วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เรื่องเล่าจากไฟแดง

 



    แสงแดดฤดูหนาวยามบ่ายสาดย้อนมาทาง

กระจกบังลมด้านหน้า ทำให้ต้องใช้บริการแผง

บังแดดที่อยู่บนศรีษะ เพื่อมิให้สายตาที่ซ่อนอยู่

หลังแว่นเลนส์เขียวต้องหรี่เล็กไปมากกว่าเดิม


    ยานพาหนะเครื่องยนต์ดีเซลขนาดสองลิตร

สอง ส่งกำลังไปยังเกียร์อัตโนมัติ ถูกส่ังการให้

ชะลอความเร็วลง และห้ามล้อทั้งสี่เริ่มทำงาน

ก่อนที่ตัวรถทั้งหมดจะเลยเส้นจราจรบนพื้นถนน

ใต้สัญญาณไฟสีแดงของสามแยกหัวถนนธนรัชต์


    เบื้องหน้า เท่าที่สังเกตุเห็นเป็นรถกระบะ

สี่ประตูสี่ขาวลายดำยกสูง ขับเคลื่อนสองล้อหลัง

จอดอยู่หลังเส้นไม่เคลื่อนที่ แม้ว่าสัญญาณไฟจะ

เลื่อนลงมาที่ด้านล่างสุด นานหลายวินาทีแล้ว


    จวบจนกระทั่งอึดใจใหญ่ จึงค่อยๆคืบคลาน

เลี้ยวขวาตัดไปทางเขาใหญ่ซ้ายมือข้าพเจ้า

พร้อมกับการกระพริบของไฟสัญญาณที่บ่งบอกว่า

เจ้าสีเหลืองอำพันกำลังจะมา


    ขณะที่รถคันนั้น (สีขาวที่ข้าพเจ้ากล่าวถึง)

กำลังแล่นผ่านสายตาไป ข้าพเจ้าก็เสือกสายตา

เข้าไปในรถนั้น เห็นหญิงตัวเล็ก ผมยาวเป็นผู้

ควบคุมอยู่หลังพวงมาลัย พลันคิดด่าทอ ให้บาป

ในใจว่า แม่งเล่นโทรศัพท์ ไม่มองไฟแดงอีก

ล่ะ (ข้าพเจ้าขอโทษที่คิดกล่าวโทษไปแบบนั้น

ด้วยสัตย์จริง)


    แวบเดียวจากการเกิดดับทางความคิด

ต่อมาก็สาดสายตาต่อไปที่คันที่สอง สาม สี่

ทั้งหมดนี้ ผ่านไฟเหลือง และ แดง กันไปทุกคัน

ซึ่งอาจจะไปพร้อมกับอารมณ์ที่กระฟัดกระเฟียด

อีคันขาวคันแรกด้วยกระมัง


    จนแล้วจนรอดคันที่ห้า เป็นบุโรทั่งชาญสมร

ภูมิ ด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นโทรมกาย แบกสัมภาระ

เพียวไปด้วยท่อนไม้ฟืนมาเต็มลำจนสูงกว่าหัวเก๋ง

ล้อมรอบขอบกระบะด้วยโครงเหล็กชุบสนิมน้ำ

ตาลแก่ โยกไปทั้งกายายามกระแทกเท้าให้เร่ง

ออกตัว ก็อยากจะติดพันไปกับเขาด้วย


    แต่สายเกินไปแล้ว เพราะไฟแดงของพี่

ท่าน ได้เปล่งแสงออกมาหลายวินาทีเกินไป

ทำให้ยานยนต์ที่อยู่ปลายของธนรัชต์ออกตัวตัด

ขวามาเกินคันครึ่งไปแล้วเสียแล้ว

    สำเภาแก่คร่าคร่ำหัวยุบแทบจุมพิตคอนกรีต

จากแรงเบรคอย่างกระทันหัน พลันยัดเกียร์ถอย

ด้วยความไม่สบอารมณ์หมาย กระทืบคันเร่งน้ำมัน

พร้อมกับถอนคลัชราวกับตีนเหยียบถูกตะปู

    กระชากน้ำหนักบรรทุกทั้งลำกลับไป โย้เย้

คลอนไปทั้งลำ และสิ่งที่มากกว่าฝันก็พลันบังเกิด

    ด้านหลังที่อับจนมุมมองของกระจกข้าง มีเจ้า

แฮทช์แบ็คเหลืองซุกซ่อนอยู่....


    บุโรทั่งที่มีลำไม้ฟืนเต็มคันยื่นออกท้าย ผสม

ส่วนด้วยภาพที่เห็นเพียงรถคันที่อยู่ห่างออกไป อบ

อวลไปด้วยอารมณ์พุ่งพล่านแค้นเคืองของการรอ

คอยที่ผิดหวัง ได้ผลิดริ้วรอยจากการ "ตำ" ให้

ปรากฎออกมาที่หน้าตาเจ้าเหลือง


    ประตูคนขับยานทั้งสองเปิดออก ชายผู้หวังราย

ได้จากไม้ฟืนคิดอะไรขณะนั้นมิทราบได้ เช่นเดียว

กับหญิงสาวที่ลงมาดู ผลประกอบกรรมที่เกิดขึ้น

    ไฟเขียวให้ผมไปได้แล้ว คันห้ามล้อถูกปล่อยออก

จากเท้าที่แช่มันไว้นานแต่ต้นเรื่อง ขณะเสี้ยววินาทีที่

กำลังจะย้ายเท้าไปทางขวาก็ต้องชะงัก เพราะสาย

ตาทางซ้ายเห็นวัตถุห้อบึ่งจะตัดไปทางขวา....

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ลองกันมั้ย ฮึ

 


    การทดลอง คำๆนี้ฟังดูเหมือนการเรียน

ยังไงก็ไม่รู้สินะ คุณว่าไหม? หรือว่าผมคิดไป

เองคนเดียว....


