สมมุติว่า ทุกข์ คือ หน้ามือ
กลับกัน สุข คือ หลังมือ
และ นิพพาน คือ ไม่มีมือ
แน่นอนว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่
ใครสักคนจะรู้แจ้งแบบพระพุทธเจ้าได้
หากเราคิดเช่นนั้น ซึ่งผมเองก็เคยคิด
มาก่อนว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร
โลกเรามีคนที่พิเศษเหนือกว่าคนอื่นๆ
เพียงนั้นได้ด้วยหรือ
เกิดมาแล้วเดินบนดอกบัวได้อย่างไร
ที่ศรีษะมีรัศมีเรืองรองแจ่มจ้าดั่งรูปภาพ
ที่วาดไว้จากไหน
ทั้งหมดล้วนเป็นคำถามในใจผมทั้งสิ้น
จนกระทั่งได้เติบโตและเรียนรู้ด้วย
ตัวเอง
จนได้รู้ว่า ในโลกนี้ล้วนไม่มีอะไร
จริงแท้ตอลดไป นอกจากธรรม
ที่เหลือนั้นเป็นเรื่องราวที่เล่าต่อกันมา
ผิดเพี้ยนบ้าง เสริมเติมแต่งบ้าง
อาจจะด้วยความหวังดี หรืออย่างไรก็
แล้วแต่
กลับมาที่เรื่องการเดินทางของชีวิตเรา
เราพยายามไล่ล่าหาความสุข หลีกหนีกับ
ความทุกข์ที่อยู่รอบตัวอยู่ทุกๆวัน
เราออกไปทำงาน หาเงิน เพื่อมาจับจ่าย
ก่อให้เกิดความสบายกับชีวิตบ้าง
เราออกไปท่องเที่ยวหวังปลดเปลี้ยงความ
อ่อนล้าทางกายใจลงบ้าง
แล้วค่อยกลับไปต่อสู้กับชีวิตอีกครั้ง
เราเป็นแบบนี้วนเวียนไปเรื่อยๆ
บางคนมองเห็นวัฎจักร
บางคนไม่
บางคนทุกข์สุขไปเรื่อยๆ
บางคนเข้าใจ อะไรก่อให้เกิดเหล่านี้
หากถอยออกมามองให้ดี
ชีวิตนี้ แทบไม่มีอะไรเลย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น