ความคิดย่อมไร้ค่า หากขาดการลงมือทำ
วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562
วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2562
ไฟแรง (จบ)
ผมพาตัวเองเข้าไปนั่งในรถ พร้อมกับ
เปิดกระจกลงทั้งสองข้างเพื่อฟังเสียงพนัก
งานคนนั้นโบกบอกทางให้ถอยเข้าไปยังที่ที่
ต้องการ
เมื่อถึงระยะแล้วจึงได้หยุดรถเข้าเกียร์
จอด ดับเครื่องลงมาที่ด้านท้าย ซึ่งพนักงาน
ชายดังกล่าวได้ยืนรออยู่แล้ว
ผมสังเกตุเห็นเขากำลังมองหาเพื่อน
พนักงานที่จะมาช่วยยกแผ่นฝ้าขึ้นรถ ซึ่งแน่
นอนว่าแผ่นฝ้านั้นยกคนเดียวไม่ได้ ไม่ใช่
เพราะว่ามันหนักหรอกครับ แต่มันจะหักเอา
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผมก็บอกกับเขาไปว่า
"มา ผมช่วยเอง" ประการแรกที่ทำอย่าง
นั้นก็เพราะว่า ผมไม่อยากรอ ซึ่งการทำงาน
ที่เรานั้นบริหารงานเองนั้น หลายๆท่านก็
คงรู้ว่า เวลานั้นเป็นส่ิงที่สำคัญอันดับต้นๆใน
การทำงาน ประการต่อมาการช่วยเหลือ
เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเมื่อมีโอกาสเป็นสิ่งที่ผม
ฝึกฝนเพื่อให้เป็นไปโดยสัญชาตญาณ
ระหว่างช่วยกันยกของขึ้นรถ เขาก็
ได้เอ่ยปากออกมาว่า "ถ้ายกคนเดียวได้ผม
คงยกไปแล้ว" แถมยังพูดให้ผมฟังในสิ่งที่
ไม่ชอบเกี่ยวกับการที่เพื่อนพนักงานหลายๆ
ท่านเอาแต่เกี่ยงกันทำงานบ้าง คอยหลบ
เลี่ยงการทำงานหนักบ้าง
ผมได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกเข้าใจถึงอารมณ์
และความรู้สึกของเขาได้บ้าง เนื่องจากที่
ผ่านมาจากประสบการณ์ตรง และ จากเพื่อน
ฝูงที่ได้นั่งคุยกันก็เคยพบเจอเรื่องราวแบบ
นี้อยู่บ่อยๆ
ความมุ่งมั่นในการทำงานให้เป็นไปตาม
ความต้องการของตัวเองเพื่อความสำเร็จนั้น
เป็นสิ่งที่หลายๆคนต้องการ
เริ่มแรกเราลงมือด้วยไฟที่โหมกระหน่ำ
อยู่ภายใน เรี่ยวแรงกาย กำลังใจมีเติมมา
อยู่ตลอดอย่างเหลือเฟือ
แต่พอเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้เราได้รู้
ว่าหลายๆสิ่งในโลกนี้มักจะไม่เหมือนที่เรา
คิดไว้อยู่เสมอ ได้มองเห็นความเอารัดเอา
เปรียบได้มองเห็นคนที่ทำงานไปวันๆ ฯลฯ
ทำให้ไฟนั้นเริ่มอ่อนแรง เหตุเพราะยัง
มองไม่เห็นทีท่าว่าเหล็กนั้นจะแดงสักที ทำไป
ก็คล้ายกับว่าจะเปล่าประโยชน์
จากความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์การทำ
งานให้พัฒนา กลายเป็นถูกสังคมที่ตัวเอง
เกลียดหล่อหลอมให้เป็นส่วนหนึ่งกับมันเมื่อ
เวลาผ่าน
การที่เราจะเร่งไฟให้แรงเพื่อให้สิ่ง
ต่างๆเป็นไปตามต้องการคงจะเป็นไปไม่ได้
เมื่อมีหลายปัจจัยเข้ามามีส่วนร่วม เฉกเช่น
น้ำมันหากร้อนเกินไปไข่ก็จะไหม้ และหาก
ไฟในเตาเบาเกินไปต้มไข่นานเท่าไหร่ก็ยาก
จะสุก
แผ่นฝ้าแผ่นสุดท้ายกำลังย้ายขึ้นหลังรถ
เขาก็บอกผมอีกว่า หากเขาเรียน กศน.จบ
ได้วุฒิเขาก็จะไปแล้ว อยู่ที่นี่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
ตัวเขาเองนั้นมีประวัติ ไปทำอะไรกับเขาก็
ยาก
ผมมองเห็นความตั้งใจของเขาที่เอ่อล้น
ออกมาจากดวงตาคู่นั้น แล้วก็ขึ้นรถออกไป
เอาฝ้าสมาร์ทบอร์ดที่อยู่ในโกดังหลังร้านอีก
ที่หนึ่ง
หลังจากตรวจสอบสินค้าตามรายการที่สั่ง
ซื้อไปว่าครบถ้วนหรือไม่หลักจากขึ้นสมาร์ท
บอร์ดแล้ว ก็พบว่าขาดไปหนึ่งรายการ หรือนี่
อาจจะเป็นอีกความผิดพลาดหนึ่งของเขา
ผมเคลื่อนรถออกจากโกดัง หวังว่าจะ
ไปที่หน้าร้านอีกครั้งเพื่อทวงคลิปล็อค ซีไลน์
ที่ขาดไป ซึ่งก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนใหญ่
ก็พบชายคนนั้นยืนถือถุงรอผมอยู่ จึงได้จอด
รถรับของที่เขารู้ตัวว่าลืมหยิบให้ผม
พร้อมทั้งขอโทษขอโพยเหตุการณ์ดังกล่าว
ผมออกรถ เข้าสู่เส้นทาง พร้อมกับคิด
ถึงเรื่องราวต่างๆ ต่อไป....
วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562
ไฟแรง (ต่อ)
หลังๆมานี้ เมื่อผมเข้าไปซื้อปูนที่ร้านนี้
ชายคนนี้ก็จะเสนอตัวเข้ามายกของให้ผมอยู่
บ่อยๆ แบบไม่รังเกียจรังงอนตามแบบฉบับคน
ทั่วไปเขาทำกัน
ชายคนนี้อายุราวๆยี่สิบกว่า รูปร่างสูง
ดูแข็งแรง คะเนความสูงราวๆร้อยเจ็ดสิบ
กำยำอย่างนักกีฬา เพราะมองจากท่าทาง
การยกของหนักๆแล้วมีพลังเหลือเฟือ
หน้าตามีริ้วรอยบาดแผลเล็กน้อย เมื่อ
สังเกตุไปที่แววตาของเขา ก็พบกับความมุ่ง
มั่นและจริงใจได้ไม่ยาก
และนั่นเอง เริ่มทำให้ผมผ่อนคลาย
ความอัดอั้นตันใจลงบ้าง เมื่อต้องไปเอาปูน
ที่ร้านนี้
จนมาถึงวันก่อนครับ....
ผมเข้าไปซื้ออุปกรณ์งานฝ้า ก็จะมีของเล็กๆ
น้อยๆอย่างคลิปล็อค สกรูยิงฝ้า ผ้าฉาบ ยิป
ซั่ม แล้วที่ใหญ่ๆก็มีแค่แผ่นฝ้าขอบลาดกับ
สมาร์ทบอร์ดหกมิลแหละครับ
เช่นเคยครับ เมื่อเดินออกมาหน้าร้าน
เพื่อยื่นบิลให้พนักงานนำของขึ้นรถ ชายคน
เดิมที่กล่าวถึงก็เดินมาหาผมพร้อมกับนำบิลไป
ดูรายการว่ามีอะไรที่ต้องนำขึ้นรถบ้าง
เวลาผ่านไปสักพัก ผมนั่งรออยู่ที่กอง
แผ่นไม้แบบเคลือบฟิลม เห็นเขากำลังง่วน
อยู่กับการหาสินค้าที่ผมต้องการอยู่ที่โกดังฝั่ง
ตรงกันข้าม พร้อมกับถุงในมืออีกหนึ่งใบ
ไม่นานเขาก็เดินจ้ำอ้าวตรงมาที่ผม
พร้อมกับเอาของในถุงทั้งหมดใส่หลังรถให้
แล้วก็บอกผมว่า "ขยับรถถอยเข้า ช่องแรก
ที่มีแผ่นฝ้าหน่อยนะครับพี่"
ผมคุ้นชินกับการขยับรถไปหาของที่หนัก
กว่าอยู่แล้วครับ ซึ่งมันเป็นการลดภาระสำหรับ
พนักงานในการยกแต่ละครั้งครับ หากใครยก
ของหนักๆ บ่อยๆ จะทราบตรงนี้ดีว่า ขยับอีก
แค่เมตรเดียวก็ทำให้ประหยัดพลังงานไปมาก
ทีเดียวเชียวครับ
หมดหน้าบรรทัดสำหรับวันนี้อีกแล้วครับ
พบกันอีกครั้ง ตอนสุดท้ายพรุ่งนี้
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะครับ
สวัสดี
วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562
ไฟแรง
ณ ร้านอุปกรณ์ก่อสร้างแห่งหนึ่ง
ผมตรงดิ่งเข้าไปสั่งของด้วยการเปิดบิลเคร
ดิตอย่างปกติที่เคยทำมา
เสมียนหญิงอายุมากกว่าผมสักหน่อย
กล่าวเอ่ยทักทายพร้อมเอ่ยถามสินค้าและ
จำนวน พอได้คำตอบแล้วก็ตั้งหน้ามองจอ
พิมพ์คำสั่งสินค้า และ จำนวนที่ได้รับลงไป
ผมมาร้านนี้อยู่เป็นประจำ ซึ่งเรียก
ได้ว่าเป็นขาประจำเลยก็ว่าได้ เหตุผลหนึ่ง
เพราะว่าสินค้าราคาย่อมเยาว์กว่าร้านอื่นๆ
หน่อย และ อีกอย่างที่สำคัญ ทางร้านยอม
ให้เปิดบิลเครดิตได้ ซึ่งข้อหลังนี้สำคัญมากๆ
เชียว ยิ่งผู้ใดประกอบธุรกิจยิ่งทราบซึ้งข้อนี้
มีอีกเหตุผลที่ตะขิดตะขวงใจเล็กๆที่ผม
ไม่อยากมาร้านนี้ คือเวลาเข้ามาซื้อปูนใน
จำนวนมากๆแล้วต้องนำบิลไปให้คนงานที่
หน้าร้านยกของขึ้นให้ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ลำบาก
ใจอยู่สักหน่อย เพราะการยกของขึ้นให้ลูกค้า
นั้น เป็นบริการของทางร้านก็จริง แต่ก็ไม่ได้
มีการจัดคิว หรือ กำหนดหน้าที่ให้ใครดูแล
ส่วนไหนเป็นพิเศษ
ทำให้การเดินไปยื่นบิลก็ต้องมองหาคนที่
ว่างจากหน้าที่การงาน หรือ คนที่มองเห็นอยู่
ให้มารับบิลไปขึ้นของ ตามแต่ใครจะได้รับไป
และพนักงานส่วนใหญ่ที่เจนจัดต่อการทำ
งานแล้ว ก็มักจะรู้ว่า ผมจะเข้ามาซื้อของที่
ร้านอยู่เพียงไม่กี่อย่างหรอก ซึ่งของงานก่อ
สร้างส่วนใหญ่ ก็หนีไม่พ้น อิฐ หิน ปูน ทราย
เหล็ก
อิฐ หิน ทราย แน่นอนว่าต้องสั่งให้ที่
ร้านใส่รถบรรทุกไปลงที่หน้างาน ปูน ที่ต้อง
ใช้คราวละมากๆก็ส่ังแบบผสมเสร็จใส่รถมาเท
เหลือเพียงงานก่อ งานฉาบเล็กๆน้อยๆที่
ต้องนำมาผสมใช้เอง ซึ่งตรงนี้แหละ ที่ทำให้
ผมต้องวิ่งไปเอาที่ร้านอยู่บ่อยๆ
ซึ่งผมก็เข้าใจดีว่าปูนนั้นหนักมาก หนึ่งลูก
หนักสี่สิบ ห้าสิบโล ใครจะอยากยกใส่รถ ที่ละ
สิบ ยี่สิบลูก
เรียกได้ว่า เห็นผมขับรถเข้ามาก็มอง
หน้ากันแล้วเดาได้เลยว่า สิบ หรือ ยี่สิบ
แต่หลังๆนี้เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมีพนักงาน
ใหม่คนหนึ่งมายกให้ผมบ่อยๆ
วันนี้ยาวไปแล้ว
ขอพอแค่นี้ก่อน
โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562
ลงไปทำ
หลายครั้งหลายคราที่เราได้ยินมาว่าคนที่รู้แต่ภาคทฤษฎี
ไม่เคยได้ลงมือปฏิบัตินั้น ก็เท่ากับรู้ว่าเพียงครึ่งเดียว
อันนี้ผมขอยืนยันจริงๆเลยว่าใช่ครับ การไม่เคยลงมือ
