วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

ลุยเดี่ยวเที่ยวภู (๗)



-บ่ายสองโมงวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559

ปิดหนังสือลงใส่กระเป๋าเป้เดินไปเช่าจักรยาน
ราคานั้นแพงเอาเรื่องอยู่ครับ ค่าเช่าอยู่ที่ 360 บาท
พอได้จักรยานก็พุ่งตรงไปที่ผาหมากดูกเป็นจุดหมายแรกเลยครับ


เริ่มปั่นแรกๆด้วยความคิดว่าจะสบายกว่าการเดินมากๆ
แต่อะไรๆมักไม่ค่อยเป็นไปอย่างที่คิดหรอก
พื้นด้านบนของภูกระดึงนั้นส่วนใหญ่เป็นทราย
เนื่องจาก 350 ล้านปีก่อน ตรงนี้เคยเป็นทะเลครับ
การขี่จักรยานบนทรายที่อ่อนนุ่มจึงยากต่อการบังคับ
แต่ก็เป็นบางที่นะครับที่พื้นทรายจะนุ่มยวบ
ส่วนใหญ่ก็ผ่านการเดินการกดทบจนแน่นจนคล้ายพื้นดินทั่วไป

วิวจากผาหมากดูก
ตามผาต่างๆจะมีร้านค้าประจำอยู่อย่างน้อยสองร้าน
ซึ่งเราสามารถหาซื้ออาหารเครื่องดื่มได้ตลอด


ปั่นไปเรื่อยๆแวะนั่งพักตามผาชมวิวทิวทัศน์พอชื่นใจแต่ละผาไป
ผมแวะนอนอ่านหนังสือบนเปลใต้ร่มเงาสนสองใบที่ผานาน้อย
เคล้าบรรยากาศด้วยฉี่เสือดาวอีกหนึ่ง ซึ่งเป็นของหายากบนนี้
ต่อไปก็ต้องไปรอชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสักครับ
พอไปถึงผาหล่มสักปั๊ป ก็คิดว่ามีทัวร์จีนมาลง
ผู้คนหนาแน่นจริงๆ แทบไม่มีที่ให้ยืนบริเวณผาเลย


ยืนดูตะวันลับไป มีน้องๆมาขอให้ถ่ายรูปให้อีกสองกลุ่ม
กล้องที่หิ้วไปไม่มีโอกาสได้ลั่นชัตเตอร์ตามที่ใจหมายไว้
ตะวันเคลื่อนที่ไปตลอดเวลา ชีวิตเราก็เช่นกัน
ไม่ควรย่ำอยู่กับที่เพื่อรอความตายโดยที่ไม่ได้สร้างสรรค์
สิ่งๆต่างให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์

ท้องฟ้าเริ่มปรับสีให้ดำขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมกับเปิดไฟหรี่ให้ดาวต่างๆทอประกายระยับ
แล้วการขี่จักรยานกลับก็ยากกว่าตอนที่ขี่มาอีกเท่าตัว
แต่ก็ไม่มีอะไรยากเกินความตั้งใจของเราอีกเช่นเคย
ระยะทางแค่เก้ากิโล ยังมีคนที่ต้องเดินเท้าอีกมากมาย
ไม่เห็นมีใครท้อสักคน!

เมื่อกลับถึงวังกวางได้ก็ล้างหน้าล้างตาล้างเท้า
อาบน้ำหรอ ไม่ไหวอ่ะครับ หนาวเกินไป ประเดี๋ยวจะไข้เอา
คืนนี้คืนสุดท้ายแล้วก็เดินไปที่ร้านขายของฝากหลังจากกินข้าวเสร็จ


เป็นร้านขายของที่ระลึกต่างๆ เสื้อยืด โปสการ์ด ฯลฯ
จะให้ส่งโปสการ์ดก็ไม่รู้จะส่งหาใคร

ที่คั่นหนังสือล่ะกัน เผื่อได้ใช้เอง
อยู่ตรงนี้คุณคิดถึงใคร?
เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งก่อนหน้านั้นผมมีคนที่ให้คิดถึงอยู่
และก็ยังคอยซื้อสิ่งของตามที่ต่างๆไปฝากเป็นประจำ
แต่บัดนี้เป็นเพียงแค่ได้คิดถึงเท่านั้นเอง
การพบพรากจากลาเป็นเรื่องแสนธรรมดาของชีวิต
เป็นเรื่องธรรมชาติที่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ
แต่เป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าจะทำใจยอมรับได้ในทันที

ระหว่างทางที่เดินจากร้านขายของฝากมายังเต๊นท์ที่พัก
มองบนท้องฟ้ายังคงมีดวงดาวนับล้านแข่งกันทอประกายระยิบ
อากาศเย็นช่ำห่อหุ้มทั้งภูไว้ให้ที่นี่มีมนต์ขลัง
ความหลงใหลบอกกับตัวเองว่า ถ้ามาปีล่ะหนคงจะดี
ไม่รู้ว่าครั้งหน้าอยากจะมีใครมากับผมรึเปล่า

ลุยเดี่ยวเที่ยวภู (๘)




เช้าตรู่วันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559

เช้านี้ลุกออกจากเต๊นท์มาล้างหน้าแปรงฟันราวหกโมงครึ่ง
เพราะว่าต้องรีบเอาของไปฝากลูกหาบ
เนื่องจากมีบทเรียนแล้วหนิครับ หากฝากสายแล้วเดินลงไป
มีหวังได้นั่งรออยู่ด้านล่างไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมงแน่ๆ


ราวๆเจ็ดโมงกว่าๆคนเริ่มเยอะแล้วครับ
แต่ผมเอามาฝากก่อนเจ็ดโมง น่าจะได้เป็นหาบแรก

เบ๊นซ์แห่งภูกระดึงมารอรับของ
ฝากของเสร็จก็ได้เวลาอาหารเช้า

มื้อนี้ขอไข่กะทะกับชาร้อน
เสร็จแล้วก็เก็บเครื่องนอนไปคืนครับ เดินชิลบรรยากาศอีกหน่อย

