วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562
ยอม
คุณเคยยอมแพ้อะไรง่ายๆไหมครับ?
ทั้งๆที่ความรู้สึกไม่ใช่แบบนั้นเลย....
ขณะที่ความตั้งใจที่จะทำอะไรลงไป
เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง แต่ดันถูกขัดจังหวะ
หรือกำลังง่วนอยู่กับภาระกิจตรงหน้า ดัน
มีเหตุมาทำให้ชะงักงันหยุดไปดื้อๆ
ไม่ก็เจอชุดความคิดที่ไม่ตรงกับความเชื่อ
ของเราโดยสิ้นเชิง ผมคิดว่าหลายๆท่าน
คงต้องหงุดหงิดคล้ายๆกันกับผม
บางครั้ง เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำ
อะไรลงไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัวจากเหตุนั้น
ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลร้าย ต่างๆนาๆ
ตามมา มันเป็นการกระทำที่ออกมาจาก
จิตใต้สำนึก มันถูกสั่งการออกมาโดยไม่
ต้องใช้สติกำกับ ซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นฐานของ
ตัวเราเองที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่วัยเยาว์
ตรงนี้หลายๆท่านเรียกว่า นิสัย
และบางครั้ง เราก็อยากจะเอาชนะ
ส่ิงต่างๆที่เข้ามากระทบ ด้วยความดันทุรัง
ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่ แต่เราก็ยังทู่ซี้
ไปด้วยความหวังอันน้อยนิด ซึ่งท้ายที่สุด
แล้ว ก็ต้องพบกับความผิดหวังอยู่วันยังค่ำ
ผมไม่รู้ว่าเค้าเรียกกันว่าอย่างไร
เดือด ของขึ้น หรือ คลั่ง อะไรก็ว่ากันไป
แต่จังหวะที่ผมเป็น มันก็จะมีอาการคล้ายๆ
กันกับแบบที่กล่าวมานี้ และมันก็จะติดอยู่ใน
ใจไปจนกว่าจะได้รับการแก้ไข
ซึ่งอาจจะด้วยการบันดาลความแค้น หรือ
มอมเมาด้วยแอลกอฮอล์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว
คุณก็รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้หายไปไหน
เลย เราแค่ลืมมันไปชั่วขณะ ความหงุด
หงิด ความคับแค้นต่างๆจะถูกส่งต่อไปยัง
ผู้อื่น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ
ผมจึงกลับมาถามตัวเอง ซ้ำแล้ว
ซ้ำเล่า ว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร?
ผมจะจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้อย่างไร?
สิ่งแรกที่ช่วยได้มากที่สุดคือลมหายใจ
ครับ หากอารมณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นให้ลอง
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลับตาและค่อยๆ
ผ่อนลมหายใจออกมา ซึ่งตรงนี้ช่วยผมได้
เยอะมากๆ
ต่อมาค่อยคิดว่าผมกำลังทำอะไร?
และทำไปเพื่ออะไร? หากยังไม่ดีขึ้นอีก
ให้ยอมแพ้ครับ....ยอมให้ปัจจัย
ภายนอกชนะไปครับ ยอมแพ้ที่จะไปต่อสู้
กับสิ่งเร้าด้านนอก ยอมแพ้ให้กับอารมณ์หงุด
หงิด ยอมแพ้ให้สิ่งต่างๆทำร้ายเรา
ยอมรับมัน แล้วยินดีให้กับชัยชนะ
ภายในจิตใจครับ
ชนะอะไรไม่สู้ชนะใจตนเองครับ
แล้วคุณเคยยอมแพ้อะไรง่ายๆไหมหล่ะ?
