วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ชนะการผลัดผ่อน



แน่นอนว่าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การชนะใจตน
และสิ่งที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือการเอาชนะ
"การผลัดวันประกันพรุ่ง"

    มันเป็นเรื่องที่ยากอีกเร่ืองหนึ่งสำหรับคนเรา
ที่จะไม่ผลัดผ่อนการกระทำบางอย่างออกไป อาจจะ
มีหลายสาเหตุที่ทำให้เราเลื่อนมันออกไปจนแล้วจน
เล่า

    ด้วยหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบอย่างท้วม
ท้นล้นมืออย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนตั้งแต่เยาว์วัย
หรืออาจจะเพราะสิ่งที่ตัวเองไขว่คว้ามา ได้มา
ครอบครองมากมายก็ต้องการเวลาจากเรา
    ทุกสิ่งทุกอย่างทุกวันนี้ล้วนแต่ต้องการเวลา
จากเราทั้งสิ้น ตั้งแต่โซเชี่ยล ไปจนถึงแมวและ
ไม้ด่างที่กำลังจะตายฯ

    เราจึงเลือกทางเลือกหนึ่งที่ง่ายที่สุด ก็คือ
การผลัดมันออกไปก่อน "ยังไม่ต้องทำตอนนี้
ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำนี่หว่า"

    ทำมันจนติดเป็นนิสัย ลุกลามไปยังงานที่สำคัญ
แต่ยังไม่เร่งด่วน จนกระทั่งมันเกิดด่วนขึ้นมาซะงั้น

    ไม่ได้ว่าการผัดผ่อนไม่ดีนะครับ ส่วนที่ไม่ดี
คือเราผลัดมันไปเรื่อยแม้กระทั่งเรื่องสำคัญ
ต่างหาก

    หากเราฝึกชำระสะสางงานการต่างๆ
จัดระบบระเบียบได้ดี เราก็อาจจะผลัดผ่อนแค่
ความอยากที่จะได้มาของบางสิ่งก็ได้

    แล้ววันนั้น "การชนะใจตน" คงเป็นเรื่องที่
ไม่ยากเกินไปสำหรับเรา

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ถูกเอาเปรียบ

 



    ผมเชื่อว่าคนเราแทบทุกคนนั้น ต้องเคยถูก
เอารัดเอาเปรียบจากคนอื่นๆแทบทั้งนั้น

    คำถามอยู่ที่ว่า....
เราทำอย่างไรเมื่อถูกเอาเปรียบ
เราทำอย่างไรเมื่อมีคนมาแทรกแถวอันยาวเหยียด
เราทำอย่างไรเมื่อเพื่อนคุณไม่ยอมคืนเงินที่ยืมไป
เราทำอย่างไรกับหน่วยงานที่ผลาญภาษีของเรา
เราทำอย่างไรกับตัวแทนที่โกงกิน

    มีคำถามมากมายที่เกิดขึ้นในหัว
แต่เราส่วนใหญ่มักจะรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับความ
ไม่ถูกต้องนี้ เฉพาะตอนที่มันเกิดขึ้นกับเราซึ่งๆหน้า
อะไรที่มันผ่านๆไปแล้ว อะไรที่เราไม่เห็นกับตา
เราก็มักจะลืม หรือไม่ได้ใส่ใจกับมัน

    เราจึงมักเห็นผู้คนทะเลาะกันบนถนนเรื่อง
เบียดเสียดสอดแทรกมากกว่าที่จะไป
หาทางโค่นพลังอำนาจมืดที่คดโกงเรามากกว่า

    เราผู้ถูกเอาเปรียบอยู่วันยังค่ำ
เพียงแต่เราไม่เคยเห็นจากมุมที่คนเอาเปรียบเราทำ
เสียมากกว่า

วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ไม่กี่นาที

 



    เมื่อครู่ได้มีโอกาสนั่งคุยกับลูกค้า(เจ้าของบ้าน)
ที่ผมกำลังทำการก่อสร้างบ้านให้(สร้างตามแบบ)

แกเคยทำงานสายข้าราชการท้องถิ่น บริหารงาน
อำเภอมาก่อน แต่ก็ไม่แน่ใจในตำแหน่งหน้าที่ชัดเจน
ครับ เอาเป็นว่า แกพอจะมีความเข้าใจในงานด้าน
การเมืองอยู่เป็นทุนเดิม

    "เป็นไปได้อย่าไปยุ่งกับการเมือง" คำๆนี้ยัง
คงฝังแน่นในหัวไม่ยอมหายไปไหน จากคำย้ำที่แก
บอกอยู่หลายๆครั้งที่ได้คุยกัน

    มุมมองชีวิตในวัยแปดสิบกว่าปีที่ผ่านมาสอน
บทเรียนเหล่านี้ให้กับแก เรื่องความโลภของคนที่
วนเวียนอยู่ในวงการการเมือง

    คุยกันได้พักหนึ่งก็พอรู้ว่าแกไม่ใช่คนที่อยากจะ
เอาเปรียบอะไรใคร อย่างน้อยแกก็ยืนยันว่าตัวเอง
ไม่ได้ดีมากมายอะไร และไม่มีใครดีไปทั้งหมด
    ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วยเต็มร้อยครับ...

    หลังจากไม่กี่นาทีที่ได้นั่งคุยกันตามภาษาเพื่อน
มนุษย์ ที่แกไม่เคยถือตัวเลยว่า ตัวเองเป็นใคร
หรืออะไรยังไง เพียงแค่เล่าประสบการณ์ส่วนตัว
ให้ผมได้ฟังและเก็บเอาไปเป็นข้อคิด เป็นทางลัด
ทางเลี่ยงของชีวิต ที่ไม่ได้สอนแบบว่านกต้องมีปีก

    เพียงแค่นำเสนอมุมมองของชีวิตที่ผ่านมา
เพียงแค่ ไม่กี่นาที สำหรับประสบการณ์ของคน
แปดสิบกว่าปีเท่านั้นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ความเสื่อมถอยของร่างกาย (ฟัน 7)

 


เมื่อวันที่สิบที่ผ่านมา ผมมีนัดกับหมอฟันที่ รพ.ปักธงไชย
นัดนี้เดิมทีคุณหมอวางแผนการไว้ว่าจะนัดมาทำการผ่า
เปิดเหงือกออก เพื่อทำความสะอาดรากฟัน ซึ่งคาดว่า
อาจจะเป็นสาเหตุของอาการปวดนี้