ได้เวลาเดินทางกลับ
เห็นอะไรก็เป็นคู่ๆไปหมด
ขากลับจากวังกวางไปหลังแปผมเดินอย่างทอดน่องไปเรื่อย
มองดูพืชพรรณไม้ต่างๆตามเส้นทางที่เดินผ่าน อากาศเย็นกำลังดี
ขาลงนี่หลายๆท่านคงมีปัญหาเรื่องรองเท้ากันเยอะนะครับ
หากใครสวมรองเท้าที่หลวมสักนิดก็จะรู้สึกว่าเวลาเดินลงนานๆ
ปลายเท้ามีรู้สึกเจ็บมากกว่าการเดินขึ้นมาก
แนะนำเลยว่าให้หารองเท้าดีๆสวมใส่ในการมาเที่ยวภูกระดึง
นุ่ม เบา กระชับ คล่องตัว เพียงเท่านี้การเดินก็จะมีความสุขมากขึ้น
พอผมลงไปเรื่อยๆเริ่มเจอกับนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินขึ้นมา
ทำให้นึกถึงสีหน้าของตัวเองที่กำลังลิ้นห้อยด้วยความทรมาน
เวลาของความทุกข์ช่างยาวนานเสียจริง
มองย้อนกลับไปก็ได้แต่ยิ้มกับตัวเองในใจ
จึงได้เอ่ยทักทายกับหญิงชายคู่หนึ่งที่กำลังเดินสวนกัน
"สู้ๆครับพี่ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว"
รอยยิ้มที่เรามีให้กับเพื่อนมนุษย์นั้นมีค่าเสมอ

มองย้อนกลับไปหนทางช่างเป็นครูที่ดีจริงๆ
10:29 ถึงศูนย์ด้านล่างแล้วครับ
เก็บข้าวของใส่รถเปลี่ยนรองเท้าได้ก็รุดไปอาบน้ำก่อน
น้ำด้านล่างนี่ก็เย็นไม่แพ้บนภูเลยครับ
เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็รู้สึกกลายเป็นคนใหม่
นั่งรอลูกหาบไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็มาถึง
จากนั้นก็ได้เวลาเดินทางกลับบ้านครับ
ลาก่อน ภูกระดึง แล้วจะมาเยี่ยมใหม่

การเดินทางของชีวิตเราจริงๆไม่เคยสิ้นสุด
ในทุกๆวันที่เรายังมีลมหายใจ เรายังคงดิ้นรนกันต่อไป
ขอเพียงให้เราทำทุกๆวันที่เรามีชีวิตอยู่ให้มีความหมาย
เดินทางไปตามเป้าหมายและความฝันที่หวังไว้
ถึงแม้จะเหนื่อยแทบขาดใจ ได้คลานไปทีละนิดก็ยังดี
แต่โชคดีที่ผมถึงยอดภูโดยไม่ต้องคลาน ;)

เย็นวันนี้ดูพระอาทิตย์ตกที่เนินทับกวาง
ไว้พบกันใหม่
สวัสดีครับ





วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

ลุยเดี่ยวเที่ยวภู (๖)




-ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559

เมื่อคืนผมนอนหลับไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่
ความจริงควรจะหลับเป็นตายซะด้วยซ้ำ
กลับกลายเป็นว่าผมนอนหลับๆตื่นๆทั้งคืน
ไม่รุ้ว่าเพราะอะไร?
ราวๆตีสี่สี่สิบห้านาทีลุกออกจากเต๊นท์ไปล้างหน้า
แปรงฟันเตรียมตัวที่จะเดินไปชมพระอาทิตย์โผล่จากขอบฟ้า
เจ้าหน้าที่ประกาศแจ้งเวลาการนำทางไว้ที่ตีห้า
หลังจากนั้นจะต้องเดินไปเอง แต่ก็ไปไม่ยากหรอกครับ
พอถึงกำหนดเวลาเจ้าหน้าที่เค้าก็เริ่มนำทางไป
เดินไปในความมืด แต่ละคนแต่ละกลุ่มก็ต่างมีไฟฉาย
ช่วยกันส่องทางเป็นทิวแถว
มองย้อนกลับหลังไปจึงกลายเป็นขบวนไฟฉายหลายโบกี้
มองแล้วสวยงามแปลกตาอย่างที่ไม่ค่อยจะได้พบบ่อยๆ

ผมชอบบรรกาศช่วงนี้นะครับ
อากาศหนาวเย็นจนต้องเอามือซุกในกระเป๋า
ซึ่งลองเอาออกมาไว้ข้างนอกสักแปป มือแทบชา
เงยหน้ามองไปบนฟ้าเราจะเห็นอภิมหาคาราวานดาว

"ดาวนับล้านที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
จะมีไหมหนาที่ลอยอยู่เองเฉยๆ
ไม่ยอมโคจรหมุนไปไหนเลย
ไม่เคย ไม่เห็นเลยสักดวง"

ฮัมเพลงในลำคอไปเรื่อย
ผมเองเป็นคนที่ชอบเหม่อมองไปบนท้องฟ้า
ยิ่งบรรยากาศที่มีดาวเต็มท้องฟ้าเช่นนี้แล้ว
ทำให้รุ้สึกได้ว่าเรานั้นช่างเล็กกระจ้อยร่อยเพียงไร
ในจักรวาลอันกว้างใหญ่เกินที่เราจะหยั่งถึงได้นั้น
ยังมีสิ่งอื่นๆที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
ทำให้ผมได้ลองเปิดใจเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆได้เสมอ
(เมื่อวานก็ความเจ็บปวดครั้งใหม่)

จากศูนย์ถึงผานกแอ่นไม่ไกลครับ ราวๆพันห้าร้อยเมตร
เดินสบายๆไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้วครับ
ณ จุดชมวิวมีเจ้าหน้าที่นำเครื่องดื่มร้อนมาไว้บริการด้วย
มีกาแฟ กับโอวัลติน หรือไมโล? จำไม่ได้
แต่จำได้ว่าแก้วล่ะยี่สิบห้าบาท
กาแฟร้อนๆใส่แจ็คไปสักหน่อยกลมกล่อมคลายหนาวดี
พระอาทิตย์ขึ้นหกโมงสี่สิบสามครับ
มีเวลาเหลืออีกตั้งชั่วโมงกว่าๆ
เดินออกจากที่พักหกโมงเช้ายังทันเลยครับ
แต่มาแล้วก็เอาบรรยากาศซะหน่อย


คนอื่นๆเค้ามากันเป็นคู่ก็ถ่ายรูปกันไปเรื่อย
ไอ้เราก็ไม่ค่อยชอบจะถ่ายรูปตัวเองเท่าไหร่
เคยถ่ายรูปตัวเองไว้แล้วเปิดมาดูทีไรตกใจทุกที
(ฮ่า ฮ่า)
เอาล่ะ ชมพระอาทิตย์ขึ้นจนอิ่มใจแล้วก็ได้เวลา
กลับไปหารับประทานอาหารเช้ากันซะหน่อย
ผู้คนก็ทยอยเดินกลับกันเรื่อยๆ
บางท่านเดินกลับตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นก็มี