    ด้วยความที่ตัวผมเองเป็นคนประเภทชอบ

ลงมือทำ จึงทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้อะไรที่

หลากหลาย ไม่เกี่ยงงานหนัก ไม่ค่อยจะกลัว

การทำอะไรใหม่ๆ และบางครั้ง ก็ทำอะไรเสี่ยง

เกินไป(สำหรับบางคนมอง)


    ทุกอย่าล้วนมีข้อดี และ ข้อเสีย ขึ้นอยู่กับ

ว่า จะมีข้อไหนมากกว่ากัน และมองจากมุมไหน

อีกด้วย มันคงไม่มีดีทั้งหมด และเสียทั้งมวลเป็น

แน่ ทั้งสองล้วนผสมกันในสัดส่วนที่เราเป็นผู้กำ

หนดกฎเกณฑ์ต่างๆลงไปเอง


    เพราะฉนั้น การลงมือทำ หรือ "ทดลอง"

ทำอะไรใหม่ๆบ้างในชีวิต ก็มิน่าจะใช่เรื่องเลว

ร้ายอะไรไปเสียทั้งหมด

    ส่วนตัวผมคิดว่า มันน่าดีกว่าซะด้วยซ้ำ

หากการทดลองนั้น มีการบันทึกผล จาก "วิธี"

ที่ได้ปฎิบัติลงไปด้วย ซึ่งหากไม่ได้ผล เราก็แค่

เปลี่ยน "วิธี" ใหม่ๆลงไป ทดลองดูอีกครั้ง

จะเป็นไรไป.

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ครั้งแรกที่ผิด



    "ครั้งแรก" ย่อมสร้างความหวั่นใจ
และอารมณ์อื่นๆอีกมากมายในเวลานั้น

    เมื่อเราได้ก้าวออกจากอ้อมอกที่คอย
ประคบประหงมเรามา หลังจากนั้นชีวิต
จึงค่อยๆมอประสบการณ์ต่างๆมาให้เรา

    บางครั้งถาโถม บางคราอ่อนโยน
แต่ไม่ทางไหนเลย ที่จะหลีกเลี่ยงความ
เจ็บปวด ผิดหวัง ชอกช้ำไปได้

    ไม่ว่าจะเป็นรักครั้งแรก หรือ ล้ม
จากจักรยานครั้งแรก ทุกอย่างนั้น มักจะ
สร้างประสบการณ์ให้เราเสมอๆ

    มุมมองต่อจากนั้นต่างหาก ที่จะส่งผล
ให้เราชอบสิ่งๆนั้นหรือไม่
    หากเรามองมันด้วยมุมที่ดี ทุกอย่างก็
จะดำเนินต่อไป ตามธรรมชาติของมัน
หากกลับกัน ประสบการณ์ที่เกิดต่อหลังจาก
นั้น ก็จะถูกกลืนหายไปตามกาลเวลา

    ทุกอย่างต้องมีครั้งแรก "ที่ผิดเสมอ"

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เล่มที่ x40/63x อิฐ : นิ้วกลม

 


    นิ้วกลม นักเขียนนามนี้ที่ผมได้ยินชื่อเสียง

มานานมาก ตั้งแต่สมัยเริ่มหยิบจับหนังสือ(ที่ไม่

ใช่ตำราเรียน)มาอ่าน


    ด้วยการเขียน ความคิดแบบตั้งคำถามและ

ข้อสงสัยต่อสิ่งต่างๆ จนส่งท้ายด้วยความคิดแสบๆ

คันๆ จึงทำให้หนังสือของ นิ้วกลม นั้นมักกระตุก

ความคิด และ อ่านสนุกไปในคราวเดียวกัน


    ความรู้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำราเสมอไป

และความคิดดีๆก็ไม่จำเป็นต้องเกิดกับเฉพาะผู้

นำกระแสหลักเท่านั้น ใครๆก็สามารถ "คิด"

สิ่งดีๆได้ และส่งเรื่องราวนั้นออกมาในส่วนหนึ่ง

ของชีวิตเรา


    บางหน้า บางตอนของเล่มนี้ อาจจะอ่าน

ยากนิดนึง ซึ่งชายผู้สายตาไม่ค่อยจะดีแล้วอย่าง

ผม คงไมชอบสักเท่าไหร่ แต่ความคิดนั้น ถูกใจ


ปล.หนังสือเก่าเก็บ ไปหยิบมาจากไหนไม่รู้

คงเป็นของภรรยา


    

เล่มที่ x39/63x 1+1=3 : DAVE TROTT

 




    คิดนอกกรอบ...ยังไง?

ทำไม หนึ่ง บวก หนึ่ง ถึงได้สาม?


    นั่นอาจจะเป็นคำถามที่ใครต่างก็งงงวย

เมื่อได้พบเจอ- หากแต่ลองได้อ่าน หรือ ได้

ฟังคำอธิบายต่างๆที่มาจากเนื้อหาภายในนี้

ก็พอจะเข้าได้ใจ ว่าทำไม?-


    ก่อนหน้านี้ ผมได้ยินเรื่องราว เรื่องเล่า

ของหนังสือเล่มนี้มาหลายครั้งคราแล้ว แต่ก็ยัง

มิได้สบโอกาสหามาสัมผัสใกล้ๆด้วยสายตาของ

ตนเอง จนในที่สุด เราก็พบกัน- ที่ร้านหนังสือ


    ความคิดสร้างสรรค์นั้น ตอนแรกอาจจะดู

เป็นเรื่องบ้าบอเอามากๆ ตอนที่ยังไม่ได้ลงมือ

ทำ เพียงเพราะหลายคนไม่เห็นด้วย จึงถูกปัด

ตกไปโดยปริยาย สำหรับคนที่ยอมแพ้และเชื่อฟัง

คำแนะนำด้วยความหวังดีจากผู้อื่น-

-แต่สำหรับคนส่วนน้อยที่ยืนหยัดในความเชื่อ

ความคิดของตนเอง เค้าเหล่านั้นจะหากหนทาง

ที่จะสร้างสรรค์ผลงานของเขาออกมาให้ได้

"ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง" เสมอ


    หากเราเป็นนักคิดที่มีความรู้หลากหลาย

แล้ว เพียงลองเติมความเป็นนักหาทางปฎิบัติ

เข้าไปอีก ผมคิดว่านั่นน่าจะเป็นหนทางไปสู่

ความเป็นนักสร้างสรรค์ ที่ประสบความสำเร็จ

ก็เป็นได้....


   

เล่มที่ x38/63x A SLOW BOAT TO CHINA : HARUKI MURAKAMI

 




    เรื่องสั้นครับ...

สั้นแค่ไหน ใครเป็นผู้กำหนดว่ากี่หน้า กี่ตัวอักษร

อันนี้ผมไม่ทราบ ทราบเพราะว่าเขาเรียกมาว่า

อย่างนั้น

    ซึ่งจริงๆก็อยากรู้ว่า เรื่องต้องยาวไม่เกิน

กี่ตัวอักษรถึงจะเรียกว่า "เรื่องสั้น" และยาว

แค่ไหน ถึงจะเรียกว่า นวนิยาย จึงได้ไปถามอา

มาครับ อากู๋เกิ้น....