คราวนี้หน้าที่การงานมีไม่ค่อยมากเท่าไหร่ จึงออกเดิน
ทางจากต้นทางได้ตามเวลาคาดหมาย นัดบ่ายโมง
ออกเดินทางสิบเอ็ดโมงครึ่ง กับระยะทางแปดสิบห้า
กม. ซึ่งถือว่าสบายๆ

ระหว่างทางก็แวะเติมอาหารเที่ยงลงท้องป้องกันการ
ขาดอาหารของร่ายกายเสียก่อน เนื่องจากคุณหมอแนะ
นำไว้เช่นนั้น คนอิ่ม รถมีแหล่งพลังงานเพียงพอก็ออก
เดินทางมุ่งหน้าตรงไปยังแหล่งนัดหมาย

ถึงที่หมาย ฟ้าฝนก็กำลังโปรยปรายหว่านเม็ดให้เปียก
ชุ่มอยู่พอดี จึงต้องหาที่จอดที่ใกล้กับตัวตึกมากที่สุด
เพื่อมิให้เสื้อผ้านั้นเปียกเกินไป แล้วก็มุ่งหน้าไปยังห้อง
บัตร พร้อมกับยื่นใบนัดแนบบัตร ปชช

จนท.รับเอกสารไปก็ทำการกรอกข้อมูลสักครู่ ก็ยื่นบัตร
ประจำตัวผู้ป่วยประจำ รพ.มาให้ พร้อมกับชี้ทางให้ไป
ที่แผนกทันตกรรมตามขั้นตอน

ถึงห้องบัตรก็เงอะงะไม่รู้จะไปหาใคร เพราะว่าไม่มี
ใครอยู่ที่หน้าห้องเลย ได้แต่วางเอกสารไว้ แล้วก็ไป
นั่งรอเรียกชื่อ 

ระหว่างรอก็ไม่ลืมที่จะหยิบหนังสือหนังหาที่ติดกระเป๋า
ไว้ก่อนลงจากรถขึ้นมานั่งอ่านแทนการไถโทรศัพท์
อ่านได้ไม่นานก็ถูกเรียกตัวให้ไปวัดความดัดด้วยเครื่อง
อัตโนมัติ(คิดว่าเดี๋ยวนี้เป็นแบบนี้เกือบหมดแล้ว)
แล้วก็กลับมานั่งรออีกรอบ

ไม่กี่บรรทัดผ่านไป ก็ถูกเรียกอีกครั้ง ให้ไปที่ห้องตรวจ
ขึ้นเตียงบ้วนปากด้วยน้ำยา คุณหมอก็เข้ามาคุย
เราก็บอกว่า ระหว่างที่รอนัด(อันยาวนาน)ของคุณหมอ
นั้น ได้ไปทำอะไรกับฟันซี่นี้มาบ้าง

คุณหมอเลยระงับขั้นตอนการผ่าตัดไว้ แล้วหันมาตรวจ
สอบหาสาเหตุจริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับฟันซี่นี้กันแน่
เคาะไปเคาะมา เอาผ้ามาให้กัด เอาเหล็กมาขูดๆงัดๆ
แล้วก็บอกว่าเจอรอยฟันร้าว

แกก็บอกตามตรงว่าคราวที่แล้ว ไม่ได้ลองสังเกตุ
เรื่องฟันร้าวดู มุ่งประเด็นไปที่อย่างอื่นแทน เลยทำให้
มองไม่เห็นรอยร้าวของฟัน ซึ่งอันนี้น่าจะเป็นสาเหตุหลัก
ที่ทำให้ปวดฟันมาถึงทุกวันนี้...

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เพราะอะไร?

 


ว่ากันว่า หากเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง มุ่งมั่นมัน
อย่างเต็มที่ แล้วส่ิงที่ปราถนาจะไม่ไกลเกินเอื้อมถึง

ผมเชื่อครับ ว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ
พวกเรามักจะมีแรงผลักดันพิเศษที่ทำให้เรากลาย
เป็นคนแบบนั้น แต่...ทำไม?

ทำไมเราถึงต้องการได้มาของบางสิ่ง เพื่อที่จะพบ
ว่า มันอาจไม่ได้มีความหมายมากมายอย่างที่คาด
หวังไว้เลยก็ได้

บางครั้ง เราเสียเวลาไปมากมายเพื่อให้ได้บาง
อย่างมา แต่ภายหลังกลับพบว่ามันคือความว่างเปล่า

ผมกำลังเตือนตัวเองว่า ก่อนจะอยากได้อะไร
ให้ไตร่ตรองดีๆว่าอยากได้มาเพราะอะไรแน่
มันคุ้มค่ากับเวลาทีมีอย่างจำกัดของเราบนโลกนี้ไหม

หรือแค่อยากจะมีเพราะเขามีกันแน่...?

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

Have a nice day

 


ช่วงเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสฟังรายการของคุณเอ๋
(นิ้วกลม)อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาขับรถครับ

ขับไปฟังไป ก็เพลิดเพลิน มีหลายอย่างให้ฉุกคิด
คล้ายๆมีเพื่อนเอาหนังที่อ่านมาเล่าให้ฟังในแบบฉบับ
ของตัวเอง รายการชื่อ Have a Nice Day ครับ

เป็นรายการที่ดีอีกรายการหนึ่งที่ผมชอบ มีเนื้อหา
สาระ มีความตลกโปกฮา มีทั้งความคิด คำแนะนำ
ที่สอดแทรกเข้ามาอยู่เรีื่อยๆ ฟังแล้วแทบจะไม่ต้อง
ไปหยิบจับหนังสือหนังหามาอ่านเลย สำหรับผู้ที่ไม่
ได้ชอบอ่านหนังสือ

หากเวลาขับรถ ไม่รู้จะฟังอะไร ก็ลองเปิดฟังกันดู
ครับ

ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดี เพราะเรื่องดีๆ จะสร้างชีวิต
ที่ดีได้ทุกวันนะครับ ;)

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ที่เธอฝัน

 


ชีวิต คือ สิ่งที่สวยงาม เมื่อยามเรามองเห็นมัน

แต่ระหว่างทางที่ชีวิตกำลังดำเนินอยู่นั้น เรามักจะ
มองข้ามความงามเหล่านี้ไป แล้ววุ่นวายอยู่กับการ
ทำงานตามแบบแผนที่สังคมหล่อเลี้ยงมา

จนบางครั้งอาจจะลืมไปว่า ความฝันเล็กๆน้อยๆที่
เราคอยคิดถึงมันนั้นคืออะไร

เราหลงลืมเด็กน้อยคนนั้น ที่มีความมุ่งมั่นจะคว้า
ดาวยามค่ำคืนไปหรือไม่

ความใฝ่ฝันยามหนุ่มสาวที่ก่อให้เกิดจุดเริ่มของการ
ลงมือทำงานหนักที่ผ่านมายังมีอยู่กับเราไหม

ทำตามที่หวัง ที่เชื่อ ที่เธอฝันต่อไป...
เพราะระหว่างทาง ก็สวยงามไม่แพ้กัน....


วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

วันเข้าพรรษา

 


    กว่าจะรู้ตัว ว่าวันสำคัญทางศาสนาใกล้จะเดิน
ทางมาถึง ก็รู้ล่วงหน้าไปเพียงแค่วันสองวันเท่านั้น

เนื่องจากทุกวันนี้ผมไม่ค่อยได้เจอปฎิทินที่มีวันหยุด
วันพระหรือวันสำคัญอะไรบอกกล่าวไว้ให้ดูล่วงหน้า
สักเท่าไหร่ เรียกว่าแทบจะไม่ได้ดูเลยดีกว่าหากไม่
ไปนั่งร้านค้าแล้วเผลอมองปฎิทินบนโต๊ะทำงานของคน
อื่นเค้า

    อาจจะเพราะผมเองไม่ใส่ใจที่จะดูมันก็เป็นได้
แค่รู้ว่า วันนี้วันพุธนะ ศุกร์นะ อาทิตย์นะ อะไร
ประมาณนี้ก็เพียงพอสำหรับการทำงานที่ไม่ได้หยุดตาม
วันหยุดทั่วไปแล้วครับ

    จะว่าไปแล้วเมื่อนึกถึงคำว่า "เข้าพรรษา" นี้
ตอนสมัยยังวัยรุ่นอยู่คำๆนี้มีความหมายต่อการดำรงชีวิต
ของผมมากเลย

    เพราะว่าในช่วงเวลาเข้าพรรษานั้น ผมจะงดดื่ม
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด ลากยาวไปจนถึง
วันออกพรรษานู่นแหละ

    ไม่ได้เคร่งศาสนาอะไรหรอกครับ
แค่เกรงว่าจะตายก่อนวัยอันควร เลยต้องหาข้ออ้างมา
หยุดตัวเองเอาไว้บ้าง มิเช่นนั้น ในระยะเวลาหนึ่งปี
ผมก็คงหาวันหยุดดื่มได้ยากเสียยิ่งกว่าข้าวราดแกงราคา
สิบบาทเสียอีก

    ยิ่งดื่ม ยิ่งหยุดตัวเองได้ยาก เลยต้องลำบา
ศาสนาที่ต้องกลายมาเป็นข้ออ้างให้กับผม
ตรงนี้กราบขออภัยจริงๆ ซึ่งก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นแบบ
นั้นหรอกครับ

    แต่มันหมดหนทางแล้วจริงๆ เพื่อนมันชวนก็ไม่รู้
จะเอาอะไรไปอ้างกับมัน ก็เลยต้องทำไปแบบนั้น
แล้วก็หยุดมันตอนเข้าพรรษามาทุกปี จนกระทั่งเรียนจบ
นั่นแหละครับ

    จนหลังๆมาก็หยุดยาวไปเลยอยู่ช่วงหนึ่ง
แล้วก็กลับมาสังสรรค์กับเพื่อนๆใหม่ แต่ก็สังสรรค์ไม่บ่อย
เท่าเดิมแล้ว พอเราโตขึ้น ก็มีอะไรให้รับผิดชอบหลาย
อย่างจะให้ดื่มทุกวันอย่างตอนเด็กๆก็คงจะไม่ไหว
จึงได้ละเลยการงดเหล้าเข้าพรรษาไปโดยปริยาย

    แต่ปีนี้ ตั้งใจว่าจะลองงดดูอีก เพราะมีเป้าหมาย
ว่าอีกราวๆสองเดือน ข้าพเจ้าเองก็จะอายุครบสี่สิบปี
เลยอยากจะลองฟิตร่างกายดู

วันที่ตัวเองอายุครบขวบปีนี้ ร่างกายจะเสื่อมถอยลงไป
มากแค่ไหน แล้วอีกอย่าง ก็จะได้มีเวลาซ้อมวิ่งไว้บ้าง
ช่วงปลายปีจะได้ไม่เหนื่อยมากไปกับการซ้อมวิ่ง เพื่อ
ไปงานงฮาล์ฟต้นปีหน้า

ร่ายมาซะยาว วันนี้เข้าพรรษารึยังนะ หรือว่าเป็น
วันพรุ่งนี้ วันนี้จะได้มีเวลากินอีกวัน 555

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ความน่าเบื่อ

 


ผมรู้ว่าความรู้สึกเบื่อหน่ายนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับ
เราทุกๆคน เดี๋ยวก็เบื่อที่จะทำนั่นนี่
เบื่อการเลือกอาหาร เบื่อรถติด เบื่อที่จะคิด
เบื่อที่จะเขียน ฯลฯ

ผมกลับมาคิดเล่นๆนั้น ความเบื่อสร้างประโยชน์
อะไรให้กับเราบ้างไหม?

หากเราเบื่อในสิ่งไม่ดี แล้วหันไปหาสิ่งดีแทน อันนี้
มีประโยชน์แน่ๆ เช่นเบื่อที่จะออกไปสังสรรค์วันศุกร์
กับเพื่อนๆแล้ว เอาเวลามาอ่านหนังสือ มาทำงาน
บ้าน หรือ ออกกำลังกายแทน อันนี้ก็ดี ไม่เปลือง
ร่างกายและเงินตรา แถมยังได้สุขภาพอีกด้วย

แล้วเวลาเราเบื่อๆ ความคิดเราเป็นแบบไหนหล่ะ
สำหรับผมเองนะครับ คงคิดอะไรไม่ออก ไถมือถือ
เล่น แล้วก็ทนอยู่เฉยๆไม่ได้ ต้องออกไปหาอะไรทำ
สักอย่าง

หากจะถามว่ามีตอนไหนไหมที่พอจะสร้างประโยชน์
แบบว่า เบื่อๆอยู่แล้วปิ๊งไอเดียให้ไปลงมือทำอะไร
สักอย่างขึ้นมา?

