วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

ลุยเดี่ยวเที่ยวภู (๔)




-บ่ายโมงวันพฤหัสที่ 7 มกราคม 2559

เดินผ่านด่านที่เจ้าหน้าที่ขอตรวจบัตรแล้วก็จะพบป้ายบอกสถานที่
และระยะทางว่าจะต้องเดินอย่างท้อแท้ไปอีกสักเท่าไหร่


แค่นี้จิ๊บๆ เริ่มเลยล่ะกัน

ขึน ลง ได้ไม่เกินบ่ายสองนะครับ
การเดินทางย่อมมีก้าวแรกเสมอ
ระยะทางจากศูนย์ถึงซำแฮกซึ่งเป็นจุดพักจุดแรก 1 กิโลเมตร
ซึ่งจุดแรกนี้เป็นจุดที่ลาดชั้นมาก แต่น้อยกว่าระยะสุดท้ายก่อนถึงหลังแป
ใครผ่านซำแรกไปได้ก็ถือว่าผ่านถึงยอดภูได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
แต่....แต่อีกแล้ว ร้อยเมตรแรกลมหายใจผมเริ่มถี่
ผ่านไปสิบนาทีเท่านั้นแหละครับ เหมือนลงนรกทั้งเป็น
นำ้หนักกระเป๋าเป้ที่สะพายหลังอยู่หนักราวๆ 4 กิโลกรัม
ร้องเท้าออกกำลังกายอย่างนุ่มและเบาช่วยในการเดินปีนป่ายได้ดี
หมวกตาข่ายครึ่งใบมีปีกกันแดดกันร้อนและแสงแดดแยงตา
ทั้งหมดนี้ คงจะดีถ้าไม่มีคำว่า "แฮ็งค์" รวมอยู่ด้วย

คุณเคยได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังแค่ไหน?
ผมคิดว่าเวลานั้นผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงหัวใจตัวเอง
ที่เต้นราวกับว่าอยากจะทะลุออกมาตุบๆข้างนอกร่างซะดีกว่า
กับเสียงลมหายใจที่เข้าออกอย่างหนักหน่วงเหมือนจ้ำร้อยเมตรมา
เหงื่อออกตามซอกมือและเท้า ขาที่แข็งกำยำจากการเล่นกีฬาผาดโผน
เริ่มเบาหวิวจนแทบจะไม่มีแรงก้าวเดินต่อไป
นี่ยังไปไม่ถึงไหน เป็นถึงขั้นนี้แล้ว
(ชิบหงาย เดินไปเรื่อยๆแล้วตูจะตายมั้ยเนี่ย)
เดินได้ห้าสิบก้าวพักสิบวิ นั่นเป็นสิ่งทีเกิดขึ้นจริง ไม่เชื่อลองแฮ็งค์ดู!!

ผู้คนที่เดินสวนลงมาต่างหน้าตาอิดโรยบ้าง
สนุกสนานเฮฮาเป็นกลุ่มๆลงมาบ้าง
บางคนชวนคุย ทักทาย ยิ้มให้บ้าง
มีน้องผู้หญิงน่ารักคนหนึ่งบอกว่า "สู้ๆพี่ อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว"
ในใจคิด เอาก็เอาว่ะ ถ้าผู้ชายมาพูดนี่จะไม่เชื่อเลย
ลุกขึ้นยืนด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง กัดฟันเดินต่อไป...

หยิบขวดน้ำที่เหน็บไว้ข้างเป้ขึ้นมาจิบ
ขนลุกชันด้วยอาการของขึ้น น้ำตาคลอขอบตา
หัวใจเริ่มเต้นช้าลง ยัดขวดน้ำเก็บ ก้าวเท้าต่อไป
กว่าจะถึงซำแฮก ผมนั่งพักอย่างถ้อถอยไปไม่ต่ำกว่าห้ารอบแล้ว

แฮกจริงๆ
แทบทุกๆซำจะมีร้านค้าขายอาหาร เครื่องดื่ม
ผลไม้ ฯลฯ ให้ได้รับประทานกันตลอดทาง
แต่ผมกินอะไรไม่ลงหรอกครับ เวลานี้
เดินผ่านคนที่นั่งพักไปด้วยความอื้ออึง
สุดร้านค้ามีห้องน้ำอยู่ เลยแวะล้างหน้า ล้างตาซะหน่อย
หนทางหลังจากซำแฮกขึ้นไปไม่ค่อยลาดชันเท่าไหร่แล้วครับ
พอเดินได้เรื่อยๆอย่างไม่เหนื่อยมากนัก
ผมแวะนั่งดื่มน้ำแดงมะนาวโซดาที่ซำกกหว้า
ระยะทาง 2,940 เมตรจากด้านล่างที่ราคาแก้วละ 20 บาท
ยิ่งสูงขึ้น ยิ่งแพงครับ เพราะร้านค้าต่างๆต้องจ้างลูกหาบ
หรือไม่ก็หาบขึ้นมากันเอง
น้ำเปล่าขวดเล็ก 600 มล.ก็ 20 บาท
ดื่มน้ำหมดแก้ว จนรู้สึกสนชื่นขึ้นมาก็ไปต่อเลยครับ
กลัวว่าจะมืดก่อนถึงวังกวาง
เพราะพี่ที่เดินสวนกันบอกว่า วันที่เค้าเดินขึ้นเวลาบ่ายโมง
กว่าจะเดินไปถึงวังกวางก็หกโมงเย็นนู่นแหนะ
(นานขนาดนั้นเชียว?)