ระหว่างเดินกลับศูนย์
มีภาพตัวเองแล้ว เย้!
จะถึงศูนย์ล่ะ หันกลับไปย้อนแสงอีกสักภาพ
ถึงศูนย์ได้ก็เดินดุ่มๆไปที่ร้านค้าเลยครับ
ยังไม่หิวมากเท่าไหร่หรอก แต่อยากกิน
ระหว่างนั่งกินข้าวไปก็นั่งวางแพลนวันนี้ไป
ต้องบอกว่าสถานที่ท่องเที่ยวบนภูนั้นมีเยอะ
เยอะเกินกว่าจะเที่ยวหมดภายในวันเดียว
ซึ่งก็มีเดินเที่ยวชมน้ำตกต่างๆกราบไหว้พระพุทธเมตตา
ซึ่งรวมๆระยะทางการเดินทั้งหมดก็น่าจะห้ากิโลได้
แล้วถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสักก็อีกเก้ากิโล
สระอโนดาด ผาต่างๆตามทางฯ

อิ่มท้องแล้วก็กลับเต๊นท์เตรียมข้าวของเดินป่าก่อนล่ะกัน
หนังสือหนึ่งเล่น กล้อง สายชาร์ตพร้อมพาวเวอร์แบงค์
น้ำเปล่า มีดพก สมุด ปากกา
นั่งเล่นใกล้ๆกับศูนย์สักหน่อยก่อนล่ะกัน
เพื่อดูแผนการเดินทางกลับของพรุ่งนี้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง
เครื่องนอนเอามาคืนได้ตั้งแต่เจ็ดโมง
ฝากของหาบเปิดรับเจ็ดโมงเช่นเดียวกัน มาก่อนก็ได้
พอได้แผนคร่าวๆแล้วก็เดินเล่นอีกสักนิดชมบรรยากาศยามเช้าบ้าง


แล้วก็เริ่มการเดินทางวันนี้ครับ
เดินเที่ยวไปตามน้ำตกต่างๆ

ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นน้ำตกเพ็ญพบจากมุมบนครับ
ใบเมเปิลแดง สัญลักษณ์หนึ่งของที่นี่
แช่เท้าได้ไม่เกินสิบห้าวิครับ ไม่งั้นเท้าชา เพราะความเย็น

เดินเที่ยวชมน้ำตกจนเหนื่อยเหงื่อชุ่มแล้วก็แวะสักการะพระพุทธเมตตา
จากนั้นก็เดินทางกลับที่พัก อาบน้ำเย็นๆ ให้ชุ่มฉ่ำ
ช่วงเที่ยงๆนี่ไม่ค่อยนักท่องเที่ยวมาใช้ห้องน้ำเยอะเหมือนช่วงเย็น
เราจึงอาบน้ำร้องเพลงได้อย่างเพลิดเพลินเจริญใจ
อากาศถือว่าไม่ร้อนเท่าไหร่นะครับยามเที่ยงวัน
สบายกายจากเหงื่อไคลแล้วก็หาข้าวรองท้องแล้วครับ
อยู่บนนี้เพียงลำพังได้แต่กินอะไรไปเพื่อประทังชีวิตพอครับ
เอาระหว่างทางกลับบ้านค่อยจัดหนักทีเดียวดีกว่า
ท้องอิ่มแล้วก็หาร่มไม้พักผ่อนอ่านหนังสือซะหน่อย

อยู่โดดเดี่ยวควรเคี่ยวกับปรัชญา
ผมไม่รู้ว่าหลายๆท่านเป็นเช่นเดียวกันหรือเปล่า
เรามักจะได้ไตร่ตรอง พิจารณาความคิด 
ในห้วงเวลาที่ได้อยู่สองต่อสองกับตัวเอง
ไม่มีเรื่องใดให้กังวลเมื่อได้อยู่กับสถานที่อันกว้างใหญ่ของธรรมชาติ
และการได้มาอ่านหนังสือในท่ามกลางธรรมชาติ
ก็ยิ่งทำให้เรามีความเข้าใจในตัวอักษรมาขึ้นด้วย
ผมขออนุญาติคัดลอกสักตอนหนึ่งของหนังสือมาลงให้อ่านนะครับ

"จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก
ขอให้ความรักนั้นเป็นเสมือนหนึ่งห้วงสมุทร
อันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยใบเดียวกัน
จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน
จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง
แต่ขอให้แต่ละฅนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว
ดังเช่นสายพิณนั้นต่างอยู่โดดเดี่ยว
ทว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองเดียวกัน
และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่อย่าใกล้กันนัก
เพราะเสาของวิหารนั้นก็ยืนอยู่ห่างกัน
และต้นโอ๊คต้นไซเพรสก็มิอาจเติบโต
ใต้ร่มเงาของกันและกันได้"

ส่วนหนึ่งจากบทที่อัลมิตราถามเรื่อง"การแต่งงาน"กับพระคุณท่าน

เพียงบทนี้ก็ทำให้ผมได้ใช้เวลานั่งคิดกับตัวเองไปหลายสิบนาทีแล้ว
ความรักของตัวเองที่ผ่านมา แม้ไม่เคยไปถึงขั้นแต่งงานสักครั้งก็เถอะ
เมื่อครั้งวัยรุ่นความรักช่างหอมหวาน น่าค้นหา
เมื่อมีคนรักก็หวงแหน ดั่งกับว่าคนรักนั้นเป็นของเราเพียงคนเดียว
เอาคำว่ารักไปอ้างเรื่องนู่นนั่นนี่ในการกระทำต่างๆ
จริงๆแล้วเราเพียงรักตัวเองซะมากกว่าที่บอกว่ารักเขา
พอโตขึ้นมาบ้างความอยากครอบครองก็ลดน้อยลง
จวบจนปัจจุบันนี้เหลือเพียงแค่ความห่วงใย แม้ยากจะทำใจก็ตาม

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2559

ลุยเดี่ยวเที่ยวภู (๕)




