วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องของข้าพเจ้า 03

 


เท่าที่พอจำความได้
พ่อผมอพยพจากเชียงใหม่
ล่องลงมาหางานทำที่ เมืองหลวงฯ
กรุงเทพมหานคร

จนจับพลัดจับผลู ได้มาทำงานอยู่ที่
โรงงานผลิตปูนขาว ใกล้เมืองสระบุรี
จนกระทั่งได้ตกหลุมรักสาวที่นั่น
จนตกลงปลงใจสร้างครอบครัวกัน

แต่กว่าจะผ่านมาได้ก็
สร้างเรื่องราวให้ได้เอาไว้เล่าขาน
เป็นที่โปกฮาอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน

แรกเริ่ม พ่อกับแม่ก็ต้องอาศัยบ้านพัก
สวัสดิการ ที่ทางโรงงานนั้นจัดหาให้
เป็นบ้านไม้ที่ปลูกยื่นเข้าไปริมบ่อน้ำ

ช่วงนั้นผมยังจำความอะไรไม่ค่อยได้
มันเด็กเสียเหลือเกิน
มองเห็นแต่รูปถ่ายไม่กี่ใบในวัยขวบกว่า
เพียงเท่านั้น

หลังจากนั้น บ้านริมบ่อก็ถูกยุบไป
กี่หลังผมก็จำไม่ได้
ถูกจัดให้ย้ายมาอยู่ที่บ้านห้องแถวชั้นเดียว
หนึ่งห้องน้ำ ห้องห้องโถง
เรียงต่อกันไปราวสิบห้าห้อง
ฝั่งตรงข้ามห้องแุถว ก็ยังเป็นบ้านไม้
แบบแฝด สองชั้น สี่ห้าหลัง
คงอยู่แบบนั้น

ความทรงจำคนเรานี่ก็แปลกนะครับ
เอาแน่เอานอนกับมันไม่ได้จริงๆ
ซึ่งผมเลิกคิดถึงความจริงไปแล้วว่ามัน
เป็นอย่างไร

จะให้ไปรื้อค้นขึ้นมาว่า
ต้นไม้ที่อยู่หน้าบ้านผม
เป็นต้นหางนกยูงต้นใหญ่
หรือว่าเป็นอีกต้นที่อยู่ถัดไปอีกสอง
ถึงสามบ้านกันแน่

แต่ที่แน่ๆ ผมจำได้ว่า "มันมี"
และมีอยู่ปีหนึ่งที่ผึ้งหลวงรังขนาดมหึมา
ก่อร่างอยู่บนนั้น

เรื่องของข้าพเจ้า 02

 


ระหว่างมือค่ำวันหนึ่ง
ท่ามกลางความอบอุ่นภายในบ้าน

หลังจากที่อาหารมื้อค่ำถูกเคี้ยวบด
กลืนลงไปในกระเพาะ คลุกเคล้ากับ
แอลกอฮอล์พอได้ที่ในระดับหนึ่งแล้ว

ความสรวลเสเฮฮาก็เริ่มออกรสชาต
ทำให้บทสนทนาระหว่างเราลื่นไหล
ราวกับน้ำบนใบบอนยังไงยังงั้น

เดิมทีนั้น....
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวมันจะเลยเถิด
ไปไกลจากจุดเริ่มต้นนั้นมาเพียงนี้

เจตนาแรกเริ่มนั้น ผมเพียงแค่ต้องการ
หยอกเอินเล่นไปตามประสาของคน
ที่อารมณ์ดีภายใต้ฤทธิ์
ความมึนเมาเพียงเล็กน้อย

"ปู่ของปู่ผม เป็นคนญี่ปุ่น"
ผมสันนิษฐานเล่นไปให้ใกล้เคียง
จากความเป็นจริงมากที่สุด
โดยเอาอาหารที่ชอบกิน
มาจุดประกายแต่งเสริมเติมไปกับ
ภูมิประเทศใกล้เคียง
ที่พอจะเป็นไปได้

เรื่องราวที่แต่งแต้ม
จึงออกไปทางนั้น
แต่หากจะให้นึกย้อนกลับไปจริงๆ
เพียงแค่ยุคของคุณปู่ผม
บอกตามตรงว่า
ผมเองก็จนปัญญา
ที่จะทราบรายละเอียด
แม้แต่เศษเล็กเศษน้อยก็ตาม

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องของช้าพเจ้า 01

 