ทำอะไรๆด้วยตัวเองเลย ได้แต่ยืนมองคนอื่นเขาทำแล้วคอย
เอาแต่สั่งการนั้น เป็นส่ิงที่ใช้ไม่ได้เอามากๆครับ
การได้ลงไปปฏิบัติ หรือ การเรียนรู้ในสนามจริงนั้น
อาจะให้ประสบการณ์ที่หลายหลายแง่มุมมากกว่า แต่กระนั้น
ผมก็ไม่ได้หมายความว่าการเรียนรู้ทางด้านทฤษฎีไม่สำคัญนะ
การเรียนรู้ทางด้านทฤษฎีนั้นสำคัญพอๆกับการลงมือทำ
นั่นแหละครับ ซ้ำยังช่วยให้เราไม่ต้องไปเรียนรู้ด้วยความผิด
พลาดต่างๆด้วยตัวเองอีกต่างหาก หรือหากเราเข้าใจทฤษฎี
อย่างแจ่มแจ้ง รู้ถึงวัตถุประสงค์ของหลักการแล้ว การนำไป
ประยุกต์ปฏิบัติอาจจะให้ผลที่ดีกว่าการปฏิบัติเดิมๆด้วย
ผมเฝ้าอ่านหนังสือมามากมายหลายเล่ม ฟังบรรยาย
ต่างๆเกี่ยวกับส่ิงที่ปราถนา ดูคลิปผ่านไปก็หลายรูปแบบ
แต่พอได้ลงไปฝึกฝน ก็ได้รับรู้ความจริงของส่ิงต่างๆที่อาจารย์
หลายๆท่านอยากจะสื่อ เพราะความจริงนั้น ยากกว่าที่คิดและ
อ่านมามากๆ
แต่จะยากที่สุดถ้าต้องลงมือทำไปแบบไม่มีความรู้อะไร
เลย ฉนั้น การจะทำอะไรแต่ละเรื่อง(ให้ดี)นั้น เราต้องมีทั้ง
ความรู้และการฝึกฝนลงมือทำ จึงจะครบถ้วนกระบวนความ
ถูกเป้าประสงค์ของเรื่องต่างๆ
และการที่เราผ่านมันมาแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะรู้เรื่อง
นั้นอย่างตลอด เสมอไป เพราะทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่
ตลอดเวลา
ปล.ออกไปดริลมา เพื่อพบว่า เป็นการฝึกกล้ามเนื้อฟาสทวิส
วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562
มาร์ช แมลโลว์
ผมคิดว่าหลายๆท่านคงเคยได้ยินเรื่อง มาร์ช แมลโลว์
เทส กันมาบ้างแล้ว สำหรับผู้ที่ไม่เคย ผมจะเล่าให้ฟังแบบ
สรุปง่ายๆดังนี้ครับ
การทดลองนี้ ได้ทดลองกับเด็กเล็กๆที่พอรู้เรื่องและวัด
ผลของการดำเนินชีวิตไปถึงตอนโต บางคนอาจจะตลอดชีวิต
เค้าทดลองแบบนี้ครับ เค้าให้ มาร์ช แมลโลว์ เด็ก
กลุ่มที่ทดลอง และบอกว่าจะกินมาร์ช แมลโลว์ เลยก็ได้ แต่
หากรออีกยี่สิบนาที จะได้มาร์ช แมลโลว์ เพิ่มอีกหนึ่งชิ้น
การทดลองก็จะมีแค่นี้ครับ แต่การวัดผลอยู่ที่เด็กสองกลุ่ม
คือ กลุ่มที่กินเลย กับ กลุ่มที่รอครับ
และผลการทดลองก็ออกมาว่า เด็กกลุ่มที่รอ เพื่อที่จะได้
มาร์ช แมลโลว์ อีกหนึ่งชิ้นนั้น ประสบความสำเร็จในชีวิตมาก
กว่า เด็กกลุ่มที่กินเลยครับ
ประเด็นของการศึกษานี้ก็ไปอยู่ที่การรอคอยของเด็ก
การยับยั้งชั่งใจ ความอดทนต่อส่ิงที่อยากได้ หรือกิเลส นั่นเอง
(ไม่ได้บอกว่าเด็กที่กินเลยไม่ประสบความสำเร็จนะครับ แต่
เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รอแล้ว มีความต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ)
ในชีวิตเรา ถึงแม้จะไม่มีใครเอามาร์ช แมลโลว์มาวาง
ให้ตรงหน้าแล้วบอกให้รอ แบบการทดลองดั่งกล่าว
แต่ผมเองคิดว่า มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกๆวัน หากเรา
พิจารณาดูดีๆก็จะพบว่า เราพบเรื่องแบบนี้แทบทุกวัน มีส่ิงที่เรา
อยากได้อยู่ตลอดเวลา เราอยากจะทำนู่นนี่ อยู่ทุกครั้งที่มี
โอกาส เราคิดถึงแต่มาร์ช แมลโลว์ ชิ้นนั้นที่จ้องมองอยู่
ทั้งๆที่เราอาจะเพิ่งกิน มาร์ช แมลโลว์ ชิ้นที่แล้วไป
เมื่อวันก่อนนี่เองก็ได้
ขอบคุณที่ติดตาม การเดินทางของชีวิตครับ
สวัสดีครับ
วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2562
บันทึกประจำวัน สิบแปด สิงหาคม สองห้าหกสอง
ขณะนี้เวลา ห้านาฬิกา สิบเอ็ดนาที
ผมนั่งพิมพ์บันทึกประจำวันนี้(ไม่ได้พิมพ์ทุกวันมานานแล้ว)
หลังจากอ่านหนังสือเรื่อง จากศูนย์ เป็น หนึ่ง ซึ่งเขียน
โดย ปีเตอร์ ธีล ผู้ก่อตั้งเพย์พาลไปประมาณหนึ่งชั่วโมง
(หากไม่นับเวลาที่แอบเล่นโซเชี่ยล กับ เขียนสิ่งที่ต้องทำ
ไปอีกสองสามหน)
ผมอ่านหนังสือเล่มนี้เกินครึ่งเล่มมาแล้วสักไม่กี่
สิบหน้า และนั่นเองที่ส่งผลต่อความคิดของผมมากพอที่จะ
คิดลงไปร่วมมือร่วมแรงกับเพื่อนผมคนหนึ่ง ที่กำลังก่อร่าง
สร้างบริษัทด้านไอทีขึ้นมา คนหนึ่งที่อยุธยา(ซึ่งตอนนี้มีป้าย
บริษัทแล้วด้วย)
แต่ผลของความนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ยังไม่เป็น
ที่รู้กันครับ เพราะเรายังไม่ได้คุยกันเลย สำหรับเรื่องนี้
(ผมเพียงแค่เสนอไปว่าต้องการผู้ร่วมงาน หรือ หุ้นส่วน
หรือไม่?)
