วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567

ความงามกับเวลา(ต่อ)

จากเวลาที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับ
ทุกสิ่ง และ มันก็พรากทุกอย่างไปเช่นกัน

เราไม่สามารถแยกออกได้เลยว่า เวลาใด
เป็นเวลาที่สิ่งๆนั้นสวยงามที่สุด

แกรนแคนยอนที่ปัจจุบันผู้คนหลายแสนคนต่อ
ปีเดินทางดั้นด้นไปดูกันก็ใช้เวลาเป็นร้อย
ล้านปีกว่าจะเป็นสิ่งที่เราได้เห็นกันทุกวันนี้

มนุษย์ก็ใช้เวลากว่าสิบห้าปี กว่าเพศหญิงจะ
เข้าสู่วัยเจริญพันธ์ และอาจจะเป็นช่วงที่
มีความงามมากที่สุดก็คงไม่เกินยี่สิบปี
(ซึ่งปัจจุบันเราสามารถยืดให้มันดำรงอยู่ได้
ตามแต่ต้องการด้วยทุนทรัพย์)

แต่ไม่ว่าอย่างไรแล้ว ประเด็นเรื่องความ
งามนั้นเราสามารถเอามาพูดคุยกันได้ไม่
รู้จบ ตั้งแต่การบ้านเด็กประถม ไปจนถึง
ภาพวาดแวนโก๊ะ หรือ บีวายดี ไปจนถึง
ซุปเปอร์ยอร์ช

หากแต่สิ่งที่เรามักไม่ค่อยจะเห็นกันได้ชัด
เจนเมื่อแรกเริ่ม และมันจะค่อยๆเผย
ออกมาตามกาลเวลานั้นก็อาจจะเป็นแค่
ความงามของจิตใจคนเรานี่เอง...

อยากรู้จักความงามของใครคนนั้น
คุณคงต้องใช้เวลากับเค้ามากๆ
แล้วเวลาจะเป็นคำตอบของความงามครับ

วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567

ความงามกับเวลา

  ว่ากันว่าความงามนั้นเป็นประตูบานแรกที่จะ
สร้างความประทับใจให้เรานั้นรู้สึกกับคนๆ
นั้นอย่างไร

ในความคิดเห็นหรือในบทความต่างๆก็เสริมไป
ในแนวทางเดียวกันว่าความงาม หรือ รูปภาย
นอกนั้นมีผลอย่างมากในการสร้างความประทับ
ใจ แม้กระทั่งการสื่อสารของเราที่กำลังออก
ไปอย่างมากมาย

ตัวผมเองนั้นโดยปกติแล้วก็ไม่ใช่คนที่ชอบแต่ง
องค์ประกอบภายนอกให้ดูดีอยู่ตลอดมาตั้งแต่
ไหน แต่ด้วยความที่เป็นคนรูปร่างเล็ก และ
หน้าตาพัฒนาช้ากว่าวัย เลยได้เปรียบกว่า
คนอื่นๆหน่อย เพราะคนมักจะมองว่าอายุน้อย

และอีกประเด็นคนอย่างผมนั้นก็เข้าหาผู้คนอื่น
ก่อนเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ทำให้การที่ผมนั้น
จะเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กับใครคนอื่นๆที่ไม่รู้
จักก่อนนั้นเป็นเรื่องที่ยาก จนอาจจะทำให้ไป
ถึงขั้นมองหน้าแล้วไม่ค่อยถูกชะตากับหลายๆ
คนก็มี

กลับมาที่เรื่องความงามก่อนครับ...

ไม่มีใครปฎิเสธได้ว่าตนเองนั้นชอบส่ิงสวยงาม
ความงามเป็นสิ่งที่คู่กันกับเรามาตั้งแต่เกิดจน
ตายจากโลกนี้ไป
ความงามอยู่เหนือกว่าทุกชนชั้น ทุกวรรณะ

ความงามมีหลากหลายแง่มุม เฉกเช่นเดียว
กับความสุข ที่ต่างคนต่างมีรสนิยมหรือทัศนะที่
ต่างกันแต่ละคนไป

และอีกอย่างครับ ความงามก็แสดงออกมา
ได้หลายรูปแบบเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปกาย
ที่เป็นประตูบานแรก จิตใจที่แสดงออกถึงความ
งามภายใน ความคิดต่อโลกที่เป็นความงาม
ที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้แก่ผู้คนต่อไป

ผมไม่สามารถบอกได้ว่าความงามแบบใดสำคัญ
ที่สุด ผมรู้แค่ว่าทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปตามเวลา
เวลาทำให้เด็กๆโตขึ้นและสวย หล่อขึ้น และก็
ยังทำให้วัยกลางคนเข้าสู่จุดที่ร่างกายเสื่อมถอย

(ยาวเกินไปแล้ว ขอตัดจบตอนหนึ่งครับ)

วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567

เรากำลังทำอะไร?


