วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

กำลังใจ

 


    หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มตระหนักได้
ว่าเหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถึงงานวิ่งที่
เขาใหญ่ในระยะทาง 10 กม.

ทั้งนี้หลังจากคุยแหย่เล่นกันกับเพื่อนว่าไม่เห็น
มีใครซ้อมกันเลย แล้วจะไปกันไหวหรือ?

สุดท้ายพอคิดได้แบบนี้ก็ต้องพิจารณาตัวเอง
พบเห็นปัญหาข้างหน้า ก็ต้องหาทางแก้ไข

จริงๆแล้วสิบโลเนี่ย สองสัปดาห์ก็ว่างได้แล้ว
แทบไม่ต้องซ้อมอะไรมากมายครับ ในใจคิด
แบบนี้จริงๆ ในระยะเวลาชั่วโมงนิดๆ
ร่างกายยังคงไม่งอแงมากเท่าไหร่ ใช้ใจ
ที่เข้มแข็งฝืนไป ครั้งเดียวก็จบ

แต่ที่ต้องซ้อม คือ มีเป้าหมายระยะเวลาใน
การวิ่งนี่สิครับ ต้องให้ได้ต่ำกว่าห้าสิบนาที
อย่างที่เคยโม้เอาไว้เมื่อห้าหกปีก่อน
แต่ก็ยังไม่เคยทำได้สักที (มันเหนื่อยนะครับ)

นี่แหละครับ ชีวิตไม่เคยมีอะไรได้มาง่ายๆ
ถ้ามันง่าย เขาก็คงไม่เรียกว่าชีวิตหรอก
สิ่งที่ยากมักจะให้อะไรกับเราเสมอ

ผลพลอยได้อันดับแรกเลย คือ ตื่นเช้าครับ
ผมกลัวที่จะทำตามเป้าหมายไม่ได้
เลยต้องมีการวางกรอบวางกฎให้ตัวเอง
(แล้วส่วนใหญ่ก็ชอบแหกกฎให้หลงทาง)
ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง นั่นก็อีกเรื่อง
หากไม่มีเป้า ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย
ผมก็จะทำมันไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีอะไรเป็น
ชิ้นเป็นอันขึ้นมา

อย่างน้อย หากมีเป้าหมายแล้ว ทำเล่นๆ
ไปก็ได้มามากกว่าครึ่งทางเกือบทุกอย่าง
ยกเว้นเงินสักพันล้าน
ที่อยากได้อยู่เรื่องเดียว ฮ่าๆๆ

ไม่มีอะไรมากครับ
บันทึกไว้เป็นกำลังใจ
อย่างน้อยก็ให้กำลังตัวเองไป

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ทักษะสำคัญ


 
    ชีวิตเราจะต้องพบเจอความทุกข์
และความสุขปะปนกันไป

เช่นเดียวกันกับคำชม
และก็ย่อมต้องมีคำดุ คำว่า

ทุกๆอย่างนั้นมีหลายด้านเสมอ
เฉกเช่นกับมุมมองของเรา

เราสามารถรู้สึกดีหรือรู้สึกแย่กับ
คำพูดของบางคนได้

สำหรับบางคนคำดุด่าว่ากล่าว
อาจเป็นแรงผลักดันให้เขา
ประสบความสำเร็จในชีวิต

แต่กับบางคนคำดุคำว่ากล่าวนั้น
อาจทำให้ชีวิตเศร้าหงอยไปทั้งวัน
เลยก็ได้

ในโลกที่ใครก็สามารถพิมพ์ด่ากันในโซเชี่ยล
ในครอบครัวที่หัวหน้าบ้าอำนาจ จะเอาให้
ได้อย่างใจไปทุกอย่าง
ในชีวิตเราต้องพบเจออะไรอีกมากมาย
ที่จะทำให้เรารู้สึกไม่ดี

