
ดั่งเช่นการที่เราคิดว่าเราไม่มีทางที่จะออก
เดินให้ถึงหมื่นกิโลเมตรหรอก เราก็จะไม่เดิน
อาจจะเพราะไม่รู้ว่าจะเดินไปทำไม
หรือ มันไกลเกินไป เราไปไม่ถึงหรอก

แต่บางคน เดิน วันละก้าวก็ยังเดิน เดินทุกวัน
และสักวัน วันนั้นก็จะมาถึง....


วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

มนุษย์เจ้าปัญหา





     “มนุษย์ต่างเกิดมาพร้อมกับปัญหา”

    ร่างกายต้องการสารอาหารเพื่อนำไป
ใช้เป็นพลังงาน จึงเป็นปัญหาที่เราต้องออก
ไปหากิน ต้องการพักผ่อน เราก็เลยต้องหา
ที่นอน ต้องการสืบพันธ์ุ จึงมีเรื่องเพศให้สน
ใจ ซึ่งทุกๆเรื่องที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นปัญหา
ของมวลมนุษย์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์กาลจนมาถึง
ปัจจุบันทั้งสิ้น

ซึ่งทุกๆปัญหาที่เข้ามา เราต่างต้องแก้ไขกัน
เป็นประจำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และหลังๆกิจ
กรรมที่เกิดเป็นปัญหาสำหรับเรานั้น ก็ซับ
ซ้อนขึ้นเรื่อยๆทุกวัน ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิด
จากความต้องการของตัวเราเอง หรือเกิด
จากปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้
ปัญหาเหล่านี้ ส่วนใหญ่มักทำให้เราเกิดความ
ทุกข์ทั้งสิ้น ไม่ว่าทางกายหรือทางใจ

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า "เราจะใช้ชีวิตอย่าง
ไรให้มีความสุข" หากจะให้หาเหตุที่สร้าง
ปัญหาให้เรานั้น ก็ต้องตอบได้คำเดียวว่า
อยู่ที่ใจครับ

หากจะให้หาคำตอบที่ว่าจะทำอย่างไรให้มี
ความสุขในการดำรงชีวิตต่อไปก็คงไม่ใช่
การตัดปัญหาทิ้ง เพราะการทำอย่างนั้นมัน
เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อเราทุกคนยังมีความ
ต้องการแบบมนุษย์ปุถุชน คนธรรมดา
คำตอบที่แท้จริงก็ต้องตอบไปที่จิตใจของ
ตัวเรานั่นเอง ว่าเรานั้น มีทัศนะคติต่อ
การแก้ไขปัญหาแต่ละครั้งที่เข้ามาได้อย่าง
ไร มองปัญหาที่เข้ามาอย่างอมทุกข์ หรือ
มองอย่างหาทางแก้ไขดั่งเด็กๆที่คอยได้รับ
คำถามชวนสงสัย และเกิดความสนุกในการ
ที่ได้รับปัญหาท้าทายต่างๆที่เข้ามา

    ฉะนั้นมันจึงเป็นคำถามที่ว่า เราควร
จะจัดการกับปัญหา “เหล่านี้” อย่างไรให้
มี “ความสุข” สนุกสนานร่าเริงต่อไป

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ความน่ากลัวของความคิดและจิตใต้สำนึก


    เราไม่เคยรู้เลยว่าสมองทำงานยังไง
เรามีเพียงความคิดของตัวเราเองที่คิดว่า
เรารู้ตัวเราดี ว่าตัวเรานั้นเป็นคนยังไง
จนเมื่อมีนักวิทยาศาสตร์ ได้ทำการวิจัย
เกี่ยวกับการทำงานของสมอง ทั้งเรื่องของ
การตัดสินใจ การทำงานของจิตใต้สำนึก
ซึ่งสามารถวิเคราะห์แนวโน้มของสิ่งที่มีอิทธิ
พลต่อการตัดสินใจได้