    ฟังดูเหมือนง่ายกับคำถามดังกล่าวที่ว่า
"เรากำลังทำอะไร" แต่หากจะให้ตอบให้
ครบถ้วนอย่างหลากหลายมิติ ก็แทบจะหาคำ
ตอบที่สมเหตุสมผลไม่ได้เลยว่า
"เรากำลังทำอะไร"

     หากตอบว่า "ผมกำลังนั่งกดแป้นคีย์
บอร์ด" อยู่ ซึ่งก็ถูก แต่จะกดให้เป็นคำ
รวมกันเป็นประโยค ซึ่งออกมาจากความคิดที่
อยากจะสื่อสารออกไป ฯ ต่อไปได้อีกยาวๆ
จนท้ายที่สุดแล้ว จะได้คำตอบว่า
"เรากำลังทำอะไร" หรือไม่นั้น ก็สุดแท้แต่
ท่านว่าจะทำอะไรกับมันต่อไป และ ทำไปเพื่อ
อะไร

     ซึ่งเท่าที่ผ่านมาในช่วงชีวิตอันน้อยนิด
และอ่อนต่อโลกของผมก็ยังไม่สามารถให้ความ
กระจ่างแก่คำถามที่ว่ามาได้ จะทำได้ก็เพียง
แต่ใช้ชีวิตผ่านวันต่อวัน ตราบใดที่ลมหายใจยัง
เข้าออกได้ ผมก็ได้แต่เรียนรู้เอาประสบการณ์
เป็นวันๆไปเช่นกัน

    อาจจะมีบ้างที่รู้สึกตัวถอยหลังออกมามอง
ซึ่งก็ยังดีที่รู้สึกแบบนี้ แล้วก็ถามตัวเองต่อไป
ทั้งๆที่รู้ว่าคำตอบนั้นหามีไม่

    ตอนนี้ก็ได้แต่ก้มหน้าตาชดใช้สิ่งที่มันยัง
อยู่ในความคิด ความรู้สึกกันต่อไป....

20/08/2019

วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567

ความเปลี่ยนแปลง

 


    "วัน เวลา ทำให้คนเปลี่ยนไป"

แรกๆที่ได้ยินคำนี้ ผมมักคิดไปในแง่ลบเสมอ

ซึ่งที่รู้สึกแบบนี้ ก็อาจจะเพราะว่าไปมอง

เรื่องความสัมพันธ์ที่ดี ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยน

ไปจากเดิม นั่นอาจจะคิดง่ายเกินไป ณ เวลา

นั้น


    เมื่อเราได้พ้นผ่านกาลเวลาที่มากขึ้น

กว่าเดิม ทุกๆวันเราอาจจะยังไม่เห็นว่ามัน

เปลี่ยนแปลงไป หากมองย้อนกลับไปราวห้า

ปี เราจะเริ่มสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลง

ว่าทุกๆอย่างมันเปลี่ยนไปจริงๆ แม้กระทั้ง

คนที่เราไม่คาดคิด


    ทุกสิ่ง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด

เวลาจริงๆครับ เพียงแค่เราไม่ได้ไปสังเกตุ

มัน

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2567

หนังสือพิมพ์ กับ พอดคาสท์

 


    ฟังดูแล้ว สื่อทั้งสองอย่างไม่น่าจะเข้ากัน

สื่อนึงต้องใช้สายตา สื่อนึงต้องใช้หู

หนังสือพิมพ์ เลือกข่าวให้เรา

พอดแคสท์ เราเลือกห้อข้อที่จะฟัง

สองอย่างนี้ แทบแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แต่ไม่ว่า สื่อไหน ทั้งสองก็ยังพยายามทำหน้า