ขอบ่น
หลังจากที่แวะเข้าไปในโลกออนไลน์
เพื่อติดตามข่าวการเลือกตั้งเมื่อสักครู่ที่ผ่าน
มา ส่วนใหญ่จะพบกับข้อความแสดงความคิด
เห็นต่อข่าวนั้นๆที่สื่อนำเสนอไปในทางที่
ไม่สร้างสรรค์ซะส่วนใหญ่ ซึ่งดูแล้วไม่ต่าง
จากวันก่อนเลย
มันทำให้ผมมีความรู้สึกว่าต่อให้ผลลัพท์
ออกมาทางใด ก็จะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน
อยู่ทุกที่ ทุกครั้งไป มิอาจประสานให้ประเทศ
กลับกลายมาร่วมมือร่วมใจกันได้อย่างสามัคคี
หรือมันเป็นแบบนี้มาตลอด???
หากเป็นอย่างที่กล่าวมาข้างต้นจริง
ระบบบริหารแบบประชาธิปไตยก็คงไม่เหมาะ
กับประชาชนชาวไทย เพราะส่วนใหญ่ยังไม่
เคารพผลการตัดสินจากระบบของประชาธิป
ไตยแม้แต่น้อย และการที่ออกมาแสดงความ
คิดเห็นต่อสาธารณะอย่างฉะฉานด้วยคำพูด
ที่รุนแรง หยาบคายซะส่วนใหญ่ ก็จะมีแต่
จะทำให้มันแย่ลงไปเรื่อยๆ ซึ่งมองไม่เห็น
ความสร้างสรรค์เลยแม้แต่น้อย....
ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
และประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล
จากอินเทอร์เน็ทได้ง่ายมากเท่าไหร่
สิ่งที่คงเดิมตลอดมาและคาดว่าจะเป็นตลอด
ไปคือการพร่ำบ่น ต่อระบบบริหาร
ความสามัคคีมิใช่หรือ ที่นำพาเรามา
สู่จุดนี้
ความพร้อมเพรียง ร่วมมือร่วมใจมิใช่
หรือ ที่จะพากันก้าวผ่านเรื่องเลวร้ายไป
ความผิดพลาดจากอดีตเป็นบทเรียน
ให้เรียนรู้
นอกซะจากว่าอยากจะผิดซ้ำ!
ขอบคุณทุกท่านที่ไปใช้สิทธิ์
คิดต่างได้
เห็นต่างได้
ทำต่างได้
แต่ขอร้องว่าทำด้วยตัวเองเถอะครับ
อย่ารอให้ใครมาป้อน
สวัสดีหลังวันเลือกตั้งครับ
วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
My First Half
สวัสดีครับ หลังจากที่ห่างหายไปหลาย
วัน มีเรื่องจะเล่าให้ฟังเยอะแยะเลยครับ
ช่วงเวลาที่หายหน้าหายตาไป ไม่ได้หนีไป
เที่ยวไหน หรือ งานยุ่งจนไม่มีเวลาหรอก
นะครับ ติดแค่กลับบ้านมาก็ง่วง และก็แอบ
ไปนอนเฝ้าคุณบัวที่ รพ. มาสองวันครับ
เรื่องแรก เริ่มด้วยอาการบาดเจ็บ
ของร่างกายก่อนเลยละกันครับ เรื่องของ
เรื่องคือ ข้อมือข้างซ้ายของผมมีอาการปวด
เรื้อรังมาหลายสัปดาห์ ไปหาหมอฝังเข็ม
เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายพร้อมกับทานยาก็
แล้ว พอทุเลาๆยาหมดก็เป็นอีกเหมือนเดิม
อาการปวดมันจะแบบว่ามันจี๊ดดดดดด
เวลายกอะไรหนักๆ หรือเวลาอุ้มคุณบัวนี่
ยิ่งชาแขนเข้าไปใหญ่ เลยทำให้ต้องไปพบ
คุณหมอสามรอบแล้ว ซึ่งรอบล่าสุดคือไป
ฝังเข็มมาเมื่อวาน(ยี่สิบเอ็ด)
คราวนี้ซื้อที่รัดข้อมือมาด้วย จะได้ไม่เผลอ
ไปยกอะไรหนักๆอีก ซึ่งคราวนี้ไม่หาย
ต้องไปกายภาพบำบัด เกินไปกว่านั้นก็ต้อง
ฉีดยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ผมข้าง
เคียงคือจะทำให้เส้นเอ็นเปื่อยได้
ซึ่งไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้นจะดีกว่า
เกินกว่านั้นไปอีกก็ต้องผ่าตัดแหละครับ
คิดแล้วน่ากลัว ดูแลตัวเองดีๆต่อไปก่อน