ทั้งนี้ ผมอยากจะชี้แจงความตั้งใจของผมเองที่แท้จริง
เอาไว้ตรงนี้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนความจำว่าวันนี้ ในจุด
ที่อยากจะเริ่มต้น ผมอยากทำมันด้วยเหตุผลใด จุดมุ่งหมาย
ในการที่ผมอยากจะร่วมลงไปสร้างบริษัทนี้ คืออะไร
อันดับแรก โดยส่วนตัวแล้ว ผมยังมองว่าการมีบริษัท
ไอทีไว้บริการงานให้กับภาครัฐ(ผ่านการประมูลงาน)ยัง
สามารถมีงานให้เติบโตอีกมากมาย เนื่องจากภาครัฐบาล
ไทยเองก็กำลังเข้าสู่ช่วงปรับตัว นำเทคโนโลยีใหม่ๆ
เข้ามาช่วยในการทำงานอยู่ เพราะหากรัฐไม่ปรับตัวตาม
ให้ทันเทคโนโลยีของโลกปัจจุบันแล้ว ก็ยากที่จะทำให้สังคม
ของเราเจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างผาสุขได้
ประการต่อมา คนที่จะสร้างบริษัทขึ้นมานั้นเป็นเพื่อน
ของผมเอง และมีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับด้านไอที
(เพราะมันเรียนมาทางด้านนี้) ผนวกกับผมมองเห็นความ
ตั้งใจในการที่มันจะสร้างบริษัทขึ้นมา เพราะหากเป็นคน
อื่นๆที่ผ่านมา เช่นคนที่เสนอแต่ความคิด ว่าอยากจะทำ
นู่น นี่ นั่น แต่ไม่เคยลงมือทำอะไรเลย ผมก็ไม่อยากจะ
ลงไปเสี่ยงด้วยหรอกครับ
และประการสุดท้าย งานประเภทนี้ยังเป็นจุดอ่อนของ
งานปัจจุบันที่ผมทำอยู่มาก ซึ่งแน่นอนว่างานก่อสร้างสมัยใหม่
ต้องการเทคโนโลยีทางด้านไอทีมาเป็นพื้นฐาน ตั้งแต่การ
ก่อสร้างด้วยเช่นกัน เช่น การวางระบบพื้นฐานทางสายให้
สวยงามก็ต้องเริ่มตั้งแต่งานก่อสร้างยังไม่เสร็จ,เดินสายไป
พร้อมกับงานไฟฟ้า ฯ
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดหลักๆของผมที่จะบอกเล่า
ไว้ ณ ที่นี้ อันที่จริงอยากจะสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังด้านงาน
บริการด้านไอที แก่ภาครัฐด้วยซ้ำ อยากจะเป็นเบอร์หนึ่ง
ให้ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับทัศนะคติของผู้ร่วมงานที่เป็นหุ้น
ส่วนในอนาคตด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ
วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2562
Book Challenge The Final
สวัสดีครับ ผู้รักนักเขียน ยินดีต้อนรับเข้าสู่ชาเล้นจ์
สุดท้ายของรายการนี้แล้วนะครับ
ก่อนอื่นต้องขออธิบายหลายๆท่านก่อนนะครับ
เรื่องที่มาที่ไปของชาเล้นจ์นี้ กลัวหลายท่านอาจจะงง
เพราะเคยได้บอกกล่าวไว้แค่วันแรกเพียงวันเดียว
และอาจจะยังเล่าได้ไม่ละเอียดซะด้วย ซึ่งหลังจากนั้น
ก็ไม่เคยได้พูดถึงอีกเลย
ที่มาของชาเล้นจ์นี้ก็คือ ผมได้รับการท้าทายจาก
เพื่อนในเฟสบุ๊คส่วนตัว โดยการที่ผมถูกแท็กมา ครับ
กติกาเค้ามีแบบนี้ครับ
คือให้ผู้ที่ถูกแท็กเลือกที่จะรับหรือไม่รับก็ได้(อันนี้
คิดเอาเองนะครับ)ทำการโพสรูปหนังสือพร้อมกับแท็ก
เพื่อนๆหนึ่งคนในแต่ละวัน ให้ครบเจ็ดวัน ก็คือเราต้อง
แท็กเพื่อนเจ็ดคนกับเจ็ดวันการโพสชาเล้นจ์นี้ ให้คนที่ถูก
เราแท็กทำแบบเราต่อไปเรื่อยๆ
ซึ่งตัวผมเองก็เป็นคนคิดมาก ไม่อยากจะไปรบกวน
แท็กใครมาก(หากไม่สนิทจริงๆ)ก็เลยขออนุญาติ(ตัวเอง)
เอาชาเล้นจ์นี้มาเขียนในบล็อกแทน แล้วก็โพสไปตามปกติ
ให้ผู้ติดตามได้อ่านเล่นๆสนุกๆกันไป
ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดว่าจะเขียนมาได้ครบเจ็ดวันนี่
หรอกครับ แต่พออะไรที่เราเริ่มลงมือทำไปแล้ว และเกิด
ความต่อเนื่อง ก็มีแนวโน้มที่เราจะทำสิ่งนั้นให้เสร็จสิ้น
เป็นปกติอย่างที่ผมได้ฟังอาจารย์นพดลแกพูดอยู่บ่อยๆครับ
ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมเดินทางมาสู่วันที่เจ็ดจนได้ครับ
ระหว่างวันเมื่อวานเกือบทั้งวัน ผมพยายามคิดเกี่ยว
กับวันสุดท้ายที่จะโพสนี้ ว่าจะให้มันออกมาในรูปแบบและ
ลักษณะใด คิดไปคิดมาก็ยังเลือกไม่ได้สักที จึงได้ลองคิด
มุมเล่นๆที่ว่าจะทำยังไงให้ผู้อ่านอันเป็นที่รักของผมเพิ่มมาก