    ท่านพล่ามเอาไว้ว่า นวนิยายนั้น มีรายละ

เอียดเยอะ ยืดยาว ตัวละครมาก เยิ่นเย้อ มาก

ฉาก พรรณนาได้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น แม้กระทั่งกลิ่น

เสียง- เพิ่ลว่าไว้ประมาณนั้น

    เรื่องสั้น ก็ตรงกันข้ามกับ นวนิยาย จบ.

อ่าว แล้วเล่มนี้ผมจะไม่พูดถึงหรอ?

-ไม่ดีกว่า เรื่องสั้นก็พอแล้ว

เล่มที่ x37/63x มากกว่า 42.195 : อิทธิพล สมุทรทอง

 


    ผมยังมิใช่นักวิ่ง....ที่จะไปแข่งกับใครเขา

หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ของพี่ป็อก(ผู้เขียน)

จบลงไป ความคิด ความรู้สึกของผมก็บอกตัวเอง

แบบนั้น


    เนื่องจากตัวผมเองนั้น ใช้กีฬาการวิ่งเพื่อ

ออกกำลังกาย และ ทดสอบวินัยของการประพฤติ

ปฎิบัติของตนเองเท่านั้น

    

    ก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยได้รู้จักชายคนนี้มาก

เกินไปกว่า ชายคนหนึ่งที่วิ่งเคียงข้างพี่ตูนมา

ตลอดโครงการก้าวคนละก้าวเพียงเท่านั้น

มิเคยได้รู้เรื่องราว ประวัติความเป็นมาของพี่ป็อก

เลย จนกระทั่ง หนังสือเล่มนี้ พร้อมลายเซ็นต์

ได้เข้ามาสู่กำมือ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา (แล้วก็ใช้

เวลาอ่านอีก 1 วัน)

    ยิ่งอ่าน ยิ่งรู้จัก ยิ่งเข้าใจ....

ชีวิตของพี่ป็อกนั้น ผูกพันกับเรื่องวิ่งเกินกว่าใครจะ

จินตนาการถึง หากไม่ได้ "เล่า" ออกมาผ่านตัว

หนังสือ

    ประสบการณ์เหล่านั้นได้ถูกกลั่นกรอง บีบอัด

ออกมาให้อยู่ในหนังสือขนาดเหมาะมือ อ่านง่าย

และ เพลินยิ่ง เช่นเล่มนี้ ซึ่ง...

    หนังสือเล่มนี้ มิใช่ตำราการวิ่ง แต่อ่านจบแล้ว

อาจจะทำให้อยากวิ่ง(เหมือนนักว่ิง)บ้างก็ตาม และ

มีความทรงจำกับการวิ่งให้มากกว่าที่เคยเป็นมา


    ผมยังมิใช่นักวิ่ง...ที่จะไปแข่งกับใครเขา

....แต่ผมมองเห็นความสุขขณะวิ่งแล้วครับ


ขอบคุณดนัยที่นำหนังสือพร้อมลายเซ็นต์มาให้ถึงมือ

ขอบคุณพี่ป็อกที่แสนดีคอยห่วงใย และทำเพื่อผู้อื่น

ขอบคุณหลายๆเรื่องที่ผ่านเข้ามาทำให้รู้ว่า

"ก้าวต่อไป" จนกว่าชีวิตจะหาไม่




วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เล่มที่ x36/63x DIFFERENT : วรากรณ์ สามโกเศศ

 



    ผมชอบเรื่องเล่าสั้นๆ สักสามสี่หน้าจบแบบ

เล่มนี้อยู่พอสมควรครับ อ่านง่าย คั่นเวลาได้บ่อย

บทหนึ่งๆผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว และก็ได้แง่คิด

แบบบทต่อบทดีครับ


    ผู้เขียน ได้เขียนหนังสือประเภทนี้ออกมามาก

มาย หลายเล่ม ซึ่งตัวผมเองนั้น ยังมิได้ติดตามผู้

เขียนอย่างเป็นกรณีพิเศษ แต่ก็ชอบสไตล์การเขียน

แบบนี้ครับ


    เนื่องด้วยผู้เขียนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ที่เขียน

เรื่องต่างๆให้เข้าใจง่าย ถึงง่ายมาก ดังนั้น เนื้อ

หาข้อมูลเรื่องราวต่างๆก็ได้ถูกนำมาเล่าได้อย่างราบ

รื่น เข้าใจ มองเห็นภาพได้เป็นอย่างดี

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เล่มที่ x35/63x TWEETING THE UNIVERSE : @MarcusChown

 




    ที่มาของหนังสือเล่มนี้มาจากงาน Big Bad Wolf

“เมื่อปีที่แล้ว” พอถึงจังหวะประจวบเหมาะที่เพิ่งจบเรื่อง

ของ วิท- เมื่อเล่มที่แล้ว จึงได้นำ เรื่องราวของจักรวาล

มาเสริมกันอย่างต่อเนื่อง (นี่คือข้อดีของการดองหนังสือรอ

อ่านนะครับทุกท่าน คือเราสามารถเลือกหนังสือที่จะอ่าน

เล่มต่อไปได้จากชั้นที่เรามี และเป็นเล่มที่เราอยากอ่านด้วย

-เหตุผลเข้าข้างตัวเองไหม?-)


อันดับแรกเลย หนังสือเล่มนี้คือ การทวีตข้อความลงในทวิต

เตอร์ ทำให้ข้อความสั้นๆ สรุปมาให้แล้วพอประมาณ

สอง อ่านง่าย ไหลลื่น เผลอเดียวจบแล้ว


กว่าที่เราจะรู้เรื่องจักรวาลนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว

เราต้องใช้เวลาหลายร้อย หลายพันปี กว่าจะรู้ว่าโลกเรา

กลมๆป่องๆ บริเวณตรงกลางเส้นศูนย์สูตร กว่าจะสังเกตุ

เห็นแรงโน้มถ่วง โดย เซอร์ไอแซ็ก,กว่าจะรู้ว่าแสงนั้นใช้

เวลาเดินทางจากดวงอาทิตย์ถึงโลกใช้เวลา 8.3 นาที,

กว่าจะรู้ว่าโลกมีอายุประมาณ 4.6 พันล้านปี จักรวาล

13.8 พันล้านปี(หมื่นสามพันล้าน) ยุคไดโนเสาร์ 62 ล้าน

ปีที่แล้ว ฯลฯ แต่เราก็ได้วิทย์- มาช่วยหาคำตอบเหล่านี้

จนได้

    มิวายไปถึงความรู้นอกจักรวาลต่างๆอีก เช่น บิ๊กแบง

ซูปเพอร์โนว่า,หลุมดำ,คลื่นแสงสี,อนุภาค ฯฯฯ

สนุกครับ เพื่อนคนไหนอยากได้ไปอ่านเล่น เพื่อหาความรู้

ยินดีส่งไปให้ครับ ทักผมมาได้เลย (หนังสือเก่าแล้ว อาจจะ

หายาก)