ฉนั้น การรู้จักอารมณ์ตนเองจึงเป็นทักษะ
ที่สำคัญไม่น้อยกว่าไปกว่าทักษะอื่นๆ

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

เรื่องธรรม(ดา)

 


สมมุติว่า ทุกข์ คือ หน้ามือ
กลับกัน สุข คือ หลังมือ
และ นิพพาน คือ ไม่มีมือ

แน่นอนว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่
ใครสักคนจะรู้แจ้งแบบพระพุทธเจ้าได้
หากเราคิดเช่นนั้น ซึ่งผมเองก็เคยคิด
มาก่อนว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร

โลกเรามีคนที่พิเศษเหนือกว่าคนอื่นๆ
เพียงนั้นได้ด้วยหรือ

เกิดมาแล้วเดินบนดอกบัวได้อย่างไร
ที่ศรีษะมีรัศมีเรืองรองแจ่มจ้าดั่งรูปภาพ
ที่วาดไว้จากไหน

ทั้งหมดล้วนเป็นคำถามในใจผมทั้งสิ้น
จนกระทั่งได้เติบโตและเรียนรู้ด้วย
ตัวเอง

จนได้รู้ว่า ในโลกนี้ล้วนไม่มีอะไร
จริงแท้ตอลดไป นอกจากธรรม

ที่เหลือนั้นเป็นเรื่องราวที่เล่าต่อกันมา
ผิดเพี้ยนบ้าง เสริมเติมแต่งบ้าง
อาจจะด้วยความหวังดี หรืออย่างไรก็
แล้วแต่

กลับมาที่เรื่องการเดินทางของชีวิตเรา
เราพยายามไล่ล่าหาความสุข หลีกหนีกับ
ความทุกข์ที่อยู่รอบตัวอยู่ทุกๆวัน

เราออกไปทำงาน หาเงิน เพื่อมาจับจ่าย
ก่อให้เกิดความสบายกับชีวิตบ้าง
เราออกไปท่องเที่ยวหวังปลดเปลี้ยงความ
อ่อนล้าทางกายใจลงบ้าง
แล้วค่อยกลับไปต่อสู้กับชีวิตอีกครั้ง

เราเป็นแบบนี้วนเวียนไปเรื่อยๆ
บางคนมองเห็นวัฎจักร
บางคนไม่

บางคนทุกข์สุขไปเรื่อยๆ
บางคนเข้าใจ อะไรก่อให้เกิดเหล่านี้

หากถอยออกมามองให้ดี
ชีวิตนี้ แทบไม่มีอะไรเลย

คุยกับที่บ้าน

 


ระหว่างมื้ออาหารค่ำที่บ้านเมื่อวาน
ผม พี่สาว และ พ่อ แสดงความคิดเห็นกัน
เกี่ยวกับร่างกายที่ไม่จีรัง ยิ่งนับวัน ยิ่งเสื่อม

พ่อ พยายามออกไปเดินตอนเย็นๆทุกวัน
พี่สาว ขอให้ไม่เจ็บไม่ป่วยเป็นพอ
ผมเองก็ขอให้แข็งแรงไปนานๆ อาจจะเป็นคน
ที่ออกกำลังกายหนักกว่าใครในบ้าน ทั้งเวท
ทั้งวิ่ง ทั้งอ่านหนังสือ ฟังรายการพอดคาสท์

หากเอาตัวเราเองไปเปรียบเทียบกับคนรุ่นราว
คราวเดียวกัน ก็จะมองเห็นได้ง่ายๆ
ใครแข็งแรง ใครแก่เกินวัย
พ่อบอกว่า เพื่อนรุ่นเดียวกัน(ราวเจ็ดสิบกลาง)
แต่ละคนนั้นบุบสลายไปมาก ที่มีโรคประจำตัว
ต้องกินยาตามหมอสั่งไปตลอดชีวิตก็หลาย
เห็นแบบนี้แล้วก็เป็นแรงผลักดันให้ต้องออกไป
เดินออกกำลังกาย ยกดัมเบลในทุกๆวัน

