วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

ล่วงถลำ

 

    หากสิ่งที่ผิดแปลกออกไปจากสิ่งเดิมๆ

คล้ายกับว่ากระเช้าชิงช้าสวรรค์ที่หมุนวน

กันมานับรอบไม่ไหวแล้วอยู่มาวันหนึ่งเกิด

ดื้อดึงหลุดออกจากวงโคจรนั้นไปเสียดื้อๆ


    ไม่ใช่แค่เสียหายธรรมดา แต่อาจถึง

ขั้นที่ว่าหลุดออกไปแล้วก็ไม่รู่ว่าจะนำกลับ

มาติดตั้งที่เดิมได้อย่างไร


    "ผมหลุดวงจรออกไปไกลทีเดียวครับ"

คำพูดที่สามารถหลุดออกมาได้จากความผิด

พลาดที่มหันครั้งนั้น


    เป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วว่าไม่อยาก

มีใครก้าวพลาดไปบนเส้นชีวิตที่แสนอันตราย

เฉกเช่นทุกวันนี้ หากจะมีและพอจะรู้ตัวก็

คงเป็นคนที่สามารถชั่งความเสี่ยง ตวงวัด

มาแล้วอย่างดี ว่ามันจะคุ้มไหม

แต่เท่าที่ทราบมา ไม่มีใครรู้หรอกครับ

ว่ามันจะเกิดผลอะไรยังไงตามหลังมา


    เราเพียงแต่ได้สังเกตุเรื่องราวที่

ดำเนินไปตามวงจรของมัน เกิดขึ้น ดำเนิน

โกลาหล คลี่คลาย แล้วก็กลับมาเริ่มใหม่


    หลายคนล่วงไปแล้วกู่ไม่กลับ บางคน

คาบเกี่ยวพัวพันระหว่างเส้นแบ่งบางๆที่จะ

หลุดออก หรือ กลับเข้ามาดั่งวงโคจรของ

แรงโน้มถ่วงอะไรสักอย่าง

วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2566

โอสถลวงจิต

 เมื่อความคิดและจิตใจถูกทำให้แปรเปลี่ยนไปโดยสารบางชนิด


ในห้วงความคิดขณะที่สภาพร่างกายปฎิเสธต่ออาหารในกระเพาะจนถูกขับออกมา มันถูกปรับเปลี่ยนให้แตกต่างไปจากเดิมมากมาย

หากไม่เคยประสบพบเจอก็ไม่มีวันรู้ คำๆนี้ยังคงเป็นจริง

จริง ตามสภาวะรับรู้ตามสถานการณ์

ณ เวลานั้นผมจึงลองกำหนดว่าตนเองต้องไม่ปล่อยให้ความง่วงเข้าครอบงำจนหลับใหล และ เพ่งไปที่ลมหายใจ รับรู้ถึงความคิดที่เกิดขึ้น ดับไป ตลอดเวลา

ร่างกายนิ่งไร้การเคลื่อนไหวดั่งหลับใหลในท่านั่ง เพียงเท่านั้น แล้วปล่อยให้เวลาไหลผ่านไป เท่าที่อยากให้มันเป็น

ผมไม่รู้ว่าสมาธินั้นเกิดขึ้นหรือไม่ รู้เพียงว่ามันสุขสบายกว่าลืมตามารับรู้เรื่องราวมากมายบนโลกมนุษย์

วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2566

เด็กดื้อ

 

ด้วยความเคารพครับ ผมอาจจะดื้อไปบ้างตามแบบฉบับมนุษย์สามัญทั่วไป แต่ก็ยังไม่ถึงขั้น ไม่รู้จักความดี ทำผิดกฎหมายไปซะหมด แค่ขับรถเร็วเกินกำหนด หลีกเลี่ยงภาษีไปบางรายการ แต่ก็ยังไม่เคยแอบไปซื้อบริการทางเพศให้หายกำหนัด