บอกตามตรงกับตัวเองว่า น้อยมากๆ
อาการปิ๊งงง แล้วอยากจะลงมือทำอะไรสักอย่างขึ้น
มามักจะเกิดขึ้นตอนที่สงบเสียมากกว่า เช่น กำลัง
อาบน้ำ ขับรถ หรือทำอะไรอยู่เพลินๆแล้วมีสิ่งใดสิ่ง
หนึ่งมาสะกิดประกายให้มันบรรเจิดแตกระเบิดออก
มา

แต่มีอย่างนึงที่พอจะคิดออกแล้วแหละ
เวลาเบื่อกินข้าวร้านเดิม เรามักจะได้สรรหาร้าน
อาหารใหม่ๆแทน ดีบ้าง แย่บ้างปะปนกันไป
เบื่อขับรถกลับบ้านทางเดิม ก็จะได้ค้นพบเส้นทาง
ใหม่ๆ ก็ยังพอจะมีอะไรให้บ้างเหมือนกันแหะ

ไม่งั้น น่าเบื่อตายพอดี

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เลือกยาก

 


การทะเลาะกับตัวเองในความคิด สำหรับผมนั้น
ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

อีกใจหนึ่งอยากจะทำอีกอย่าง แต่อีกใจหนึ่งไม่
ทั้งๆที่มันก็เป็นคนๆเดียวกัน หากมองทางเทคนิค
หรือทางการแพทย์ก็จะอาจจะไปไกลถึงไบโพล่า
คือ โรคสองบุคลิค

แต่เดี๋ยวก่อน ผมยังไม่ไปไกลถึงขนาดนั้น
การทะเลาะกับตัวเองที่ว่าเนี่ย อาจจะเป็นแค่การ
ที่เรามีสองความคิดเรื่องซ้ายกับขวา กินกับไม่กิน
ไปกับไม่ไป แค่นั้น

มันเป็นการตัดสินใจที่ไม่เด็ดขาด ก้ำกึ่ง ไม่ไปทาง
ไหนสักที ต้องรอให้เวลาจวนตัวถึงจะทำการลงมือ
เลือกกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจจะไม่เลือก
อะไรเลย

ไม่รู่้ว่าแบบนี้ถือเป็นอาการผิดปกติตามคำวินิจฉัย
ทางการแพทย์หรือเปล่า แต่มันมักเกิดขึ้นบ่อยๆ
กับสิ่งที่มีเวลาให้ตัดสินใจเยอะๆ

จริงๆก็เหมือนกับที่วันนี้ไม่รู้จะลงเขียนอะไรนั้น
แหละครับ แต่พอเปิดคอมพ์ ลงมือพิมพ์แล้ว
มันก็ทำไปโดยไม่รู้ตัว

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

กระแสข่าว

 


    ช่วงนี้เป็นช่วงที่กระแสข่าวทางเศรษฐกิจที่
ไม่ค่อยจะรื่นหูนักสำหรับคนทั่วๆไปอย่างเราๆ

    ข่าวจากตลาดหุ้นที่ไม่ค่อยอยากจะมีนักลงทุน
เข้ามาใส่เม็ดเงินให้กับประเทศที่อยากจะพัฒนา
อย่างเราบ้าง
    ข่าวจากนักธุรกิจที่ออกมาวิเคราะห์การดำเนิน
ธุรกิจของบริษัทข้ามชาติที่มาจากจีนบ้าง
    ซึ่งแต่ละข่าวที่ออกมาก็ไม่เห็นว่าใครจะบอกว่า
ประเทศเรากำลังดำเนินไปได้ด้วยดีสักเท่าไหร่

    ล่าสุดเพิ่งได้อ่านพบว่า เหตุที่ทำให้คนอื่นๆ
หันไปลงทุนที่ประเทศเพื่อนบ้านแทนที่ประเทศเรา
ก็เพราะว่าประสิทธิภาพในการได้มาของสินค้า
และบริการของเรานั้น แพงกว่าเขาครับ

    พูดง่ายๆก็คือ หนึ่งหน่วยลงไทย กำไรหายไป
กว่าครึ่ง เอาไปลงในละแวกยังพอจะมีพื้นที่ไว้
หายใจบ้าง
    อีกอย่างก็คือ ทุนจีน คนจีน ที่มีอะไรมากกว่า
คนในไทยทุกๆด้าน

    คนจีนว่าจ้างแต่คนขยัน ทำงานกันอย่างหนัก
หน่วง เอาเป็นเอาตาย เดินงานกันอย่างจักรกลที่
สร้างเลือดเนื้อเชื้อไขของมันให้มุ่งหน้าหางาน
หาเงินสะสมทุนเพิ่ม เข้าไปเติมคลังสมบัติของชาติตน
ซึ่งอาจจะหวังว่าสักวันหนึ่ง โลกใบนี้อาจจะพอมีที่ทาง
และเกียรติยศให้กับพวกเขาบ้าง

    ต่างคน ต่างความคิด เราล้วนดำเนินชีวิตไป
ตามกรรม
    เราสร้างทุนนิยมขึ้นมาเพื่อพัฒนาสิ่งต่างๆรอบตัว
แต่ก็ไม่สามารถที่จะควบคุมความเป็นไปของมันได้
หลังจากที่มันได้เริ่มต้น

    เราสร้างความสะดวกสะบายขึ้นมาเพื่อให้เรา
ได้เอาเวลา เอาสิ่งต่างๆไปหาความสะดวกสบายที่
มากขึ้นกว่าเก่า ด้วยการทนทุกข์ทรมานทำสิ่งที่ยากเย็ญ
และปวดหัวกว่าการปลูกข้าวให้มีประสิทธิภาพ
และเลี้ยงปลายังไงให้ไม่ขาดทุน

    เราดำเนินชีวิตเป็นวงจรกันไปอย่างไม่รู้จบ
ส่งต่อความรู้ ส่งต่อประสบการณ์ที่เราไม่รู้ว่าจะดีร้าย
อย่างไรให้กับลูกหลาน
    เราแค่รู้ว่าที่ผ่านมามันก็ดีนะ ดีกว่าแต่ก่อน
ซึ่งแน่นอนว่าตอนเป็นเด็กที่ไม่ต้องทนทุกข์อยู่กับงาน
นั้นดีที่สุด ได้เล่น ได้กิน ได้นอนตามใจ ไม่เห็นต้อง
คิดอะไรมากเลย

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ออกแบบเอง

 