กว่าจะลากสังขารที่ปวกเปียกมาถึงที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางได้
อธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยากจริงๆครับ ไม่เชื่อต้องลอง แฮ็งค์ ฮ่าๆ
เมื่อถึงศูนย์ก็ทำการเช็คอินที่พักหน่อยครับ
ค่าบริการต่างๆต่อคืนก็จะมี
เต๊นท์ หากเป็นหลังขนาดสี่คนราคา 225 บาท
และ 100 บาทสำหรับเต๊นท์นอนคนเดี่ยว
หมอน 10 บาท
แผ่นรองนอน 20 บาท
ถุงนอน 30 บาท
ผ้าห่มเล็ก 30 บาท
ผ้าห่มใหญ่ 50 บาท




ตอนนี้ก็ 20 กว่าๆเอง

ตรงนี้ไม่ได้ใช้บริการเลยครับ แบตเหลือเพียบ เพราะทำได้แค่ถ่ายรูป
เปิดบริการ 07:00 - 22:00
จ่ายเงินรับใบเสร็จมาก็เดินมาด้านหลังเพื่อรับเครื่องนอนต่างๆ

รับเครื่องนอนแล้วก็เดินเลือกเต๊นท์ได้ตามสบายเลยครับ
ถึงเต๊นท์ผมโยนเครื่องนอนเข้าไปปลดกระเป๋าสะพายลง
ถอดรองเท้า ถุงเท้า เหยียดขาให้สบายสักหน่อย...
นั่งพักจนอาการพอทุเลาลงบ้างแล้วก็เดินไปล้างหน้า ล้างเท้า
(ดีนะมีรองเท้าแตะมาในกระเป๋าใบนี้)
หลังจากนั้นก็ตรงไปที่ร้านค้าก่อนเลยครับ
ลมจะจับอยู่แล้ว เพลียจริงๆ


เดินเลือกมากไม่ได้แล้วครับ อารมณ์นี้
เจออะไรที่พอกินได้ก็นั่งสั่งไปก่อนเลย
ราคาข้าวของบนต้องทำใจหน่อยนะครับ
ผมสั่งโจ๊กเด็กใส่ไข่กับปลาท่องโก๋
โจ๊ก 60 ไข่ 15 ปลาท่องโก๋ 5 ตัว 20
น้ำเปล่าเล็ก 30 ใหญ่ 50 สุราไม่มีนะครับ
ร้านอาหารบนนี้มีรายการอาหารคล้ายๆกันหมดเลยครับ
กระอักกระอ่วนยัดเข้าไปจนหมดก็ได้เวลาไปรอของจากลูกหาบ

จากหลังแปมาถึงวังกวางสัมภาระจะถูกเข็นมาด้วยรถเบ๊นซ์
จุดนี้ทำให้ได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งครับ
ลูกหาบเดินขึ้นช้ากว่าเรามากๆ
ผมใช้เวลาสามชั่วโมงสี่สิบนาที
ลูกหาบอาจจะใช้หกถึงเจ็ดชั่วโมงเลยทีเดียว
พบอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ความเย็นยะเยือกทะยานเข้ามา
ผมได้แต่นั่งรอตาปริบๆอยากจะอาบน้ำก็ไม่มีผ้าเช็ดตัว
อากาศเริ่มเย็นก็ไม่มีเสื้อกันหนาว
เป็นอันว่าผมนี่ผิดพลาดไปหมดตั้งแต่แรกเลยทีเดียว
หากเป็นไปตามแผนที่คิดไว้คงไม่ต้องมานั่งรอแบบนี้
ได้แต่นั่งคิดไปตามภาษาคนไม่มีอะไรจะทำ
ทำไมน้าาาา ถึงได้เมาขนาดนั้น
หากไม่ดื่มเยอะแล้วพักผ่อนเพียงพอ
หากขับรถมาถึงที่นี่แต่เช้า
หากฝากของแต่เช้า ของก็จะมาถึงที่ราวบ่ายๆ
กรรมของผมจริงๆรอของถึงสองทุ่มครึ่ง
ได้มาก็ไม่อาบแล้วครับ น้ำ
อุณหภูมิราวสิบเจ็ดองศาแล้ว
จะหาร้านนั่งชิลก็ไม่มีที่ที่ต้องการหรอก
ร้านนั่งดื่ม มีแต่ร้านนม 3 วัน 2 คืน
เดินไป เดินมาแถวๆร้านค้าขายของ
ผู้คนเยอะแยะมากมายนั่งรับประทานอาหารกัน
ขวดแจ็คเดเนียลขนาด 20 Cl นอนอบอุ่นอยู่ในเสื้อกันหนาว
นานๆทีจะถูกดึงออกมาเปิดฝาให้ได้รับอากาศหนาวบ้าง
ราวๆสามทุ่มครึ่งผมก็ล้างหน้าแปรงฟันนอนล่ะ
พรุ่งนี้ต้องตื่นก่อนตีห้าเพื่อเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้น
ที่ผานกแอ่นพร้อมสัมผัสกับอากาศหนาวๆ
ข้างๆเต๊นท์ที่ผมนอนก็จะมีเพื่อนนักท่องเที่ยวมาพักอยู่ด้วย
รู้สึกว่าจะเป็นนักศึกษาชายปีสุดท้ายสองคน
คนหนึ่งมีแฟนสองคน อีกคนไม่มี
ครับ เค้าคุยอะไรกันผมได้ยินหมดเลย
มันใกล้และเงียบมากๆ เพราะฉนั้น
นอนฟังไปเหอะ จนกว่าจะหลับ
จะให้ย้ายของไปในโซนเงียบๆกว่านี้ก็ไม่ไหวล่ะครับ

อุณหภูมิก่อนนอนครับ

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

ลุยเดี่ยวเที่ยวภู (๔)




-บ่ายโมงวันพฤหัสที่ 7 มกราคม 2559

เดินผ่านด่านที่เจ้าหน้าที่ขอตรวจบัตรแล้วก็จะพบป้ายบอกสถานที่
และระยะทางว่าจะต้องเดินอย่างท้อแท้ไปอีกสักเท่าไหร่