ขึ้น และทำลายสถิติการอ่านบทความต่างๆ ที่ผ่านมาของผม
(สูงสุดคือ "บันทึกสามสิบสอง" ที่ หนึ่งร้อยสี่สิบสามครั้ง
การอ่าน) และจะทำยังไงให้คนแชร์ออกไปมากที่สุด
ซึ่งเท่าที่คิดมุมนี้ นั่นแปลว่าผมต้องพัฒนาการเขียน
ต่างๆไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการเล่าเรื่อง การนำเสนอต่างๆ
และการแชร์ไปในหลายๆที่ที่ผู้คนอื่นๆจะมองเห็นการเขียน
ของผมและมันจึงเปลี่ยนจากการที่ผมคิดเล่นๆอาจจะต้อง
การเป็นการลงมือทำแบบจริงจังขึ้นมาแล้วสินะ(ผมคิดในใจ)
คิดได้เช่นนั้นก็เกิดความกลัวขึ้นมาสิครับ ว่าเราจะทำ
ได้หรือไม่ สิ่งที่คิดนั้นง่ายเสมอ แต่พอลงมือทำเท่านั้นแหละ
ครับ ส่วนใหญ่มักจะไม่ง่าย หรือ อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดเลย
ก็ได้
แล้วผมก็คิดต่อไปอีกว่า ในเมื่อเดินทางมาถึงจุดๆนี้แล้ว
ก็ไม่มีอะไรที่จะเสียครับ อย่างน้อยผมก็แค่เสียเวลาที่จะออก
ไปวิ่งตอนเช้ามืดวันนี้กับการเขียนที่นานขึ้น เท่านั้นเอง จึงได้
เริ่มต้นเขียนขึ้นมาแบบนี้ครับ
หนังสือเล่มสุดท้ายนี้ เป็นเล่มที่หนักใจที่สุดในการเลือก
ครับ เพราะว่ามันเป็นเล่มสุดท้ายไง ฮ่าๆๆ แต่ยังไงก็ต้อง
เลือกมาสักเล่มครับ หากแถไปอย่างที่แล้วมาอาจจะโดนผู้
อ่านแทงเข่าก็เป็นได้ ฉนั้น ผมเลือกเล่มนี้ครับ
"Mindset" by Carol S.Dweck
"ใช้ความคิด เอาชนะโชคชะตา" ชื่อไทยครับ เป็นหนังสือ
อีกเล่มที่ผมเพิ่งอ่านจบไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาครับ และก็เป็น
หนังสือที่ผมอยากจะแชร์ไปให้เพื่อนๆคนรู้จัก ได้อ่านมาก
ที่สุดเล่มหนึ่งครับ ซึ่ง ณ เวลานี้ผมคิดว่ายังมีขายพอหาซื้อ
ได้ตามร้านหนังสือทั่วไปครับ
หนังสือเล่มนี้พูดถึงหลักการคิดของคนเราครับ ซึ่งผมคิด
ว่าการคิดนั้นเป็นต้นกำเนิดของทุกๆสิ่งที่ผ่านมาของมนุษย์
เลยก็ว่าได้ครับ
การคิดสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเราเองได้อย่างไม่คาดฝัน
การคิดสามารถทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จต่างๆมากมาย
และการคิดก็ยังสามารถทำให้เราย่อยยับได้อีกเช่นกัน!!!
แต่การคิดแบบไหนหล่ะ เป็นการคิดที่เราอยากจะเป็น?
ด็อกเตอร์คาโรล์ ได้ระบุไว้ว่าชุดความคิดมีอยู่สองแบบ คือ
หนึ่ง แบบที่พัฒนาได้ และ สอง แบบที่ตายตัว
ทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันอยู่ในตัว อย่างที่ชื่อบอก
(Growth Mindset and Fixed Mindset)
มันทำให้ผมคิดประโยคๆหนึ่งที่ผมจำฝังใจมาตลอด
เค้าเขียนไว้แบบนี้ครับ
"Two men look out through the same
bars;One sees the mud,And one the stars"
Federick Langridge,1896
ขอแปลเป็นแบบนี้นะครับ
"สองคนยลผ่านช่อง คนหนึ่งเห็นโคลนตม
คนหนึ่งเห็นดาราพราย"
ใช่ครับ ที่ว่าคนเรานั้นเลือกที่จะมองสิ่งที่เห็นได้หลากหลาย
แม้จะมองจากมุมมองเดียวกัน หรือ เหตุการณ์แบบเดียวกัน
คนที่มีทัศนคติที่ดี ก็มองอีกแบบหนึ่ง คนที่ไม่มีความรู้ในเรื่อง
นั้นๆ ก็มองอีกแบบหนึ่ง ผู้ใหญ่ก็มองอีกแบบหนึ่ง ฯ
ความคิดอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งต่างๆมากมาย
แต่สิ่งที่สนับสนุนให้เราไปถึงจุดหมายของความคิดนั้นได้ คือ
ความสม่ำเสมอ
ดั่งเช่นหนังสือเล่มเดียวไม่เคยที่จะพลิกชีวิตใครได้
แต่ความมีวินัย ความสม่ำเสมอในการกระทำต่อเรื่องนั้นๆ
ต่างหาก ที่ส่งให้ความคิดนั้นเดินทางไปสู่ปลายทาง
หนังสือเล่มนี้ได้บอกข้อดีและยกตัวอย่างมากมายใน
เรื่องของความคิดที่พัฒนาได้ ซึ่งทำให้เห็นภาพได้อย่าง
ชัดเจนดีเหมาะแก่ผู้อ่านแทบทุกวัย
ผมหวังว่า ไม่มากก็น้อย หนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์แก่
ท่านผู้อ่านอันเป็นที่รักของผม
ท้ายนี้ หากท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ เห็นว่าบทความนี้เป็น