กอไผ่เยอะๆแบบนี้ ซำกกไผ่แน่นอนครับ
ตลอดทางเราจะพบกับลูกหาบที่หาบของขึ้นลงอยู่เรื่อยๆครับ
บางทีผมชอบเดินตามลูกหาบไปเรื่อยๆนะครับ
เพราะลูกหาบหลายคนจะมีลำโพงติดกับคานหาบไว้เปิดเพลงฟัง
บางที่เจอเพลงถูกใจ ฮ่าๆๆ

ซำกกโดนวิวสวยดีครับ มองเห็นเมืองด้านล่าง
แวะถ่ายรูปซะหน่อย พักเหนื่อยไปในตัว
เอาฟิล์มไปล้างเมื่อไหร่จะเอามาให้ชมกันครับ

หลายๆคนคงสังเกตุเห็นแตกก้อนนี้
ซำแคร่เป็นที่สุดท้ายก่อนถึงหลังแป
ผมนั่งพักที่เก้าอี้ไม้ไผ่สี่ท่อนตัวแรก
ควักน้ำข้างกระเป๋าขวดที่สองมาจิบ
พยายามจิบมาตลอดทางแหละครับ
ตรงนี้ผมนั่งพักนานกว่าเดินนิดนึง
เพราะหนทางข้างหน้าถือว่าหินครับ

หินอย่างนี้เลยครับ ฮ่าๆๆ

ชื่อใครดูเอา ชื่อผมยังมีคนเขียนให้เลย
จากซำแคร่ถึงหลังแป ระยะทาง 1,300 เมตร
ซึ่งเป็นทางเดินแบบลาดชัดสุดๆ
ยิ่งกว่าก่อนถึงซำแฮกอีกครับ
มีทั้งปีนป่าย รวมทั้งบันไดชัน
อาการล้าของขานั้นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ซ้ำร้ายกว่านั้นครับ บุคคลที่ไม่อยากพบในชีวิต
กลับมาเยี่ยมเยียนระหว่างเดินขึ้นบันไดชัน
ก่อนสุดบันไดพี่คริวก็จับขาซ้ายผมไว้
พยายามยืนนิ่งๆมือจับราวเหล็กอย่างกลัวว่ามันจะหายไป
หากพี่คริวจับขาผมหนักกว่านี้ผมอาจจะร่วงลงไปก็ได้
โชคยังดีครับ สิบห้าวิพี่เขาก็จากไป
ผมเลยใช้แต่เท้าขวาก้าวขึ้นไปแทน

บันไดคู่นี้เลยครับ ที่พบเจอกับพี่คริว
ช่วงนี้เป็นวิกฤตเลยก็ว่าได้ครับ
อาการส่อแววไม่ดีแล้วยิ่งทางชันด้วย
เอาล่ะสิ อยากจะได้โปรแตสเซียมจริงๆ
จะไปหาจากไหนหล่ะ แหม่ คิดไปได้
กัดฟันเดิน ค่อยๆไปครับ พักบ่อยๆหน่อยล่ะกัน

มันเป็นเรื่องของการชนะใจตัวเองนะครับ
ในการที่เราพลักตัวเองให้มาอยู่ ณ จุดๆนี้
ถอยหลังกลับไม่ได้แล้วครับ ในเมื่อเริ่มแล้ว
ต่อสู้กับการทรมานทางกายได้ด้วยใจเข้มแข็ง
แล้วเราจะถึงจุดมั่งหมาย

ถึงหลังแปแล้ว เฮ้!
ผิดคาดครับ ถึงหลังแปอย่างไว
อากาศบนนี้เย็นสบายมากครับ สี่โมงเย็น
อากาศคะเนไว้ที่ 23 องศาครับ ชิลลลลล
จุดนี้เป็นจุดที่ใครขึ้นมาก็ต้องถ่ายรูปแหละครับ
จากนี้อีกสามกิโลกว่าๆทางพื้นเรียบถึงวังกวาง
เดินแบบ สบาย สบายยยยย

เห็นเป็นคู่ๆแล้วอิจฉา(ต้นไม้)

ช่วง กิโลสุดท้าย พี่เค้าก็กลับมาอีกแล้วครับ
เล่นงานเข้าที่เดิมจนแทบล้มทั้งยืน
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อหาท่าบริหารยืดเส้นคลายพี่เค้า
แต่ อ้าววว No Service
ทำไมถึงทำกับฉันได้ ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่า
"ดีแทค ไม่มีสัญญาณ"
กัดฟันคลานต่อไป

16:46 ถึงจนได้






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น