จะว่าไปแล้วตั้งแต่เด็กๆ ผมเองนั้นก็ดื้อซนไปตามวัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ขี่จักรยาน วิ่งเล่นตากแดด แกล้งหาจับสัตว์ต่างๆโดยคิดว่าจะดูแลทนุทะนอมมัน ฯลฯ พอโตขึ้นหน่อยก็มีกลุ่มก้อนพวกเด็กดื้อ ระเหเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆที่ไม่เคยไปทั้งยามเช้าสายบ่ายค่ำ แม้กระทั้งดึกดื่น ทำอะไรที่อยากรู้อยากเห็นเป็นประจำ ทั้งที่มันไม่จำเป็นต้องอยากรู้อะไรขนาดนั้นก็ได้

ความดื้อนั้นติดตัวมาเรื่อยดั่งเงาที่ไม่เคยพรากจากแสงไปที่ไหน มันยังคงฝังลึกอยู่ในความคิดและอาจจะออกมาโลดเล่นในการกระทำไปบ้าง ตามแบบฉบับของคนดื้อเงียบ บางครั้งมันก็นำความฉิบหายมาสู่ และบางครั้งมันก็เปิดโลกกว้างใหญ่ให้เราได้เรียนรู้ได้มากกว่าการกระทำอื่นๆ

หากลองถามตัวเองว่าหากมันดื้อแล้วก่อเรื่องราววุ่่นวายมากมายแล้วยังจะดื้อไปทำไม ก็คงต้องบอกว่ามันมีหลายแง่มุม ไอ้เรื่องดื้อแล้วดีมันก็มี ไม่ใช่ว่ามันจะเลวร้ายไปซะหมดทุกเรื่อง

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ความกังวล

 

เปล่าครับ ผมไม่ได้กังวลอะไรก่อนหน้าที่จะเขียนข้อความนี้

หากจะมีก็มีความกังวลเดียวนั่นคือ ผมจะเขียนอะไร(ซึ่งนั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว)

ความกังวล ความกลัว ยำ้คิดย้ำทำ คำเหล่านี้ให้ความหมายใกล้เคียงกันไปในทางลบ เรากังวลว่าจะทำงานที่ได้รับมอบหมายมาได้ไม่ดี เรากลัวว่าเสื้อผ้าทีี่ใส่ไปงานแต่งงานวันนี้จะดูดีหรือไม่ เราทำไป แล้วก็กลับมาคิดว่าทำใหม่อีกทีดีไหม

ความรู้สึกเหล่านี้ ผมคิดว่าเกิดขึ้นได้กับทุกๆคน เพราะมันเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาในสายใย ในอะตอม ในโมเลกุล ในดีเอ็นเอ

สิ่งที่ทำได้คือ เราจะทำอย่างไรกับความรู้สึกเหล่านี้ หากเรารู้ตัว

เรามีความคิดอย่างไรกับความรู้สึกเหล่านี้  ในตอนที่มันเกิดขึ้นกับตัวเอง

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ห้านาที

 

เมื่อครู่ก่อนเปิดคอมพ์ขึ้นมา ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนอะไรสักอย่างลงไป

แต่พอเปิดมาเจอปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ก็เกิดความสงสัยว่าคุณภาพของมันลดลงไปเท่าไหร่แล้วตามกาลเวลาที่ผ่านมากว่าแปดปี

สรุปว่าเปิดไป เปิดมา หาไม่เจอครับว่ามันต้องดูที่ไหน สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ เลิกหาแล้วกลับมานั่งคิดอีกครั้งว่า ผมจะเปิดคอมพ์มาทำอะไร ครู่หนึ่งก็นึกขึ้นได้ว่าจะบันทึกอะไรลงไปสักอย่างภายในเวลาห้านาที ก่อนที่นาฬิกาจะแสดงเวลา 06:00 แต่มันก็ไม่ใช่อย่างที่คิด เพราะว่าเวลาเหล่านั้นได้สูญหายไปกับแบตเตอรี่เสียแล้ว

วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2566

คนพิษ

 

เราเป็นมนุษย์ ทุบดินดีไหมครับคำๆนี้

เพราะว่าเราเป็นคน มีทั้งความหลากหลาย ไม่มีใครเหมือนกันโดยสิ้นเชิง เราแค่สามารถแบ่งคนแต่ละประเภทได้เป็นแบบกว้างๆเท่านั้น