ประโยชน์แก่เพื่อนพี่น้อง ผมขอรบกวนทุกท่านช่วยแชร์กัน
นะครับ เผื่อความหวังเล็กๆของผมที่จะทดสอบปริมาณการ
อ่านบทความของผมจะกลายเป็นจริงขึ้นมา
และหากมีข้อเสนอแนะใดที่ควรปรับปรุง หรือ พูดคุยกันก็
เรียนเชิญทุกท่านด้วยความยินดีครับ
ขอขอบพระคุณทุกท่านล่วงหน้ามา ณ ที่นี้
แล้วพบกันใหม่ บทความหน้าครับ
สวัสดีครับ
วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562
Book Challenge Day6
มาถึงเล่มรองสุดท้ายแล้วครับ และจนถึงบรรทัดนี้ผมเอง
ก็ยังตัดสินใจไม่ได้เลยว่าจะหยิบยกหนังสือเล่มไหนมาแนะนำ
ให้ท่านที่ติดตามได้ถวิลหา ด้วยความอยากบ้าง หรือ อาจจะ
แค่ปรายตามองก็ยังดี
ไม่เพียงแค่กี่อึดใจที่พยายามนึกถึง รายชื่อนักเขียนที่
ผมชื่นชอบก็ลอยออกมาจากห้วงความคิดเต็มไปหมด ไม่ว่า
จะเป็น พี่จิก ประภาส คุณวินทร์ เลียววารินทร์,คุณบินหลา
สันกาลาคีรี,คุณปราบดา,คุณวรพจน์,พี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันทร์
พี่แท๊ป รวิศ,คุณพนมเทียน,คุณเอ๋ นิ้วกลม,คุณภิญญโญ
ฯลฯ,ฯ เต็มไปหมด
ท้ายที่สุดก็หนักใจ แต่ยังไงก็ต้องเลือกครับ เหมือนเช่น
ชีวิตของเราเองครับ ทุกๆวันต้องมีการเลือกตัดสินใจ และ
การไม่เลือกทำอะไร ก็คือการตัดสินใจแบบหนึ่ง ซึ่งคงไม่ดี
แน่ๆหากผมทำแบบนั้น เพราะฉนั้น ผมจะเลือกเองครับ ฮ๋าๆๆ
ผมขอเลือกหนังสืออีกหมวด เป็นหมวดเรื่องการลงทุนซึ่ง
พลิกชีวิตผมไปอีกด้านหนึ่งครับ แม้ว่าตัวหนังสือเองเหล่านี้จะ
พยายามสอนให้การลงทุนเป็นเรื่องง่าย พอผมได้ทดลองจริงๆ
แล้ว การลุงทุนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ หากเราไม่เข้าใจมัน
อย่างถ่องแท้จริงๆกับคำว่า "ลงทุน"
ตลาดทุนยุคหนึ่งเคยมีมือดาบที่ห้าวหาญ กล้าและบ้าบิ่น
หลายคนกระโจนเข้าไป หวังว่าวิชาความรู้ที่ได้มาจะไปห้ำ
หั่นกับอีกหลายล้านคนที่อยู่ในนั้น และผมเองก็คิดว่าส่วนใหญ่
ที่กระโจนเข้าไปนั้น กระเด็นออกมา ไม่ก็สิ้นชื่อไป ภายใน
ระยะเวลาไม่นาน เพราะยิ่งอยู่นานแผลยิ่งเยอะไปตาม
กาลเวลา (อันนี้จากประสบการณ์ ฮ่าๆๆ)
ซึ่งระยะเวลาเท่านั้น (อันนี้ซีเรียสจริงๆเลย)ที่จะ
สามารถบ่งบอกได้ถึงยอดนักรบที่แท้จริงเท่านั้น นักรบเก่ง
ทั้งกลยุทธ์ระยะสั้น และระยะยาว นักรบผู้ผ่านศึกสงครามที่
โหดร้ายรุนแรงมานับไม่ถ้วน นักรบที่เต็มไปด้วยบาดแผล
ภายใต้เกราะอันสง่างาม
ทำให้ผมได้รู้ว่าที่ผู้นำเหล่านี้ยังยืนอยู่หัวแถวได้ และ
ไม่หวาดหวั่นต่อความอันตรายได้ เพราะเขาพร้อมที่จะรับ
มือกับสถานการณ์ต่างๆ แทบทุกรูปแบบ เขาผ่านวิกฤติต่างๆ
มาหลายรอบ
ดังนั้น ผมจึงพยายามบอกเพื่อนๆที่มาถามเรื่องการลง
ทุนว่าทำอย่างไร ซื้ออะไร ซึ่งตรงนี้ก็บอกได้เพียงแค่ว่า
ต้องตั้งสติก่อนที่จะลงไปสู้กับเขา ว่าเราต้องการอะไร หาก
ต้องการเพียงผลกำไรระยะสั้นๆ อย่าไปหวังเลยครับ ไอ้
เรามันมือเปล่า จะไปสู้อะไรกับหน่วยซีล หรือหน่วยพิฆาต
รับจ้าง อะไรประมาณนี้ไป
ท้ายนี้ การลงทุนเป็นเรื่องที่ดีครับ หาซื้อหนังสือเรื่อง
การลงทุนได้อย่างเยอะแยะมากมาย อย่างผมอ่านของ
สำนักพิมพ์ สต็อคทูมอร์โรว์ มามากมาย เป็นหนังที่นักเขียน
หลายๆท่าน เขียนได้อย่างลึกซึ้ง ละเอียด ให้ข้อคิด และ
หากยิ่งเราลงทุนในความรู้และการพัฒนาตนเอง แม้จะมอง
ไม่เห็นรายได้ที่กลับมาอย่างชัดเจน แต่ในระยะยาว ผม
กล้ายืนยันได้ครับ ว่าชีวิตของท่านจะดีขึ้นแน่นอน
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการลงทุนครับ
วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562
Book Challenge Day5
แป๊ปเดียว เราก็เดินทางมาถึงวันที่ห้ากันแล้วครับ
เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียเหลือเกินจริงๆ
หลังจากนี้ก็เหลือเพียงแค่สองวันที่เท่านั้น ที่ชาเล้นจ์นี้
จะจบลง ซึ่งก็แอบเสียดายเล็กๆ เพราะว่ามีหนังสือที่
อยากจะเอามาแชร์อีกมากมายหลายเล่ม