เล่มที่ x34/63x หลับถึงชาติหน้า : วินทร์ เลียววาริณ




    หลังๆมานี้ผมชอบศึกษาเรื่องที่ออกไปทางวิทยาศาสตร์

แนวความจริงของชีวิต หลักการชีวิต อะไรประมาณนั้น

ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็ออกไปทางแนวนั้นแต่ส่วนใหญ่ก็จะพูดถึง

เรื่องความเชื่อของเรา โหราศาสตร์ ดูดวง สิ่งศักดิ์สิทธิ์

เหล่านี้ ที่มันขัดกับ วิทยาศาสตร์ซะเป็นส่วนมาก


โดยรวมแล้วผมขอชื่อชม อาวินทร์ ที่กล้าออกมาเขียน

เรื่องราวที่ขัดแย้งกับเชื่อของคนส่วนใหญ่ ด้วยคำอธิบายต่างๆ

ข้อมูลต่างๆของวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ ความจริงทางกายภาพ

ที่ก่อกำเนิดเรามา ให้เป็นเรา ณ ปัจจุบัน


    สรุปแล้ว ความเชื่อนั้นถูกฝังรากลึกมานาน และยากจะ

เปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราจะศึกษาวิทย์มามากมายแค่ไหน

แต่ถ้าเจอคำว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" เข้าไป ก็หงายท้องอยู่ดี


    แล้วถ้ายิ่งไปขัดความเชื่อของคนอื่นด้วยแล้ว มันจะลุก

ลามบานปลายไปกันใหญ่ ผมคิดว่างั้นนะ

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เล่มที่ x33/63x แกะรอย แกะดาว A Wild Sheep Chase : Haruki Murakami




    ห่างหายจากแนวนวนิยายไปนานครับ
จริงๆแล้ว ผมเริ่มต้นการอ่าน(จริงจัง)ด้วย
หนังสือแนวนวนิยายนะครับ
    ถ้าจำไม่ผิด เป็นเรื่อง Angel and
Demons ของ แดน บราว์น ซึ่งหลังจากนั้น
ก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์
แล้วก็อีกหลายๆเล่มต่อมา ต่อปเรื่อยๆ ก็
ออกไปทางแนวนวนิยาย แล้วก็ลองอ่านไป
อีกหลากหลาย

    กลับมาที่เล่มนี้ของคุณมุราคามิกันดีกว่า
"แกะรอย แกะดาว"นี้เป็นหนังสือไตรภาค
ของตัวละครที่ชื่อว่า "มุสิก" ซึ่งเล่มน้ีเป็น
เล่มตอนจบครับ เล่มแรกจะเป็น สดับลมขับ
ขาน ต่อด้วย พินบอล จบด้วย แกะรอย
แกะดาว

    ด้วยความที่ผมชอบสำนวนการเล่าแบบ
เห็นภาพ ตามแบบฉบับของหนังสือนวนิยายนี้
ทำให้การอ่าน นวนิยายสามารถสร้างจินต
นาการและอรรถรสการอ่านได้อย่างไม่น่า
เบื่อ ซึ่งตรงนี้ คุณมุราคามิทำได้อย่างใจผม
    (แต่ก็มักจะหลงลืมหนังสือนวนิยายประ
จำชั้นอยู่บ่อยๆ พักหลังๆเข้าร้านหนังสือทีไร
ก็จะได้ประเภทการเรียนรู้มาแทบทั้งสิ้น)

    คุณมุราคามิ ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ออก
มาเมื่อราวๆปี 1982 ซึ่งเวลานั้น ผมยังไม่
มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้(อาจจะอยู่โลกอื่น)
แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่า อีกเกือบสี่สิบปีต่อมาผมยัง
มีโอกาสได้พบกับหนังสือนวนิยายที่มีอายุยาว
นาน และยังให้อรรถรสได้ดี

    ผมจะไม่กล่าวถึงเนื้อความขอหนังสือ
เล่มนี้นะครับ ช่วยท่านผู้อ่านมาที่เรื่องของ
นวนิยายของผู้เขียนจะคุยได้เพลิดเพลินกัน
มากกว่า จริงๆแล้วผมก็อยากไปทำความรู้
จักกับคุณมุราคามิ ผ่านตัวหนังสือของแกให้
มากกว่านี้ก่อน ที่จะมาเขียนอะไรแบบนี้ซะ
ด้วยซ้ำ
    แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เอาเท่าที่ได้รู้
จักมาก่อนก็พอ ซึ่งในภายภาคหน้านั้นอาจ
จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร ก็มิอาจทราบได้

    เท่าที่รู้จักมา ผมคิดว่า ดีครับ "อ่าน"     

    

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2563

เล่มที่ x32/63x พลังแห่งความเคยชิน THE POWER OF HABIT




    หากคุณเคยอ่านหนังสือที่ชื่อ GRIT มา
แล้ว เนื้อหาในเล่มนี้ก็จะออกแนวคล้ายๆกัน

    หากว่ายัง ผมจะมาเกริ่นให้ฟัง....

    ความเคยชิน หรือ นิสัย สามารถกำ
หนดพฤติกรรมเราได้โดยที่เราไม่รู้ตัว และ
เป็นส่ิงที่เปลี่ยนแปลง "ยาก" แต่ก็สามารถ
ที่จะเปลี่ยนมันได้ เพียงแค่เรารู้ "เทคนิค"

    หนังสือเล่มนี้ ยกตัวอย่างหลายๆเคส
ของลักษณะนิสัยคนเรามาเป็นตัวอย่าง
    มีแง่มุมหลายหลากให้น่าคิดตาม และ
ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็อยากจะเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมบางอย่างของตัวเองที่ไม่ดีเสียใหม่
เพียงแค่ไม่รู้วิธีที่จะจัดการกับมันอย่างไรให้
มีประสิทธิภาพเท่านั้นเอง
    หลายคนเหล่านั้นจึงล้มเหลวครั้งแล้ว
ครั้งเล่าในการที่จะสร้างพฤติกรรมใหม่ๆ
ให้กับตัวเอง แล้วก็กลับไปทำนิสัยเดิมๆอีก

    หากคุณต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง...
ผมเชื่อว่าเนื้อหาในเล่มนี้ อาจจะช่วยคุณได้
    ไม่ว่าจะเป็นการเลิกสูบบุหรี่ ที่เราทั้ง
รู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพเอาเสียเลย
    การเสพติดการดื่มแอลกอฮอล์อย่างบ้า
คลั่ง(อันนี้ประสบการณ์ตรงๆ)
    การลุกไปออกกำลังกาย และ อื่นๆอีก
มากมาย...

