วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2563
Race Day
อันที่จริงแล้ว ผมไม่ได้วางแผน "การวิ่ง" ของผม
ถึงการวิ่งในวันนี้ล่วงหน้ามาสักเท่าไหร่เลย จริงๆคือ
เพิ่งจะเกิดตอนหลังงานวิ่งเมื่อต้นเดือนที่มาซะด้วยซ้ำ
ขอย้อนที่ไปงาน เมื่อต้นเดือนก่อนนะครับ
.๑ มีนาคม งาน Khao Yai Half Marathon
งานนี้ผมสัญญาปากเปล่าไว้กับเพื่อน(รุ่นพี่)คนหนึ่ง ว่าจะ
ไปวิ่งด้วยกันลากกันไปจนกว่าจะจบ และแน่นอนว่าผมมัก
จะพยายามทำให้ได้ตามที่สัญญา(ตกลงกันไว้)มากที่สุด
(แต่ก็ต้องยอมรับว่า ผมมักจะผิดสัญญากับตัวเองเสมอ
อย่างเช่น เรื่องตื่นเช้า)
.เรามีเวลาซ้อมกันประมาณ ๒ เดือน ต่างคนต่าง
หาตารางมาซ้อมกันเอง ถูกบ้าง ผิดบ้างตามประสา
ซ้อมไปหาความรู้ ปรับปรุงการซ้อมไปเรื่อย บางครั้งก็ไม่
เป็นไปตามแผนบ้างวิ่งไม่ไหวบ้าง ถือเป็นเรื่องปกติ
เฮฮากันไป
.ระหว่างนั้นผมคอยถาม Race Pace (ความเร็ว
ในการวิ่งจริงวันงาน) ของเพื่อนเป็นระยะ เพื่อที่ว่า
เผื่อผมจะได้ซ้อมความเร็วที่ต้องการควบคู่ไปด้วย
ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามัน(รุ่นพี่ที่เป็นเพื่อน)ก็บอก
ว่า "หก ถึง หกครึ่ง มั้ง"
.หก ถึง หกครึ่ง(นาที ต่อ กิโลเมตร)ยังไม่ใช่
ความเร็วเป้าหมายที่ผมอยากจะพิชิตชัยตัวเอง ผมก็เลย
คิดว่า ไปวิ่งสบายๆ ซ้อมไว้เผื่อจะได้ใช้ในอนาคต ซึ่งก็
ไม่รู่ว่าเมื่อไหร่
.ช่วงระหว่างที่ซ้อมนั้น ผมก็มีอาการบาดเจ็บต่างๆ
เข้ามารุมเร้า ส่วนใหญ่ก็มักจะหนีพวกการบาดเจ็บ ข้อต่อ
เอ็น กล้ามเนื้อ เหล่านี้ไม่พ้น เพราะใช้งานเค้าเป็น
ประจำ หนักๆ ซ้ำๆ ซึ่งหากบาดเจ็บแล้ว ทางที่ดีควร
รักษาให้หายก่อนไม่ควรฝืน อันนี้บอกจากใจจริงๆเลย
ครับแต่ช่วงนั้น ผมฝืน...
.ที่ฝืนนั้น ก็เพราะว่า อยากจะให้ตัวเองนั้น พัฒนา
เร็วๆอยากถึงเป้าหมายไวขึ้น แต่หารู้ไม่ว่า มันมีแต่จะทำ
ให้แย่ลงไปเรื่อยๆ ในะระยะยาว หลายท่านที่วิ่งมานาน
นั้นคงทราบดี น่าสมน้ำหน้ามัน
.แต่อีกใจนึงก็แอบคิดนะครับ ว่าพักนิดนึง สักสอง
สามวันก็คงจะหาย แต่ก็นั่นอีกแหละครับ คนเรามักจะเข้า
ข้างตัวเองเสมอ ความจริงมักจะไม่ใช่อย่างที่คิด สักนิด
.พอถึงวันที่ต้องวิ่งจริง ๑ มีนาคม อากาศกำลังดี
ผู้คนบางตา อาจจะเพราะกลัวเชื้อไวรัส โควิด ๑๙....