เอาเป็นว่าจะพยายามคัดสรรเล่มที่เด็ดๆในชีวิต
(เท่าที่ได้เคยอ่านมา และ คิดว่าเจ๋งสำหรับผมเอง)
มาแชร์ให้ได้ติดตามกันครับ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า
เล่มที่ห้านี้ ผมเองก็ไม่อยากจะระบุเป็นเล่มครับ
เพราะว่าไม่รู้จะระบุเล่มไหนลงไปดี ขอเขียนลงเป็น
เรื่องแทนแล้วครับนะครับ เพราะเรื่องนี้ มีหลายเล่ม
มากๆ
หนังสือเรื่องนี้เป็นนวนิยาย ขนาดยาว(มากๆ)
เรื่องหนึ่งของเมืองไทย จะเรียกว่าเป็นอมตะนวนิยาย
เลยก็ว่าได้ครับ พอเอ่ยมาถึงตรงนี้ หลายๆท่านก็คง
รู้แล้วใช่ไหมครับ ว่าเรื่องอะไร
นวนิยายนี้ชื่อ "เพชรพระอุมา" ครับ
เพชรพระอุมา เป็นอีกหนึ่งนวนิยายที่ใครได้ลองไปเริ่ม
อ่านแล้ว ก็คงเดาได้ว่า เป็นการยากที่จะถอนตัวออกมา
ให้อ่านไม่จบทั้งหมด สี่สิบแปดเล่ม เป็นแน่แท้
ขนาดที่ผมยังเคยโดนดุเรื่องอ่านนิยายเรื่องนี้ไม่เป็น
เวล่ำเวลาเลยทีเดียว
เพชรพระอุมา เป็นนวนิยายการท่องป่าผ่าไพร
ของเหล่าคณะนักเดินทางจากเดินศิวิไลซ์ทั้งหลาย
พร้อมกับพรานป่านามระบือไกล เนื้อเรื่องดำเนินได้
อย่างน่าติดตามแทบทุกหน้ากระดาษ บทที่ทำให้ต้องลุ้น
ก็ทำให้หายใจไม่ทั่วท้องได้เหมือนกัน บางครั้งน้ำตา
อาจจะคลอราวกับดั่งได้นั่งดูซีรี่ย์เกาหลีทีเดียว(เหอะๆ)
เกล็ดความรู้มากมายในโลกของการเดินป่าและ
ปืนผาหน้าไม้ที่แต่งได้นำมาจากประสบการณ์จริง
และแง่คิดของชีวิตที่สอดแทรดเข้ามาทั้งโครงเรื่อง
สามารถทำให้เรานำไปปรับใช้กับชีวิตจริงๆของเราได้
อย่างไม่ยากเย็นอะไร
มีคนเคยบอกกับผมว่า หากเป็นนักอ่านแล้ว เรื่อง
หนึ่งที่จะพลาดไม่ได้ก็คือ "เพชรพระอุมา" นี่แหละครับ
ซึ่งตัวผมเองก็คิดว่าอย่างนั้นจริงๆ หลังจากที่ได้หลงเข้า
ไปจนลุถึงมรกตนคร และ กลับออกมาถึงหนองน้ำแห้ง
วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562
Book Challenge Day4
มาต่อเนื่องกันกับเล่มที่สามครับ
ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า เล่มที่สามนี่แหละครับ
ที่ส่งผลให้ผมเริ่มอ่านหนังสืออย่างจริงจัง
เรื่อยมา เป็นหนังสือที่เปลี่ยนแปลงชีวิต
ผมและเพื่อนๆอย่างมากมายเลยก็ว่าได้
ผมไม่คิดว่าหนังสือเล่มไหนจะมีอิทธิพล
ส่งผลต่อชีวิตวัยรุ่นได้เทียบเท่าหนังสือเล่ม
นี้อีกแล้วครับ
และหนังสือเล่มนี้ก็ยังคงเป็นอมตะสำ
หรับใจของผมเอง ยิ่งนึกถึง ยิ่งมีประสบ
การณ์ผูกผันกับเล่มนี้อย่างมากมาย
"พันธ์ุหมาบ้า" นวนิยายขนาดยาวที่
เป็นหนึ่งจากผลงานหลายๆเล่มของน้าชาติ
"ชาติ กอบจิตติ"
ผมก็ไม่ทราบว่าผู้แต่งเอาเรี่ยวแรง
และความทรงจำจากไหนมาเขียนหนังสือ
ได้สนุกสนานและเมามันขนาดนี้ แต่มันก็
ทำให้พวกเรา(หมายถึงเพื่อนๆสมัยเรียน)
ได้รู้จักกับศัพท์แสงในวงการสุราอีกมากมาย
เมาหยำแป ได้แทบทุกวัน ไม่มีเรื่องระราน
กับใคร มีเพียงแต่ความพยายามค้นหาแบงค์
และเหรียญรวบรวมกับให้ได้เพียงพอค่าสุรา
ไปวันๆ
พันธุ์หมาบ้า คือ เรื่องราวของวัยรุ่น
ในราวๆยุคแปดศูนย์ กลุ่มแก๊งค์ที่รวมตัวกัน
ดั่งญาติน้ำเมา และพี่น้องมิตรสหายแห่งควัน
พันธุ์หมาบ้า คือ สิ่งที่ควรเสพ และ
หากยิ่งเสพเป็นกลุ่มก้อน จะยิ่งทำให้อรรธรส
เพิ่มขึ้นอีกมากมาย อย่างหาที่สิ้นสุดมิได้
ขอกล่าวถึงเพียงเท่านี้ก่อนจะดีกว่า
อยากให้ท่านได้ไปค้นหาความเมาตามใจชอบ
ของท่านเอง จะได้รสชาตมากกว่าครับ
ขอให้ทุกท่านเมามายกับการอ่านต่อไปครับ
ขอบคุณครับ
วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562
Book Challenge Day3
มาต่อกันที่เล่มที่สามครับ
หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ผมอ่านจบแล้ว
ต้องซื้อแล้วส่งไปให้บุคคลที่ใกล้ชิดได้อ่าน
บ้างครับ
ผู้เขียนคือคุณ นิ้วกลม ครับ ซึ่งคุณ
นิ้วกลมนี่แกเขียนหนังสือเยอะมาก แล้ว
แต่ละเล่มก็ถือได้ว่ากลั่มออกมาจากหัวใจ
ของแกจริงๆครับ ทั้งความรู้สึก ประสบ
