วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

ลุยเดี่ยวเที่ยวภู (๖)




-ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559

เมื่อคืนผมนอนหลับไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่
ความจริงควรจะหลับเป็นตายซะด้วยซ้ำ
กลับกลายเป็นว่าผมนอนหลับๆตื่นๆทั้งคืน
ไม่รุ้ว่าเพราะอะไร?
ราวๆตีสี่สี่สิบห้านาทีลุกออกจากเต๊นท์ไปล้างหน้า
แปรงฟันเตรียมตัวที่จะเดินไปชมพระอาทิตย์โผล่จากขอบฟ้า
เจ้าหน้าที่ประกาศแจ้งเวลาการนำทางไว้ที่ตีห้า
หลังจากนั้นจะต้องเดินไปเอง แต่ก็ไปไม่ยากหรอกครับ
พอถึงกำหนดเวลาเจ้าหน้าที่เค้าก็เริ่มนำทางไป
เดินไปในความมืด แต่ละคนแต่ละกลุ่มก็ต่างมีไฟฉาย
ช่วยกันส่องทางเป็นทิวแถว
มองย้อนกลับหลังไปจึงกลายเป็นขบวนไฟฉายหลายโบกี้
มองแล้วสวยงามแปลกตาอย่างที่ไม่ค่อยจะได้พบบ่อยๆ

ผมชอบบรรกาศช่วงนี้นะครับ
อากาศหนาวเย็นจนต้องเอามือซุกในกระเป๋า
ซึ่งลองเอาออกมาไว้ข้างนอกสักแปป มือแทบชา
เงยหน้ามองไปบนฟ้าเราจะเห็นอภิมหาคาราวานดาว

"ดาวนับล้านที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
จะมีไหมหนาที่ลอยอยู่เองเฉยๆ
ไม่ยอมโคจรหมุนไปไหนเลย
ไม่เคย ไม่เห็นเลยสักดวง"

ฮัมเพลงในลำคอไปเรื่อย
ผมเองเป็นคนที่ชอบเหม่อมองไปบนท้องฟ้า
ยิ่งบรรยากาศที่มีดาวเต็มท้องฟ้าเช่นนี้แล้ว
ทำให้รุ้สึกได้ว่าเรานั้นช่างเล็กกระจ้อยร่อยเพียงไร
ในจักรวาลอันกว้างใหญ่เกินที่เราจะหยั่งถึงได้นั้น
ยังมีสิ่งอื่นๆที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
ทำให้ผมได้ลองเปิดใจเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆได้เสมอ
(เมื่อวานก็ความเจ็บปวดครั้งใหม่)

จากศูนย์ถึงผานกแอ่นไม่ไกลครับ ราวๆพันห้าร้อยเมตร
เดินสบายๆไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้วครับ
ณ จุดชมวิวมีเจ้าหน้าที่นำเครื่องดื่มร้อนมาไว้บริการด้วย
มีกาแฟ กับโอวัลติน หรือไมโล? จำไม่ได้
แต่จำได้ว่าแก้วล่ะยี่สิบห้าบาท
กาแฟร้อนๆใส่แจ็คไปสักหน่อยกลมกล่อมคลายหนาวดี
พระอาทิตย์ขึ้นหกโมงสี่สิบสามครับ
มีเวลาเหลืออีกตั้งชั่วโมงกว่าๆ
เดินออกจากที่พักหกโมงเช้ายังทันเลยครับ
แต่มาแล้วก็เอาบรรยากาศซะหน่อย


คนอื่นๆเค้ามากันเป็นคู่ก็ถ่ายรูปกันไปเรื่อย
ไอ้เราก็ไม่ค่อยชอบจะถ่ายรูปตัวเองเท่าไหร่
เคยถ่ายรูปตัวเองไว้แล้วเปิดมาดูทีไรตกใจทุกที
(ฮ่า ฮ่า)
เอาล่ะ ชมพระอาทิตย์ขึ้นจนอิ่มใจแล้วก็ได้เวลา
กลับไปหารับประทานอาหารเช้ากันซะหน่อย
ผู้คนก็ทยอยเดินกลับกันเรื่อยๆ
บางท่านเดินกลับตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นก็มี

ระหว่างเดินกลับศูนย์
มีภาพตัวเองแล้ว เย้!
จะถึงศูนย์ล่ะ หันกลับไปย้อนแสงอีกสักภาพ
ถึงศูนย์ได้ก็เดินดุ่มๆไปที่ร้านค้าเลยครับ
ยังไม่หิวมากเท่าไหร่หรอก แต่อยากกิน
ระหว่างนั่งกินข้าวไปก็นั่งวางแพลนวันนี้ไป
ต้องบอกว่าสถานที่ท่องเที่ยวบนภูนั้นมีเยอะ
เยอะเกินกว่าจะเที่ยวหมดภายในวันเดียว
ซึ่งก็มีเดินเที่ยวชมน้ำตกต่างๆกราบไหว้พระพุทธเมตตา
ซึ่งรวมๆระยะทางการเดินทั้งหมดก็น่าจะห้ากิโลได้
แล้วถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสักก็อีกเก้ากิโล
สระอโนดาด ผาต่างๆตามทางฯ