ที่ของสื่อตาม "จรรยาบรรณ์" ที่ต้องหาข้อมูล

ข้อเท็จจริง ความเห็น แม้กระทั่งงานวิจัยต่างๆ

มาวิเคราะห์ก่อนที่จะ นำเสนอข้อมูลต่างๆนั้นลง

ไป


ซึ่งไม่เหมือนงานเขียนที่ใครๆอยากจะเขียน

อะไรก็ได้ลงไปตามสื่อต่างๆที่เราคุ้นชินในทุก

วันน้ี ใช่ ใครก็ได้ ไม่ต้องมีความรู้อะไรเลย

ก็ได้ ตัดแปะข้อความ ตัดต่อวีดิโอเป็นก็เอา

มาลงสื่อได้


ขอให้โดนใจ มีคนแชร์ ผลกระทบจะออกมา

เป็นเช่นไรจากความหมายที่อาจจะสื่อสารผิด

เพี้ยนไปก็ไม่เป็นไร

ขอให้ข้าได้สนุก ได้ไลค์ ได้แชร์มากขึ้นก็พอ


ซึ่งผมเองนั้นก็ไม่ใช่สื่อ

แค่อยากจะสื่อบางเรื่องเฉยๆ


23/11/20

เมื่อปัญหา รุมเร้า

 


    ยามเมื่อวัยเยาว์ ช่วงที่ยังไม่เคยชินกับ

"ปัญหา" ผมมักมองว่า มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับ

ตัวเรา ความกลัว แทรกอยู่ในจิตใจ ประหม่า

และไม่กล้าที่จะไปเอ่ยปากกับใคร ยกเว้นเสียว่า

เวลานั้น สติได้ถูกครอบครองด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์


    ตราบจนทุกวันนี้ ที่เดินทางมาเกือบครึ่งคน

ผมก็ยังมีความรู้สึกกับปัญหาไม่ต่างไปจากเมื่อก่อน

มากนัก

    เพียงแต่วิธีการที่จะจัดการกับสิ่งเหล่านั้น

แตกต่างออกไปจากเดิม เช่น จากที่เคยคิดว่ามัน

หนักหนา สาหัส ก็ลองคิดเสียว่า มันก็ยังไม่ได้ทำ

ให้เราสิ้นชีพไป ณ เวลานี้ เช่นทุกๆครั้งที่ผ่านมา


    กลับมุมมอง เปลี่ยนเป็นมองสิ่งที่เหลืออยู่

แทนที่จะมองสิ่งที่มันหายไป มุมกลับแบบนี้ ทำให้ผม

มองปัญหาที่มีอยู่ทุกวันไปเป็นอีกทางหนึ่ง

    มิใช่ว่าไม่มีปัญหา แต่ อยู่ที่ว่าจะจัดการกับ

ปัญหาเหล่านั้นยังไงแทน

    เรื่องบางเรื่อง จัดการวันนี้ไม่ได้ ก็เอาไว้

ขบคิดกันต่อ ในวันถัดไป เดือนถัดไป หรือ

อาจจะเป็นปีถัดไปก็ได้

ไม่จำเป็นต้องเอามันมาเร้าใจเราอยู่ตลอดเวลา


มิเช่นนั้นแล้ว ชีวิตก็จะหาทางสงบได้ยาก


20/12/20

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2567

เรื่องภายใน

 

ผมไม่รู้ว่าผมควรจะคิดเรื่องนี้อีกครั้งดีหรือเปล่า?

มันก็เหมือนกับทุกๆครั้งที่ผ่านมานั่นแหละ

ที่สุดท้ายแล้ว ความคิดทั้งหมดทั้งมวลที่เสียเวลาคิด

ก็ถูกโยนทิ้งไปอย่างไร้ค่า ราวกับว่า มันไม่เคยดำรงอยู่อย่างสลักสำคัญอะไรเลย


เหมือนทุกครั้งที่ใครๆก็มองว่ามันเป็นอาการของคนติสท์ (อาจจะหมายความว่าพวกที่ชอบทำตัวแปลกๆ หรือ อยากเรียกร้องความสนใจกระมัง) ที่ว่างจัดจนไม่รู้จะทำอะไร จึงชอบสรรหาถ้อยคำที่ฟังดูแล้วชวนปวดหัว หรือ มีเรื่องต้องให้คิดเกินกำลังสมองมาวางตรงหน้าดั่งกองเอกสารสูงถ้วมบ่า อย่างเช่น เราเกิดมาทำไม?,ความสุขที่แท้จริงคืออะไร? ฯลฯ