หากมนุษย์เราเจอเรื่องแย่ๆแล้วมีมุมมองว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิตที่เราทุกคนต้องเจอ

หากมนุษย์เราเจอเรื่องแย่ๆแล้วมีมุมมองว่ามันเป็นบทเรียนให้เราได้พัฒนาตัวเอง

หากมนุษย์เราเจอเรื่องแย่ๆแล้วมีมุมมองว่ามันเป็นสิ่งที่ฟ้า โชคชะตากำหนดมา

หากมนุษย์เราเจอเรื่องแย่ๆแล้วมีมุมมองว่ามันเป็นเพราะคนอื่นๆทำให้เราเป็น

แต่หากเจอเรื่องราวดีๆของคนอื่นแล้วทำให้มันแย่ได้ เป็นคนที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่นในทางลบมากๆ ที่เรียกว่าหากมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นก็จะทำให้มันเป็นเรื่องแย่ๆไปได้ ผมของเรียกคนประเภทนี้ว่าคนพิษ ซึ่งล้อมาจากภาษาต่างชาติว่า Toxic people

น่าคิดนะคับ ว่าจะเก็บคนเหล่านี้ไว้ข้างกายหรือไม่

วันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2566

รอยสัก

 

ภาพลักษณ์ของรอยสักในบ้านเรามักจะถูกมองออกมาด้วยความรู้สึกไปทางเชิงลบ จนเมื่อไม่นานมานี้เอง รอยสักหรือศิลปะบนเรือนร่างของเราจะถูกมาว่ามันเป็นศิลปะจริงๆ 

หากจะว่าไปแล้วร่างกายของผมเองนั้นยังไม่มีการดำเนินงานศิลปะที่ถาวรลงไปที่ร่างกายเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ผมก็ไม่ได้มองว่าการสัก (ขอเรียกสั้นๆแบบนี้)เป็นเรื่องที่ผิดแปลกอะไร

เราไม่สามารถยืนยันได้ว่า คนมีรอยสักคือคนไม่ดี เป็นพวกนอกกรอบ ทำอะไรให้ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อน

ที่กล่าวมานี้ก็เพราะว่าผมกำลังจะไปสักหรือเปล่า ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะสักอะไรลงไปที่ร่างกายของตัวเอง คิดๆดูแล้วมันก็จะติดกับเราไปตลอดชีวิตเลยนะครับ ไม่ใช่ว่าจะลบออกได้ง่ายๆ

แล้วภาพ หรือ ตัวอักษร หรือ ศิลปะชนิดใดหล่ะ ที่ผมจะชอบมันไปตลอดชีวิต พอคิดเท่านี้ ลอยสักผมก็เป็นหมันไปโดยปริยาย ไม่ใช่ว่าไม่ชอบครับ แต่ไม่รู้จะเลือกอะไรจริงๆในเวลานี้

วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2566

แปดสิงหาคมหกสิบหก

 

ความผิดพลาดอย่างแรกเลยคือ วันนี้เป็นที่เก้าสิงหาคม

สมองมิได้ตระหนักรู้วันเวลาที่ถูกต้องมาซักระยะ

ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร

สันนิฐานได้ว่า....

หนึ่ง ทำงานแทบทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดเสาร์อาทิตย์

(ซึ่งหยุดงานกลับไปบ้านพ่อแม่เดือนละสองครั้ง กลางเดือนและสิ้นเดือน)

สอง สมองหลงลืมกับสิ่งที่ไม่ค่อยได้ใส่ใจ และ ไม่ค่อยได้ใช้

(หากเป็นสมัยที่ทำงานห้าวันจะรู้วันเวลาเป็นอย่างดี เพราะเดี๋ยวก็ถึงวันหยุด)


เอาล่ะ ผิดพลาดแล้วก็ปล่อยมันไป ผมไม่กลับไปพิมพ์แก้ไขหรอก

มันผ่านมาไกลเกินไปแล้ว เป็นซังค์คอสไปแล้ว


ทำไมวันนี้ถึงได้กลับมาพิมพ์อะไรอีก?