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563

เล่มที่ x31/63x ความคิดคุณขายได้เท่าไหร่? Insight out Tina Seelig



    อีกหนึ่งเล่มสำหรับแนว Self help
ที่ผมคิดว่าอ่านง่ายและได้แง่คิดพอสมควร

    หากคุณเคยอ่าน "น่าจะรู้อย่างนี้ ตั้งแต่
ตอนอายุ 20" เล่มนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเล่มที่ควร
ค่าแก่การสละเวลา

    แม้ว่าชื่อภาษาไทยออกจะเว่อร์วังไป
หน่อยเมื่อเทียบกับเนื้อหา จึงทำให้ความ
คาดหวังจากชื่อหนังสือ ส่งผลต่อความรู้สึก
หลังอ่านจบว่ามันไม่ค่อยจะตรงกันสักเท่า
ไหร่

    แต่ลึกๆในเนื้อหาแล้วก็ยกตัวอย่าง
หลากหลายเคส มาเล่าถึงตัวมันเองไปใน
ตัว

    ผมอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไปที่ว่า
แค่ได้หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ไม่ว่าจะเป็น
ประเภทไหน นั่นก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563

ชีวิตที่ผิดซ้ำซาก



    ผมขอออกตัวก่อนเลยว่า ผมไม่ใช่คนดี
หรือ คนเก่งอะไรมากมาย กว่าจะทำอะไร
หลายๆอย่างให้สำเร็จได้ ก็ต้องผ่านอะไรๆ
อีกมากมายมาเช่นกัน ล้มเหลว ผิดหวัง
นั่นเป็นสิ่งที่โครตจะธรรมดา เมื่อมองย้อน
กลับไป หึๆๆ

    แล้วไอ่เจ้าความผิดพลาดซ้ำซากเนี่ย
แหละ ที่ทำให้ผมมีประสบการณ์ที่จำได้อย่าง
ฉับไวต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคต...

    ใช่ ผมผิดซ้ำซากบ่อยๆ บางครั้งรู้ว่า
สิ่งที่ทำอยู่มันไม่ดี ก็ทู่ซี้ทำไป...หน่ายแทน

    แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นส่ิงที่น่าสะอิดสะ
เอียนเกินไป หากมันยังมีมุมเล็กๆที่น่ารัก
อยู่ สำหรับผม มันยังช่วยเตือนตัวเองอีก
ครั้งว่า "เห้ย มึงผิดทางแล้วนะ จงกลับ
ไปคิดทบทวนดูใหม่ กุให้โอกาส"

    มันน่ารักไหมหล่ะ?....

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เล่มที่ x30/63x บทสนทนากับว่างเปล่า




    แม้ตัวผมเองจะไม่ได้เข้าใกล้ความเป็น
สถาปนิกสักเท่าไหร่ แต่อีกใจหนึ่งก็ยังอยากที่
จะสร้างสรรค์ผลงานให้ยืนยาวออกไปบ้าง

    จึงเป็นที่มาของความพยายามใส่ใจ และ
รายละเอียดของงานที่ทำอยู่ ให้มีความหมาย
มากยิ่งขึ้นกว่าทุกๆวันที่ผ่านมา

    เบื้องต้นผมก็ต้องหาความรู้จากแหล่งที่หา
ได้ง่ายที่สุดนี้ ก็คือหนังสือนี่แหละครับ

    ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ก็เป็นแนวๆนั้น ที่จะให้
ข้อคิดของการทำงาน ให้ความรู้ไม่มากก็น้อย
กับตัวข้าพเจ้าเองบ้าง

    มุมความคิดของผู้คิด ทำให้ข้าพเจ้าได้
ใช้เวลาตรองถึงยุคสมัย และ วัฒนธรรมมาก
ขึ้น มองหลายมุมมากกว่าก่อนเปิดหนังสืออ่าน

    ด้วยบทความที่จะออกแนวเสียดสีบ้าง
ทำให้การอ่านนั้นออกรส และจบเล่มไปอย่าง
รวดเร็ว

    พออ่านจบแล้ว อาจจะทำให้เราเข้าใจ
ความคิดของผู้ออกแบบได้ ไม่มากก็น้อยแหละ
ครับ ผมคิดว่าอย่างนั้น

เล่มที่ x29/63x เรียน MBA ข้างถนนกับ JACK WELCH




    อีกหนึ่งเล่มกับหนังสือบริหารธุรกิจที่ผม
มักจะอ่านเป็นประจำ
    หากถามว่ามันเปล่าประโยชน์ไหม?
เพราะว่าส่วนใหญ่แล้ว เนื้อหาที่อ่านไม่ได้
นำมาใช้ในชีวิตจริงซะทีเดียว....

    หากมองว่าอ่านแล้วต้องนำมาใช้เลย
ผมก็คงต้องบอกว่าไม่ใช่แบบนั้น

    จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว การอ่าน
หนังสือหลายๆประเภท ผมอ่านเพียงเพื่อซึม
ซับองค์ความรู้ที่หนังสือเล่มนั้นได้กล่าวถึง
    แม้ว่าจะยังไม่ได้นำไปปฎิบัติ แต่สักวัน
หนึ่ง เหตุการณ์ต่างๆประจวบเหมาะ วันนั้น
แหละครับ ความรู้ต่างๆที่คุณซึมซับมาไว้จะ
ช่วยให้คุณหาทางเดินต่อไปได้ง่ายดายกว่า
เดิมมากๆ

    เล่มนี้ก็เช่นกันครับ คุณไม่จำเป็นต้อง
มีความรู้อะไรเลย และ การเป็นผู้ประกอบ
การก็อยู่ในชีวิตเราทุกคน ไม่มากก็น้อย
แม้ว่าคุณจะเป็นพนักงานของบริษัท แต่คุณก็
ยังเป็นผู้ประกอบการของชีวิตตัวเองอยู่ดี

    เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้

ขอให้ทุกท่านมีความสุขที่ได้พัฒนาตัวเองไป
เรื่อยๆ....