ส่วนใหญ่เมื่อเราเข้าห้องน้ำไปก็จะพบกับส่วนแห้ง
ที่เป็นพื้นที่ไว้ติดตั้งอ่างล้างมือล้างหน้า
ต่อไปก็เป็นส่วนของสุขภัณฑ์ และลึกเข้าไปสุดก็
จะเป็นส่วนเปียกสำหรับอาบชำระ ห้องน้ำมักจะถูก
ออกแบบไว้ประมาณนี้อยู่เสมอๆ

ถามว่าปรับแบบเอาโซนอาบน้ำเอามาอยู่ด้านหน้า
ได้ไหม อยากเข้าไปที่ห้องน้ำแล้วอาบน้ำเลย
พื้นที่มันน้อย ให้มันเปียกสุขภัณฑ์ไปเลย ส่วนอ่าง
ล้างมือ ล้างหน้าให้เอาไปอยู่ข้างนอก ก็ต้องตอบว่า
ได้สิครับ ได้หมด อันนี้แล้วแต่สะดวกผู้ใช้งานเลย

ผมคิดว่า การออกแบบไม่มีคำว่าตายตัวหรอกครับ
เพราะการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้นั้น ใช้งานได้
สะดวก ประหยัด เกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน

หากผู้ใช้งานอยากได้แบบไหน ก็ลองระบุความต้อง
การของตัวเองออกมาแล้วร่างแบบของตัวเองดูครับ

ชีวิตเราก็เช่นกันครับ ไม่จำเป็นต้องดำเนินไปตาม
แบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ได้ หากคุณเรียนรู้หลายๆอย่าง
มามากพอที่จะออกแบบหนทาง รูปแบบการดำเนินไป
ของตัวเอง แล้วก็ลองสร้างมันขึ้นมาเองดูสิครับ

บางทีอ่างล้างหน้า ล้างมือก็ไม่ต้องมีกระจกก็ได้
ไม่จำเป็นอะไรขนาดนั้น

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ป้ายยา

 


    หลายวันก่อนเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งที่สนิทกันมาอย่าง
ยาวนานได้แจ้งข่าวการกลับมาจัดงานวิ่งอีกครั้งของ
เขาใหญ่มาราธอน ซึ่งห่างหายไปหลายปี

    พอเปิดเข้าไปดูรายละเอียดก็พบว่ามีครบแทบ
ทุกระยะการวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นฟูล ฮาล์ฟ มินิ ฟันรัน
ชาร์ริตี้(42.195,21.1,10,5,2 กม.ตามลำดับ)
    ดูไปก็ทำให้สมองรวนเร คิดอะไรไม่ออกไป
ครู่หนึ่ง เลือกไม่ได้ว่าจะไปวิ่งดีหรือไม่

    แต่ก็ไม่เป็นไร ยังมีเวลาอีกไกล เพราะ
กำหนดการประกาศไว้ที่เดือน มกราคม ปีหน้า 68

    แต่ส่ิงที่ไม่คาดฝันที่เข้ามากดดันอย่างกระชั้นชิด
คือ แฟลชเซลล์ครับ มันเป็นการทำการตลาดที่เอา
ราคามาเป็นตัวตัดสินใจสมัคร ซึ่งมันทำหน้าที่ได้ดี
สำหรับคนที่ตระหนี่ถี่เหนียวอย่างข้าพเจ้านี่เอง

    คราวนี้ ยิ่งคิดหนักเลย ว่าถ้าจะไปวิ่งกับเขา
จะสมัครไประยะไหนดี เพราะทุกวันนี้ก็วิ่งแค่เอา
สุขภาพ 20-30 นาที ไม่มีเกินนั้นมานานแล้ว

    แล้วจะให้ไปฮาล์ฟ ไปฟูลมันจะไหวหรือในใจคิด
ส่วนอีกใจหนึ่งก็บอกกับตัวเองว่า "เมื่อก่อนมึงซ้อม
ไปฮาล์ฟแค่สามเดือน จากที่ไม่เคยว่ิงเลยนะ!"

    คุณพระ กุเคยทำอะไรบ้าบอแบบนั้นด้วยหรอเนี่ย
หากจะให้ไปวิ่งสิบโลมันก็จะด้อยค่า ดูถูกความความ
สามารถของตัวเองที่เคยได้ตั้งเป้าหมายไว้อย่าง
แน่นนอนสิวะ คิดอยู่ในใจ

    ตัดสินใจได้ก็กดระยะ 21.1 ไปครับ
เสร็จสรรพก็แจ้งระยะไปที่เพื่อนรุ่นพี่คนนั้นให้ไปลง
ในระยะเดียวกัน จบกระบวนความ

ผมเคยเห็นข้อความ "รักใครให้ชวนวิ่ง"มาอยู่บ่อยๆ
ในโลกโซเชี่ยล สมัยที่วงการว่ิงกำลังตื่นตัว งานวิ่ง
มีชุกชุมกว่าวันพระ ที่มีให้เลือกไปวิ่งทุกสัปดาห์

    นึกสนุกได้ดังนั้นก็คิดถึงเพื่อนคนหนึ่ง ที่เคยชวน
ไปวิ่งสิบโลมาสำเร็จเมื่อปีที่แล้ว จึงได้สิ่งข้อความ
ส่งลิงค์ไปให้ พร้อมกับบรีิฟการสมัครของผู้ร่วมงาน
ไปให้

    มันก็คงหนักใจอยู่มากแหละครับ เพราะไม่ใช่
นักวิ่งเอาระยะเ อานิวพีบี(New personal best)
อะไร มันก็วิ่งเอาสุขภาพคล้ายๆกับผมระยะหลัง
เนี่ยแหละ

    เพื่อนผมมันก็บอกมาว่ากลัวจะวิ่งไม่จบ จะพา
แฟนไปวิ่งด้วยกัน ซึ่งผมก็ตอบกลับไปตามสไตล์ของคน
ที่สมัครไปแล้วบีบบังคับให้มันไปด้วยว่า "มีเวลาอีกตั้ง
ครึ่งปีนะเว้ย" ฮ่าๆๆ
แล้วย้ำไปอีกว่า แฟลชเซลล์หมดเที่ยงคืนนะมึง