แต่ก็ช่างเถอะ ไหนๆก็คิดมาถึงตรงนี้แล้ว ผมก็จะดันทุรังคิดมันต่อไปอีกหน่อยก็แล้วกัน

ตรงหน้าผมที่เป็นฉนวนของความคิดครั้งนี้เป็นเพียงแค่สมาร์ทโฟนเครื่องเดิม เครื่องนั้น ที่มันกำลังทำหน้าที่ของมันอย่างไม่ได้หยุดหย่อนมานานนับเดือน และ หากจะนับรวมญาติพี่น้องของมันที่เคยผ่านมือผมมาก็เกินสิบปีเป็นอย่างน้อย

ผมมองมัน ความสามารถของมัน และสิ่งที่เกิดจากมัน มันช่างน่าอัศจรรย์อะไรถึงเพียงนี้ ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปี การซื้อของออนไลน์ยังไม่เกร่อขนาดนี้ งานประเภทดิลิเวอรี่ต่างๆก็มีแค่เพียง พิซซ่าเท่านั้น ที่เคยใช้บริการบ่อยๆ กระพริบตามองปัจจุบันสิ กล่องพัสดุที่สั่งซื้อมาเมื่อเดือนก่อนยังถูกผนึกแน่นหนาดั่งเดิม ตั้งแต่ที่มันถูกรับมาจากบริษัทรับส่งสักแห่งหนึ่ง ที่มิใช่บุรุษไปรษณีย์ และอีกหลายๆอย่างที่ซื้อมันมาอย่างง่ายดายราวกับได้ฟรีแล้วก็กองทิ้งไว้อย่างไร้ค่า เพราะคุณภาพมันแย่เกินกว่าจะทานทนมืออันด้านหนาของชายกลางคนอย่างผม

ความยั่งยืนในการดำรงชีวิตนั้นเป็นศูนย์ถึงขั้นติดลบ หากพิจารณาอย่างหยาบๆก็พอจะมองออก ไม่ว่าการพัฒนาเทคโนโลยีในการดำรงชีวิตให้เราสามารถใช้มันอย่างสุขสบายได้มากแค่ไหน เราก็กลับทำร้ายและทำลายบ้านหลังใหญ่ของเราใบนี้มากขึ้นไปเท่านั้น ผมเคยขับรถเข้าไปที่บ่อขยะที่ใหญ่โตของอำเภอที่ได้อาศัยอยู่ บอกได้เลยว่าชีวิตในนั้นมันเหมือนโลกที่เราแกล้งลืมมันไปว่ามันดำรงอยู่ด้วยน้ำมือของเราทุกคน แม้กระทั่งกลับมาที่บ้าน ผมนั่งพิจารณาการใช้ชีวิตของตัวเองในทุกๆวัน ก็พบว่าวันๆหนึ่ง ผมได้สร้างขยะเหล่านั้นขึ้นมาไม่ใช่น้อย และหากผมเอาใจใส่เรื่องนี้ให้มันสำคัญขึ้นมา ก็พบว่า ผมสามารถแยกขยะเหล่านั้นออกมาจากการปนเปื้อนของอาหารต่างๆ ที่จะทำให้การรีไซเคิลขยะเหล่านั้น เป็นไปได้ง่ายดาย แล้วมันก็คงไม่ต้องไปถูกกกองอยู่รวมๆกัน ณ ที่แห่งนั้น อย่างมากมาย บ่อขยะ....

ผมอ่านข่าวโควิดสิบเก้า ฟังพอดแคสท์รายการธุรกิจ ฟังดูทุกอย่างย่ำแย่กันไปหมด คนงานหลายล้านถูกให้ออกจากงาน นึกถึงคนขายล็อตเตอรี่หน้าใหม่ที่เพิ่งมาวางขายหน้าร้านสะดวกซื้อ บอกว่าเจ้านายเพิ่งให้ออกจากงาน จึงไม่รู้จะไปทำอะไร เห็นคนมีงานทำปกติ หยุดสังสรรค์ปีใหม่ที่ผ่านมา กระหน่ำชโลมร่างกายด้วยแอลกอฮอล์เหลือคณานับ นั่งมองไถดูอินสตราแกรม เห็นคนร่ำรวยหาเงินได้อย่างง่ายดาย มีชีวิตเฉิดฉายอยู่บนสังคมชั้นสูง บรรจงสร้างฐานอำนาจทางการเงิน การเมืองผมเห็นแบบนี้ทีไรแล้วก็จะพาให้นึกถึงเจ้าชายสิทธถัตถะที่สอนความจริงของชีวิตให้ฟัง พอได้ฟังคำของคนที่ใกล้จะตายที่บอกว่า ความไร้สาระของชีวิตคือการดิ้นรนตามหาสะสมความสุขทรัพย์สินภายนอกจนเกือบหมดอายุไข แล้วก็มาพบความจริงแท้ว่าสิ่งที่ตามหามานานนั้นอยู่แค่นี้เอง ภายในใจ