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เล่มที่ x28/63x 20 คำถามสำคัญของ ฟิสิกส์





    ด้วยความอยากรู้อันเป็นที่ตั้งของผม
ทำให้นิสัยของผมกลายเป็นเด็กขี้สงสัย
กล้าที่จะตั้งคำถามต่อขนบ แม้กระทั่งวัฒน
ธรรมของเหล่ากอที่ได้กำเนิดมา

    คำว่า "ทำไม" มีนัยยะหลายอย่าง
เช่นว่า ทำไมเธอถึงรักเขา,ทำไมรถยนต์
ต้องใช้เครื่องยนต์สันดาป ฯลฯ
ซึ่งคำถามเหล่านี้ ก็ล้วนเป็นความฉงนของ
ตัวผมเองอยู่เช่นกัน
    สิ่งที่ผมทำคือ รื้อค้น เพื่อหาคำตอบ
ต่อคำถามเหล่านั้น มิยอมให้มันผ่านไปด้วย
คำว่า ก็เค้าบอกกันมาอย่างนั้น หรือ เดิน
ตามๆเขาไป ไม่หลงทางหรอก อะไรทำ
นองนั้น แต่ทำไมเธอถึงรักเขานั้นยากเกิน
ไปสำหรับผมที่จะหาคำตอบ

    ผมเชื่อว่า การที่เราได้ทดลองและ
พิสูจน์ด้วยตนเอง จะสามารถทำให้เรา
เรียนรู้ ทำความเข้าใจได้ลึกซึ้ง จริงจัง
กว่าการที่เราเรียนจากคำบอกเล่าเฉยๆ
เพียงเท่านั้น

    และนั่นก็คือที่มาของหนังสือเล่มนี้..
หากท่านสงสัยใคร่รู้ในสิ่งที่อาจจะเป็นพื้น
ฐาน หรือ ต้นกำเนิดของจักรวาล และ
สิ่งต่างๆที่เราสามารถจินตนาการไปถึงได้
บางที คำตอบเหล่านั้นอาจจะอยู่ในหนังสือ
เล่มนี้ก็เป็นได้

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เล่มที่ x27/63x ฮารูกิ มูราคามิ ไปพบ ฮายาโอะ คาวาอิ



    ผมเองเพิ่งได้เริ่มจับหนังสือเกี่ยวกับ
เรื่องจิตวิทยา,การพบจิตแพทย์ อะไร
ทำนองนี้มาไม่กี่เล่ม เล่มนี้ก็เช่นกันครับ

    เมื่อนักเขียน ไปพบ นักจิตบำบัด
ก่อให้เกิดบทสนทนา และกลั่นกรองออกมา
เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง

    ส่วนตัวแล้วคิดว่ามันอ่านยากไปหน่อย
เพราะแต่ละเรื่องโยงไปถึงรายละเอียด
ของหนังสือบางเล่ม ส่วนปลีกย่อยของ
วัฒนธรรมญี่ปุ่น และอีกหลายๆอย่างที่มีราย
ละเอียดค่อนข้างเยอะ

    เท่าที่ความรู้ความสามารถจะซึมซับได้
ก็เพียงแต่เปลือกนอกเท่านั้น ยังมิสามารถ
จะเข้าถึงแก่นของบทสนทนาครั้งนี้ได้

    เอาไว้เมื่อเข้าใจมากกว่านี้ หรือว่า
เวลาที่เหมาะที่ควรกับเล่มนี้ จะกลับมาอ่าน
อีกทีหนึ่ง คิดว่าคงได้มุมมอง หรือ การรับรู้
ที่ต่างออกไป

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เล่มที่ x26/63x วิชาธุรกิจ ที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน






    หลังจากใช้ความพยายามในการผ่า
ดงสงครามของสามก๊กมา ผมก็ได้มาต่อกับ
อีกหนึ่งเรื่องราวที่เราต้องประสบพบเจอ
กันแทบทุกวัน นั่นก็คือเรื่องของธุรกิจนั่นเอง

    หากเมื่ออยู่ในวัยของการทำงานที่ผ่าน
มาของผมเองนั้น(พนักงาน)ผมก็คงไม่ได้คิด
ถึงมุมนี้สักเท่าไหร่

    แต่ใครที่ได้ทดลองทำอะไรเล็กๆน้อยๆ
ออกมาขาย หรือ บริการแล้วนั้น
นั่นก็นับได้ว่า คุณกำลังประกอบธุรกิจอย่าง
จริงจังขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว

    สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยของผู้ประกอบ
การก็คือ การหาความรู้อยู่ตลอดเวลา มิ
เช่นนั้นแล้ว งานตรงหน้าที่คุณกำลังทำอยู่
สักวันหนึ่งก็จะหลุดมือไปอยู่กับคนที่เค้าทำได้
ดีกว่าเรานั่นเอง

    เนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้ก็คงไม่พ้น
เรื่องราวของการประกอบธุรกิจดั่งชื่อเล่ม
ข้อคิด แง่มุมต่างๆในการทำงานนั้น ก็เขียน
ออกมาจากประสบการณ์จริงๆที่ผู้เขียนได้
ผ่านมาแล้ว

    ซึ่งนั่น ก็เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การศึกษา
เข้าไปอีก เพราะว่าเราก็ไม่ต้องไปทดลอง
อะไรหลายๆอย่างที่ผิดพลาดด้วยตัวเอง

    หากท่านทำธุรกิจ บางประโยค บางคำ
จากเล่มนี้ อาจทำให้พบทางสว่างที่หาเองไม่
เจอก็เป็นได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

เล่มที่ x24-25/63x สามก๊ก(ฉบับวณิพก)



    ชุดนี้ก็เป็นอีกหนึ่งชุดที่ควรค่าแก่การอ่าน
ของนักอ่านทั้งหลาย
    เป็นสุดยอดวรรณกรรมของจีนที่นักอ่านทั้ง
หลายควรได้มาบำรุงบำเรอสายตาของตนเอง



    สามก๊กในภาษาไทยนั้น มีแปลอยู่หลายฉบับ
ในส่วนดั้งเดิมที่แปลครั้งแรกนั้น เป็นของเจ้าพระ
ยาพระคลัง(หน) ส่วนฉบับวณิพกนี้ เป็นการแปล
ในรูปแบบการเล่าเรื่องของวณิพกข้างทาง และ
เล่าเป็นเรื่องราวในแต่ตัวละคร เป็นตัวๆไปนั่น
เอง ซึ่งผมเองก็ยังมิได้อ่าน สามก๊ก ฉบับอื่นมา
ก่อน ได้มาอ่านฉบับวณิพกนี้เป็นฉบับแรก ก็นับว่า
พอเข้าใจได้ง่าย และฟังได้อรรถรสตามแบบ
ฉบับของผู้เล่า

    หากผู้ใดที่ยังไม่เคยได้อ่านสุดยอดงานประ
พันธ์นี้ ก็ขอแนะนำให้ท่านเสาะหามาเถิด
มิรู้ว่าอีกกี่ร้อยปี จะมีงานที่แสนจะงดงามแบบนี้
ให้ได้ชื่นชมอีกหรือไม่