.จุดสตาร์ทเริ่มที่บริเวณหน้าด่าน อุทยานแห่งชาติเขา
ใหญ่ ๐๔.๔๕ น. ในใจคิดว่าออกช้าไปหน่อย เพราะเกรง
ว่าช่วงหลังๆแดดจะแผดเผาเอาตอนใกล้ๆจะจบ
.เราสองคนอยู่ท้ายๆขบวน เนื่องจากผมมายืนรอเพื่อน
ที่มาจากสระบุรี ซึ่งกว่าจะขับมาถึงที่งานนี้ก็ต้องเสียเวลากัน
ไปบ้าง แต่ก็มาทันเวลาเกือบๆจะปล่อยตัวแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น
เอง
.เสียงสัญญาณปล่อยตัวดังผ่านลำโพงบริเวณหน้างาน
เราสองคนเริ่มต้นไปที่เพซ ๖.๓๐ เคาะจังหวะไปเรื่อยๆ
มีต่ำกว่า ๖ บ้างเป็นครั้งคราว ก่อนหน้านั้นมันก็ถามผมว่า
งานนี้มีเนินเยอะไหม ผมก็ตอบไปว่า ไม่เท่าไหร่ ผมไม่ได้
โกหก แต่รู้สึกแบบนั้นจริงๆ
.ราวๆ กม.๖ ก็มีเนินชันนิดๆ เนินแรกมาทดสอบ
ความฟิต แต่ก็ยังทำอะไรเราไม่ได้ เพราะที่วิ่งอยู่ข้างหน้า
เรานั้นเป็นผู้หญิงคู่หนึ่ง เราจะไปยอมแพ้ผู้หญิงแล้วเดินขึ้น
เนินได้อย่างไรกันเล่า
.กม.๑๐ เราก็ได้เห็นผู้นำวิ่งสวนมา พร้อมกับรถนำ
ขบวนผมก็เลยแซวเพื่อนว่า วิ่งเร็วแล้วมันคงจะเหงาน่าดู
เนาะว่ิงมาคนเดียว กับรถนำขบวนที่เปิดไซเรน แวบๆ
แยงตาตลอด
.หลังจากนั้น ก็ได้พบกับเนิน จริงๆ แต่ก็ยังไม่
สามารถฉุดรั้งเราให้หยุดวิ่งได้ ๖.๒๘ ขึ้นเนิน ถือได้ว่า
ไม่เลวจริงๆครับ
.พอลงเนินได้แล้ว ก็พากันไป เพซ ๕ ปลายๆจนถึงที่
กลับตัว กม.๑๓ แวะพักจิบน้ำทุกจุดที่มีให้ จิบแล้วเดินขึ้น
เนินบ้างกินแตงโมบ้าง พากันไปเรื่อยๆ จนเห็นโค้งสุดท้าย
ก่อนเข้าเส้นชัยอยู่รำไร ซึ่งหลังจากพ้นโค้งไป ก็พากันออก
ลูกฮึดเพิ่มความเร็ววิ่งเข้าเส้น...
.หมดภาระไปอีกหนึ่ง เฉลี่ย ๖.๐๙ น.ต่อ กิโลเมตร
เวลาดี....
หลังจากจบงานฮาฟที่เล่าไปแล้วนั้น ผมก็มานั่งคิด
(เอาเอง)ว่าจะลองไปพิชิตชัยที่ฝันไว้ เมื่อไหร่ดี? ซึ่งเอา
ตรงๆแล้ว ผมเองก็มีวันให้เลือกอยู่แค่สองวันเท่านั้นแหละ
ครับ คือ วันที่ ๑ และวันที่ ๑๖ ของทุกๆเดือน เหตุก็
เพราะว่ามันเป็นวันหยุดของผมเท่านั้นเอง (ครับ ผมมีวัน
หยุดเดือนละ๒ วัน)
หากปักหมุดหมายไปวันที่ ๑ เมษายน ก็เกรงว่า