การณ์ต่างๆ แถมยังไม่ใช่ประสบการณ์
ของคุณนิ้วกลมคนเดียวอีกต่างหาก
เล่มนี้จะว่าว่าเป็นบทสัมภาษณ์ก็ไม่น่าจะ
ถูกต้องนัก ผมคิดว่าอาจจะเป็นใจความ
สำคัญ แก่นแกนกลางของการดำรงชีวิต
ของผู้ถูกสัมภาษณ์ก็เป็นได้ครับ
ซึ่งผู้ถูกคุณนิ้วกลมไปสัมภาษณ์นั้น
คือ คุณมานิต อุดมคุณธรรม กับหนังสือ
ที่ชื่อว่า "สิ่งสำคัญของชีวิต" ครับ
ขอให้ทุกท่านที่ได้อ่านส่งต่อสิ่งดีๆของ
ชีวิตต่อไปครับ
ขอบคุณครับ
วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562
ฺBook Challenge Day2
สำหรับวันที่สองนี้ เป็นหนังสือที่ผมได้
อ่านภายในปีนี้อีกเล่มครับผม ซึ่งเล่มนี้ก็ได้
ยินหลายๆท่านกล่าวถึงว่าเป็นหนังสืออีกเล่ม
หนึ่งที่น่าอ่านมากๆ ถึงขั้นเป็นหนังสือที่รัก
ของบางท่านเลยแหละครับ
หนังสือเล่มนี้ชื่อ SHOE DOG ครับ
เขียนโดยผู้ก่อตั้งไนกี้ Phil Knight
เป็นหนังสือที่อ่ายง่าย น่าติดตามและ
มีเรื่องราวให้ลุ้นดั่งกับนวนิยายเรื่องหนึ่ง
จากจุดเริ่มต้นของคนๆหนึ่งที่หลงใหลในการ
วิ่ง จนไปถึงรองเท้าวิ่ง การประกอบธุรกิจ
ความสัมพันธ์บุคคลรอบตัวต่างๆ ประสบ
การณ์ชีวิตมากมายของผู้เขียน ถูกถ่ายทอด
ออกมาได้อย่างลื่นไหล เป็นหนังสืออีกเล่มที่
ผมเองนั้นได้อ่านอย่างเมามัน และแทบวาง
ไม่ลง เมื่อได้หลุดเข้าไปในโลกของเขา
ขอให้ทุกท่านได้รับข้อคิดดีๆจากหนังสือเล่ม
นี้ครับ ผมเองนั้น คิดว่าไม่มากก็น้อย
มันจะทำให้ผู้อ่านได้ข้อคิดเกี่ยวกับชีวิต
และอะไรบางอย่างบ้าง
ขอบคุณครับ
วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2562
Book Challenge Day1
เนื่องจากผมได้รับคำท้าทายในโลก
โซเชี่ยลมาเรื่องหนึ่ง คือ การถ่ายรูปปก
หนังสือวันละเล่มให้ครบเจ็ดวัน
แล้วแต่ละวันก็ต้องแท็กชื่อเพื่อนลงไปหนึ่ง
คน ซึ่งผมเองก็ลำบากใจอยู่เหมือนกัน
ที่จะปฎิเสธคำท้าทายไป แต่อีกใจหนึ่งก็
เกรงใจเพื่อนๆที่อยู่ในโลกนั้นอีกหนึ่ง
ทำให้ผมตัดสินใจที่จะกึ่งรับกึ่งสู้ไป
ดีกว่าครับ โดยการที่ผมจะมาเขียนรีวิว
หรือ สิ่งที่ผมคิดว่าผู้อ่าน รวมทั้งผู้ที่ไม่
เคยได้อ่าน จะได้รับจากหนังสือเหล่า
นี้ไป โดยข้อความทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ผม
นั้น ได้อ่านและได้ข้อคิดมา แล้วนำมา
เล่าในแบบของผมเองนะครับ
หากผิดพลาดตกหล่น หรือ ส่วนใดผิดเพี้ยน
ไปก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ไว้ก่อนนะครับ
เล่มแรกๆของปีนี้ที่ส่งผลต่อการดำเนิน
ชีวิตของผมเองไม่มากก็น้อยก็ต้องเป็น
เล่มนี้ครับ
HoMo Finisher สายพันธุ์เข้าเส้นชัย
ของคุณ นิ้วกลม ครับ
ก่อนอื่นเลยก็ต้องบอกว่า หนังสือเล่ม
นี้ผมได้รับฟังต่อมาจากคุณรวิศ ที่ได้พูดไว้
ในพอดแคส มิชชั่น ทู เดอะ มูน ครับ
พอได้ฟังก็เลยหามาอ่านบ้างตามประสา
คนบ้าคำแนะนำครับ
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงการวิ่งของ
ตัวผู้เขียน คือ คุณนิ้วกลม เองเพียงอย่าง
เดียวเท่านั้นนะครับ แต่ยังพูดถึงบุคคลที่อยู่
ภายในจิตใจที่คอยจะชักจูงเราให้ออกนอก
ลู่นอกทางอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย ซึ่งตรงนั้น
ที่ทำให้ผมได้คิดว่า ความคิดของเรา ตัว
ของเราอีกหนึ่งคน ที่อยู่ภายในใจนั้นมีส่วน
ทำให้เราสำเร็จ หรือ ล้มเหลวครับ
และมันก็ยังทำให้ผมมีเป้าหมายที่ยาวไกล
มากๆจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าการวิ่งระยะมา
ราธอนที่ยาวไกลถึง สี่สิบสองกว่า กิโล
ยังไม่ได้ผ่่านรอบขาของผมไป แต่ยังไงๆ
เป้าหมายก็ยังมีไว้ให้พิชิต มากกว่าเอาไว้
แค่มองคนเค้าไปกันครับ
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการทำตามสิ่งที่ก้นบึ้ง
ของหัวใจเรียกร้องครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ
สวัสดี
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)






