วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2562

Book Challenge The Final


    สวัสดีครับ ผู้รักนักเขียน ยินดีต้อนรับเข้าสู่ชาเล้นจ์
สุดท้ายของรายการนี้แล้วนะครับ

    ก่อนอื่นต้องขออธิบายหลายๆท่านก่อนนะครับ
เรื่องที่มาที่ไปของชาเล้นจ์นี้ กลัวหลายท่านอาจจะงง
เพราะเคยได้บอกกล่าวไว้แค่วันแรกเพียงวันเดียว
และอาจจะยังเล่าได้ไม่ละเอียดซะด้วย ซึ่งหลังจากนั้น
ก็ไม่เคยได้พูดถึงอีกเลย

    ที่มาของชาเล้นจ์นี้ก็คือ ผมได้รับการท้าทายจาก
เพื่อนในเฟสบุ๊คส่วนตัว โดยการที่ผมถูกแท็กมา ครับ
กติกาเค้ามีแบบนี้ครับ

    คือให้ผู้ที่ถูกแท็กเลือกที่จะรับหรือไม่รับก็ได้(อันนี้
คิดเอาเองนะครับ)ทำการโพสรูปหนังสือพร้อมกับแท็ก
เพื่อนๆหนึ่งคนในแต่ละวัน ให้ครบเจ็ดวัน ก็คือเราต้อง
แท็กเพื่อนเจ็ดคนกับเจ็ดวันการโพสชาเล้นจ์นี้ ให้คนที่ถูก
เราแท็กทำแบบเราต่อไปเรื่อยๆ

    ซึ่งตัวผมเองก็เป็นคนคิดมาก ไม่อยากจะไปรบกวน
แท็กใครมาก(หากไม่สนิทจริงๆ)ก็เลยขออนุญาติ(ตัวเอง)
เอาชาเล้นจ์นี้มาเขียนในบล็อกแทน แล้วก็โพสไปตามปกติ
ให้ผู้ติดตามได้อ่านเล่นๆสนุกๆกันไป

    ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดว่าจะเขียนมาได้ครบเจ็ดวันนี่
หรอกครับ แต่พออะไรที่เราเริ่มลงมือทำไปแล้ว และเกิด
ความต่อเนื่อง ก็มีแนวโน้มที่เราจะทำสิ่งนั้นให้เสร็จสิ้น
เป็นปกติอย่างที่ผมได้ฟังอาจารย์นพดลแกพูดอยู่บ่อยๆครับ
ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมเดินทางมาสู่วันที่เจ็ดจนได้ครับ

    ระหว่างวันเมื่อวานเกือบทั้งวัน ผมพยายามคิดเกี่ยว
กับวันสุดท้ายที่จะโพสนี้ ว่าจะให้มันออกมาในรูปแบบและ
ลักษณะใด คิดไปคิดมาก็ยังเลือกไม่ได้สักที จึงได้ลองคิด
มุมเล่นๆที่ว่าจะทำยังไงให้ผู้อ่านอันเป็นที่รักของผมเพิ่มมาก
ขึ้น และทำลายสถิติการอ่านบทความต่างๆ ที่ผ่านมาของผม
(สูงสุดคือ "บันทึกสามสิบสอง" ที่ หนึ่งร้อยสี่สิบสามครั้ง
การอ่าน) และจะทำยังไงให้คนแชร์ออกไปมากที่สุด

    ซึ่งเท่าที่คิดมุมนี้ นั่นแปลว่าผมต้องพัฒนาการเขียน
ต่างๆไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการเล่าเรื่อง การนำเสนอต่างๆ
และการแชร์ไปในหลายๆที่ที่ผู้คนอื่นๆจะมองเห็นการเขียน
ของผมและมันจึงเปลี่ยนจากการที่ผมคิดเล่นๆอาจจะต้อง
การเป็นการลงมือทำแบบจริงจังขึ้นมาแล้วสินะ(ผมคิดในใจ)

    คิดได้เช่นนั้นก็เกิดความกลัวขึ้นมาสิครับ ว่าเราจะทำ
ได้หรือไม่ สิ่งที่คิดนั้นง่ายเสมอ แต่พอลงมือทำเท่านั้นแหละ
ครับ ส่วนใหญ่มักจะไม่ง่าย หรือ อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดเลย
ก็ได้

    แล้วผมก็คิดต่อไปอีกว่า ในเมื่อเดินทางมาถึงจุดๆนี้แล้ว
ก็ไม่มีอะไรที่จะเสียครับ อย่างน้อยผมก็แค่เสียเวลาที่จะออก
ไปวิ่งตอนเช้ามืดวันนี้กับการเขียนที่นานขึ้น เท่านั้นเอง จึงได้
เริ่มต้นเขียนขึ้นมาแบบนี้ครับ

