วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เรื่องเล่า เรื่องเล็กๆ ตอนที่ ๑



    ความรู้สึกผมจับได้ว่า เครื่องปรับอา
กาศภายในรถยนต์ที่กำลังแล่นไปสู่ที่หมายใน
เช้านี้นั้น เกิดอาการไม่เย็นขึ้นมาเฉยๆ
ผมจึงได้สอบถามกับทางน้าเชิญซึ่งเป็นผู้ที่ใช้
งานรถคันนี้อยู่เป็นประจำถึงสาเหตุดังกล่าว
แต่ก็ไม่ได้รับคำชี้แจงให้กระจ่างแจ้งแต่
อย่างใด และทันใดนั้นเอง มาตรวัดชนิด
เข็มบนหน้าปัดที่คอยบอกระดับของอุณหภูมิ
เครื่องยนต์ก็ค่อยๆพุ่งทะยานไปสู่ขีดแดง นั่น
แปลว่าพวกเราต้องหาที่เหมาะๆหยุดรถ
และหาสาเหตุของความผิดปกติครั้งนี้อย่าง
ฉับพลัน

    ณ ใต้ต้นหูกระจงริมทางลำตะคอง
ฝากระโปรงรถก็ได้ถูกค้ำไว้กับแท่งเหล็ก
เก่าค่ำคร่าที่แสดงถึงอายุอานามของตัว
มันเอง และยังไม่ทันที่จะมองหาว่าอะไร
เป็นอะไร ผมก็มองเห็นควันพวยพุ่งออกมา
จากฝาถังพักน้ำสำรองของหม้อน้ำ
เครื่องยนต์ยังคงหมุนต่อไปด้วยรอบเดินเบา
ตามปกติ น้าเชิญ ซึ่งเป็นผู้ขับรถคันนี้มาก็
หยิบผ้ามาผืนหนึ่ง หากจะเรียกมันว่าผ้าขี้ริ้ว
ผมเองนั้นก็เกรงใจ เพราะมันไม่น่าจะใช่
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น น้าเชิญก็ใช้เจ้าผ้าผืนนั้นหมุน
ฝาถังพักน้ำสองรองออก

     ทันใดที่ฝานั้นเผยอออกจากเกลียว
ด้านบนได้ ไอน้ำก็แข่งกันออกมาจากทุกซอก
ทุกมุมที่มันจะพากันออกมาได้อย่างไม่รีรอ
แกกดฝาไว้จนแรงดันของไอน้ำนั้นเบา
ลง จึงได้เปิดฝาออกอย่างหว่ันใจเล็กน้อย

    เมื่อน้ำที่รถต้องการเกิดความร้อนและ
ระเหยกลายเป็นไอไปก็ต้องพลอยมาเดือด
ร้อนน้ำของคนทำงานที่ต้องเก็บไว้กินไปก่อน
แล้วค่อยไปหาน้ำบ่อหน้ากินทีหลัง เราเติม
น้ำไปราวๆสองลิตรเห็นจะได้ เข็มบนหน้า
ปัดจึงค่อยๆลดระดับความร้อนของเครื่อง
ยนต์ลงมาทีละนิดๆและรอจนมั่นใจว่าความ
ร้อนนั้นอยู่ในระดับปกติ จึงได้พากันเดินทาง
ต่อไป

    หลังจากที่ล้อหมุนขึ้นมาแตะถนนดำ
ได้ไม่นาน หนทางข้างหน้าก็เป็นเนินสูงพอ
ประมาณ น้าเชิญพยายามกดคันเร่งให้น้อยที่
สุดเพื่อไม่ให้ความเร็วรอบหมุนขึ้นไปสูง
แต่ก็ต้องรักษาระดับไว้ไม่ให้รถของเราช้า
ลง และนั่น ก็ยังทำให้เข็มเจ้ากรรมได้เริ่ม
เคลื่อนที่ขึ้นไปด้านบนอีกครั้ง เราต่างมอง
หน้ากันกับสิ่งที่เกิดขึ้นและได้ตกลงกันว่า
เมื่อขึ้นเนินคลองไผ่ได้แล้ว ก็จะหาที่จอดพัก
เพื่อสำรวจสาเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้อีกรอบ

    คราวนี้เราก็ได้เจ้าร่มเงาของต้นมะม่วง
ข้างทางใกล้ๆกับไปรษณีย์คลองไผ่เป็นที่ทำการ
เมื่อแง้มฝากระโปรงขึ้นมาก็ได้พบกับไอน้ำ
ร้อนๆเหมือนเคย และน้ำในถังพักน้ำสำรอง
ก็ยังคงเดือดราวกับหม้อต้มที่ถูกอังไฟไว้ ภาย
ในใจผมเริ่มคิดหาสาเหตุไปเรื่อยๆและพยา
ยามประเมินสถานการณ์ในภายภาคหน้าต่อไป

    ด้วยความที่ไม่อยากจะมาจมอยู่กันที่เป็น
เวลานานเกินไป เหตุเพราะว่าพวกเราต่าง
มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบอยู่อย่างเสียมิ
ได้ ประกอบกับไม่อยากจะไปขอความช่วย
เหลือจากใครโดยที่ยังไม่จำเป็น พวกเราจึง
ได้ดับเครื่องยนต์ แล้วรอให้ความร้อนลดลง
จนเข้าสู่ภาวะปกติก่อน ซึ่งครั้งนี้ถือว่าต้องใช้
เวลาพอสมควร กว่าที่ความร้อนจะลดลงมา
อย่างที่เราต้องการได้

    น้ำกินที่เตรียมใส่ถังขนาดยี่สิบลิตรมา
ร่อยหรอลงไปกว่าครึ่งถังแล้ว และน้ำส่วน
ตัวของผมก็ได้หมดขวดไปแล้ว ผมชักก้านวัด
ระดับน้ำมันเครื่องออกมาดูก็ปรากฏว่าคราบ
น้ำมันเครื่องที่เกาะอยู่ที่ก้านวัดนั้นสีดำเยี่ยง
หมึก แต่ก็ยังไม่มีสีขุ่นๆปนมา เพราะเคยมี
คนบอกผมไว้ว่า หากระบบน้ำรั่วเข้าไปใน
เครื่องได้แล้ว น้ำมันเครื่องจะออกขุ่นๆครับ
ซึ่งข้อนี้ ผมก็ยังหวั่นๆใจอยู่ เพราะขณะที่ดึง
ก้านวัดระดับออกมา ก็มีไอควันพุ่งออกมานิด
ๆที่รูของก้านวัดระดับด้วย



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น