ผมไม่รู้ว่าผมควรจะคิดเรื่องนี้อีกครั้งดีหรือเปล่า?
มันก็เหมือนกับทุกๆครั้งที่ผ่านมานั่นแหละ
ที่สุดท้ายแล้ว ความคิดทั้งหมดทั้งมวลที่เสียเวลาคิด
ก็ถูกโยนทิ้งไปอย่างไร้ค่า ราวกับว่า มันไม่เคยดำรงอยู่อย่างสลักสำคัญอะไรเลย
เหมือนทุกครั้งที่ใครๆก็มองว่ามันเป็นอาการของคนติสท์ (อาจจะหมายความว่าพวกที่ชอบทำตัวแปลกๆ หรือ อยากเรียกร้องความสนใจกระมัง) ที่ว่างจัดจนไม่รู้จะทำอะไร จึงชอบสรรหาถ้อยคำที่ฟังดูแล้วชวนปวดหัว หรือ มีเรื่องต้องให้คิดเกินกำลังสมองมาวางตรงหน้าดั่งกองเอกสารสูงถ้วมบ่า อย่างเช่น เราเกิดมาทำไม?,ความสุขที่แท้จริงคืออะไร? ฯลฯ
แต่ก็ช่างเถอะ ไหนๆก็คิดมาถึงตรงนี้แล้ว ผมก็จะดันทุรังคิดมันต่อไปอีกหน่อยก็แล้วกัน
ตรงหน้าผมที่เป็นฉนวนของความคิดครั้งนี้เป็นเพียงแค่สมาร์ทโฟนเครื่องเดิม เครื่องนั้น ที่มันกำลังทำหน้าที่ของมันอย่างไม่ได้หยุดหย่อนมานานนับเดือน และ หากจะนับรวมญาติพี่น้องของมันที่เคยผ่านมือผมมาก็เกินสิบปีเป็นอย่างน้อย
ผมมองมัน ความสามารถของมัน และสิ่งที่เกิดจากมัน มันช่างน่าอัศจรรย์อะไรถึงเพียงนี้ ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปี การซื้อของออนไลน์ยังไม่เกร่อขนาดนี้ งานประเภทดิลิเวอรี่ต่างๆก็มีแค่เพียง พิซซ่าเท่านั้น ที่เคยใช้บริการบ่อยๆ กระพริบตามองปัจจุบันสิ กล่องพัสดุที่สั่งซื้อมาเมื่อเดือนก่อนยังถูกผนึกแน่นหนาดั่งเดิม ตั้งแต่ที่มันถูกรับมาจากบริษัทรับส่งสักแห่งหนึ่ง ที่มิใช่บุรุษไปรษณีย์ และอีกหลายๆอย่างที่ซื้อมันมาอย่างง่ายดายราวกับได้ฟรีแล้วก็กองทิ้งไว้อย่างไร้ค่า เพราะคุณภาพมันแย่เกินกว่าจะทานทนมืออันด้านหนาของชายกลางคนอย่างผม
ความยั่งยืนในการดำรงชีวิตนั้นเป็นศูนย์ถึงขั้นติดลบ หากพิจารณาอย่างหยาบๆก็พอจะมองออก ไม่ว่าการพัฒนาเทคโนโลยีในการดำรงชีวิตให้เราสามารถใช้มันอย่างสุขสบายได้มากแค่ไหน เราก็กลับทำร้ายและทำลายบ้านหลังใหญ่ของเราใบนี้มากขึ้นไปเท่านั้น ผมเคยขับรถเข้าไปที่บ่อขยะที่ใหญ่โตของอำเภอที่ได้อาศัยอยู่ บอกได้เลยว่าชีวิตในนั้นมันเหมือนโลกที่เราแกล้งลืมมันไปว่ามันดำรงอยู่ด้วยน้ำมือของเราทุกคน แม้กระทั่งกลับมาที่บ้าน ผมนั่งพิจารณาการใช้ชีวิตของตัวเองในทุกๆวัน ก็พบว่าวันๆหนึ่ง ผมได้สร้างขยะเหล่านั้นขึ้นมาไม่ใช่น้อย และหากผมเอาใจใส่เรื่องนี้ให้มันสำคัญขึ้นมา ก็พบว่า ผมสามารถแยกขยะเหล่านั้นออกมาจากการปนเปื้อนของอาหารต่างๆ ที่จะทำให้การรีไซเคิลขยะเหล่านั้น เป็นไปได้ง่ายดาย แล้วมันก็คงไม่ต้องไปถูกกกองอยู่รวมๆกัน ณ ที่แห่งนั้น อย่างมากมาย บ่อขยะ....
ผมอ่านข่าวโควิดสิบเก้า ฟังพอดแคสท์รายการธุรกิจ ฟังดูทุกอย่างย่ำแย่กันไปหมด คนงานหลายล้านถูกให้ออกจากงาน นึกถึงคนขายล็อตเตอรี่หน้าใหม่ที่เพิ่งมาวางขายหน้าร้านสะดวกซื้อ บอกว่าเจ้านายเพิ่งให้ออกจากงาน จึงไม่รู้จะไปทำอะไร เห็นคนมีงานทำปกติ หยุดสังสรรค์ปีใหม่ที่ผ่านมา กระหน่ำชโลมร่างกายด้วยแอลกอฮอล์เหลือคณานับ นั่งมองไถดูอินสตราแกรม เห็นคนร่ำรวยหาเงินได้อย่างง่ายดาย มีชีวิตเฉิดฉายอยู่บนสังคมชั้นสูง บรรจงสร้างฐานอำนาจทางการเงิน การเมืองผมเห็นแบบนี้ทีไรแล้วก็จะพาให้นึกถึงเจ้าชายสิทธถัตถะที่สอนความจริงของชีวิตให้ฟัง พอได้ฟังคำของคนที่ใกล้จะตายที่บอกว่า ความไร้สาระของชีวิตคือการดิ้นรนตามหาสะสมความสุขทรัพย์สินภายนอกจนเกือบหมดอายุไข แล้วก็มาพบความจริงแท้ว่าสิ่งที่ตามหามานานนั้นอยู่แค่นี้เอง ภายในใจ
ผมฝันกลางวันว่า"เรา" "คนทั้งโลก" สามารถทำให้ความเท่าเทียมในการใช้ชีวิตของ "ทุกคน" เกิดขึ้นได้อย่างไม่ต้องไปพัฒนาเศรษกิจระบบทุนนิยมให้มันไปไกลมากว่านื้ เกินกว่าที่เศรษฐศาสตร์จะอธิบายได้อย่างเช่นในปัจจุบัน
ผมเพ้อพกอย่างคนตาบอดที่คิดว่าเราช่วยโลกนี้ให้หลุดพ้นจากความวิบัติ ด้วยละความเห็นแก่ตัวได้
ผมไม่รู้ว่าผมควรจะคิดเรื่องนี้อีกครั้งดีหรือเปล่า?
ชีวิตแบบเก่าก็ได้ปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยงานมากมายตรงหน้า....
(แก้ไขจากที่บันทึกไว้ต้นปีไหนก็จำไม่ได้)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น