    เราต่างรู้ตัวเองดีว่าเรากำลังคิดอะไร
เมื่อเรามีสติ กำหนดรู้ และค่อยๆบรรจงไตร่
ตรองทางความคิด ย้ำนะครับ เมื่อเรามี สติ
หากแต่ส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันของเรานั้น
เราต่างใช้ชีวิตโดยใช้จิตใต้สำนึกเป็นตัวสั่ง
การโดยอัติโนมัติเพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน
ของร่างกาย ซึ่งนี่เป็นความชาญฉลาดของสมอง
เช่น อะไรเดิมๆที่เราทำเป็นประจำ มันก็จะ
ทำไปโดยอัติโนมัติ ไม่ต้องใช้สติก่อนทุกครั้ง
อย่างเช่น การแปรงฟัน ขับรถ กินน้ำ เปิด
สวิทช์ไฟ อะไรต่างฯ

    ที่นี้ พอเราใช้ชีวิตส่วนใหญ่ด้วยจิตใต้
สำนึกแล้วนี่แหละครับ การตัดสินใจส่วนใหญ่
ก็จะไปตามอารมณ์ ตามประสบการณ์เก่า
ไม่ทันได้ใช้สติไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน (เพราะ
ว่าสมองมันคิดว่าไม่จำเป็นมั้ง) เราก็เลย
ทำไปตามอารมณ์ ตามอำเภอใจ อะไรก็
สุดแท้แต่จะว่า
การทำแบบนี้แหละครับ ส่วนใหญ่มันจะค่อยๆ
ส่งผลเสียให้กับชีวิตของเรา มันจะเป็นการ
วนลูปเดิมๆ ทำอะไรเดิมๆ ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ
(สมองมันชอบที่มันไม่ต้องมาคิดอะไรให้หนัก
ให้เหนื่อยเป็นประจำทุกวัน)มันก็เลยเป็น
ความคิดทั่วไป เป็นจิตใต้สำนึกไปโดยปริยาย
ยกตัวอย่างนะครับ เช่น พอมีเรื่องฝุ่นเข้ามา
สร้างผลกระทบในวงกว้างให้เราได้ตระหนัก
ถึงสภาพอากาศที่แย่ลง เราก็มองการเผาหญ้า
มองรถควันดำฯ เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดสภาวะ
แวดล้อมที่ไม่ดี พอเวลาผ่านไป ความตระหนัก
รู้ ความใส่ใจในเรื่องนั้นก็ลดลง เราจะไม่รู้
ตัวเองเลยว่าการที่ทิ้งขยะแบบไม่แยกถังก็
เป็นการสร้างมลภาวะให้กับโลกนี้แล้ว
ซึ่งจริงๆแล้ว ถ้าเราลองใช้สติคิดให้ลึกลงไป
ก็จะได้พบกับความจริงเหล่านี้ว่าทำไมการไม่
แยกขยะลงถังมันสร้างมลภาวะได้
อะไรประมาณนี้ครับ

ขออภัยหากจิตใต้สำนึกมันพาพิมพ์ยาวเกิน
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านครับ
หายไปนาน ไม่ได้หายไปไหนครับ
พอดีวินัยหาย

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

สวัสดี "แม่กำปอง"



    การเดินทางมาสถานที่แห่งนี้ผมไม่เคย
ได้คิดว่าจะมา(ผมไม่เคยรู้จักเลยด้วยซ้ำ)
จนเมื่อฝ่ายภรรยาได้เอ่ยปากให้พามาก็เลย
ได้โอกาสเดินทางมาเยือนครับ

    ผมไม่ได้่จะมารีวิวอะไรสถานที่แห่งนี้
ให้ทุกท่านฟังหรอกนะครับ เพียงแค่อยากจะ
เล่าประสบการณ์การเดินทาง การพักผ่อน
และสิ่งที่ตัวเองได้พบเจอมาเล่าให้ฟังครับ

    อันดับแรก หากเพื่อนๆลองสลับไปค้น
หาคำว่า "แม่กำปอง" ในอินเทอร์เน็ตก็จะ
ได้พบภาพ ได้พบรีวิวมากมาย มาสักสองถึง
สามปีน่าจะได้แล้ว (แต่ผมยังไม่รู้จัก)ฮ่าๆ
ตรงนั้นลองดูภาพ ดูอะไรไปเพลินๆก่อนก็ได้