ละกันครับ อย่าให้อาการมันหนักไปมาก
กว่านี้เลยเนาะ
เรื่องที่สอง ยังไม่พ้นเรื่องเจ็บป่วย
เมื่อวันที่สิบแปด คุณบัวเริ่มตัวร้อน มีไข้ต่ำๆ
ยังไม่ได้ไปหาหมอ คิดว่ากินยาแก้ไข้ที่เหลือ
อยู่จากคราวที่แล้วก็น่าจะหาย แต่พออีกวัน
หนึ่งอาการกลับไม่ดีขึ้น แม่เขาก็เลยพาไป
หาป้าหมอ แล้วก็สั่งแอดมิดที่ รพ.กรุงเทพฯ
วันแรกคุณบัวนี่ซึมไปเลย อาจจะเพราะร้อง
ไห้เยอะไป จากการที่โดนเจาะเลือดเอย
กินยา ดมยา ฯ ซึ่งเวลาเราเห็นเค้าโดน
ดมยาก็อดสงสารไม่ได้ ร้องแทบปานจะขาด
ใจ หลับๆอยู่ก็ปลุกมาดมยาให้ได้
พออีกวันหนึ่ง แม่เค้าบอกหมอว่าไม่ต้องดม
ได้ไหม ก็ยังดีที่ไม่ต้องดม เพราะว่าอาการ
ดีขึ้นแล้ว เพียงแค่มีอาการอักเสบบริเวณ
ลำคอ นอนอยู่สองคืน ก็กลับบ้านได้
จริงๆรายละเอียดที่จะเล่าเยอะมาก
แต่ก็ง่วงแล้ว ไม่อยากให้ยืดยาวไปมากกว่า
นี้ ประเดี๋ยวจะไม่ได้เล่าเรื่องอื่นๆต่อไป
เรื่องสาม งานก่อสร้างที่เราเป็นผู้
รับเหมา เมื่อเจอลูกค้าที่จู้จี้มากๆก็พลอย
จะทำให้ทำงานไม่มีความสุขกันเท่าไหร่
ไม่ว่าจะเป็นตัวเราเองหรือลูกน้อง
เจอลูกค้าแบบนี้ทีไรเป็นต้องมีเรื่องให้บ่น
กันทั้งวัน ซึ่งเราอยากจะแก้ปัญหานี้นะ
คิดไว้หลายกระบวนท่า เอาเป็นว่าถ้าเจอ
ลูกค้าที่จะให้สร้างให้แต่เรื่องมาก ผมจะ
ตีราคาสูงเอาไว้ก่อนเป็นค่าปวดหัว และ
ค่าดำเนินการที่ต้องละเอียดมากกว่าเดิม
มากๆ
สุดท้ายก็ต้องเรื่องนี้แหละครับ
ฮาฟแรกของชีวิต(วิ่งที่งาน)
ก่อนหน้านี้เคยจบฮาฟที่สระบุรีด้วยตัวเอง
มาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นตั้งใจจะจบส่งท้าย
ปี และก็จบได้จริงๆ แต่หลังจากจบนี่
ไม่อยากจะเดินไปไหนเลยจริงๆ
แต่พอจบครั้งนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ
อาการบาดเจ็บถือว่าน้อยๆมาก มีแค่อา
การเพลีย ติดต่อมาสักสามสี่วันเท่านั้นเอง
ทำให้ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกครับ
ไม่ว่าจะเป็นการซ้อม การเตรียมแหล่งพลัง
งานสำรอง การปฎิสัมพันธ์ต่างๆ และ
เป้าหมายในการวิ่งครับ หากความตั้งใจคือ
มาราธอน เมื่อวิ่งฮาฟได้ก็แสดงว่าเรา
ไปได้เกือบครึ่งทางแล้วครับ
(ผมยังไม่คิดว่าฮาฟเป็นครึ่งนะครับ เพราะ
ยิ่งกระเถิบระยะออกไปไกลเท่าไหร่
ความยากในการประคองร่างกายและจิตใจ
ไปให้ถึงยิ่งยากขึ้นไปอีก
และก็สัญญากับตัวเองแล้วครับ
ว่าจะต้องไปมาราธอนครับ
วันนี้ขอแค่นี้ก่อนครับ
สวัสดีครับ
วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562
ความเห็นที่ไม่ต้องแสดงออก
พูดไปสองไพเบี้ย คือคำที่ผมเองนึกได้
ณ เวลาที่มองเห็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยและไม่
อยากที่จะเสนอความคิดเห็นใดๆ
บางครั้งการที่เราพูดอะไรออกไปด้วย
ความหวังดี กลับกลายไปก่อให้เกิดความขัด
แย้ง หรือ ความไม่สบายใจแก่อีกฝ่าย
ทั้งๆที่เราเองนั้น ก็พูดออกไปด้วยความหวังดี
และความ(ที่เราคิดว่า)จริง....