แค่นี้จิ๊บๆ เริ่มเลยล่ะกัน

ขึน ลง ได้ไม่เกินบ่ายสองนะครับ
การเดินทางย่อมมีก้าวแรกเสมอ
ระยะทางจากศูนย์ถึงซำแฮกซึ่งเป็นจุดพักจุดแรก 1 กิโลเมตร
ซึ่งจุดแรกนี้เป็นจุดที่ลาดชั้นมาก แต่น้อยกว่าระยะสุดท้ายก่อนถึงหลังแป
ใครผ่านซำแรกไปได้ก็ถือว่าผ่านถึงยอดภูได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
แต่....แต่อีกแล้ว ร้อยเมตรแรกลมหายใจผมเริ่มถี่
ผ่านไปสิบนาทีเท่านั้นแหละครับ เหมือนลงนรกทั้งเป็น
นำ้หนักกระเป๋าเป้ที่สะพายหลังอยู่หนักราวๆ 4 กิโลกรัม
ร้องเท้าออกกำลังกายอย่างนุ่มและเบาช่วยในการเดินปีนป่ายได้ดี
หมวกตาข่ายครึ่งใบมีปีกกันแดดกันร้อนและแสงแดดแยงตา
ทั้งหมดนี้ คงจะดีถ้าไม่มีคำว่า "แฮ็งค์" รวมอยู่ด้วย

คุณเคยได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังแค่ไหน?
ผมคิดว่าเวลานั้นผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงหัวใจตัวเอง
ที่เต้นราวกับว่าอยากจะทะลุออกมาตุบๆข้างนอกร่างซะดีกว่า
กับเสียงลมหายใจที่เข้าออกอย่างหนักหน่วงเหมือนจ้ำร้อยเมตรมา
เหงื่อออกตามซอกมือและเท้า ขาที่แข็งกำยำจากการเล่นกีฬาผาดโผน
เริ่มเบาหวิวจนแทบจะไม่มีแรงก้าวเดินต่อไป
นี่ยังไปไม่ถึงไหน เป็นถึงขั้นนี้แล้ว
(ชิบหงาย เดินไปเรื่อยๆแล้วตูจะตายมั้ยเนี่ย)
เดินได้ห้าสิบก้าวพักสิบวิ นั่นเป็นสิ่งทีเกิดขึ้นจริง ไม่เชื่อลองแฮ็งค์ดู!!

ผู้คนที่เดินสวนลงมาต่างหน้าตาอิดโรยบ้าง
สนุกสนานเฮฮาเป็นกลุ่มๆลงมาบ้าง
บางคนชวนคุย ทักทาย ยิ้มให้บ้าง
มีน้องผู้หญิงน่ารักคนหนึ่งบอกว่า "สู้ๆพี่ อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว"
ในใจคิด เอาก็เอาว่ะ ถ้าผู้ชายมาพูดนี่จะไม่เชื่อเลย
ลุกขึ้นยืนด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง กัดฟันเดินต่อไป...

หยิบขวดน้ำที่เหน็บไว้ข้างเป้ขึ้นมาจิบ
ขนลุกชันด้วยอาการของขึ้น น้ำตาคลอขอบตา
หัวใจเริ่มเต้นช้าลง ยัดขวดน้ำเก็บ ก้าวเท้าต่อไป
กว่าจะถึงซำแฮก ผมนั่งพักอย่างถ้อถอยไปไม่ต่ำกว่าห้ารอบแล้ว

แฮกจริงๆ
แทบทุกๆซำจะมีร้านค้าขายอาหาร เครื่องดื่ม
ผลไม้ ฯลฯ ให้ได้รับประทานกันตลอดทาง
แต่ผมกินอะไรไม่ลงหรอกครับ เวลานี้
เดินผ่านคนที่นั่งพักไปด้วยความอื้ออึง
สุดร้านค้ามีห้องน้ำอยู่ เลยแวะล้างหน้า ล้างตาซะหน่อย
หนทางหลังจากซำแฮกขึ้นไปไม่ค่อยลาดชันเท่าไหร่แล้วครับ
พอเดินได้เรื่อยๆอย่างไม่เหนื่อยมากนัก
ผมแวะนั่งดื่มน้ำแดงมะนาวโซดาที่ซำกกหว้า
ระยะทาง 2,940 เมตรจากด้านล่างที่ราคาแก้วละ 20 บาท
ยิ่งสูงขึ้น ยิ่งแพงครับ เพราะร้านค้าต่างๆต้องจ้างลูกหาบ
หรือไม่ก็หาบขึ้นมากันเอง
น้ำเปล่าขวดเล็ก 600 มล.ก็ 20 บาท
ดื่มน้ำหมดแก้ว จนรู้สึกสนชื่นขึ้นมาก็ไปต่อเลยครับ
กลัวว่าจะมืดก่อนถึงวังกวาง
เพราะพี่ที่เดินสวนกันบอกว่า วันที่เค้าเดินขึ้นเวลาบ่ายโมง
กว่าจะเดินไปถึงวังกวางก็หกโมงเย็นนู่นแหนะ
(นานขนาดนั้นเชียว?)

กอไผ่เยอะๆแบบนี้ ซำกกไผ่แน่นอนครับ
ตลอดทางเราจะพบกับลูกหาบที่หาบของขึ้นลงอยู่เรื่อยๆครับ
บางทีผมชอบเดินตามลูกหาบไปเรื่อยๆนะครับ
เพราะลูกหาบหลายคนจะมีลำโพงติดกับคานหาบไว้เปิดเพลงฟัง
บางที่เจอเพลงถูกใจ ฮ่าๆๆ

ซำกกโดนวิวสวยดีครับ มองเห็นเมืองด้านล่าง
แวะถ่ายรูปซะหน่อย พักเหนื่อยไปในตัว
เอาฟิล์มไปล้างเมื่อไหร่จะเอามาให้ชมกันครับ

หลายๆคนคงสังเกตุเห็นแตกก้อนนี้
ซำแคร่เป็นที่สุดท้ายก่อนถึงหลังแป
ผมนั่งพักที่เก้าอี้ไม้ไผ่สี่ท่อนตัวแรก
ควักน้ำข้างกระเป๋าขวดที่สองมาจิบ
พยายามจิบมาตลอดทางแหละครับ
ตรงนี้ผมนั่งพักนานกว่าเดินนิดนึง
เพราะหนทางข้างหน้าถือว่าหินครับ

หินอย่างนี้เลยครับ ฮ่าๆๆ

ชื่อใครดูเอา ชื่อผมยังมีคนเขียนให้เลย
จากซำแคร่ถึงหลังแป ระยะทาง 1,300 เมตร
ซึ่งเป็นทางเดินแบบลาดชัดสุดๆ
ยิ่งกว่าก่อนถึงซำแฮกอีกครับ
มีทั้งปีนป่าย รวมทั้งบันไดชัน
อาการล้าของขานั้นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ซ้ำร้ายกว่านั้นครับ บุคคลที่ไม่อยากพบในชีวิต
กลับมาเยี่ยมเยียนระหว่างเดินขึ้นบันไดชัน
ก่อนสุดบันไดพี่คริวก็จับขาซ้ายผมไว้
พยายามยืนนิ่งๆมือจับราวเหล็กอย่างกลัวว่ามันจะหายไป
หากพี่คริวจับขาผมหนักกว่านี้ผมอาจจะร่วงลงไปก็ได้
โชคยังดีครับ สิบห้าวิพี่เขาก็จากไป
ผมเลยใช้แต่เท้าขวาก้าวขึ้นไปแทน