ผมฝันกลางวันว่า"เรา" "คนทั้งโลก" สามารถทำให้ความเท่าเทียมในการใช้ชีวิตของ "ทุกคน" เกิดขึ้นได้อย่างไม่ต้องไปพัฒนาเศรษกิจระบบทุนนิยมให้มันไปไกลมากว่านื้ เกินกว่าที่เศรษฐศาสตร์จะอธิบายได้อย่างเช่นในปัจจุบัน

ผมเพ้อพกอย่างคนตาบอดที่คิดว่าเราช่วยโลกนี้ให้หลุดพ้นจากความวิบัติ ด้วยละความเห็นแก่ตัวได้ 

ผมไม่รู้ว่าผมควรจะคิดเรื่องนี้อีกครั้งดีหรือเปล่า?

ชีวิตแบบเก่าก็ได้ปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยงานมากมายตรงหน้า....


(แก้ไขจากที่บันทึกไว้ต้นปีไหนก็จำไม่ได้)

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2567

โคโรน่าไวรัสปี 19


.

บันทึกนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 10 เมษายน 2565 (หลังจากเชื้อโควิด 19 ระบาดไปแล้วกว่า 30 เดือน)

.

ไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็มีความคิดเห็นว่า เชื้อไวรัสโควิดสิบเก้านี้ ยังคงอยู่กับเราต่อไปอีกสักพักใหญ่ๆ จนกว่าพวกเราทั้งหมดจะมีภูมิคุ้มกัน โดยที่เราทุกคนสร้างมันขึ้นมาเอง พูดง่ายๆกว่านี้ก็คือ เราจะติดกันหมดทุกคน แล้วร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกัน อาจจะไปถึงขั้นติดกันหลายๆรอบก็ได้

.

สำคัญคือส่ิงที่ว่า เมื่อเรารู้ตัวว่าตัวเองติดเชื้อแล้ว เราจะจัดการกับชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปอย่างไร

.

บางคนอาจจะต้องกักตัวตามนโยบาย ตามส่ิงที่ ทบวง กระทรวง กรม ได้กำหนดไว้ บางคนก็ต้องจำใจไปตามกระแสของผู้ใหญ่ บางคน และอีก บางคน ต่างคนก็ต่างก็มีวิถีที่แตกต่างกันออกไป

.

ไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็ไม่มีความเห็นว่าการจัดการแบบไหน ถูกหรือผิด ตอนนี้อาจจะมีความเห็นว่าผิด อนาคตอาจจะไม่ผิดก็ได้ เฉกเช่นเดียวกับการที่บรรพบุรุษเราที่เชื่อว่าโลกแบนมานานโข แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ ซึ่งมนุษย์เราเรียนรู้จากความผิดพลาดของเราเองมาตลอด

บางครั้ง ผู้ที่สร้างวัคซีนได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่บริษัทยาที่เก่งกาจจากไหน มันอาจจะเป็นโมเลกุลเล็กๆจากภายในร่างกายเราก็เป็นได้นะครับ ใครจะรู้ แค่ต้องลองผิดมันไปเรื่อยๆแค่นั้นเอง

.

แค่ค่าความรู้ที่ต้องจ่าย อาจจะเป็นความตายของผมเองก็ได้

.