ภรรยาที่ท้องแก่จะให้กำเนิดบุตรีคนที่สองออกมาซะก่อน
จึงเหลือตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียว คือ ๑๖ มีนาคม หลังจาก
ปักวันไว้แล้วก็แย้มบอกเพื่อนคนเดิมสักหน่อย ซึ่งมันก็บอกว่า
จะไปวิ่งด้วย
หลังกจากนั้นผมก็ซ้อมต่อไป พร้อมๆกับอาการบาดเจ็บ
ที่ยังไม่ห่างหายไปไหน ส่วนใหญ่แล้วจะซ้อมไม่ได้ตามเป้า
หมายที่ตารางซ้อมกำหนดไว้ เหนื่อย เจ็บ ไม่ไหว ปะปน
กันไป
มีอยู่วันหนึ่ง ผมลองเปลี่ยนสถานที่ฝึกซ้อม แน่นอน
ครับว่าชีวิตไม่ควรซ้ำซากจำเจจนเกินไป จึงทำให้ผมหัน
หัวรถไปยังสถานที่ใหม่
ณ.ที่แห่งใหม่นี้ เป็นสนามฟุตบอล และมีถนนลาดยาง
ล้อมรอบ ฝั่งด้านตะวันออกเป็นเนิน สูงกว่าสนามฟุตบอล
ราวๆสองเมตร ส่วนฝั่งตะวันตกจะต่ำกว่าราวๆครึ่งเมตร
ซึ่งถือว่าไม่ชันมาก หากเทียบกับที่ๆซ้อมประจำ
ที่ใหม่แห่งนี้ มีผู้คนเข้ามาใช้บริการมากมาย และยัง
เปิดให้ประชาชนขับรถเข้า ออก ได้โดยสะดวก ทำให้
ต้องระแวงระวังยวดยานพาหนะไปด้วยระหว่างวิ่ง ซึ่งผม
ไม่ชอบตรงนี้นี่แหละ
ว่ิงไป วิ่งมา ก็คิดได้ว่ากลับไปตายรังจะดีกว่ากระ
มังเงียบดี ที่ใหม่ไม่เข้าท่า ก็กลับมาที่เดิม
เช้าตรู่วันที่ ๑๕ มีนาคม ยังไม่ทันจะลุกจากที่นอน
ก็ได้ยินเสียงฝนเริ่มโปรยปราย และไม่นาน ท้องฟ้าก็ชอุ่ม
ไปด้วยน้ำฝน ตกลงมาแทบทั้งวัน ส่งผลให้ออกไปปฎิบัติหน้า
ที่การงานมิได้ ไม่ใช่เพราะขี้เกียจไปนะครับ ไม่มีผู้ช่วย
งานมาทำงานครับ
ประจวบกับพรุ่งนี้ ๑๖ มีนาคม เป็นวันหยุด เลยถือ
โอกาสไปสระบุรีตั้งแต่มือกลางวันเลยดีกว่า
ตกเย็น จัดการเรื่องอาหารการกินของลูกน้อยและ
ภรรยาเรียบร้อยแล้ว ผมก็ออกไปพบปะสังคมสักหน่อย
แต่สังคมที่ว่านี้มักจะมีเครื่องดื่มเป็นสื่อกลางมาตลอด ผม
จึงได้จัดหาของส่วนตัวไปเอง ไม่มีแอลกอฮอล์
ตอนแรกก็คิดว่าเตรียมไปสักนิดหน่อย สามกระป๋อง
น่าจะพอ แต่พอคุยไปคุยมาก็ยาวไปถึงห้าทุ่มกว่า และ
หมดไปห้ากระป๋อง เหลือเวลานอนไม่ถึง ๖ ชั่วโมง
ระหว่างนั้น ผมพิมพ์ข้อความไปถามเพื่อนที่นัดกันไว้
ว่า "พร้อมไหม?"