จากนั้นมันก็หายไปจากข้อความ ไม่ถามไม่อะไรผมอีก
เลย จนกระทั่งรุ่งเช้าวันนี้หยิบโทรศัพท์มาดู ปรากฏ
รายการสายที่ไม่ได้รับ 1 สาย คือเพื่อนคนที่ว่านั่นเอง
จะโทรกลับก็ไม่ใช่เวลา กลับไปเปิดดูข้อความดีกว่า
(ซึ่งผมปิดแจ้งเตือนไว้)ก็พบสิ่งที่เป็นไปได้แล้วครับท่าน
มันส่งหลักฐานการสมัครตามมาให้ดูด้วยหว่ะ ฮ่าๆๆๆ

เอาละครับ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีป้ายยาพาเพื่อนไปวิ่ง
เอาจริงๆระยะ 21.1 นี้ก็กำลังดีที่ใช้วัดความยิ่งใหญ่
ของจิตใจได้เลย เมื่อผ่านระยะ 10 กม.มาแล้ว

เอาไว้คราวหน้าจะมาเล่าเรื่องวิ่งๆบ้าง

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ยางอะไหล่

 



    ผมคิดว่าหลายคนคงไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้ยาง
อะไหล่ที่ติดมากับรถ ซึ่งรถยนต์รุ่นใหม่ๆบางรุ่นก็ไม่มี
ยางอะไหล่ติดรถมาให้แล้ว
    กลับกลายเป็นชุดเติมลมฉุกเฉินแทน
บางรุ่นก็เป็นยางอะไหล่ที่เห็นแล้วแปลกตาชมัด
แต่ก็ถูกของเค้าที่ทำมาเพื่อใช้งานชั่วคราว
ไม่เหมือนรถรุ่นเก่าๆที่ทำมาใช้แทนของเดิมได้เลย

ไม่กี่วันมานี้เองครับ ผมเพิ่งได้มีโอกาสใช้ยางอะไหล่
ของตัวเองครั้งแรกในชีวิต

ก่อนหน้านั้นไม่ใช่ว่าไม่เคยยางรั่วหรอกนะครับ
เคยมาเยอะมากเสียด้วย เพราะอาชีพที่ทำทุกวันนี้
ทำให้ต้องใช้รถราทุกวัน ทั้งวัน แล้วแต่ละที่ๆไปก็เป็น
หน้างานก่อสร้าง ซึ่งก็ต้องมีโอกาสมากกว่าที่จะเจอ
ตะปูที่ฝังอยู่กับไม้ นอนหงายโผล่ปลายซุ่มซ่อนตัวตาม
กอหญ้ารอให้ยางอันนุ่มนิ่ม หรือเท้าอันบอดใบ้หลวมตัว
เข้าสวมเสียบมัน

บ่อยสุดๆก็จะเป็นสกรูปลายแหลมขนาดไม่เกิน 1"
หากยาวกว่านั้นมันมักจะไม่ค่อยผลิกหงายขึ้นมาแทงได้

ปีๆหนึ่งไม่ต้องนับจะสบายใจกว่า ว่ารั่วกี่ครั้ง เรียกว่า
สี่ล้อต้องครบ แต่ที่ไม่ต้องเปลี่ยนยางอะไหล่ก็เพราะว่า
ยางมันจะค่อยๆซึมลงทีละน้อย จนพอสังเกตุได้

บางครั้งก็ไม่แสดงอาการอะไรเลย นอกจากโผล่หัว
สกรูไว้ให้เห็นจะๆว่า กรูตำมึงแล้วนะ

(อันนี้ล้อหน้า ยังคาอยู่ ไม่รั่ว)


แต่ครั้งนี้น่าจะเป็นตะปูที่คาอยู่กับไม้ เหยียบไปแล้วก็
ถอนออก ฝากไว้แต่รูรั้ว ไม่ยอมเอาตัวเองไปอุดรูคา
ไว้เหมือนพวกสกรู จึงทำให้ยางแบนติดดิน ขับบดมัน
ไปอยู่หลาย กม. กว่าจะรู้ตัวก็หมดลมเสียแล้ว

หากใครไม่เคยลองเปลี่ยนยางอะไหล่ขอแนะนำครับ
เหมือนออกกำลังกายดีๆนี่เอง

เวลาเจอเหตุการณ์จริงๆจะได้ไม่เก้ๆกังๆ ทำอะไร
เงอะๆงะๆฮ่าๆๆ (ติดชุดปะฉุกเฉินแทนดีกว่าครับ
แล้วค่อยครับไปร้านยาง555)

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เรื่องเก่า

 


”เล่าเรื่องเก่า รื้อฟื้นความหลัง คือคนแก่“

ใช่ครับ ผมอาจจะชอบเล่าเรื่องเก่าๆให้เพื่อนๆ
ให้เด็กๆฟัง ปล่อยแมงโม้ให้บินว่อนร่อนไปพร้อมกับรอยยิ้ม
สร้างเสียงหัวเราะได้พอประมาณ แต่ก็ยังยอมรับตัวเอง
ไม่ได้ว่าแก่แล้วจริงๆเสียที

ผมจำไม่ได้จริงๆว่าตัวเองนั้นได้รบเร้าครอบครัวให้ซื้อ
จักรยานให้ตอนไหน แล้วได้มันมาคันแรก,ครั้งแรกเมื่อไหร่

ผมจำได้ก็แค่เพียงความรู้สึกเล็กๆในตอนนั้นที่ได้ขึ้นขี่มัน
แล้วมันสามารถพาผมไปในที่ไกลๆเกินกว่ากำลังขาจะพาเดิน
ไปไหว

ความรู้สึกมักจะฝังลึกไปในความทรงจำได้มากกว่าสิ่งใด
ยิ่งเรารู้สึกสุขกับประสบการณ์ใหม่ๆ ยิ่งหลงใหลไปกับมัน
ยิ่งตอกย้ำให้มันฝังลึกลงไปภายใต้จิตไร้สำนึกได้มากยิ่งขึ้น
เท่านั้น

นั่นเองที่ทำให้ผมคิดว่า การได้ควบขี่บังคับเหล่ายวดยาน
ให้เป็นไปตามใจนึก มันก่อให้เกิดความรู้สึกบางอย่างภายใต้
จิตใจดวงนี้ และมันยังคงทำงานต่อเนื่องสืบมาจวบจนปัจจุบัน

Video Link

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ว.แหวนข้างขวดโค้ก

 


เมื่อสมัยวัยรุ่นการดื่มน้ำอัดนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก
ตอนนั้นไม่มีใครคิดจะดูแลสุขภาพมากมายเหมือนกับ
ผู้สูงอายุที่หมอสั่งห้ามกินอะไรที่ส่งผลไม่ดีต่อร่างกาย
เต็มไปหมด