เพื่อนผมอีกคนหนึ่งครับ เป็นผู้ใหญ่ฯอยู่แถวปทุม
ผมเห็นโพสต์เหรียญงานวิ่งแทบทุกสัปดาห์
หากไม่ได้วิ่งงาน ก็วิ่งเอง วิ่งประมาณสิบโลนี่
แหละ เป็นพื้นฐาน

ผมเคยถามว่าอะไรทำให้มาวิ่งออกกำลังกาย
เยอะแยะขนาดนี้

"เห็นมาเยอะ กลัวตายหว่ะ"

ด้วยความที่งานของ ผู้ใหญ่บ้านต้องออกดูแล
ลูกบ้านในทุกๆวัน ก็จะพบความทุกข์ตรมของคน
อยู่ตลอดเวลา นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้
คนเราไม่อยากมีร่างกายบกพร่อง ต้องดูแล
อย่างระมัดระวังไปจนแก่เฒ่า

ทุกวันนี้ เทรนการใช้ชีวิตให้ยืนยาวอย่าง
แข็งแรงนั้น กำลังเป็นที่นิยมในหมู่พวกเรา
(ตั้งแต่เจนเอ็กซ์ ไปถึงซี)
มีรายการต่างๆมากมาย มีอาหารเสริม
มีการโชว์หุ่นที่เคยอ้วนใหญ่ยักษ์เดินเหินลำบาก
กลับกลายเป็นนักออกกำลังกายที่ทะมัดทะแมง
ดูไม่ต่างกับเหล่านักกีฬาบนสังเวียน

ผมเองคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ
ที่ผู้คนหันมาสนใจสุขภาพกายใจกันมากขึ้น
ประเทศจะได้พัฒนาต่อไปได้

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ทำเกิน

 


    เมื่อวานฟังรายการที่สัมภาษณ์คุณตัน
(ภาสกร) มีอยู่ตอนหนึ่ง แกเล่าถึงการที่ทำ
เกินกว่ามาตรฐาน

คือ การก่อสร้างโรงแรมที่มีระบบป้องกันตัว
ตึกถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งต้องเพิ่มงบ
ไปอีกร้อยล้านในเรื่องนี้

แก แซวตัวเองติดตลกว่า มีเงินไม่พอ
ต้องโง่ด้วย เพราะไม่มีใครเขาทำกัน

แต่ที่ผมต้องเอามาเขียนไว้ประเด็นอยู่ที่การ
ทำเกินครับ

มีวิชาหนึ่งที่เหล่าคนประสบความสำเร็จทำ
คล้ายๆกัน คือ วิชาทำเกิน

คนเหล่านี้มักจะทำอะไรเกินกว่าที่ได้รับมอบ
หมายมาอยู่เสมอๆ

ได้รับอะไรมา ก็จะคิดถึงเหตุและผลของ
สิ่งนั้นๆ

เหตุ คือ ทำไมเราต้องได้รับงานนี้
ผล คือ สิ่งที่ต้องการให้เราทำให้ได้

หากเราคิดถึงสองเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ
แล้วทำ "เกิน" กว่าที่เขาต้องการให้เราทำ

ผมเชื่อว่าอย่างน้อย เราจะได้อะไร
มากกว่าคนอื่นๆที่ทำตามคำสั่งอย่างเดียว

ไม่มากก็น้อยครับ

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ต้องทำอะไรสักอย่าง



ระหว่างทางเรามักพบเจอสิ่งที่กระตุ้น
ความคิดสร้างสรรค์ หรือความอยาก
ที่จะทำอะไรสักอย่างขึ้นมา

แต่ส่วนใหญ่แล้ว เราก็มักจะปล่อยให้มัน
ผ่านไปพร้อมกับกาลเวลา

จนกระทั่งหลงลืมมันไป
อาจจะเรียกได้ว่า
"แค่ความอยาก" ที่ผ่านเข้ามา เฉยๆ

มันไม่ได้มีกำลังมากพอที่จะทำให้เรา
ตัดสินใจลงมือลงแรงไปกับมัน
จนกระทั่งมองเห็นสิ่งนั้นเป็นจริง
อย่างที่คิดไว้ตั้งแต่แรก