และอีกบางครั้ง ที่เราสะกดคำพูดไว้
ไม่ให้วิ่งออกไปก่อนสัญญาณเริ่ม จนหลายต่อ
หลายคำพูดจากคนอื่น ได้แซงหน้าไปหมด
แล้ว เราก็ยังไม่ปล่อยมันออกไป กลับทำให้
เหตุการณ์ทั้งหมด ดูดีกว่า(อย่างน้อยก็สำหรับ
เรา)ไม่ทำให้เรือล่มได้มากกว่า และยังมี
บทให้ผู้อื่นได้สนทนาอย่างรื่นหูกันต่อไป
และการที่ออกเสียงแค่ภายในใจ ก็
ถือว่าเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่ง ที่ไม่ต้อง
แสดงออกมาก็ได้
ไม่ใช่ว่าอยากจะอมพะนำ อำภูมิเอา
ไว้ไม่ให้ใครรู้วิชา หรือ ความรู้สึกอะไร
หรอกครับ ส่วนใหญ่ผมถือแค่ว่า ผมนิยมฟัง
มากกว่าพูดเท่านั้นเอง เอาเป็นว่าอมไว้
พูดเฉพาะเรื่องที่มีประโยชน์และมันออกมา
จากประสบการณ์จริงๆ ดีกว่าจะไป
ประสมโรงเรื่องไม่เกี่ยวกับตัวเองครับ
วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562
สมุดบันทึกลดความเครียด
ความเหนื่อยเมื่อยล้าและความเครียด
ยังคงเกาะกินร่างกายและจิตใจอยู่ทุกวัน..
ไม่มีวันไหนที่ผมจะรู้สึกมีความสุขไปได้
ตลอดวัน และตลอดเวลา แม้ว่าจะไม่เกิดเหตุ
การณ์ใดๆที่มองดูว่าจะทำให้มันเกิดได้
แต่ความคิดเรานี่แหละครับ ที่ทำให้มันเกิด...
ผมพบว่าเมื่อผมยุ่งจนไม่มีเวลาให้มานั่ง
คิดเล็กคิดน้อยกับชีวิตและเรื่องราวต่างๆนาๆ
ที่ผ่านเข้ามา มันทำให้ชีิวิตและความคิดไม่หมก
มุ่นกับจินตนาการที่ก่อให้เกิดความทุกข์ซะมาก
กว่าการที่มีเวลาว่างแล้วไม่รู้จะทำอะไร
ไม่ใช่ว่าผมงานเยอะหรืออะไรหรอกครับ
ผมเพียงแค่จัดการกับเวลาที่ว่างลงจากงานๆ
หนึ่งที่อาจจะเสร็จเร็วกว่ากำหนด ด้วยการ
หางานอื่นที่ยังมีให้สะสางอยู่เข้ามาชิดต่อกันทัน
ที ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆให้เป็นนิสัยให้ได้
แล้วเวลาว่างที่ไม่รู้จะทำอะไรก็จะหายไป
การจดบันทึกยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ
สำหรับผม ผมจดบันทึกรายการสิ่งที่ต้องทำไว้
แทบทุกอย่างลงในสมุดบันทึก(แม้มันอาจจะดู
มั่วตั๋วไปหมด)และนำมาเปิดดูเป็นประจำ
ซึ่งมันทำให้ผมไม่หลงลืมหลายๆอย่างที่จำเป็น
ต้องทำไปครับ
เท่านี้ ผมก็จัดการกับความเครียดไปได้
เปลาะหนึ่งจากการว่างเกินไปแล้วไม่มีอะไร
ทำได้ครับ
วันนี้ขอฝากไว้เท่านี้ แล้วพบกันใหม่โอกาส
หน้า ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน สวัสดีครับ
วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2562
เล่าสู่กันฟัง
ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง?