    การเดินทางมาของผมนั้นใช้รถยนต์
ส่วนบุคคลประเภทเปลี่ยนระบบเป็นขับ
เคลื่อนสี่ล้อได้ ซึ่งพอใช้แก่การเดินทาง
ครั้งนี้อย่างปลอดภัยได้ครับ
หากเพื่อนๆท่านใดคิดว่าจะใช้รถยนต์นั่ง
ส่วนบุคคล แบบขับเคลื่อนสองล้อหน้า
ก็สามารถเดินทางมาได้ครับ แต่จะให้ไป
จนถึงจุดที่เส้นทางอันตรายก็ไม่แนะนำนะ
ทางโหดเอาเรื่องครับ
การเดินทางมานั้นไม่ยากเย็นอะไรครับ
มาตามเส้นทางแนะนำ รับรองไม่มีหลง
ผิวทางจราจรถือได้ว่าดี ไม่มีหลุมบ่อ
โค้งเยอะตามสไตล์ภาคเหนือ และควร
ตรวจสอบปริมาณเชื้อเพลิงไม่ให้เหลือน้อย
เกินไปครับ ปั้มสุดท้ายห่างจากหมู่บ้านราวๆ
สิบกิโลเมตรครับ ที่หมู่บ้านห้วยแก้ว
พอขึ้นมาที่หมู่บ้านแล้ว ก็ไม่มีที่เติมแล้วครับ
จุดชมวิว ร้านกาแฟไกลๆที่ว่าทางโหดๆ
ควรใช้ความชำนาญในการขับขี่นะครับ
นอกนั้น ปกติธรรมดาครับ พิเศษคือหาที่
จอดรถยากครับ หากเดินทางมาช่วงวัน
หยุด หรือ เทศกาล

    การพักผ่อนที่แม่กำปอง....
ยังไม่สามารถหลีกหนีสัญญาณต่างๆได้
ส่วนใหญ่มีหมดครับ ทั้งโทรฯทั้งอินฯ
ไวไฟก็มีแทบทุกที่ครับ ฉนั้น ไม่ต้องห่วง
ว่าจะหลุดออกนอกวงโคจรที่ตามหาครับ
ไม่มีทาง ทำงานได้ตลอดเวลานะฮ๊ะ

    สถานที่พักผ่อน ไม่มีที่แนะนำครับ
แนะนำให้หาเลือกเองดีกว่า เอาที่ถูกใจ
ไม่ต้องเดินไกลก็มีให้เลือกเยอะ อยากไป
นอนบนป่าเขา เดินลากขาแบกเป้ขึ้นไปก็มี
รับรองว่าได้บรรยากาศที่ตามหาแน่ๆครับ
และไม่ต้องห่วงเรื่องอากาศหนาว เพราะ
มันหนาวแน่ๆหากมาถูกช่วงเวลา
แต่ฤดูร้อนก็ไม่ร้อนกระมัง ผมเดาเอาเอง

    อาหารการกิน มีร้านอาหารพื้นเมือง
รสชาตดีเยี่ยมไว้รอเพื่อนๆหลายร้านเลย
ยิ่งกาแฟ ยิ่งไม่ต้องห่วง เพราะแถวนี้เค้า
ปลูกกาแฟ มีโรงงานคั่ว ใกล้ๆหมู่บ้านเลย
อยากลองเครื่องชงแบบไหน เดินดูได้
มีให้เลือกหลากหลาย บีบอัดทุกอณูของรส
กาแฟมาหมด ลองกันจนตาค้างนอนกระสับ
กระส่ายตลอดคืนกันไปเลย