ช่วงสิบปีให้หลังมานี้
ผมบอกตัวเองเสมอว่า เราเป็นมนุษย์
ที่มีความทรงจำแสนจะยอดแย่

หากเราอาศัยแต่ความจำเพียงอย่างเดียว
เรามักจะหลงลืมอะไรต่อมิอะไรไปอีกมาก

ฉนั้น การงานที่สำคัญต่างๆจึงถูกบันทึก
ลงไปในสมุด เพื่อป้องกันมิให้หลงลืม

นั่นเป็นวิธีแก้ไขปัญหาแบบหนึ่งเท่านั้น
คนอื่น อาจจะไม่เป็น หรือ ไม่ทำแบบ
ผมก็ได้

ยิ่งย้อนเวลากลับไปนานเท่าไหร่
ความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองก็ยิ่ง
เลอะเลือนมากไปเท่านั้น

ยิ่งหากให้นึกย้อนไปในวัยเด็กแล้ว
มันคล้ายฉากที่ผุดขึ้นมาแบบเลือนลาง
หาความจริงที่แน่นอนได้เพียงเศษเสี้ยว
เรื่องบางเรื่อ
อาจจะจริงสำหรับความทรงจำของเรา

แต่ลองหากนำไปเปรียบกับความจริง
ในความทรงจำของคืนอื่นๆแล้ว
อาจจะกลายเป็นคนละเรื่องไปเลยก็ได้

ด้วยเหตุนี้
เรื่องของข้าพเจ้าในส่วนนี้
จึงถือว่าเป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
จากความทรงจำ(ที่อาจจะเป็นเท็จ)
ของข้าพเจ้า....

1

 


เช้าวันแรกของปีผมแทบไม่อยากจะเชื่อ
ในสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไป

ชีวิตเราไม่มีอะไรที่พอดี
หรือ ดีพอให้เรามีความสุขอยู่กับมัน
ได้นานๆจริงหรือ

เหตุใดเราต้องดิ้นรนไขว๋คว้า
ในสิ่งที่เรายังต้องการ

ยิ่งได้มามากเท่าไหร่
ก็เหมือนกับว่าสิ่งที่ได้มานั้น
มันยังไม่มีค่าเพียงพอสำหรับ
จิตใจที่ยังคงต้องการเพิ่มขึ้นอีก

มากกว่าเดิมอีก
ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก
ขยายพื้นที่ทำมาหากินออกไปอีก

ทุกๆสิ่งอย่างมีแต่เพิ่มขึ้นๆ
จนกระทั่งเกิดคำถามในใจว่า
นี่นะหรือ คือสิ่งที่เราจะทำต่อไปอีก
จนชั่วชีวิตเรา
และจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกแสนนาน
ไม่ว่าจะเป็นหลานของลูก
หรือ หลานของหลาน
ก็ยังคงต้องสืบสันดาน
มีความต้องการไม่สิ้นสุดแบบนี้ต่อไป

จะมีอีกสักคนไหม
ที่กล้าจะเดินออกไปแล้วไม่หันหลัง
กลับเข้ามาเกี่ยวของกับวัฎจักร
เหล่านี้อีก

เหมือนกับพี่ชายของผมคนนั้น

หรือผมเองนั่นแหละ
ที่ต้องคิดเอาเอง
ว่าจะทำอะไรต่อไป....

2

 


ภาพตรงหน้าละลานตา
กว่าทุกปีที่ผ่านมาในชีวิต

อาจจะเป็นเพราะว่างานนี้
เราสร้างทุกอย่างให้เกิดขึ้น
จากสมองและน้ำมือ
ของพวกเราเอง....

จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่สมอง
จะลำเอียงมองว่ามันสวยงาม
เป็นอย่างมากกว่าทุกช่วงเวลา
ของชีวิตที่เคยผ่านมา

ในแผนแรก
เราอยากทำลายสถิติจาก
"จำนวนพลุ"
ที่ถูกส่งให้ลอยขึ้นไปสร้างแสงสี
บนท้องฟ้าไร้เมฆยามค่ำคืน

"ห้าแสนลูก ภายในหกนาทีหรอ"
กรรมการสูงสุดในห้อง เอ่ยถาม
แต่แล้ว ความคิดนี้ก็ถูกปัดตกไป
ด้วยเหตุผลที่ว่า
"คุณภาพกับปริมาณ"
เราจะเลือกอะไร

สุดท้าย
เราส่วนใหญ่ก็ยกมือให้กับ
"คุณภาพ" มากกว่า

มันคล้ายกับเป็นปณิธานของธุรกิจ
ของครอบครัวพวกเราไปแล้ว

เราจะไม่ทำอะไรแค่พอผ่าน
หรือทำให้ได้กำไรสูงสุด

แต่เราจะสร้างคุณค่า
สร้างความรู้สึกที่ดีขึ้นจนเรารู้สึกว่า
"คุ้มค่า" ที่จะจ่ายก่อน
แล้วจึงค่อยคิดราคาค่างวดออกมา
เป็นตัวเงิน

มันเป็นหลักคิดที่ถูกสอนกันมา
อย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นปู่ทวด

ผมคิดว่า สิ่งนี้แหละมั้ง
ที่ทำให้ธุรกิจที่พวกเราทำหลายๆอย่าง
อยู่รอดมาได้อย่างยาวนาน

"ด้วยความรัก และ ใส่ใจ"

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

3

 


จนกระทั่งผมและพี่ชายลืมตาออกมาดูโลก
ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับคำว่าพร้อมๆกัน

วันนั้น
อาจจะเป็นวันที่เบื้องบนเล็งเห็นว่า....