นานทีปีหนที่จะเจอกับถามประเภทนี้
ส่วนใหญ่จะมาจากคนที่ไม่ค่อยได้พบป่ะเจอ
หน้ากันอยู่เป็นประจำ ส่วนคนที่พบเจออยู่ใน
ชีวิตประจำวันนั้น มักจะไม่ค่อยได้ถาม
ผมคิดว่าหลายคนถามผมด้วยความเป็น
ห่วงเป็นใยมากกว่าจะถามเพียงเพราะไม่
มีอะไรจะคุยมากกว่า ด้วยความรู้สึกที่ว่า
ผู้ถามต้องการรับรู้คำตอบนั้นอย่างจริงจัง
ไม่ปล่อยให้มันเลยผ่านไป
หลายครั้งที่เราพบกับคำถามส่งๆ
หรือถามให้มันผ่านไปโดยไม่ได้สนใจกับคำ
ตอบอะไรมากนัก ส่วนใหญ่กับคนประเภทนี้
ผมมักจะไม่ตอบอะไรให้มันยืดยาว
เพราะความรู้สึกมันสัมผัสกันได้ว่า ใคร?
ควรคู่แก่บทสนทนาประเภทใด ซึ่งผมเองก็
บอกได้ตรงๆเลยว่า ไม่สามารถสร้างบท
สนทนาที่ดีได้กับทุกคน
หากสนใจความเป็นไปในชีิวตของผม
เนื่องจากเป็นห่วงเป็นใย หรือ ใคร่อยาก
จะรู้เรื่องราวที่ไปเผลอได้ยินมา ก็คงเป็น
จากการอ่านบันทึกหลายๆบทที่ผมได้เขียน
มานี่กระมังคงจะดีที่สุด เพราะอย่างน้อย
ผมก็เขียนมันออกมาจากประสบการณ์
จริงของตัวเอง
แล้วชีวิตคุณหล่ะ เป็นไงบ้าง?
อย่าลืมเล่ากับโซดา
วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562
จริงๆแล้วเราต้องการอะไร
จริงๆแล้วชีวิตต้องการอะไร?