เรื่องแบบนี้เป็นกันทุกคนครับ
ไม่มีใครคิดและทำอะไรได้ทุกอย่าง
ตามใจนึกหรอกครับ

แต่ว่า....
เราสามารถฝึกฝนกันได้ครับ

เพียงแค่เลือกอะไรง่ายๆ
ขึ้นมาสักอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นกระดาษปากกาดินสอ
แล้วลงมือวาดภาพสักภาพลงไป

มันอาจจะเป็นภาพที่ไม่สวยงามแม้แต่น้อย
แต่เราก็ต้องตั้งใจทำมันให้สำเร็จ
อย่างน้อยก็มากกว่าครึ่งหนึ่งที่ตั้งใจไว้

มันเป็นการฝึกให้ลงมือทำมากกว่าที่จะ
ทิ้งความคิดไว้เฉยๆ

เราสามารถทดลองการลงมือทำอะไร
สักอย่างกับความคิดง่ายๆแบบนี้ไปเรื่อยๆ
เท่ากับว่า เราได้ฝึกฝนตัวเอง
สร้างโครงข่ายความเป็นนักปฎิบัติ นักต่อสู้
เพื่อเป้าหมายของตัวเองให้จริงจังมากขึ้น
กว่าแต่ก่อน

ทดลองกับเรื่องยากขึ้นมาหน่อยก็ได้
ที่สำคัญ คือ ฝึกทำให้เป็นประจำ
ฝึกความคิด การกระทำ
ให้มองหามุมใหม่ๆในกระบวนการอยู่เสมอๆ

ตั้งคำถามกับตัวเองไปเรื่อยๆ

หากเป็นเช่นนี้แล้ว
พลังชีวิตเราจะเพิ่มขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
เลยแหละครับ

ล่าสุดผมเดินผ่านปี๊บน้ำมันที่ใช้หมดแล้ว
ก็เกิดความคิดว่าลองเอามาทำที่ตักขยะ
แบบที่เห็นเขาขายกันดูบ้างซิ๊

จะทำได้อย่างเขาไหม
มันจะมีขั้นตอนใดเป็นปัญหา
ที่ไม่เคยคาดคิดบ้าง

ทำไปทำมาอยู่สักชั่วโมงหนึ่ง ก็สำเร็จ
อาจจะไม่สวย แต่ก็คิดว่าใช้งานได้

ชีวิตเราไม่ได้สวยงาม
อย่างที่ใครคนอื่นเห็น

และชีวิตคนอื่นๆ
ก็ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เราเห็น

ขอให้เป็นวันที่ดีครับ 

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ป่วย (อีกแล้ว)

 


    กลับมามีเรี่ยวแรงกำลังที่พอจะให้
สมองได้โลดแล่นอีกครั้งแล้วครับ

หลังจากต้นเดือนที่ผ่านมา
ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์เอเล่นงานเอาซะน่วม
กระดิกกระเดี้ยทำอะไรแทบไม่ได้อยู่นาน
เป็นสัปดาห์

กว่าจะฟื้นตัวจนร่างกายและจิตใจพอที่จะ
มีแรงกำลัง ก็ปาไปสิบวัน

คิดแล้วก็ยังรู้สึกพะอืดพะอมอยู่เลยครับ
ขนาดน้ำเปล่าที่ดื่มเข้าไปยังทำให้รู้สึก
อยากจะอ้วกออกมา

ปีนี้หนักหนาอยู่ครับ
ป่วยไปสามรอบแล้ว

อาจจะเป็นเพราะดวงไม่ดี
หรืออย่างไรก็มิอาจทราบได้
ถึงต้องผจญเคราะห์กรรมทำให้ร่างกาย
ต้องสะดุดกึกแบบกระทันหัน