จบโพส 18 มกราคม 2567 (หลังจากเชื้อโควิด 19 ระบาดไปแล้วกว่า 50 เดือน)


นิ้วที่ห้อเลือด

 

    อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ แม้ว่าเราจะป้องกันมากแค่ไหนก็ตาม บทที่จะเกิดมันก็เกิดขึ้นอยู่ดี ไม่ต่างอะไรกับครั้งนี้ ที่ผมได้ทำการเคลื่อนย้ายเครื่องผสมปูนที่มีน้ำหนักมาก มากแบบประมาณว่า ต้องใช้คนสี่คนในการยกย้ายเปลี่ยนสถานที่ของมัน

    ด้วยความที่น้ำหนักเยอะแต่มีแรงงานเพียงสองเมื่อรวมข้าพเจ้าไปอีกก็เป็นสาม จึงต้องช่วยกันอย่างทุลักทุเลยกให้เจ้าเครื่องนั้นลอยจากพื้นขึ้นสู่กระบะรถ ตอนขึ้นไม่มีปัญหา ช่วยกันยกขึ้นไปพาดพักแรงไว้ที่ขอบกระบะไว้ได้ แต่ตอนลงสิครับ กะเกณฑ์แรงไม่ถูก แรงดึงดูดของโลกก็ทำงานได้อย่างไม่เคยหยุดหย่อน ประกอบกับนิ้วที่สอดระหว่างกลางมือจับกับฝาเหล็ก เมื่อล้อของตัวเครื่องลาจากขอบกระบะ แรงดึงดูดก็ทำงานทันที พอเป็นแบบนี้นิ้วผมก็ถูกหนีบด้วยแรงกระแทกอย่างจัง ส่งผลให้นิ้วนางข้างขวาที่เคยผ่านการสวมกอดด้วยความรักมาแล้วต้องมีอันเป็นไป แต่ยังไงก็ต้องเอาเจ้าเครื่องนี้ลงมาก่อนให้ได้ แล้วค่อยมาวิเคราะห์ผลประกอบกรรมกันต่อไป

    หลังจากแลนดิ้งยิ่งกว่านรกแล้วผมก็กางนิ้วทั้งห้าออกสำรวจเพื่อพบกับเล็บที่ม่วงคล้ำและมีหัวใจของมันเพิ่มมาอีกดวงด้วยการเต้นตุบๆเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจดวงเดิมที่อยู่ในหน้าอก

    เวรและกรรม กรรมและเวรอะไรหนอ ชีวิตเราจึงต้องพานพบประสบอุบัติเหตุกันเรื่อยไป คิดแล้วก็หมดหนทางที่จะหาคำตอบต่อไป ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องออกมาใช้ชีวิต เพราะหากอยู่แต่ในห้อง กินนอนๆคงเป็นบ้า คิดได้แบบนั้นการออกมาซ่าใช้ชีวิตภายนอกแบบนี้ แล้วเสี่ยงภัยบ้างเล็กน้อยก็ยังดีกว่าการที่เรากลัวไปซะหมด ไม่กล้าทำอะไรเลยซักอย่าง

    บางทีนิ้วก็สอนผมได้เหมือนกัน ตอนนี้ไม่ได้ชี้นิ้วสั่งแล้วครับ นิ้วมันสั่งให้ผมพักการใช้งานและกลับมาดูแลมันบ้างแล้ว


วันพุธที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2567

เมื่อลูปเก่าๆวนกลับมา




 โดยปกติแล้วชีวิตเรามักจะวนเวียนอยู่กับ

เรื่องเดิมๆ วนไปเป็นรอบๆ

    ช่วงเรียนเปิดเทอม รอช่วงปิดเทอม

เพื่อที่จะให้ช่วงเปิดเทอมวนกลับมาใหม่

เป็นรอบๆไป

     เรียนจบก็ต้องออกมาหางานทำหา

เลี้ยงชีพตัวเอง ตามหาสิ่งที่ใฝ่ฝัน

สถานที่ใหม่ๆผู้คนแปลกๆ หมดไปเป็นปีๆ

ก็ต้องกลับมาก้มหน้าก้มตาทำงานเก็บเงิน

ไว้ไปตามหาสิ่งที่อยากได้กันต่อไป


    เป็นวัฎฎะ เป็นวังวน เป็นลูปๆ

จนวันหนึ่งมีสิ่งเหตุการณ์อะไรสักอย่าง

มากระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง

ที่ไม่เคยคาดหมายมาก่อนส่งให้ชีวิตหลุด

ออกจากสิ่งเดิมๆที่เคยผ่านมา


    แต่มันก็มักจะเป็นเช่นนั้นได้ไม่นาน

ชีวิตเราก็จะกลับสู่วงจรเดิมๆอีกครั้ง

แล้วจะมีอยู่อีกครั้ง ที่ไม่อยากกลับไปสู่

วงจรเดิมๆอีกแล้ว


    เมื่อนั้นแหละ คำถามที่คุณต้องตอบ

ตัวเองจะเริ่มสำคัญขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ว่าอย่างไร โลกก็จะหมุนต่อไป