ผมเชื่อว่าหลายๆท่านเคยส่งคำถามนี้ไปยัง
ความคิดของตัวเอง
ได้คำตอบบ้าง ไม่ได้บ้าง เป็นไปตาม
ความคิดและอารมณ์ขณะนั้น ผมคิดว่าเป็น
อย่างนั้น ส่วนตัวเองหลายครั้ง และ หลาย
ช่วงอายุที่ผ่านมา ผมคอยส่งคำถามนี้อยู่เป็น
ประจำเพื่อหาคำตอบ ซึ่งเป็นคำตอบ ณ ช่วง
เวลานั้นๆจริงๆ
หลายหน ได้คำตอบที่ต่างกันออกไป
บางขณะอยู่ภายใต้ความมึนเมาขาดสติ
บางขณะโดเดี่ยว และบางทีีที่ท้อแท้สิ้นหวัง
คำตอบที่ได้แบบสุดโต่งก็มีเยอะแยะ
และคำตอบแบบประณีประณอมก็มีไม่แพ้กัน
แต่ละครั้งก็ยังทำให้ชีวิตก้าวเดินต่อไป
เพียงแค่หลักคิดในการดำเนินชีวิตจะค่อยๆ
เปลี่ยนไปตามประสบการณ์การเรียนรู้ของ
เราที่ได้ประสพพบเจอมา
จริงๆแล้วเราอาจจะต้องส่งคำถาม
แบบนี้ไปที่ความคิดของเราอยู่ตลอดเวลา
ตราบใดที่เรายังมีสิ่งที่เรียกว่า
"ความคิด"ก็เป็นได้
แท้จริงแล้ว "เราก็แค่อยู่เพื่อจากไป"
วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562
เสริมพลังบวกขจัดความขี้เกียจ
ในวันที่ขี้เกียจที่สุดกำลังก่อตัวขึ้นใน
ชีวิตประจำวันของผม ซึ่งต้องบอกตรงๆ
ว่า ความรู้สึกขี้เกียจนั้น เกิดขึ้นกับตัวผม
เองแทบทุกวัน แม้กระทั่งวันที่ดีใจที่สุดก็
ตาม
มันอาจจะเริ่มจากนิสัยในวัยเด็กที่
ผ่านมาของผมก็เป็นได้ ด้วยการที่ผมฝึก
ความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเองและครอบ
ครัวมาน้อย มันจึงทำให้การรับผิดชอบใน
ปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายาม
ในทุกๆวัน มันยังไม่กลายเป็นนิสัยที่ทำ
เองได้โดยอัติโนมัติจากจิตใต้สำนึก
คราวนี้ ผมทำยังไงกับความขี้เกียจ
เหล่านี้ เช่น ขี้เกียจออกกำลังกาย ไม่
อยากออกไปทำงานแต่เช้า ไม่อยากทำ
งานต่างๆที่คิดเอาไว้ คิดแล้วว่าจะทำ
แต่ก็ขี้เกียจทำ เหนื่อยแล้ว ขอนอนก่อน
อะไรประมาณนี้
ผมจัดการกับสิ่งเหล่านี้ด้วยการหาปัจจัย
บวกเข้ามาเป็นประจำทุกวันครับ
อย่างเช่น ฟังพอดคาสท์ตอนขับรถ
เวลาว่างจะอ่านหนังสือ แทนที่จะเลื่อน
หน้าจอไปมา หากไม่มีสองอย่างนี้อีก
ก็จะเพ่งมองธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่รอบกาย
เรา เพื่อให้รู้ว่าเรานั้นเล็กกว่าธรรม
ชาติเพียงใด และจะได้มีกำลังใจกลับ
มาใช้ชีวิตต่อไป อย่างมีจุดมุ่งหมายที่
ชัดเจนครับ
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านการ
เดินทางของผมมา ณ ที่นี้
สวัสดีครับ
วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2562
วันที่ต้องออกนำ
ผมไม่แน่ใจว่าหลายๆท่านเป็นอย่าง
ที่ผมเป็นไหม?