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

การต่อสู้ของร่างกายที่เสื่อมถอย



    ผมมิใช่แพทย์ที่จะสามารถบอกเล่าเรื่อง
ราวของร่างกายได้ดีขนาดนั้น
    และผมก็ไม่ได้ดีไปกว่าชาวบ้านธรรมดา
ที่มีความเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เป็นสามัญเลย

    ผมแค่เพียง "เริ่ม" รับรู้ได้กับความเสื่อม
ของร่าง หรือ สังขาร ตัวเองเพียงเท่านั้น
จึงอยากจะขอใช้พื้นที่ตรงนี้ บันทึกความเจ็บปวด
ทรมาน ความเข้าใจ ความเป็นธรรมดาของ
มนุษย์ผู้หนึ่ง ที่พึงมีความคิดจะบรรยายออกมาเป็น
ตัวอักษรได้เป็นประจำ(แม้ว่าบางครั้งจะหายหัว
ไปแรมปีก็ตาม)

    หากนับตาม วัน ที่ถือกำเนิดออกจากครรถ์
ของมารดาแล้ว ตัวผมเองนั้นก็อายุได้เพียงแค่
สามสิบห้าปีแปดเดือนเพียงเท่านั้น ไม่มากไม่มาย
อะไร และช่วงเยาว์วัยนี้เองร่างกายของผมก็ได้
รับอาการบาดเจ็บมาพอสมควร ถึงแม้จะไม่ได้
แข้งขาหัก ต้องล้มหมอนนอนเสื่อหยอดยาอยู่โรง
พยาบาลก็ตาม

    ซึ่งในช่วงเวลานั้น ก็ถือได้ว่า ร่างกายยังคง
สด และ รักษาตัวฟื้นสภาพได้ดี ใช้เวลาไม่นาน
นักในการรักษาตัว บางคราวก็ต้องแปลกใจเหมือน
กันที่เกิดอาการข้อเท้าพลิกแล้วก็หายภายในไม่กี่
นาทีต่อมา

   แต่....สังขารของเราไม่เคยหยุดนิ่ง และ
ผมก็เชื่อว่าทุกอย่างบนโลกนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง
ทุกสิ่งมีเวลาของมัน ไม่ว่ามันจะยาวนานแค่ไหน
บัดนี้ ผมก็ได้บอกกับตัวเองว่า ร่างกายจะเริ่ม
ค่อยๆเสื่อมถอยลงทีละน้อย ช้าไว ก็แล้วแต่กรรม
เก่าที่เคยได้ทำมา

    จังหวะนี้แหละครับ ที่เรามักไม่อยากจะให้
มันเกิดขึ้นกับตัว เราอยากให้มันพัฒนา หรือไม่ก็
ทรงตัว ไม่อยากให้สิ่งๆนั้นแย่ไปกว่าเดิม

    การเสื่อมของสังขารตามกาลเวลานี่แหละ
ได้เริ่มเปลี่ยมมุมมอง และ ประสบการณ์ใหม่ให้

กับเจ้าของร่างนั้นๆ ได้ตรึกตรองสำหรับตัวเอง

    บ้างนั่งโอดโอย จมอยู่กับความเสื่อมนั้นๆ
ปล่อยปละให้ความสบาย ความขี้เกียจ ความเจ็บ
ปวด เข้าครอบงำ พาลพาให้ความเสื่อมนั้น ทวีขึ้น

    บ้างกัดฟันลุกขึ้นมาสู้ สร้างความทรมานให้ตัว
ของเจ้าของร่างด้วยการออกกำลังกาย หรือ

วิธีต่างๆที่ทำให้ร่างกายของเรานั้นดีขึ้น

    จังหวะนี้แหละครับ ที่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
และผมก็ได้พึงบอกกับตัวเองอีกว่า "มันเพิ่งเริ่ม"

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ความคุ้นเคย ที่ไม่คุ้นชิน



    ล่าสุดผมได้มีโอกาสกลับไปนั่งดื่มกับ
เพื่อนๆอีกครั้ง ด้วยอารมณ์ที่ติดกับดักมาจาก
การดื่มอะไรเพลินๆคนเดียวที่บ้าน เลยทำ
ให้ห้าวหาญ กล้าออกไปเผชิญโลกราตรี
ที่มีไว้พลางคนอย่างผมเสมอมา

    และก็ไม่ยากที่จะคาดเดาว่าท้ายที่สุด
นั้นมันเป็นอย่างไร

    เช้าอีกวันหนึ่ง ความรู้สึกบอบช้ำของ
ร่างกายถึงจุดพีค ไม่อยากจะเพิ่มเติมอะไร
เข้าไปทางปากอีกแล้ว สมองบอกเพียงว่า
อย่าลุกออกจากที่นอนไปไหน

    แต่อนิจจา ครอบครัวบอกว่า เอ็งทำ
แบบนั้นไม่ได้ ลูกๆไม่ได้เข้าใจความเปลี่ยน
แปลงทางร่างกายและจิตใจของเอ็งด้วย
ฤทธิ์แอลกอฮอล์แก้วสุดท้ายที่ยามสามหรอก

เค้าเพียงบอกว่า วันหยุดทั้งที จะนอนไม่ทำ
อะไรเลยหรอ

    อาหารเช้าที่แม้ตั้งใจทำไว้ให้ก็ถูกเมิน
ไปอย่างไรค่า ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่อร่อย
ผมทำได้แค่เพียงซดน้ำซุปร้อนๆ ได้แค่นั้น
จริงๆ

    รู้สึกว่าทำไมหนอ ถึงได้เอาตัวเอง
กลับมาอยู่จุดๆนี้อีกแล้ว ครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่เข็ดหลาบจำเสียสักที

    ตกเย็นผมก็จำต้องรินน้ำโค้กไว้ไม่ให้
เต็มแก้ว เพื่อเหลือพื้นที่ด้านบนไว้เติมเทส
เนสซี่วิสกี้ลงไป เพียงหวังว่ามันจะทำให้
อาการต่างๆที่คั่งค้างมาทั้งวันสร่างซาลงไป
บ้าง....