บันไดคู่นี้เลยครับ ที่พบเจอกับพี่คริว
ช่วงนี้เป็นวิกฤตเลยก็ว่าได้ครับ
อาการส่อแววไม่ดีแล้วยิ่งทางชันด้วย
เอาล่ะสิ อยากจะได้โปรแตสเซียมจริงๆ
จะไปหาจากไหนหล่ะ แหม่ คิดไปได้
กัดฟันเดิน ค่อยๆไปครับ พักบ่อยๆหน่อยล่ะกัน

มันเป็นเรื่องของการชนะใจตัวเองนะครับ
ในการที่เราพลักตัวเองให้มาอยู่ ณ จุดๆนี้
ถอยหลังกลับไม่ได้แล้วครับ ในเมื่อเริ่มแล้ว
ต่อสู้กับการทรมานทางกายได้ด้วยใจเข้มแข็ง
แล้วเราจะถึงจุดมั่งหมาย

ถึงหลังแปแล้ว เฮ้!
ผิดคาดครับ ถึงหลังแปอย่างไว
อากาศบนนี้เย็นสบายมากครับ สี่โมงเย็น
อากาศคะเนไว้ที่ 23 องศาครับ ชิลลลลล
จุดนี้เป็นจุดที่ใครขึ้นมาก็ต้องถ่ายรูปแหละครับ
จากนี้อีกสามกิโลกว่าๆทางพื้นเรียบถึงวังกวาง
เดินแบบ สบาย สบายยยยย

เห็นเป็นคู่ๆแล้วอิจฉา(ต้นไม้)

ช่วง กิโลสุดท้าย พี่เค้าก็กลับมาอีกแล้วครับ
เล่นงานเข้าที่เดิมจนแทบล้มทั้งยืน
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อหาท่าบริหารยืดเส้นคลายพี่เค้า
แต่ อ้าววว No Service
ทำไมถึงทำกับฉันได้ ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่า
"ดีแทค ไม่มีสัญญาณ"
กัดฟันคลานต่อไป

16:46 ถึงจนได้






วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

ผมเป็นคนที่โตช้าครับ



เพื่อนๆที่รู้จักคบๆกันมาเกินสิบห้าปีไปแล้วคงเห็นได้ชัด
สมัยมัธยมนั้นเรียกได้ว่าผมนั้นเกือบแคระที่สุดในห้องก็ว่าได้
(และนั่นเป็นจุดเริ่มของฉายานามมาจวบจนปัจจุบัน)
เพิ่งจะมาโตเอาช่วงยุคตรวจบัตรเข้าผับเข้าบาร์นี่เอง
แต่ก็ยังไม่วายโดนเพ่งเล็งว่าอายุไม่ถึงแทบทุกครั้งไป
ไม่รู้ว่าเป็นข้อดีหรือข้อด้อยกันแก่ แต่ที่แน่ๆผมหน้าเด็กตัวเล็ก......จัด
พอเข้าวัยห้าวก็เฮโลไปกับก๊วนเพื่อนๆ พอเรียกได้ว่าระห่ำเล็กๆ(มั้ง)
เรื่องเรียนไม่ค่อยจะสนใจสักเท่าไหร่ จนผู้ใหญ่ว่า "เอาแต่เล่น"
เหนือใต้ออกตกก็พากันทัวร์ไป ทางบ้านก็ไม่มีอะไรให้มามากมาย
แต่ก็ช่วยเหลือกันพอประทังชีวิตรอดได้
เพิ่งจะพอคิดได้ก็เกือบย่างยี่สิบปีเข้าให้แล้ว ว่าต้องเรียนนะ
หลังจากนั้นก็ตั้งใจเรียนมากขึ้น และยังคงตั้งใจเล่นหนักกว่าเดิม
ประเดิมชีวิตวัยรุ่นด้วยหนังสือ "พันธุ์หมาบ้า" บ้ากันทั้งแก็งค์เลยครับ
มีสุราเป็นไอดอลกันเลยทีเดียว หุ หุ ตรงนี้ผมว่ามันเป็นข้อดีนะครับ
การดื่มสุราได้สังคมจริงๆ ชนิดว่าหาเพื่อนที่จะคบกันไปอีกสิบยี่สิบปีได้
ไม่เชื่อลองดู ประเดี๋ยวจะหาเหล้าเช้ามาระบำคู่โซดากรอกแก้วให้ได้
ทุกวันนี้พอส่องกระจกมองดูตัวเองแล้วถามในใจว่าโตหรือยัง?
ก็ไม่เห็นที่จะต้องลังเลให้คำตอบว่า ยังครับ! ยังไม่อยากโตครับ
คุยกับคนโตๆมาหลายคน
ส่วนใหญ่จะมองเห็นความผิดพลาดมากกว่าความเป็นไปได้
มองเห็นความล้มเหลวมาก่อนความสำเร็จ
พยายามหาสิ่งต่างๆมาทำให้ตัวเองพร้อมก่อนที่จะกระโดดลงไป
ห้ำหั่นกับความอยาก ความต้องการที่ตัวเองมี ไม่เหมือนเด็กๆ
อยากทำอะไรใส่ไปเลย ไม่ได้คิดเรื่องเจ็บ
ไม่ใช่ไม่กลัวเจ็บครับ แต่ยิ่งทำมันยิ่งสนุกครับ
ไม่สำเร็จก็แค่เจ็บ พอทำอะไรสำเร็จขึ้นมาดั่งใจ
โครตสุขครับ ให้นรกกินสิเอ้า!