ครั้งเมื่ออยู่ชั้นประถมผมถูกเลือก
(ใครไม่รู้เป็นคนเลือก)ให้มีหน้าที่ถือพาน
ในวันไหว้ครู ตอนนั้นรู้สึกว่าต้องมีสายตา
หลายสิบหลายร้อยคู่จ้องมองเราอย่างแน่
นอน ซึ่งบอกได้ตรงๆว่า มันเป็นความรู้สึก
ของเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ถูกยัดเยียดสิ่งที่
ตัวเองไม่ต้องการ และไม่เคยคิดที่จะ
ต้องการเลยด้วยซ้ำ
แต่เหตุการณ์นั้นก็ผ่านไป ซึ่งผมเอง
ตอนนี้ก็จำรายละเอียดคราวนั้นแทบไม่ได้
แล้วด้วยซ้ำ และ อีกหลายเหตุการณ์
ที่ทำให้ตัวผมเองต้องรู้สึกประหม่า ไม่มี
ความมั่นใจในตัวเองหลงเหลืออยู่เลย
เช่นการออกไปทำกิจกรรมหน้าชั้นเรียน
การออกไปเผชิญต่อหน้าสาธารณชน ยิ่งทำ
ให้ความหวาดกลัว ไม่กล้าแสดงออกมัน
กล้าแกร่งกว่าความกล้าอย่างมากมาย
หากเทียบกับการเล่น การกระทำ
เมื่ออยู่ในจุดที่เรารู้สึกปลอดภัย ไม่มีใคร
มาจ้องมองเรา ตัวผมเองนั้น ก็จะแทบระ
เบิดพลังแห่งความก๋ากั่นออกมาได้อย่าง
เต็มที่ ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน
จนถึงคราวเติบใหญ่ขึ้นมา ก็ยังมีเรื่อง
ที่ต้องทำให้หวั่นใจอยู่ดี อย่างเช่นการที่ต้อง
ออกไปสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ การดุ่มไป
ในที่ๆไม่เคยไปเพียงลำพัง มันทำให้ผมหวาด
หวั่น ไม่มั่นใจในตัวเองเอาเสียเลย
ซึ่งผมเองเพิ่งมารู้ว่า นี่มักเป็นอาการ
ปกติของคนทั่วไป ที่มักขวยเขินต่อส่ิงที่คิดว่า
แปลกปลอม ไม่คุ้นชิน จริงหรือเปล่า ผมไม่
แน่ใจ แต่คิดว่าเป็นแบบนั้น
และเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆจวบจน
ปัจจุบัน อาการเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ ไม่ได้หนี
หายตายจากไปไหน มันยังคงตามติดเป็นเงา
แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ ผมมีประสบการณ์ความ
กล้าเพิ่มขึ้น กล้าที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะเดิน
ออกจากพื้นที่ปลอดภัย เพราะรู้ว่าตรงนั้น
มันก็ไม่ได้อันตรายสักเท่าไหร่ หรือ ไม่ก็
ทุกอย่าง ผมล้วนคิดไปเองในแง่ลบทั้งนั้น
มันจึงทำให้ความกล้าที่จะลงมือทำอะไรใหม่ๆ
มีความแข็งแกร่งขึ้น กล้าที่จะตัดสินใจมากขึ้น
โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะจับตามอง
เพราะจริงๆแล้ว ไม่มีใครเค้าคิดจะจับผิด
อะไรเราแบบนั้นหรอก
เราต่างคิดกันไปเองทั้งนั้น....
มันจึงทำให้ผมเริ่มตัดสินใจอย่างฉับไว
มากขึ้นในวันนี้ วันที่คิดว่าต้องกลายเป็นผู้นำ
มิอย่างนั้น ก็ต้องเล่นเป็นผู้ตามไปจนตาย
วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562
ปีที่สามสิบห้า (จากแปดสิบเก้าสิบ)
เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วซะเหลือเกิน
เปลี่ยนวัน ผ่านเดือน ผ่านปี
ทำให้เราต้องกลับมานั่งทบทวนตัวเองอยู่
เสมอๆว่าวันๆเรากำลังทำอะไรอยู่ และ
อยู่เพื่ออะไร การดำรงชีวิตเป็นที่น่าพอใจ
ไหม หรือ ยังขาดอะไรที่จะมาเติมเต็ม
ความหมายของชีวิตให้ดำเนินต่อไปอย่าง
มีความสุขได้อย่างยั่งยืน
เราต่างให้ค่าการดำเนินชีวิตต่างกัน
ต่างคนต่างอยู่ด้วยทัศนะคติของตัวเอง
แต่สิ่งที่เรามีเหมือนกันคือ "เวลา"
กฎเกณฑ์แห่งเวลาของโลกเรามียี่สิบสี่
ชั่วโมงเท่ากัน แต่สิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือ
เราบริหารเวลาของเรายังไงให้คุ้มค่า
ให้มีประสิทธิภาพต่อการดำรงชีวิตต่อไป
ให้ชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย
ไม่ไหลผ่านไปเฉยด้วยคำว่า "ฆ่าเวลา"
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