แต่ผมเองก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้นหรอกนะครับ แค่เห็น
ผู้เฒ่าหลายๆคนเป็นกัน
ตอนนี้แค่อยากดูแลให้มันแข็งแรงรับใช้ความต้องการ
ของตัวไปให้ได้อีกซักระยะหนึ่งก่อน

กลับไปที่น้ำอัดลมก่อนดีกว่า
โคคา-โคล่า หรือ โค้ก (รวมถึง เป๊ปซี่) นั้นมีมา
ยาวนานตั้งแต่สมัยผมจำความได้

เป็นเครื่องดื่มที่ชอบมากตอนเด็กๆ ยิ่งตอนได้เดินฝ่า
ไอแดดออกไปซื้อกับยายแล้วเอากลับมาใส่น้ำแข็งกิน
ในแก้วอลูมิเนียมใบเก่า รสชาติสมัยเด็กๆนี่
กินอะไรก็อร่อยไปหมดครับ

ครั้นพอช่วงวัยรุ่นก็เอามาดื่มร่วมวงสังสรรค์กันอย่าง
ขาดมิได้ ซื้อกันทีเป็นแพ็ค จนยุคหนึ่งมี 1.25L
1.5L 2L เพิ่มขนาดกันไปเรื่อยๆ
ไม่รู้ว่าถ้ายังขายให้คนไทยดีขนาดนี้ จะผลิตถังห้าลิตร
สิบลิตรออกมาหรือเปล่า

แต่ไม่นานก็ต้องเลือกรากันไปกับน้ำอัดลม
เพราะโตแล้วอาจจะกินของหวานไม่ค่อยอร่อย
จากนั้นจึงหันหน้าเข้าหาของขมแทนไปโดยปริยายจน
ถึงทุกวันนี้....

แต่หากลองมองคำว่า "โค้ก" ภาษาไทยดีๆ ในนั้นจะมี
ว.แหวน ซ่อนอยู่ครับ.

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เย็นวันฝนตก

 


    ท้องฝ้าหม่นดั่งควันไฟลองฟุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ
บดบังแสงอาทิตย์ยามเย็นให้บรรยากาศมืดครึ้มพิกล

ความอลหม่านในจังหวะเวลานี้ช่างน่าหวาดหวั่น
ต่างคนต่างเร่งรีบเดินทางหนีไปให้พ้น
ก่อนที่ฟ้าจะส่งฝนลงมาพร้อมกับความชุ่มฉ่ำ

ไม่นานนัก หยาดฝนเริ่มโปรยปรายทีละน้อยแล้วจึง
ค่อยๆหนาเม็ดขึ้นเรื่อยๆ

ณ เวลานี้ ความมืดครึ้มเข้าปรกคลุมไปทั่วทุกทิศ
เสียงฟ้าคำรามครืนครัน ดังมาเป็นระยะๆ
กระสมลมหวนไปมา สาดซัดละอองลอยพริ้วปลิว
ไปในอากาศ ใต้เงาหลังคา

    เย็นนี้หลังละจากหน้าที่การงาน ข้าพเจ้าตั้งใจ
ไว้ว่าจะออกไปวิ่งที่สวนสาธารณะใกล้บ้านให้ได้สัก
สามสิบนาทีก็ยังดี แต่ทำไมหนอ ทำไม?
    บรรยากาศถึงได้ขัดขวางการออกกำลังกาย
เพื่อพลานามัยก็ไม่ทราบได้

    เหมือนกับรู้ว่าหากยับยั้งไม่ให้มันได้ออกไปวิ่ง
เล่นข้างนอกบ้านแล้ว มันก็คงจะหาเรื่องกินเหล้าอีก
เป็นแน่แท้

    แต่ฟ้าเอ๊ย ใยเจ้าจะรู้ใจคนอย่างข้าพเจ้าไป
ได้ทั้งหมดเล่า
    มันอาจจะขยัน นั่งทำงานจนอ่อนเพลีย หลับคา
โต๊ะไปก็ได้ หรือไม่แน่ว่า กองดองหนังสือที่่คิดว่าจะ
ซื้อมาไว้อ่านมันเรียกร้องให้หยิบจับมันเปิดกางออก
แล้วโลดแล่นเข้าไปในเนื้อหาบ้าง

    ใครเล่าจะรู้ แม้แต่ตอนนี้ข้าพเจ้ายังหวั่นๆไปกับ
อารมณ์อันเอาแน่เอานอนไม่ได้ของมนุษย์เช่นเราเลย

ใช่ไหมครับ,อารมณ์มันพาไป

ทำไม่คิด

 


    ความรู้สึกว่า การลงมือทำ นั้นยากเสมอ
เรามักจะหาเหตุผลที่จะไม่ทำอะไร เพื่อความสบาย
ทั้งๆที่รู้ว่าการลงมือทำนั้น จะนำไปสู่หนทางแห่ง
ความสำเร็จของการงาน

    หนทางเดียวของความสำเร็จแห่งการลงมือทำ
คือ การทำไปเลย ไม่ต้องคิด

    เมื่อไหร่ที่เราคิด เราก็มักจะหาข้ออ้างที่จะไม่
ทำมันเสียที

    จากนั้น ค่อยกลับมาคิด "ว่าทำไปดีพอหรือยัง"
และคำตอบที่ให้กับตัวเองได้มักจะบอกว่า"ดีแล้วที่ทำ"

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ยามท้องฟ้าเปลี่ยนสี

 



ไม่น่าเชื่อก็ต้องเช่ื่อนะครับ ที่อารมณ์ของเรานั้น
ปรับเปลี่ยนไปตามแสงของธรรมชาติได้ด้วย
ยิ่งตอนที่กำลังจะรุ่งสาง แสงของอาทิตย์ที่สะท้อน
ขอบฟ้าก่อนที่ดวงตะวันจะโผล่ขึ้นมานั้น ช่างส่งผล
ให้อารมณ์สะเทือนได้ ไม่มากก็น้อย หากเรามี
เวลาที่จะใช้ไปกับมัน

ชีวิตที่เร่งรีบทุกเมื่อเชื่อวัน มักจะทำให้เราหลงลืม
สังเกตุความงามของแสงเหล่านี้ ที่มันเกิดขึ้นทุกๆ
วัน แล้วหันเหความสนใจไปกับงานการตรงหน้า