ลุยเดี่ยวเที่ยวภู (๓)



จากประตูทางเข้าอุทยานถึงที่ทำการนั้นไม่ไกล
มีลานจอดรถให้เลือกมากมาย
วันที่ผมไปมีเจ้าหน้าที่บอกให้ไปจอดด้านข้างของที่ทำการ
หาร่มไม้ตรงไหนที่จอดได้ก็เลียบเข้าไปเลยครับ
เจ้าหน้าที่เค้าจะให้บัตรจอดรถเคลือบแข็งมาหนึ่งใบ
ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆในการจอดที่อุทยาน

ด้านหน้าศูนย์บริการครับ
หากใครนั่งรถโดยสารมาก็จะลงตรงนี้แหละครับ
ขากลับก็ขึ้นตรงนี้เช่นกัน

จ่ายค่าบริการ 40 บาทครับ 
เข้ามาภายในศูนย์ฯเพื่อชำระค่าบริการ
เก็บบัตรที่เจ้าหน้าที่ให้ไว้ด้วยนะครับ จะมีตรวจก่อนขึ้นภูอีกครั้งหนึ่ง

จ่ายเงินเสร็จสรรพต่อไปก็เอากระเป๋าไปฝากหาบสักใบ
คะเนจากน้ำหนักกระเป๋าและอาการตัวเองแล้ว ตัวเปล่ายังหวั่นๆ
ออกจากศูนย์บริการทางด้านข้างแล้วเดินไปอาคารหมายเลข 4
ซึ่งเป็นที่รับฝากของขึ้นลงภูครับ
อัตราค่าบริการ 30 บาทต่อ กิโลกรัม
ลองชั่งน้ำหนักกระเป๋ากันก่อนก็ได้ครับ
ของผม 2.7 กิโลกรัม คิดราคาที่ 3 กิโลกรัมครับ
ไม่ควรฝากสิ่งของมีค่าหาบขึ้นไปนะครับ
กระเป๋าของคุณจะถูกรัดด้วยเชือกเป็นกองๆกับคานไม้ไผ่
ซึ่งลูกหาบจะเป็นผู้รัดเอง
บางคนมีถุงตาข่ายก็ช่วยให้สัมภาระเราบอบช้ำน้อยหน่อย
(แต่ส่วนน้อยครับ น้อยจริงๆ)
ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มจากน้ำหนักรวมที่หาบก็จะมีค่าตั๋วครับ ใบละ 5 บาท
ตั๋วนี้เจ้าหน้าที่จะให้เราเขียนชื่อ เบอร์โทรลงไป
มีทั้งหมดสามส่วน ส่วนแรกติดกับสัมภาระที่เราฝาก
ส่วนที่สองเจ้าหน้าที่จะเก็บไว้
ส่วนที่สามให้เราเก็บไว้(ให้ดี)เวลาของไปถึงข้างบนแล้ว
เราต้องใช้ตั๋วยืนยันความเป็นเจ้าของนะครับ
(แต่ไม่รู้ว่าทำตั๋วหายแล้วจะเป็นไง)

ลองเช็คกระเป๋าสะพายก่อนเดินขึ้นสักหน่อยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง
กล้อง หนังสือ สมุดบันทึก ปากกา
กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ พาวเวอร์แบงค์ สายชาร์ตต่างๆ
แว่นตากันแดด รองเท้าแตะ(ทำไมไม่ฝากลูกหาบ?)
เครืองทำความสะอาดร่างกายต่างๆ โลชั่นทาผิว
หมวกไหมพรม กาแฟซอง ไฟฉาย เทอร์โม+ไฮโกรมิเตอร์
ถุงพลาสติค เชือก หนังยาง มีดพก ยาแก้ปวด ยานวด ขวดแจ็ค

เอาล่ะเตรียมตัวเตรียมใจ ข้าวของพร้อมแล้วก็ ป่ะ!!!
สะพายเป้ขึ้นบ่า ตบเท้าหน้าเดิน
(ปวดหัวชิบ ในใจคิด)


วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

ลุยเดี่ยวเที่ยวภู (๒)




-เช้ามืดวันพฤหัสที่ 7 มกราคม 2559

ราวๆครึ่งชั่วโมงผมถึงบ้านด้วยความงงงวย
ไม่รู้จะทำอะไรเป็นอันดับแรก ดับเครื่องก่อนๆ ฮ่าๆๆ
ดุ่มๆลงรถรีบเดินไปล้างหน้าล้างตาให้พอสดชื่นขึ้นมาบ้าง
เอาชายเสื้อเช็ดหน้าเสร็จก็จับของที่เตรียมไว้ยัดๆๆใส่กระเป๋าสองใบ
โยนเข้ารถได้ก็หันหัวรถออกเดินทางก่อนฟ้าจะสางสักเล็กน้อย

ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยผ่านการดื่มหนักๆมากันเยอะ
(ผมอาจจะเอาแค่คนรู้จักของตัวเองมาเป็นบรรทัดก็ได้)
แล้วอาการเมาค้าง หรือ แฮ็งค์ อย่างที่เราเรียกกันสั้นๆนั้น
คงไม่มีใครอยากเจอกับอาการนี้หรอก
ไม่ต้องบรรยายหรอกเนาะ ประเดี๋ยวจะไม่อยากดื่มซะ
แล้วตาปรือๆอยากจะนอน กลับมาต้องขับรถเกือบสี่ร้อยกิโลฯ

ถึงอำเภอมวกเหล็กราวเจ็ดโมงเลี้ยวเข้าไปแวะหาอะไรกินก่อนดีกว่า
แต่ดูจากเวลาแล้ว ถ้านั่งกินที่ร้านจะทำให้เสียเวลาการเดินทาง
เลยได้แค่เจ้านี่ซึ่งคงสะดวกสุดๆล่ะ เวลาขับไป กินไป

ข้าวเหนียวหมูปิ้ง
แต่ก็กินแทบไม่ลงเหมือนกัน  ในใจคิดว่าดีกว่าอดแล้วร่างพังก็เลยต้องฝืนกินไป
ออกจากอำเภอมวกเหล็กเข้าเส้นมิตรภาพเป็นทางขึ้นมอไปกลางดง