    บรรยากาศของหมู่บ้านที่นี่สงบ
ได้ยินเสียงน้ำตกไหลผ่ากลางหมู่บ้านอยู่
ตลอดเวลา หากได้นอนใกล้ๆก็จะดังหน่อย
น้ำใสกิ๊ก เย็นเจี๊ยบบบบ
ผู้คนเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยว พูดคุยง่าย
ไม่ต้องใช้คำเมืองก็คุยกันรู้เรื่อง
ตอนเช้ามีจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น แต่ต้องใช้
รถยนต์เดินทางขึ้นไปตามทางชันที่อันตราย
หากไม่คุ้นชิน เก๋งไปได้ แต่โครตลุ้น
ไม่อยากลุ้น มีรถพาไปคนละหนึ่งร้อยบาท
เมื่อครบห้าคนขึ้นไป ไม่งั้นเหมาห้าร้อย
หากมาแต่สี่คน

    ผมพักที่นี่สองคืน สองที่พัก ที่แรกแนบ
ชิดสนิทน้ำ ห่างหมู่บ้านหน่อย แต่อาหาร
การกินดีมีครัวให้ด้วยถ้าอยากทำกิน
คืนสองนอนบนเขา ห่างไกลคำว่าสบาย
เพราะว่าต้องเดินขึ้นมา แบบว่า ไม่อยาก
เดินกลับไปเอาของที่รถเลยหากลืมอะไรไว้
แต่ได้บรรยากาศสุดๆ ราวกับว่าได้เข้ามา
อยู่ในป่าจริงๆ พาระลึกไปถึงนิยายที่เล่าถึง
เรื่องป่าเขาลำเนาไพร บรรยากาศมันได้

สรุปผลประกอบการเที่ยว
ระยะเวลาเดินทาง ไม่ไกลจากตัวเมืองมาก
ราคา พอเหมาะ
บรรยากาศ ดี
อาหาร ดี
กาแฟ เยอะ แล้วแต่เลือกเลออออ
ที่นอน เพียบ โฮมสเตย์ ถึง บ้านหลัง
(โนรีสอร์ท)
แอลกอฮอล์ เหมาะแก่นักจิบ นักดื่มถอย
ของฝาก ขากลับ(ข้างนอก)เหมาะกว่า
ที่ถ่ายรูป ได้หมดหากกดเป็น

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เริ่ม....



    การเริ่มลงมือทำอะไรใหม่ๆนั้นยากยิ่ง
ส่วนใหญ่แล้วเรามักคิดแค่ว่าจะทำ จะทำ..
จะทำ ถ้ามีเงินขนาดนู้น จะทำ ถ้าเป็นแบบ
นี้ เดี๋ยวมีเวลาว่าง ฉันจะไปออกกำลังกาย
หรือไม่ก็ จะเลิกสูบบุหรี่ได้ ถ้าไม่เจอคนสูบ
อะไรของเราไปเรื่อย ซึ่งจุดๆนี้แหละครับ
ที่ทำให้เราไม่ได้เริ่มลงมือทำอะไรสักที
อาจจะเรียกว่า เราใช้มันเป็นข้ออ้างในการ
ไม่ลงมือทำอะไร ก็ได้
คล้ายกันกับการผลัดวันประกันพรุ่งแหละครับ
ผมเคยได้ยินหลายท่านกล่าวมาว่า
"วันที่คนไปออกกำลังกายมากที่สุดคือ พรุ่งนี้"

    ผมได้ลองเริ่มลงมือทำหลายๆอย่างโดย
ที่ยังไม่พร้อมนั้น และได้ผลว่ามันได้สร้างผล
งานออกมามากกว่าการที่เรารอให้พร้อม
แล้วค่อยไปลงมือทำ ไม่ใช่ว่าคิดแล้วทำเลย
โดยไม่ได้คิดอะไรนะครับ โพล่งออกไปแบบ
นั้น อาจจะเจ็บตัวหรือไม่ก็เสียเงินทองไป
อย่างง่ายดายได้ครับ
เพียงแต่ว่ามุมที่ลงมือทำเลย คือไม่ต้องรอ
ให้ทุกอย่างเพอร์เฟ็ค ทำโดยที่ได้ศึกษาแนว
ทางมาระดับหนึ่งแล้ว และกล้าที่จะก้าวขา
ออกไปก้าวแรกแห่งหนทางที่วาดไว้ครับ