พอกายไม่ไหว ใจก็พลอยร่วงหล่นตาม
ทั้งๆที่บอกตัวเองว่า เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป
แต่ในระหว่างนั้น มันแสนที่จะทุกข์ทรมาน

เบื่อหน่ายจริงๆครับ

"ไม่เจอกับตัวเองก็ไม่มีวันเข้าใจได้
อย่างลึกซึ้ง"

คำๆนี้ไม่เกินจริงเลยแม้แต่คำเดียว

แต่เชื่อเถอะครับ
มนุษย์เราเป็นพวกขี้หลงขี้ลืม
วันเวลาผ่านไป เดี๋ยวก็กลับมาคิดว่า
ตัวเองแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายๆอีกอยู่ดี

เริ่มมองเห็นวัฎฎะของมัน
แล้วก็เข้าใจตัวเองมากขึ้น
มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

เหมือนกันกับตอนนี้ที่มองว่าตัวเองเข้าใจ
แต่พอวันคืนล่วงผ่านไปสักพักก็จะลืม
ว่าเคยเข้าใจอะไรแบบไหน
กลับไปใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยเข้าใจอะไร
แบบเก่าๆอีกตามความเคยชิน

วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ
จนกว่าเราจะตายจากกันไปกระมัง

แต่อย่างไรแล้ว
เราก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ที่ต้องบกพร่อง
หาได้เป็นคนวิเศษอะไรกว่าคนทั่วๆไป

มีผิดบ้าง ถูกบ้าง
ชั่วบ้าง ดีบ้าง
โครตจะธรรมดา

จะขอให้ไม่ป่วยอีก
ก็คงเป็นไปได้ยาก

ขอให้เข้าใจความเป็นมนุษย์ที่ต้องชำรุด
แบบนี้แหละครับ เพียงพอแล้ว

เราคุยกันเพราะหนังสือ

 


หัวไหล่สองข้างของผมถูกจับจากด้านหลัง
เป็นการจับเพื่อหยอกให้ตกใจเล่นๆเท่านั้น

ผมรีบละสายตาจากหน้าหนังสือที่กำลังเพ่ง
พินิจลงไปในเนื้อความมาได้ครู่ใหญ่
แล้วหันไปหาผู้ที่พยายามจะสร้างความ
ตระหนกตกใจให้ในครั้งนี้

แวบเดียวที่มองเห็น สมองก็สั่งการโดย
ฉับพลันแบบไม่มีอาการยั้งคิดให้ทำการยก
มือไหว้ เป็นการทักทายตามปกติทุกครั้งที่
เราได้พบกัน

เก้าอี้ข้างๆผมที่หน้าเคาเตอร์บริการลูกค้า
ในร้านขายสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางอำเภอ
ปากช่องถูกเลื่อนออกมานั่ง โดยชายผู้นั้น
พร้อมกับกล่าวทักทายผมว่า "อ่านอะไรอยู่"

ไม่มีคำตอบใดดีไปกว่าการยืนหนังสือเล่มนั้น
ในมือไปให้พร้อมกับรอยยิ้ม

หลังจากอ่านชื่อปกหนังสืออยู่ครู่หนึ่ง
ผมก็ได้รับคำถามมาอีกหนึ่งข่้อ
"ชอบอ่านหนังสือหรอ?"

แต่ตัวผมเองก็มิได้คิดว่านั่นเป็นคำถามที่
อยากจะได้คำตอบว่า "ครับ" หรอก

คงเป็นแค่การสานต่อเรื่องราวที่กำลังจะ
ดำเนินต่อไปในภายภาคหน้ามากกว่า

"ผมเคยติดหนังสืองอมแงมอยู่พักนึง
อ่านอยู่สองปี เอ็มรู้มั้ยว่าเรื่องอะไร?"