ดวงอาทิตย์กำลังสาดแสงแยงตาเลย
ไปเรื่อยๆครับ ไม่เกินความเร็วที่ตัวเองกำหนด

เย้ๆชัยภูมิแล้ว
 เก้าโมงสี่สิบห้า ทำเวลาได้ดีอยู่ แต่ก็เลยเวลาที่คิดเอาไว้แล้ว
ที่แรกก็ว่าจะออกทางเลี่ยงเมือง แต่เข้ามาดูเมืองที่ไม่เคยแวะซะหน่อยก็ดี
สถานีต่อไป ชุมแพ
ซึ่งตอนนี้ถนนหมายเลข 201 สีคิ้ว-เชียงคาน
กำลังดำเนินการปรับปรุงเส้นทางแทบตลอดทั้งทางนะครับ
ขยายจากถนนสองเลน เป็นกี่เลนไม่รู้ แต่เห็นแล้วกวางขวางเอาการ
การจราจรอาจมีติดขัดบ้าง วิ่งทางเบี่ยงเลี่ยงไม่ได้บ้าง
กว่าจะแซงรถบรรทุกอ้อยได้แต่ล่ะที ถึงกับต้องลากมา D2 กันยาวๆเชียว
ถึงชุมแพแล้วเลี้ยวซ้ายไปทางเพชรบูรณ์
รถใครใช้แก๊ส LPG ควรเติมที่นี่นะครับ
เพราะถ้าเลี้ยวขวาแยกที่ไปเลยแล้ว ไม่มีนะครับ

เห็นเขาลูกนี้ก็แสดงว่ากำลังจะเข้าจังหวัดเลยแล้วครับ
ตรงนี้เที่ยงยี่สิบแล้ว รีบฮ้อใหญ่ กลัวขึ้นเขาไม่ทัน

นั่นไง อยู่นั่นไง  ภูกระดึง อยู่นั่นไง
จากเส้นนี้แยกซ้ายไปอีกหน่อยก็ถึงแล้วครับ

12:35
เย้ ถึงสักที
ถึงด่านแล้วก็จ่ายค่านำรถยนต์เข้าด้วยนะครับสามสิบบาท
ไม่จ่าย เจ้าหน้าที่ เอาปืนยิงเอาไม่รู้นะครับ ฮ่าๆๆ

ลุยเดี่ยวเที่ยวภู (๑)




อาจเพราะว่ากำลังจะสิ้นสุดฤดูหนาวลงในเร็วๆ นี้
ประจวบเหมาะกับเวลาที่มีอย่างเหลือเฟือ
หรือไม่ก็อยากค้นพบประสบการณ์ชีวิตใหม่
ให้สมองได้มีเรื่องคิดเกี่ยวกับชีวิตบ้าง
จึงทำให้ผมได้ตัดสินใจไปเที่ยว “ภูกระดึง” ครั้งแรก
เพียงลำพัง!

-บ่ายวันพุธที่ 6 มกราคม 2559

เตรียมแพ็คข้าวของที่(คิดว่า)จำเป็นใส่รถ
สิ่งของอะไรที่คิดว่าต้องใช้การพักแรม
พอจะนึกออกมาได้เกือบหมดเนื่องจากไปค่อนข้างบ่อย
แล้วก็เพื่มเติ่มด้วยข้อมูลของผู้ที่ผ่านประสบการณ์มาแล้ว
ซึ่งปัจจุบันเราค้นหาในอินเตอร์เน็ทก็มีให้เลือกแทบไม่ถูก
ต่างคน ต่างข้อมูลกันไป แล้วแต่จะนึกออกมาได้
ส่วนใหญ่ก็หลักๆแหละครับ ข้าวของที่ต้องใช้
การแบกหามสัมภาระ อาหารการกิน ค่าใช้จ่ายต่างๆ
หยูกยารักษาโรค จิปาถะแล้วแต่จะเจออะไรกันมา
ผมก็ได้แต่เตรียมๆตามเขาไป เผื่อๆเอาไว้
ตระเตรียมเกือบหมดก็ไม่ลืมที่จะหาหนังสือสักเล่มไว้อ่าน
แล้วมันก็เป็นการคิดหนักอีกอย่างหนึ่งว่าจะเอาเล่มไหนไป
เพราะที่ซื้อๆมาไว้เตรียมอ่านก็มีอยู่มากมายก่ายกอง
คิดๆๆ อ่อออ เล่มหนาๆอย่าเอาไป มันหนัก อ่านไม่หมดหรอก
เล็งหาเล่มบางๆ เอ่ มีเล่มไหนน๊าาา ที่เหมาะกับบรรยาศกาศ
พอนึกออกปุ๊บ ก็รื้อแทบทุกซอกอยู่นานสองนาน กว่าจะเจอ

รกหน่อยเลยหายาก (ขวดเหล้าบัง)
มีแต่ของจำเป็นทั้งนั้นเลย

แต่ว่าเย็นวันนี้มีพาร์ตี้นิดหน่อย
เพราะว่าเป็นวันครบรอบหนึ่งปีของลูกชายพี่ผมคนหนึ่ง
และครบรอบหนึ่งปีที่พี่เค้าหยุดดื่มไป
เลยคิดไว้ว่าจะนั่งคุยกันสักหน่อยค่อยกลับมานอน
สักสองยามค่อยออกเดินทาง
เพราะดูเส้นทางแล้วใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง
ขับรถไปเรื่อยๆคงถึงเช้าๆ แวะหาอะไรกินสักนิดก่อน
สักแปดโมงค่อยเดินขึ้นเขา คงถึงวังกวางเกือบๆเที่ยงน่าจะไหว
กินข้าวเที่ยงเสร็จก็หาที่นอนเล่นใต้ร่มไม้ อ่านหนังสือรอเวลาดูอาทิตย์ตก
วันต่อมาก็ค่อยๆเที่ยวไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อนอะไร
หากแต่......แต่  แต่

ผมสะดุ้งตื่นด้วยเสียงประหลาดที่ไม่คุ้นชิน
เหลือบมองไปรอบด้านเห็นเพียงความมืดมิด
พอสังเกตุดีๆเริ่มพอที่จะมองเห็นไฟที่ด้านขวา
มันเป็นแสงสีแดงยาวคล้ายไฟท้ายรถบรรทุก?
ใช่ นั่นมันไฟท้ายรถ และเสียงที่ปลุกผม.... แตรรถ
ผมพบตัวเองนอนอยู่ในรถที่จอดข้างถนน!
แม่เจ้า.....
นิ้วจิ้มสวิตช์เปิดไฟในรถ สะบัดข้อมือดูนาฬิกาบอกเวลาตีห้ากว่า
สมองปวดตุบด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์คิดอะไรไม่ออก
ว่ามันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร?
แบล็คปลอมหรอว่ะ? หรือใครวางยา?
พยายามนึกย้อนเหตุการณ์ไปก็เปล่าประโยชน์
เพราะนึกยังไงก็นึกไม่ออก
ขยี้ตาเพื่อเคลียร์ขี้มันทิ้งแล้วบิดกุญแจรถสตาร์ท.