อิ่มท้องแล้วก็กลับเต๊นท์เตรียมข้าวของเดินป่าก่อนล่ะกัน
หนังสือหนึ่งเล่น กล้อง สายชาร์ตพร้อมพาวเวอร์แบงค์
น้ำเปล่า มีดพก สมุด ปากกา
นั่งเล่นใกล้ๆกับศูนย์สักหน่อยก่อนล่ะกัน
เพื่อดูแผนการเดินทางกลับของพรุ่งนี้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง
เครื่องนอนเอามาคืนได้ตั้งแต่เจ็ดโมง
ฝากของหาบเปิดรับเจ็ดโมงเช่นเดียวกัน มาก่อนก็ได้
พอได้แผนคร่าวๆแล้วก็เดินเล่นอีกสักนิดชมบรรยากาศยามเช้าบ้าง


แล้วก็เริ่มการเดินทางวันนี้ครับ
เดินเที่ยวไปตามน้ำตกต่างๆ

ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นน้ำตกเพ็ญพบจากมุมบนครับ
ใบเมเปิลแดง สัญลักษณ์หนึ่งของที่นี่
แช่เท้าได้ไม่เกินสิบห้าวิครับ ไม่งั้นเท้าชา เพราะความเย็น

เดินเที่ยวชมน้ำตกจนเหนื่อยเหงื่อชุ่มแล้วก็แวะสักการะพระพุทธเมตตา
จากนั้นก็เดินทางกลับที่พัก อาบน้ำเย็นๆ ให้ชุ่มฉ่ำ
ช่วงเที่ยงๆนี่ไม่ค่อยนักท่องเที่ยวมาใช้ห้องน้ำเยอะเหมือนช่วงเย็น
เราจึงอาบน้ำร้องเพลงได้อย่างเพลิดเพลินเจริญใจ
อากาศถือว่าไม่ร้อนเท่าไหร่นะครับยามเที่ยงวัน
สบายกายจากเหงื่อไคลแล้วก็หาข้าวรองท้องแล้วครับ
อยู่บนนี้เพียงลำพังได้แต่กินอะไรไปเพื่อประทังชีวิตพอครับ
เอาระหว่างทางกลับบ้านค่อยจัดหนักทีเดียวดีกว่า
ท้องอิ่มแล้วก็หาร่มไม้พักผ่อนอ่านหนังสือซะหน่อย

อยู่โดดเดี่ยวควรเคี่ยวกับปรัชญา
ผมไม่รู้ว่าหลายๆท่านเป็นเช่นเดียวกันหรือเปล่า
เรามักจะได้ไตร่ตรอง พิจารณาความคิด 
ในห้วงเวลาที่ได้อยู่สองต่อสองกับตัวเอง
ไม่มีเรื่องใดให้กังวลเมื่อได้อยู่กับสถานที่อันกว้างใหญ่ของธรรมชาติ
และการได้มาอ่านหนังสือในท่ามกลางธรรมชาติ
ก็ยิ่งทำให้เรามีความเข้าใจในตัวอักษรมาขึ้นด้วย
ผมขออนุญาติคัดลอกสักตอนหนึ่งของหนังสือมาลงให้อ่านนะครับ

"จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก
ขอให้ความรักนั้นเป็นเสมือนหนึ่งห้วงสมุทร
อันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยใบเดียวกัน
จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน
จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง
แต่ขอให้แต่ละฅนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว
ดังเช่นสายพิณนั้นต่างอยู่โดดเดี่ยว
ทว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองเดียวกัน
และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่อย่าใกล้กันนัก
เพราะเสาของวิหารนั้นก็ยืนอยู่ห่างกัน
และต้นโอ๊คต้นไซเพรสก็มิอาจเติบโต
ใต้ร่มเงาของกันและกันได้"

ส่วนหนึ่งจากบทที่อัลมิตราถามเรื่อง"การแต่งงาน"กับพระคุณท่าน

เพียงบทนี้ก็ทำให้ผมได้ใช้เวลานั่งคิดกับตัวเองไปหลายสิบนาทีแล้ว
ความรักของตัวเองที่ผ่านมา แม้ไม่เคยไปถึงขั้นแต่งงานสักครั้งก็เถอะ
เมื่อครั้งวัยรุ่นความรักช่างหอมหวาน น่าค้นหา
เมื่อมีคนรักก็หวงแหน ดั่งกับว่าคนรักนั้นเป็นของเราเพียงคนเดียว
เอาคำว่ารักไปอ้างเรื่องนู่นนั่นนี่ในการกระทำต่างๆ
จริงๆแล้วเราเพียงรักตัวเองซะมากกว่าที่บอกว่ารักเขา
พอโตขึ้นมาบ้างความอยากครอบครองก็ลดน้อยลง
จวบจนปัจจุบันนี้เหลือเพียงแค่ความห่วงใย แม้ยากจะทำใจก็ตาม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น