    หากเป็นการวิ่ง ก็ไม่ใช่การใส่รองเท้า
แล้วออกไปว่ิงเฉยๆ ไปถึงก็วิ่งๆๆๆๆ
แบบนั้นก็จะเหนื่อยไวมาก เพราะเราไม่รู้ว่า
เราควรจะวิ่งเร็วแค่ไหน นานเท่าไหร่
พอเหนื่อยมากๆก็ไม่สนุก อยากจะเลิก
หมดกำลังใจในการออกกำลังกายต่อไป
ทางที่ดี ก่อนจะทำ เราควรหาแนวทาง
ศึกษาก่อนบ้าง หรือเราควรทำไปพร้อมศึกษา
ไป มองดูคนรอบข้างเขาทำกันอย่างไร
อยากจะพัฒนาตัวเองไปถึงขั้นไหน แล้วปฏิบัติ
ไปพร้อมๆกัน นั่นจะทำให้เรา "ได้ทำ" สิ่ง
ต่างๆมากมายเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่างเลยครับ

    ไม่แน่ ปัญหาใหญ่ๆที่เราเจออยู่ทุกวันนี้
อาจจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยมากในอนาคต
เพียงเริ่ม....

"จัส ดู อิท"
"แอค นาว"

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เวลา สร้างนิสัย


เมื่องานเราน้อยลง เราก็จะมีเวลาทำ
อย่างอื่นมากขึ้น ขึ้นอยู่กับว่า เราเอา
เวลานั้นไปทำอะไร เช่นว่า ว่างแล้ว
นั่งไถมือถือกว่า (เพราะเคยชิน) หรือ
อ่านหนังสือสักนิดนะ (หากมีติดตัวไว้ใกล้)
อาจจะเป็น การที่เรานึกถึงคนที่เราห่วง
ใย(แต่อาจจะละเลยไป)

ท่านสามารถเลือกทำได้ แต่การเลือกทำ
นั้น เรามักจะเผลอลืมไป ส่วนใหญ่
สมองจะสั่งการอัติโนมัติให้ทำสิ่งที่คุ้นชิน
มากกว่า ซึ่งสิ่งที่เราคุ้นชอนส่วนใหญ่มักจะ
เป็นการเล่นโซเชี่ยล ตรงนี้ เราสามารถ
สร้างนิสัยดีๆได้ครับ ผมเชื่อว่านิสัยเรา
ปรับแก้ได้ เพราะนิสัยเกิดจากความเคยชิน
ทำอยู่เป็นประจำ จึงเกิดเป็นนิสัย

ฉนั้น ส่ิงที่จะช่วยเราได้ดีคือ สติ ครับ
การที่เรารู้ตัวมีสติว่าเราทำอะไรอยู่
อาจจะไม่ต้องตลอดเวลาก็ได้ เพราะผม
เองก็เป็นอย่างนั้น รับรู้เป็นบางจังหวะ
รู้ถึงสิ่งที่มันแปลกออกไปจากชีวิต ช่วง
เวลานั้นผมจะหายใจลึก ยาว และถาม
ตัวเองว่า ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ ไม่
เร่งรีบ ค่อยๆคิด มองอย่างถี่ถ้วน หาก
มองเห็นเป้าหมายต่อไปที่ชัดเจนแล้ว
ก็จะลงมือทำทันที หากยังไม่รู้ว่าจะทำ
อะไร ผมจะเอาสมุดบันทึกส่ิงที่ต้องทำ
ออกมาเปิดดู หากว่างไปกว่านั้นอีก จะ
หยิบหนังสือที่อยู่ในกระเป๋าสะพายออกมา
อ่าน เพื่อไม่ให้เวลาว่างนั้นเดินทางไป
อย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย

หลังๆมานี้ ทุกท่านอาจจะไม่ทราบว่า
ระหว่างวันผมไม่ได้เข้าไปในโลกโซ
เชี่ยลเลย ถึงเข้าไปอาจจะน้อยมากครับ
คือ ผมมองไม่เห็นความสำคัญและประ
โยชน์ของมันสักเท่าไหร่ ผมจึงฝึกนิสัยที่
จะใช้มันให้น้อยลง และ ไปเพิ่มส่วนอีก
แทน ช่วงนี้ ผมได้เวลาที่เอามาสร้างนิสัย
และหนทางต่างๆที่จะนำไปสู่จุดุมุ่งหมาย
เยอะขึ้นมากเลยครับ

อย่าลืมนะครับ เวลางานน้อยลง แปลว่า
มีเวลาทำสิ่งต่างๆที่ต้องการมากขึ้น
ไม่ใช่เอาไปทิ้งกับนิสัยแย่ๆที่ไม่ก่อ
ประโยชน์ใดๆให้ครับ

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ตัดทิ้งสิ่งไร้ประโยชน์


    วันหนึ่ง ผมมองสิ่งรอบกายที่รายล้อม
อยู่เต็มไปหมดพร้อมกับปัญหาที่ว่าจะจัดการ
กับสิ่งเหล่านี้อย่างไร?

    ข้าวของมากมายที่ถูกสะสมมาอย่าง
ยาวนาน บางอย่างขาดการดูแล บางสิ่ง
ชำรุดไปตามกาลเวลา ไม่สามารถนำกลับ
มาใช้ใหม่ได้แล้ว แต่มันก็ยังคงอยู่ ณ ที่แห่ง
นั้น ราวกับว่ารอการกลับมาของเจ้าของ
ผู้มีใจที่จะดูแลมันเหมือนครั้งแรกที่มันได้
ก้าวเข้ามา ณ ที่แห่งนี้...

มันรอแล้ว รอเล่า เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้
ชะตา ได้พัดพาเอาความกระตือรือร้นที่จะ
ดูแลห่างหายไป ฝุ่นจับตัวหนาหากอยู่ภาย
นอก แห้งกรอบพุพังหากตากแดดฝน
สิ่งที่ดูมีความหมายกลับหมดสิ้นในตัวเองไป
เพียงแค่ขาดการเอาใจใส่

    การเริ่มลงมือรื้อบางทิ้งมักเสียดาย
หลายครั้งผมทิ้งไม่ลง อยากเก็บไว้ให้เป็น
เครื่องเตือนความทรงจำ แต่ความทรงจำ
ผมมันเยอะซะเหลือเกิน บางอย่างไม่ต้อง
จำก็ได้ เพราะจริงๆแล้วมันไม่จำเป็น

  ฉนั้นการจัดบ้านเป็นประจำให้มีแต่ของที่
"ได้ใช้" อย่างเป็นประโยชน์ ช่วยทำให้
ผมไม่ต้องมานั่งปวดหัวจัดการกับข้าวของ
ที่เยอะเกินความจำเป็นไปมากๆ

    เฉกเช่นเดียวกันกับจิตใจ
หากแต่เอาความคิดเดิมๆเก่าๆที่ไม่ได้ให้
ประโยชน์ใด ซ้ำยังให้โทษ มายึดติดไว้
ก็รังแต่จะก่อให้เกิดความเครียดในใจ

ความเป็นระเบียบในใจ หรือความเป็นระ
เบียบทางความคิดนั้นเป็นสิ่งทีสำคัญมาก
พอๆกับการจัดบ้านให้เป็นระเบียบเชียวครับ
บ้านสะอาด เป็นระเบียบน่ามอง น่าพักผ่อน
ความคิดจิตใจบริสุทธิ์ ปราศจากความหมอง
มัว ย่อมแจ่มใส ร่าเริง ทำการใดก็จะประ
สบแต่ความโชคดี

    เคลียร์บ้าน เคลียร์จิต
มีน้อยแต่ได้ใช้ประโยชน์ ดีกว่ามีมากมาย
แล้วกองไว้ ไม่ได้ใช้ รอวันพัง ผมคิด
แบบนั้น ตัดใจทิ้งสิ่งไร้ประโยชน์....