มนุษย์ทุกคนที่ทุ่มเทพยายาม
ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน
และตลอดไปไม่

ยังมีสิ่งเหนือธรรมชาติที่พวกเรานั้น
มองไม่เห็นและไม่อาจจะฝืนต้านทาน
อำนาจเหล่านั้นได้

มันคอยบอกให้เราเจียมตัวอยู่กับชะตากรรม
ที่สวรรค์เท่านั้น ขอเป็นผู้กำหนด
แม้เพียงสักเรื่องหนึ่งก็ยังดี

ชายที่เกิดมาพร้อมๆกับผมที่ผมเรียกว่า "พี่"
นี้แหละ คือ หลักฐานยืนยันต่อสิ่งลี้ลับ

พี่ชายผมไม่เหมือนใคร
ไม่เก่งไปซะทุกเรื่องเหมือนคนในต้นตระกูล
ไม่สนใจใยดีกับคนในครอบครัว
การงดค่าขนม งดเงินเดือน
ไม่ได้ช่วยให้เขานั้นอยากจะช่วยการงาน
ของที่บ้านมากไปกว่าที่ตัวเองเต็มใจที่จะทำ
แม้แต่น้อย

เขาแสดงอย่างชัดเจนตั้งแต่อายุราวๆห้าขวบ

สมัยที่ผมยังต้องอ้อนขอเงินพ่อแม่สำหรับ
ค่าขนมและของเล่น ก็ต้องไปทำอะไรสัก
อย่างที่พ่อแม่สั่งให้เสร็จเรียบร้อยก่อน
จึงจะได้สิ่งๆนั้นมา

ต่างกันกับพี่ผมมากๆ
ที่รู้ว่ามีข้อแลกเปลี่ยนแล้ว
เขาก็จะไม่สนใจข้อเสนอนั้น
บางทีก็ไปหาวิธีอื่นเพื่อที่จะได้มา
หรือบางทีก็เปลี่ยนใจ หันไปหาทำอะไร
ใหม่ๆไปเลย

ราวกับว่า เขาเกิดมาเพื่อไม่ได้แคร์
หรือสนใจกับอะไรมากขนาดนั้น

เงิน ซื้อเขาไม่ได้
บังคับ อะไรเขาไม่ได้

จนกระทั่งวันหนึ่งก่อนที่จะได้ฉลองวันเกิด
ร่วมกันกับผมในปีที่สิบห้า

เขาก็ได้หายสาปสูญไป.....

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569

4

 


ธุรกิจของครอบครัวเราถูกสร้างขึ้นมา
จากคุณปู่ทวด(พ่อของปู่)

ท่านเป็นคนจริงจังกับทุกอย่าง
ทำงานหนักตลอดอยู่ตลอดเวลา
อะไรที่สร้างรายได้ให้แก่ทวดได้
งานนั้นทวดไม่ยอมปล่อยให้ผ่าน
มือได้ง่ายๆเด็ดขาด

จนกระทั่งปู่เกิดมา
ปู่ก็ยังทำงานหนักเหมือนกับทวด
ซึ่งไม่รู้แล้วว่า จริงๆตระกูลเราต้อง
มีนิสัยทำงานหนักแบบนี้ติดมาจากไหน
หรือปู่เห็นทวดทำมาแบบนี้
ก็เลยต้องจำใจทำตามไปอย่างไม่มี
ความคิดที่จะโต้แย้งใดๆ

ครั้นแล้ว ถึงคราวที่พ่อเกิดมา
เวลานั้นครอบครัวเรามีลูกหลานของทวด
เกินกว่าสิบคนแล้ว
แต่ละคนถูกแบ่งสรรปันส่วนให้ออกไป
กำกับดูแลในส่วนนั้น ส่วนนี้
แต่รายได้ หรือ ผลกำไรทั้งหมด
ก็ยังเป็นทวดที่คอยกำหนดชี้
ว่าจะต้องเอาไปลงทุนที่ไหนเพิ่ม
เอาไปซื้อ ไปสะสมไว้ที่ไหน
หรือ เหลือเป็นเงินไว้สำรองใว้สำหรับ
กิจการใดบ้าง

ไม่มีคำว่า แจกลูกหลาน
ไม่มีวันหยุด
ไม่มีการพาครอบครัวไปเที่ยว....