ด้วยความที่ข้อมูลหลักๆในการอ่าน
ของผมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือ
ภาษาไทย

นั่นก็เลยทำให้นึกถึงนวนิยายไทยขนาด
ยาวที่สุดที่เคยได้อ่านมา
แล้วก็ติดงอมแงมอย่างที่ว่าก็นึกออกได้
เพียงเรื่องเดียว

"เพชรพระอุมา ครับ"

ไหล่ด้านซ้ายที่อยู่ใกล้มือคู่สนทนาถูกตบ
เบาๆอย่างถูกใจ

"ใช่เลย ผมอ่านแบบว่า วางไม่ลง
เลย ตีหนึ่งตีสองกว่าจะได้นอน"

"แล้วยิ่งตอนที่ไปรอยืมเล่มต่อไปจาก
คนอื่นนะ"
สีหน้าท่าทางแสดงความอึดอัดคับแค้น
แบบคนที่อยากได้ของมากๆแล้วไม่ได้
ก็ถูกแสดงออกมาให้ผมได้ประจักษ์
ตรงหน้า

จะบอกว่าเข้าใจเลยครับ
ก็คงจะไม่เข้าใจหรอก
หากเราได้เคยเป็นแบบนั้นจริงๆ

ในกรณีผมเองนั้น
ผมซื้อมาทีเดียวทั้งชุด สี่สิบแปดเล่ม
จบเล่มแล้วก็เปิดเล่มใหม่ ต่อไปเรื่อยๆ
จะถูกขัดใจก็ตอนที่ต้องไปนั่งกับคนอื่น
แต่ดันยังอยากอ่านต่อก็เท่านั้น

ผมไม่เคยไปเช่าหนังสือแล้วติดงอมแงม
รอคนที่ยืมไปก่อนหน้าเอามาคืน

หรือแม้กระทั่งยืมมาล่วงหน้าหลายๆเล่ม
แล้วยอมเสียค่าปรับหากคืนล่าช้าเกินหนดไป

กว่าเราจะจบเรื่อง "เพชรพระอุมา" ได้
ก็เล่นเล่ากันไปหลายฉากหลายตอนเลย
ทีเดียว

จากนั้นก็แนะนำต่อไปอีกเรื่องนักอ่านตัวยง
ที่อ่านจริงจังมากกว่าแกอีก
นั่นคือ แฟนแกครับ

ประมาณ
อ่านแบบว่าเป็นพันเล่ม อ่านอีบุ๊ค
สนับสนุนนักเขียนหน้าใหม่ในแอพพลิเคช่ัน
ที่ชื่อ meb
อ่านๆๆ เพราะเรียนจบมาทางด้านนี้
จนแกยุแฟนให้ลองเขียนหนังสือบ้างสิ
(ไม่รู้ว่าอันนี้อำเล่นหรือพูดจริง
เพราะว่าแกชอบอำเล่น)

จากนั้น แกก็ได้แนะนำให้ผมลองใช้อีบุ๊ค
ชี้ให้เห็นข้อดีในหลายๆด้านที่เราไม่ต้อง
แบกหนังสือหลายเล่มบ้าง
ความสะดวกอีกมากมายก็พลั่งพลูออกมา

จนยืดยาวไปจนถึงอายุอานามกัน
ซึ่งเอาจริงๆแล้วผมก็เพิ่งทราบอายุแกว่า
อายุมากกว่าผมอยู่เพียงห้าปีเท่านั้น
ซึ่งที่ผ่านมานั้น

ผมมองแกว่าเป็นผุ้ใหญ่กว่าตัวผมเองอยู่
อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดปีขึ้นไป

จนกระทั่งพนักงานที่รัานสะกิดแจ้งว่า
ของที่สั่งไว้มาครบเรียบร้อยแล้ว
เราจึงได้ล่ำลากัน

เอาจริงๆแล้วผมก็ไม่ค่อยได้คุยกับแก
มากเท่านี้มาก่อน

อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ค่อยมีเรื่อง
หรือ หัวข้ออะไรมากให้เราได้คุยกัน
มากเท่าเรื่องหนังสือแบบที่เล่ามานี่ก็ได้