"ไม่พร้อม" สั้นๆ และไม่ต้องรอกู ฮึๆๆ
นาฬิกาข้อมือส่งเสียงเอะอะตามเวลาที่ตั้งไว้
๐๔.๐๐ น. ผมลุกออกจากเตียงโดยทันที ไม่มีอิดออด
เหมือนทุกๆวัน ที่จะคอยหาแต่ข้ออ้างนอนต่ออีกนิด
เสื้อผ้าที่ถูกเตรียมไว้ก่อนนอน วางไว้ข้างๆเตียง
พร้อมกระเป๋าเป้ใส่อุปกรณ์จำเป็น ล้างหน้า แปรงฟัน
น้ำไม่ต้องอาบ
เปลี่ยนชุด และ เดินทางได้
สนามกีฬากลาง จังหวัดสระบุรี มีสนามฟุตบอลอยู่
ตรงกลาง คอร์ดเทนนิสทางทิศเหนือคู่กันกับสนามบอลเล็ก
ทิศตะวันตกมีโรงยิม สนามฟุตซอลในร่ม สนามบาสเก็ต
บอล ๒ สนาม สระว่ายน้ำ ๕๐ เมตรถูกบังแดดยามเย็น
ด้วยอัศจรรย์คนดู หักมุมมาทิศใต้เป็นที่ทำการองค์การบริ
หารส่วนจังหวัด ยิมคอร์ทแบดมินตัน ห้องเวทเทรนนิ่งอีก
สองห้อง เครื่องเล่นต่างๆชิดท้ายสนามฟุตบอลทิศใต้กับ
ลานแอโรบิค ริมรั้วตะวันออก เป็นที่เล่นสเก็ตบอร์ด ที่
ผมชื่นชอบ และผมก็ใช้ชีวิตอยู่บนกระดานนั้นมาหลายปีที
เดียว
นับดูแล้ว สนามกีฬาแห่งนี้มีพื้นที่เยอะแยะ แต่สภาพก็
เป็นไปตามกาลเวลาที่ไม่ค่อยมีคนดูแลแหละครับ ยิ่งห้อง
น้ำที่เป็นส่วนสำคัญแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงจะดีกว่าครับ
เส้นทางที่จะใช้วิ่งของผมวันนี้ เป็นถนนลาดยางล้อม
รอบสนามฟุตบอลใหญ่ กับ เหล่าอาคารและสนามทั้งหลาย
ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่ง ๑ รอบนั้น มีระยะทางประมาณ
๘๕๐ เมตร ความชันใกล้เคียงศูนย์
อากาศไม่ร้อน ไม่หนาว ราว ๒๕ องศา มีหมอกหนา
มาก เนื่องจากก่อนหน้าฝนตกอย่างหนัก ถือว่าบรรยากาศดี
มากๆ
ผมถึงที่สนามกีฬาเกือบตีสี่ครึ่ง นัดเพื่อนไว้ประมาณนี้
พอถึงแล้วก็จัดการแต่งกาย ใส่ถุงเท้าแบบสวมนิ้ว เพราะ
เคยวิ่งนานๆแล้วนิ้วเท้าเสียดสีกันเองจนพอง และกำลังจะ
สวมอีกคู่ทับให้ถึงข้อ ยังไม่ทันเสร็จ เพื่อนที่นัดกันไว้ก็
ปรากฏกายพร้อมกับจักรยานยนต์คู่ใจ
ยืด เหยียด แบบลวกๆกันแปปนึง จึงได้พากันวอร์ม
อัพด้วยการเดินรอบสนาม ๑ รอบ
๐๔.๔๖ น. เริ่มวิ่ง
ณ เวลวนั้นเรามีเพื่อนร่วมสนามกันอีก ๒ ราย ซึ่ง
เป็นคู่ชายหญิงสูงวัย ปั่นจักรยานสวนทางกับเรา มีเพียง
แค่นั้น
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นคนละจังหวะ ต่างคนต่างมีรอบ
ขาของตัวเองที่ได้ซ้อมมา แต่ความเร็วเท่ากัน ๕.๓๐ คือ
ฟาสท์สปีดอะเลิทที่นาฬิกาข้อมือคอยเตือนอยู่เป็นระยะ
ไม่ให้วิ่งเร็วจนเกินไป
สิบห้านาทีแรกผ่านไปอย่างสบายๆ ไม่มีอะไรให้ต้อง
กังวล แต่พอกิโลที่สี่ผ่านพ้น ก็มีเสียงดังมาจากข้างๆว่า
"มึงไปก่อนเลย" พอได้ฟังใจนึงก็คิดจะลากมันไปอีกสักโล
ให้ครบสักห้าโลก่อน แต่คิดอีกทีก็วิ่งต่อไปดีกว่า รึว่าพูดไม่
ออกเอง ไม่แน่ใจเหมือนกัน
ผมแวะพักจิบน้ำครั้งแรกตอนเกือบห้ากิโล จิบเพื่อ