5

 


    อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลาที่
ใครหลายๆคนได้สังสรรค์

นับเวลาถอยหลังสู่การเปลี่ยนผ่าน
เข้าไปยังปีปฎิทินต่อไป

เป็นเวลาเกือบเดือนที่พวกเรานั้น
เอาแต่ทำงานกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
แข่งขันกับเวลาที่กระชั้นเข้ามาทุกวี่วัน

นึกย้อนกลับไปแล้วยังรู้สึกเหนื่อย

การประชุมแผนงานต่างๆ
ที่จะต้องจัดโชว์

การตกแต่งสถานที่ทุกๆตารางนิ้ว
ให้สมบูรณ์แบบที่สุด

การสืบค้นประวัติและออกบัตรประจำตัว
สำหรับฝ่ายความปลอดภัย การ์ดส่วนตัว

ผู้มีชื่อเสียง ผู้มีอิทธิพลต่อวงการ
หลั่งไหลกันมาอย่างไม่เคยมีงานไหน
รวมตัวพวกเขาได้เช่นนี้มาก่อน

อาหารถูกจัดเตรียมให้เหมาะสมกับธีม
ของงานและแสดงออกถึงความร่ำรวย
ทางทรัพยากรอาหารของประเทศ

เครื่องดื่มชื่อดังจากทั่วทุกมุมโลกมี
ให้เลือกเฟ้นกันอย่างละลานตา

นักแสดง นักดนตรี พิธีกร
การจุดพลุเฉลิมฉลอง
ไปจนกระทั่งจบงาน
เก็บกวาด ทำความสะอาด
เพื่อเตรียมสถารที่ไว้สำหรับวันต่อไปอีก

ใช่ ทุกๆนาทีของสถานที่นี้มีค่ามหาศาล
มันสามารถทำเงินได้ให้พวกเราได้ทุกวินาที
หากเราไม่บริหารจัดการมันให้ดี
ทุกเวลาที่ผ่านไป
คือ การขาดทุน นั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

สวัสดีโลก

 


สวัสดีครับ...

ผมขึ้นย่อหน้ากล่าวทักทายกับคนที่ไม่รู้จัก
แบบนี้เสมอ..

ใช่ครับ อาจจะดูออกเป็นทางการ
แต่มันก็เป็นวิธีที่ดี และ เป็นพื้นฐานทาง
มารยาท

แรกอาจนอบน้อมจนดูน่ารำคาญ
แสแสร้ง หลอกลวง ไม่จริงใจ

แต่จะให้ทำยังไงได้หล่ะครับ
จะกูพูดเหี้ยๆวาจาสามหาวกับคนไม่รู้จัก
หรือเพิ่งจะรู้จักกันอย่างไม่สนิทใจ
ได้อย่างไร

ยังไงก็เถอะ(เพิ่ลว่า เอนี่เวย์)...
มันก็ยังดีกว่าทำตัวสถุนหยาบโลน
เหมือนกับที่ผมเองนั้นแสดงเองกับ
เพื่อนพี่น้องที่สนิทกันมานาน

นอกเรื่องไปซะไกลเลย...

เพียงแค่จะแวะมา
"สวัสดีปีใหม่" กับตัวเองครับ

นิ้วและสมองที่คุ้นเคยกับคีย์บอร์ดก็่ดัน
พากันลื่นไหลสร้างเรื่องราวไร้สาระ
ออกมาอีกจนได้

กว่าจะรู้ตัวอีกที
เรื่องเหล่านี้มันก็เกิดขึ้นแล้ว
หลังๆมานี้ความมีวินัยในตัวเองนั้น
แทบจะเหลือศูนย์
บางครั้งอาจจะเข้าขั้นติดลบ

ถือว่าเป็นนิสัยที่ไม่ดีเอามากๆครับ
อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างอีก
(บอกตัวเอง)

ปีใหม่ปฎิทินต้องเปลี่ยนใหม่
เพลงแรกของเย็นนี้ว่าไว้อย่างนั้น
อะไรที่ดีก็เก็บไว้เป็นความทรงจำ
อะไรที่ไม่ดีก็เก็บไว้เป็นบทเรียน

เรียนให้รู้ และ นำไปปฎิบัติให้ได้
แก้ไข ปรับปรุง ปรับตัว
ยิ่งยึดติดกับอดีต
ก็ยิ่งมองไม่เห็นทางที่จะพาเรา
ก้าวไปข้างหน้า

สุดท้ายนี้
ผมขอครับ
ขอให้สิ่งใดๆในภพภูมิ
ขอให้อะไรสักอย่างที่เชื่อ
เกิดดลใจให้มนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยอย่างเรา
พบหนทางที่จะพาชีวิตดำเนินไปยังหมุดหมาย
ที่เราคิดกันว่าดี
(แค่ไม่รบกวนผู้อื่นก็ดีมากแล้ว)

สวัสดีวันปีใหม่ครับ