อาจจะเป็นคำถามที่รู้สึกแปลกเมื่อสังเกตุว่าบล็อคถูกปล่อยทิ้งเฉยไว้นานมาก


นั่นนะสิครับ ขออ้างว่าผมอาจจะไม่ใช่นักเขียนจริงๆจังสักเท่าไหร่

ทำอะไรก็เห่อเป็นพักๆไปตามกระแส หรือ ตามอารมณ์

เมื่อไหร่อยากทำทุกวันก็ทำได้

เมื่อไหร่อยากจะทิ้งก็ละมันไปซะเฉยๆ


ที่วันนี้ได้มาพิมพ์เหตุเพราะว่า ได้ตื่นเช้า(กว่าปกติเล็กน้อย)ราวตีห้าสิบนาที

ได้อ่านหนังสือ(ลมหายใจมหัศจรรย์)แล้วก็ดันมีความคิดว่าอยากเขียนอะไรบางอย่าง

ได้เหลือเห็นเวลา(แต่ไม่เห็นวันที่)แล้วคิดว่าพอเหลือที่จะบันทึกอะไรลงไปบ้าง

เท่านี้แหละครับ


บางครั้งคนทำก็ทำอะไรไม่ค่อยมีเหตุผลหรอก

อารมณ์ล้วนๆ

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2566

จ้าวอารมณ์

 

สิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวเรา

สิ่งที่เราได้กระทำลงไป

สิ่งทั้งหลายนั้น


อารมณ์มักจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

หากจะละทิ้งมันไปเสียราวกับตัดแคตท่อไอเสียทิ้งเพื่อเพิ่มความแรงของเครื่องยนต์

ก็คงเป็นไปมิได้

มันยังคงเข้าครอบงำบังคับจิตและร่างกายเราให้เป็นไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน


บางวันอารมณ์ดี เกิดเรื่องดีๆมากมาย เราอิ่มเอม เป็นสุข

บางวันเจอแต่เรื่องแย่ๆ ขุ่นมัว การด่าทอ สาปแช่งหลุดออกมากเพ่นพ่าน


สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราส่วนใหญ่มักมาจะมาจากมัน

จ้าวอารมณ์....

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566

ใจที่เปลี่ยนแปลง


    หลายคนที่พออายุมากขึ้นๆเรื่อย

ก็มักจะพบว่าตัวเองนั้นช่างไม่รู้อะไร

อีกตั้งเยอะแยะมากมาย

    เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน....

ยังคงเป็นคำที่จริงอยู่สำหรับผม

แม้ว่าตอนเด็กๆนั้น แทบจะกล้าพูด

ได้เลยว่าตัวเองนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยน

แปลงตัวตนหรืออัตตา หรือ ความคิด

อะไรไปมากกว่าที่เป็นตัวเรา

    แต่เวลาก็ทำให้ได้รู้ว่า...

ความคิดเช่นนั้นไม่ถูกต้องหรอก


     ไม่มีอะไรสามารถยืนยันได้ว่า

จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

    ดวงอาทิตย์สักวันหนึ่งก็ดับ...

    โลกสักวันหนึ่งก็เสื่อมสลาย...

    แล้วมนุษย์ปุถุชนเยี่ยงเราเล่า

สิ่งมีชีวิตที่มีอายุแค่ราวๆร้อยปี ทำไม

ถึงจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง


    พอสำนึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง

แสดงว่าใจเราก็เริ่มเปลี่ยนไป

    เปลี่ยนไปเป็นคนใหม่ ที่หลุดออก

จากความคิด ความเชื่อเดิมๆ

    เปลี่ยนไปเป็นหัวใจดวงใหม่

ที่กล้าหาญกว่าเดิม

    เปลี่ยนไปเป็นคนใหม่ ที่เข้าใจ

โลกมากกว่าเดิม


ผมเชื่อครับ....ทุกอย่างเปลี่ยนไปได้

แค่จะช้าหรือเร็วแค่นั้น