    หนังสือเล่มสุดท้ายนี้ เป็นเล่มที่หนักใจที่สุดในการเลือก
ครับ เพราะว่ามันเป็นเล่มสุดท้ายไง ฮ่าๆๆ แต่ยังไงก็ต้อง
เลือกมาสักเล่มครับ หากแถไปอย่างที่แล้วมาอาจจะโดนผู้
อ่านแทงเข่าก็เป็นได้ ฉนั้น ผมเลือกเล่มนี้ครับ




    "Mindset" by Carol S.Dweck
"ใช้ความคิด เอาชนะโชคชะตา" ชื่อไทยครับ เป็นหนังสือ
อีกเล่มที่ผมเพิ่งอ่านจบไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาครับ และก็เป็น
หนังสือที่ผมอยากจะแชร์ไปให้เพื่อนๆคนรู้จัก ได้อ่านมาก
ที่สุดเล่มหนึ่งครับ ซึ่ง ณ เวลานี้ผมคิดว่ายังมีขายพอหาซื้อ
ได้ตามร้านหนังสือทั่วไปครับ

    หนังสือเล่มนี้พูดถึงหลักการคิดของคนเราครับ ซึ่งผมคิด
ว่าการคิดนั้นเป็นต้นกำเนิดของทุกๆสิ่งที่ผ่านมาของมนุษย์
เลยก็ว่าได้ครับ

การคิดสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเราเองได้อย่างไม่คาดฝัน 
การคิดสามารถทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จต่างๆมากมาย
และการคิดก็ยังสามารถทำให้เราย่อยยับได้อีกเช่นกัน!!!

    แต่การคิดแบบไหนหล่ะ เป็นการคิดที่เราอยากจะเป็น?

ด็อกเตอร์คาโรล์ ได้ระบุไว้ว่าชุดความคิดมีอยู่สองแบบ คือ
หนึ่ง แบบที่พัฒนาได้ และ สอง แบบที่ตายตัว
ทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันอยู่ในตัว อย่างที่ชื่อบอก
(Growth Mindset and Fixed Mindset)

    มันทำให้ผมคิดประโยคๆหนึ่งที่ผมจำฝังใจมาตลอด
เค้าเขียนไว้แบบนี้ครับ

"Two men look out through the same
bars;One sees the mud,And one the stars"
Federick Langridge,1896

ขอแปลเป็นแบบนี้นะครับ
"สองคนยลผ่านช่อง คนหนึ่งเห็นโคลนตม
คนหนึ่งเห็นดาราพราย"

ใช่ครับ ที่ว่าคนเรานั้นเลือกที่จะมองสิ่งที่เห็นได้หลากหลาย
แม้จะมองจากมุมมองเดียวกัน หรือ เหตุการณ์แบบเดียวกัน

คนที่มีทัศนคติที่ดี ก็มองอีกแบบหนึ่ง คนที่ไม่มีความรู้ในเรื่อง
นั้นๆ ก็มองอีกแบบหนึ่ง ผู้ใหญ่ก็มองอีกแบบหนึ่ง ฯ

    ความคิดอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งต่างๆมากมาย
แต่สิ่งที่สนับสนุนให้เราไปถึงจุดหมายของความคิดนั้นได้ คือ
ความสม่ำเสมอ

    ดั่งเช่นหนังสือเล่มเดียวไม่เคยที่จะพลิกชีวิตใครได้
แต่ความมีวินัย ความสม่ำเสมอในการกระทำต่อเรื่องนั้นๆ
ต่างหาก ที่ส่งให้ความคิดนั้นเดินทางไปสู่ปลายทาง

    หนังสือเล่มนี้ได้บอกข้อดีและยกตัวอย่างมากมายใน
เรื่องของความคิดที่พัฒนาได้ ซึ่งทำให้เห็นภาพได้อย่าง
ชัดเจนดีเหมาะแก่ผู้อ่านแทบทุกวัย

    ผมหวังว่า ไม่มากก็น้อย หนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์แก่
ท่านผู้อ่านอันเป็นที่รักของผม

    ท้ายนี้ หากท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ เห็นว่าบทความนี้เป็น
ประโยชน์แก่เพื่อนพี่น้อง ผมขอรบกวนทุกท่านช่วยแชร์กัน
นะครับ เผื่อความหวังเล็กๆของผมที่จะทดสอบปริมาณการ
อ่านบทความของผมจะกลายเป็นจริงขึ้นมา

และหากมีข้อเสนอแนะใดที่ควรปรับปรุง หรือ พูดคุยกันก็
เรียนเชิญทุกท่านด้วยความยินดีครับ

    ขอขอบพระคุณทุกท่านล่วงหน้ามา ณ ที่นี้
    แล้วพบกันใหม่ บทความหน้าครับ
    สวัสดีครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น