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

เวลาว่าง




    เวลาที่ใฝ่หาของแต่ละคนอาจไม่เหมือน
กันเลย และอาจจะเหมือนกันบ้าง บางเวลา
บางคน

    ช่วงเวลาที่รอคอยนั้นแสนจะยาวนาน
แต่มันก็คุ้มค่าที่ได้รอคอย เมื่อปลายทางมาถึง
    ต่างกับการรอคอยที่ไร้จุดหมาย ซึ่งไม่รู้
จริงๆว่าเมื่อไหร่ การรอคอยจะสิ้นสุดลง

    หากเรารอคอยวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ที่
จะถึง แน่นอนว่าวันก่อนหน้านั้นก็จะเป็นวันที่
โหดหินสุดๆนับตั้งแต่วันจันทร์ จนกว่าจะถึงศุกร์
และเวลาที่ปราถนาก็มักจะผ่านไปอย่างรวด
เร็ว
    วนมาถึงวันจันทร์ใหม่อย่างงุนงง และ
อาจจะแทบจำอะไรไม่ได้เลยว่าได้ทำอะไร
ไปบ้างในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา

    มันจะมีห้วงเวลาหนึ่งที่ึคล้ายๆกับเวลา
วันหยุดที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วนั้น ในการทำ
งาน เวลาประเภทนี้เค้าเรียกกันว่า Flow
State หรือ การทำงานด้วยความเพลิด
เพลิน ลืมเวลานาที เงยหน้ามาอีกที เจ้า
เวลาก็เดินหนีความเดิมไปไกลเสียแล้ว

    ความเพลิดเพลินนี้ อาจจะเกิดจากความ
สนุก ความรัก ความมีสมาธิ อะไรสักอย่าง
หนึ่งในการทำสิ่งๆนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเกิดจาก
อะไรบ้าง เพียงแค่รู้ว่า เมื่อจดจ่อกับส่ิงๆนั้น
แล้ว มันก็จะทำได้อย่างยาวนาน และ ไม่ทุกข์
ทรมานดั่งการทำไป เพื่อแก้เบื่อในการรอคอย

   เพียงเท่านี้ เวลาว่างผมเลยไม่ค่อยจะมี
สักเท่าไหร่

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

การเดินทางของเรา



    ผมเองนั้นคิดว่าตัวเองผ่านการใช้งาน
ถนนหนทางมาพอสมควร และมากพอที่จะเห็น
เรื่องราวต่างๆที่ได้เกิดขึ้นบนถนนเหล่านั้น
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นถนนหลวงที่มีรถราขวักไขว่

    เรื่องราวที่จะกล่าวถึงในวันนี้ออกจะเป็น
เรื่องที่น่าเศร้าสักหน่อย แต่มันก็เกิดขึ้นจริง
เห็นแล้วก็กระทบกับความรู้สึกได้ไม่ใช่น้อย
....แต่บางครั้งผมก็มองผ่านมันไป แล้วไม่รู้สึก
อะไรกับมันเลย ดั่งเช่นหมาข้างถนนตัวหนึ่ง!

    ภาพด้านหน้ารถยนต์ที่กำลังแล่นไปด้วย
ความเร็วทำให้ผมมองวิวทิวทัศน์ด้านข้างได้ไม่
ชัดเจนเท่าไหร่มองไประยะไกลราวร้อยกว่า
เมตร ผมเห็นคล้ายวัสดุชนิดหนึ่งติดอยู่บนถนนดำ
ปลิวพริ้วไปมาด้วยแรงลมของฤดูร้อนที่วูบมา
เป็นช่วง ไม่มีรถสวนผ่านมา

    จากระยะร้อยกว่าก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แต่สายตายังไม่หลุดโฟกัสไปกับสิ่งที่กล่าวมานั้น
จนใกล้.
    ใกล้พอที่จะมองเห็นรายละเอียด และ
ความกระอักกระอ่วน ซึ่งผมรู้ว่าไม่มีใครตั้งใจ
ให้เป็นแบบนี้หรอก

    ผมเคยเล่นกับแมวที่บ้าน หยอกล้อกันด้วย
ความสนุก(ของแมว) มันวิ่งไปมา กระโดดขึ้น
นู่นที นี่ที แล้วก็มานอนหงายท้อง ขาชี้ฟ้าทั้งสี่
พร้อมหางที่ส่ายไปมา พยายามไขว่คว้าปลาย
เชือกที่ผมได้เอามาล่อเล่น
....ผิดตรงที่ว่า ภาพแมวน้อยนอนหงายตัวนี้มิ
ได้เล่นกับผมที่ขับรถผ่าน มันคงทุรนทุรายนอนดิ้น
อยู่ตรงนั้น.....

    หากจะให้นับถึงจำนวนที่ผมได้เคยพบเจอ
กับเหตุการณ์เหล่านี้มาก็คงจะบอกว่า นับไม่ได้
แต่สามารถที่จะบอกความรู้สึกได้ว่าเป็นอย่างไร
    และหากถามว่าเคยไหม ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
ก็ตอบตรงเลยครับว่า "เคย"

    ครั้งนั้น ผมกำลังควบเจ้าเล็กน้อยกลับ
บ้านที่สระบุรีหลังจากได้ดื่มสังสรรค์กับขาประ
จำไปพอประมาณ ไม่ถึงกับเต็มที่อย่างที่เคยๆ
    เล็กน้อยรุดหน้าอย่างม้าฝีตีนเหยาะ
ยังไม่ทันได้ควบผ่านย่านหน้าโรงพยาบาล
ผ่านซอยป่าสัก หลบรถที่จอดอยู่ ด้านซ้าย
ไม่มีรถสวนมา กำลังจะพ้นผ่านรถที่หลบ ก็ได้
ยินเสียงเจ้าเล็กน้อยชนเข้ากับอะไรสักอย่าง
สมองตกใจ ตัวผมเองก็สะดุ้ง มองกระจกหลัง
เห็นเจ้าตัวเล็กวิ่งพล่าน เข้าข้างทางอีกฝั่งหนี
หายไปในความมืด

    ผมให้เล็กน้อยแนบเข้าข้างทาง ลงมามอง
ไปที่เกิดเหตุไม่พบอะไรสักอย่าง พบแต่เพียง
แก้มเล็กน้อยบุบไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง

    และนั่นก็คือประสบการณ์ของผมโดยตรง
ผ่านแค่เพียงตัวกลางเป็นเจ้าเล็กน้อยนั่นแหละ

    หลังจากเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่ส่งผล
กระทบต่อชีวิต จิตใจเรา ส่ิงเหล่านั้น บางครั้ง
ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวิตเราไป
ตลอดการ

    ผมมองเห็น หมา แมว ที่นอนตายอยู่ข้าง
ถนนมากขึ้นทุกวันนี้ก็เห็นแล้วก็เกิดความรู้สึกอยู่
บ่อยๆ แต่ไม่ทุกครั้งหรอกบางครั้งมีอะไรให้คิด
อยู่เป็นสำคัญ ก็มองมันผ่านๆไปเหมือน "หมา
ข้างถนน" ตัวหนึ่ง เท่านั้นเอง