 




ความทุกข์ร้อนใจ เป็นกังวลใจ

เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับมนุษย์เรา

เรามักจะพบสิ่งเหล่านี้อยู่แทบทุกวัน

ใครเล่าที่จะไม่ได้ประสบพบเจอกับสิ่งเหล่านี้

แม้ว่าจะร่ำรวยทรัพย์สินเพียงไรก็ไม่อาจพ้น


ดั่งคล้ายกับที่คำสอนของศาสนาที่บอกว่า

มนุษย์เรานั้นเกิดมาพร้อมกับความเป็นทุกข์

หิวก็ทุกข์ อิ่มก็ทุกข์ ความพอดีเกิดขึ้นได้ไม่นาน

แล้วก็เกิดสิ่งใหม่ที่ต้องการต่อไปเรื่อยๆ


และเรื่องความทุกข์ของวันนี้เช่นกัน

มันก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้น

และพอเวลาผ่านความรู้สึกเรานั่นแหละที่

เปลี่ยนแปรไปตามกาลเวลา


อาจจะทำให้ทุกข์มันหายไป หรือยังอยู่

อาจจะทำให้เราลืมความทุกข์เก่าเพราะมี

ความทุกข์ใหม่ๆเข้ามาแทนที่

แต่ไม่ว่าอย่างไร โลกก็จะหมุนต่อไป


จนวันหนึ่งเราตามไม่ทัน

และปล่อยให้โลกมันเป็นไป


วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2567

ปีใหม่ เริ่มใหม่

 




 หากจะกล่าวว่า "สวัสดีปีใหม่" คงไม่ช้าเกิน

ไปใช่ไหมครับ อย่างไรก็ช่างเถอะครับ

หากจะเป็นอะไรมันก็เรื่องของผู้อ่าน

ส่วนตัวกระผมก็ขอไม่เป็นอะไรต่อไปแล้วกัน


 ปีที่ผ่านมาก็ผ่านไปแล้ว

วันที่ผ่านมาก็ผ่านไปแล้วเช่นกัน

ไยเราถึงมัวแต่ดึงวันวานกลับมาเป็นอารมณ์ของ

วันนี้อีกเล่า อย่างกับที่ใครสักคนเคยเอ่ยให้ผมได้ยินว่า

ไม่ต้องรอให้ปีใหม่ เราก็สามารถเริ่มใหม่ได้อยู่ทุกวัน


 ผมไม่รู้ว่าเหตุผลอะไรมากมายที่ทำให้ผมต้องกลับมา

นั่งเขียนข้อความเหล่านี้ลงไป แต่ผมก็ทำอยู่โดยไม่

ได้คำนึงถึงเหตุผล เพียงแต่คิดว่าตอนนี้กำลังทำอะไร

ผมจะทำมันไปเพื่ออะไรเท่านั้นเอง


 เฉกเช่นเดียวกันกับที่ลืมชื่อเรื่องไปแล้วเหมือนกันว่า

จะพร่ำบ่นอะไรลงไปในการเริ่มใหม่ในวันนี้ของปี

ความล้มเหลว ความผิดพลาด นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้

ตลอดเวลา จริงๆ หากเราไม่ต้องการที่จะผิด

ไม่ต้องการที่จะพลาด เราก็ไม่สมควรที่จะทำอะไรเลย

นั่นคือความจริง!!!


 เพียงแค่เคาะปุ่ม enter ผมก็มาอยู่บรรทัดใหม่

ลืมย่อหน้าที่แล้วไปให้สิ้น แล้วกลับมาโฟกัสอยู่กับส่ิง

ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า

 หมั่นถามตัวเองอยู่เป็นประจำว่า "กำลังทำอะไร"

เพียงแค่นี้ ผมคิดว่าเราอาจจะไม่ต้องรอถึงปีใหม่

ก็เป็นไปได้ เพราะเราเริ่มคิดใหม่ได้ทุกเมื่อ


สวัสดีปีใหม่