ผมเองส่วนใหญ่ยังโดนแสงจากหน้าจอดึงดูดเข้าไป
อยู่ในอีกโลกหนึ่งอยู่เป็นประจำ

ครึ่งปีมานี้ผมใช้การเรียนรู้จากวิดีโอเป็นจำนวน
ชั่วโมงที่สูงมาก ละวางหน้ากระดาษที่เคยสัมผัส
มาเป็นประจำไว้จนมันแทบจะร้องไห้คิดถึงแล้ว

 แต่อย่างน้อย วันนี้ก็ยังดีที่ได้จ้องมองท้องฟ้าที่
ค่อยๆเปลี่ยนสี แล้วปรับอารมณ์ให้กลับมามองเห็น
บางสิ่งอย่างที่ควรจะเป็น และรับรู้บางอย่างแบบ
ที่เข้าใจ หรือคิดว่าเข้าใจมากขึ้น

ชีวิตที่ลำบาก

 


ความลำบากของชีวิตที่ประสบอยู่นั้น
มิได้เป็นผลกรรมแต่ปางก่อน
หากแต่เป็นเพียงความคิด,มุมมองที่เรามีต่อโลก
และความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่

หลายคนพร่ำบ่น เปรียบเทียบกับแต่ก่อน
หลายคนตั้งหน้าตั้งตาไขว่ขว้า รับมือกับสิ่งที่ไม่เคย

หลายคนลำบากได้ ไม่ยาก หากเลือกได้ก็คงไม่เอา
หลายคนไม่มีทางเลือก แต่ก็ไม่ยอมที่จะเรียนรู้พัฒนา
เอาเวลาไปเลือกความสุขง่ายๆ
หลายคนกัดฟันเดินตามทางที่เลือก ไม่รู้จะถึงไหม

เราต่างลำบากกันทั้งนั้น เมื่อเทียบกับความอยาก
มีเพียงไม่กี่คน ที่มองเห็นชีวิตนั้นสวยงามในยามนี้

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ความเสื่อมถอยของร่างกาย (ฟัน 6)

 


วันก่อนผมโทรไปเลื่อนนัดหมอฟันที่สระบุรี
แต่กลับเจอกลับลำกว่่า ด้วยการบอกว่า
หากวันที่นัดไว้เดิมไม่ว่าง ก็ให้มาพรุ่งนี้ได้เลย

ด้วยความมึนงงที่ไม่ทันตั้งตัวว่าจะเจอการตอบกลับ
แบบนี้ จึงเออออ ตอบรับเลื่อนนัดอย่างกระทันหัน
ต่อไป(แทนที่จะได้ยกเลิกนัด กลับได้เลื่อนนัดให้ไว
ขี้นแทน)

ครั้งนี้เป็นการเกลารากฟันอีกข้างหนึ่ง
คราวที่แล้วข้างขวา ครั้งนี้เป็นข้างซ้ายครับ
สาเหตุที่ต้องทำอีกข้างก็เพราะว่ากระดูกที่เป็นตัวยึด
ฟันไว้ไม่ให้หลุดหรือคลอนนั้นมันกร่อนลงไปเกือบครึ่ง
หนึ่งแล้ว หมอจึงได้วินิจฉัยว่า อนาคตมันอาจไม่
สดใสเหมือนพรรคการเมืองในประเทศเรา

จึงได้ทำการเกลารากให้สะอาด เพื่อเตรียมตัวปลูก
กระดูกในขั้นตอนต่อไป ส่วนซี่ที่กระดูกหายไปจนลึก
ถึงรากแล้วนั้น(ข้างขวา)ก็มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าเก่า
เนื้อเหงือกแน่นขึ้น อาการปวดจี๊ดตอนเคี้ยวของแข็ง
ก็มีอาการน้อยลง(นิดนึง)

คุณหมอทำการไม่นานก็เสร็จสิ้นภาระกิจ
ผมก็ระบบเหงือกไปตามระเบียบ เสร็จสรรพเสียค่า
เสียหายไปเท่าครั้งที่แล้ว หนึ่งพันสามร้อยบาท

ก่อนกลับบ้านก็แวะหาอะไรล้างแผลให้สะอาดกลั้วกับ
การบ่นความเจ็บปวดให้ใครฟังเสียหน่อยครับ

เผื่อความเจ็บมันจะลดลงบ้าง

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เรื่องของเขา

 


ช่างแม่มัน!
ความคิดในหัวแล่นพรวดพราดผสมกับอารมณ์ที่ดาลเดือด
ยากที่ใครจะหยุดยั้งความบ้าคลั่งนี้

หลังพวงมาลัยภายในรถยนต์ที่ขับปาดซ้ายขวาเพื่อเร่ง
แซงทุกคันไปเพื่อให้ถึงจุดหมาย มนุษย์ผู้หนึ่งที่กำลังตก
อยู่ให้ห้วงแห่งกับดักทางอารมณ์ ส่งผลให้ความยั้งคิด
ทั้งหลายนั้นกลายเป็นศูนย์

จะว่าไปแล้วเหตุการณ์แบบนี้เราพบเห็นได้ตามทั่วไป
ตามคลิปวิดีโอที่เอามาแชร์กันให้เห็นความหัวร้อน
ความพลาดพลั้งที่ต้องตกเป็นทาสของอารมณ์ชั่ววูป
แต่จะให้ทำอย่างไรหล่ะ สังคมเราเป็นแบบนี้
เมื่อไหร่ที่มีคนทำอะไรให้เป็นที่ไม่พอใจของสังคม
ก็มักจะลงเอยด้วยการถูกสังคมประณามหยามเหยียด

เหยียบย่ำกันลงไปให้สนุกปากสาแก่ใจกัน
โดยที่หลงลืมไปว่า เรื่องแบบนี้มันสามารถเกิดขึ้นได้
กับคนธรรมดาๆที่วันๆเขาอาจจะเป็นแค่คนปกติทั่วไป
เพียงแค่วันนั้นอาจถูกแจ็คพอต เจ้านายโทรด่าแต่เช้า
ภรรยาฟ้องว่าหมาป่วยกันเด็กที่บ้าน หรือกินอาหารผิด
สำแดงแล้วเกิดแผลงฤทธิ์ขึ้นมา ใครจะรู้

คงไม่มีใครอยากจะใช้ชีวิตอยู่บนความเร็วที่เสี่ยงแบบ
นั้นทุกวี่วันแบบผมหรอกกระมัง

ทุกวันนี้หากพบเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ ก็เลือกที่จะไม่
เอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยว แล้วก็แล้วกันไป
เรื่องของเขา ช่างแม่มัน!