เติมน้ำที่สูญเสียไป เหงื่อเริ่มซึมออกมาพอประมาณแล้ว
ไม่แน่ใจว่าเพราะไอน้ำในอากาศเยอะด้วยหรือเปล่า
จึงทำให้เสื้อเริ่มชื้นแฉะได้ขนาดนี้ แต่ก็ยังไม่เป็นปัญหา
ครับ แค่เหงื่อเข้าตาแล้วแสบๆเท่านั้น
๑๑ กม. พ้นผ่าน กับเวลา ๑ ชม.เล็กน้อย เริ่มมี
อาการแปลกปลอมเข้ามาทางความรู้สึกของกล้ามเนื้อ
บริเวณอกซ้าย เหนือหัวใจขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งก่อนจะเกิด
อาการแปลกๆที่ว่านี้ ก็มีความรู้สึกเจ็บ ที่เป็นปกติมาก่อน
แล้ว ซึ่งอาการเหล่านั้น ผมชาชินกับมันเสียแล้ว คิดเสีย
ว่ามันมาให้รู้สึกท้อสักแปปนึง แล้วมันก็จะจากไป แต่ผม
หวั่นใจกับอาการแปลกๆที่หน้าอกที่เคยเจอมาก่อน ทำให้
รู้สึกกลัวขึ้นมาจึงหยุดพักที่ราวๆ กม.๑๒
พูดถึงเรื่องบาดเจ็บ หรือ อาการเจ็บปวดต่างๆเป็น
สิ่งที่นักกีฬา หือ แม้แต่นักออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมักจะ
พบเจออยู่บ่อยๆ ซ่ึงสาเหตุของอาการเหล่านี้ อาจจะเกิด
มาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารที่ผิดรูปแบบ
การใช้งานหนักเกิน แม้กระทั่งการยืดเหยียดไม่เพียงพอ
ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนส่งผลต่อร่างกายเราทั้งสิ้น
ที่ร้ายแรงสำหรับตัวผมเองนั้น ก็คงจะเป็นอาการบาดเจ็บ
เรื้อรัง สะสม ที่ไม่ว่าจะพัก ทานยา หรือ ฝังเข็ม ก็ยังไ
ม่หาย(ทันใจ)สักที
ซึ่งตอนที่เขียนอยู่นี้ ผมเพิ่งผ่านการฝังเข็มและกระตุ้น
ด้วยไฟฟ้ามาหมาดๆ แต่ก็ยังเจ็บอยู่เลยครับ
กลับมาที่สนามกีฬาสระบุรีต่อครับ หลังจากหยุดพักด้วย
ความกลัวว่าจะล้มตายไป อีกใจก็เสียดายที่ผ่านมากว่าครึ่ง
ทางแล้ว บรรยากาศก็ดี ยังไงขอลองวิ่งต่ออีกสักรอบนะ
ร่างกาย
หลังจากถอดเสื้อออกมาบิดเอาเหงื่อที่ชุ่มไปทั้งตัวออก
แล้ว ผมกลับไปลงถนนที่ความเร็วเท่าเดิม รอบขาเดิมๆ
๑๗๐-๑๘๐ ประคองไปเรื่อยๆ พร้อมฟังเสียงของร่ายกาย
อยู่เป็นระยะ ใจนึงก็กลัว ใจนึงก็ฮึด อีกใจก็ท้อ อีกใจก็คิด
ว่าผ่านอารมณ์แบบนี้มากี่รอบแล้ว ก็แค่ว่ิงต่อไปเรื่อยๆ
ประเดี๋ยวก็จบแล้ว อีกนิดเดียว...
โค้งหักศอกสุดท้ายจะครบรอบรออยู่ข้างหน้าไม่เกินสอง
ร้อยเมตร แต่ร่างกายรู้สึกราวกับสองโล มันไกลกว่าเดิม
เมื่อไหร่จะสิ้นสุดการทรมานตัวเองครั้งนี้เสียที แรงหนึ่งฮึดสู้
บอกให้จิตใจตัวเองเข้มแข็งเข้าไว้ มิเช่นนั้นแล้ว ความฝัน
ที่หมายมั่นเอาไว้ก็จะไม่มีวันเป็นจริงเข้าสักวัน
โค้งนั้นพ้นผ่านไปแล้ว ผมว่ิงครบอีกรอบแล้ว และบอก
ตัวเองว่า "พอ" วันนี้ขอยอมแพ้
แต่วันข้างหน้ายังมี ปลอบตัวเอง ได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว
ไว้เจอกันรอบหน้า เจ้าความท้าทาย.
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
สุดจริง พี่ผม
ตอบลบ