วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ทำอะไรบางอย่าง

 


เราเดินทางออกไปท่องเที่ยว
ออกไปค้นหาความหมายของชีวิต
ออกไปตามอารมณ์ความต้องการของตัว

ณ เวลานั้นๆ เราไม่รู้หรอกว่า
มันจะเป็นไปอย่างไร

เราแค่ต้องการออกไป
จากจุดที่อยู่ปัจจุบัน

ชีวิตเรา โดยทั่วไปแล้วมักจะไม่อยาก
อยู่กับที่ นั่งเฉยๆ เป็นเวลานานๆ
มันพยายามสร้างความอยากให้เรา
สร้างความเบื่อหน่ายขึ้นมา
เป่าความคิด กระตุ้นอารมณ์ให้เราต้อง
ลุกออกจากที่ไป

ลงมือทำอะไรบางส่ิง
มากกว่านั่งอยู่เฉยๆ

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ไม่เป็นระเบียบ

 


ในหยินมีหยาง และ ในหยางก็มีหยิน
ทุกสรรพสิ่งประกอบขึ้นด้วยกันจากสิ่งที่
มากกว่าหนึ่ง

ในความมีระเบียบ ก็มีสิ่งที่ไร้ระเบียบ
อยู่ในนั้น

หากเราอยากให้ชีวิตดำเนินไปได้ด้วย
ดีจากความมีระเบียบแล้ว

จุดเริ่มต้นของสิ่งต่างๆก็จะเกิดจาก
ความไร้ระเบียบแบบแผน ไร้รูปแบบ
กำหนดตายตัวว่ามันจะต้องดำเนินไป
เช่นไร เป็นอย่างน้ีไปเรื่อยๆจนถึงจุด
หนึ่งที่ชีวิตเรามองเห็นว่ามันสมดุลเป็น
ปกติสุขแล้ว

และคงเดาได้ไม่อยากว่า "อีกไม่นาน"
ตัวเรานั่นเอง ที่จะนำความไร้ระเบียบ
เข้ามาในชีวิต จากส่ิงต่างๆที่มากขึ้น
มากขึ้นจนมองเห็นเด่นชัดว่ามันยากเกิน
ที่จะควบคุมสิ่งต่างๆได้ด้วยตัวเองอีกแล้ว

หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป สิ่งเหล่านี้
จะไม่ยอมนำพาเราไปสู่เป้าหมาย

เราจึงจำต้องตกอยู่ในวงเวียนแห่งความ
ไร้ระเบียบ จัดระเบียบ เป็นระเบียบ
และ เริ่มไร้ระเบียบ หมุนวนไปแบบนี้

ไม่มีสิ้นสุด....


วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เป็นระเบียบ

 


ประโยคที่ว่า
"ถ้าบ้านเป็นระเบียบ
จะคิดอะไรออกได้ดีมากกว่า
ทั้งงาน เงิน ชีวิตจะดีกว่า"

อันนี้ผมเห็นด้วยครับ
ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือสถานที่ทำงาน
แม้แต่ภายในรถยนต์ที่ใช้
มันสามารถทำให้ชีวิตเรายุ่งวุ่นวาย
หรือผ่อนคลายสบายใจได้อย่างเหลือ
ที่จะเชื่อ

แม้ตัวผมเองยังทำไม่ได้ตลอด
แต่เมื่อไหร่ที่พอมีเวลา มองเห็นข้าว
ของรกหูรกตาขึ้นมา ก็ค่อยลงมือ
จัดการมักสักทีหนึ่ง

ซึ่งเอาตรงๆก็คิดว่ายังไม่ดีเท่าไหร่
ไม่ควรปล่อยให้มันเป็นเลยจะดีกว่า
(ราบเรียบ ดีกว่า ขึ้นๆลงๆ)

เดี๋ยวจะค่อยๆพยายามเพิ่มความเป็น
ระเบียบเข้าไปในชีวิตให้มากขึ้น
วินัยก็อีกเช่นกันครับ

หากเราไม่มีสองสิ่งนี้แล้ว ก็ยากที่จะ
จัดการอะไรๆได้อย่างง่ายดาย

มองไปรอบตัวแล้วก็นึกถึง
คุณ มาริเอะ คนโดะ ขึ้นมาเลยครับ

อะไรที่ไม่ได้ใช้มานานแล้วก็ทิ้งมันไป
ได้เลยครับ ฮ่าๆๆ

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ไม่คิดอะไร

 


การรัก การห่วงหาใครสักคน
เป็นสิ่งที่ดี

จะเอาเดี๋ยวนี้

 


ตอนเด็กๆครับ

เคยร้องไห้งอแงอยากได้ของเล่น
ขอพ่อแม่เท่าไหร่ก็ไม่ได้ ร้องไห้ก็แล้ว
ดิ้นลงกองกับพื้นก็แล้ว
ก็ไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ

ความรู้สึกก็เลยฝังลงไปว่า
ชีวิตมันไม่ได้อะไรมา
อย่างที่เราต้องการง่ายๆหรอก

ผมเลยเป็นคนที่ไม่ค่อยจะกล้าใฝ่ฝัน
ถึงของหรืออะไรที่มันใหญ่เกินกว่าที่
จะคิดฝันและทำไปได้ถึง

อยู่อย่างเจียมตัว
ใช้ข้าวของให้คุ้มค่า
ของที่ได้มาแต่ละอย่างก็ทะนุถนอมมัน
เรียกว่า ซื้อมา ใช้ให้คุ้ม
เพราะไม่รู้ว่าจะมีปัญญา
หาของที่อยากได้มายังไง
(ไม่ได้ถูกสอนมาให้หาเงิน
ไว้ซื้อของเองครับ)

มันก็ดีอย่างเสียอย่างครับ
การที่เราเจียมตัวแบบนี้
แต่ก็ต้องพลาดโอกาสการมีนิสัย
ชอบหาเงินไปตั้งแต่ยังวัยเยาว์

ไม่เป็นไร
เรื่องนี้ค่อยมาฝึกตอนแก่ก็ไม่สาย

กลับมาที่เรื่อง "อยากได้อะไร
ก็ต้องได้" กันต่อครับ

ทุกวันนี้
เราบางคน
อาจจะพบเจอคนประเภทนี้
ไม่เยอะ ไม่บ่อย
แต่กับบางคน ต้องทำงานด้วย
ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยทุกๆวัน

แต่ยังไงเราก็ต้องเจอครับ

ส่วนใหญ่อาจจะเป็น
คนที่มีอำนาจมากกว่า
เป็นลูกค้า เจ้านาย หรือใครก็ได้
ที่เรามักจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนผู้นั้น

และไอ้ความที่เราเป็นคล้ายกับ
ทาสกลายๆของคนผู้นั้น
ก็มักจะถูกอำนาจเบื้องบนสั่งการลงมา
ในสิ่งที่ต้องการ ณ​ บัดดล

เป็นความอึดอัดใจที่หาทางระบาย
ไม่เจอ ได้แต่พร่ำเพ้อสบถไปใน
อากาศ

มันไม่ผิดหรอกครับ
ที่เป็นคนต้องการอะไรแล้วต้องได้มา
แต่หากลองเป็นคนที่รับคำสั่งดูบ้าง
ก็อาจจะเข้าใจได้

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

กำลังใจ

 


    หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มตระหนักได้
ว่าเหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถึงงานวิ่งที่
เขาใหญ่ในระยะทาง 10 กม.

ทั้งนี้หลังจากคุยแหย่เล่นกันกับเพื่อนว่าไม่เห็น
มีใครซ้อมกันเลย แล้วจะไปกันไหวหรือ?

สุดท้ายพอคิดได้แบบนี้ก็ต้องพิจารณาตัวเอง
พบเห็นปัญหาข้างหน้า ก็ต้องหาทางแก้ไข

จริงๆแล้วสิบโลเนี่ย สองสัปดาห์ก็ว่างได้แล้ว
แทบไม่ต้องซ้อมอะไรมากมายครับ ในใจคิด
แบบนี้จริงๆ ในระยะเวลาชั่วโมงนิดๆ
ร่างกายยังคงไม่งอแงมากเท่าไหร่ ใช้ใจ
ที่เข้มแข็งฝืนไป ครั้งเดียวก็จบ

แต่ที่ต้องซ้อม คือ มีเป้าหมายระยะเวลาใน
การวิ่งนี่สิครับ ต้องให้ได้ต่ำกว่าห้าสิบนาที
อย่างที่เคยโม้เอาไว้เมื่อห้าหกปีก่อน
แต่ก็ยังไม่เคยทำได้สักที (มันเหนื่อยนะครับ)

นี่แหละครับ ชีวิตไม่เคยมีอะไรได้มาง่ายๆ
ถ้ามันง่าย เขาก็คงไม่เรียกว่าชีวิตหรอก
สิ่งที่ยากมักจะให้อะไรกับเราเสมอ

ผลพลอยได้อันดับแรกเลย คือ ตื่นเช้าครับ
ผมกลัวที่จะทำตามเป้าหมายไม่ได้
เลยต้องมีการวางกรอบวางกฎให้ตัวเอง
(แล้วส่วนใหญ่ก็ชอบแหกกฎให้หลงทาง)
ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง นั่นก็อีกเรื่อง
หากไม่มีเป้า ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย
ผมก็จะทำมันไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีอะไรเป็น
ชิ้นเป็นอันขึ้นมา

อย่างน้อย หากมีเป้าหมายแล้ว ทำเล่นๆ
ไปก็ได้มามากกว่าครึ่งทางเกือบทุกอย่าง
ยกเว้นเงินสักพันล้าน
ที่อยากได้อยู่เรื่องเดียว ฮ่าๆๆ

ไม่มีอะไรมากครับ
บันทึกไว้เป็นกำลังใจ
อย่างน้อยก็ให้กำลังตัวเองไป

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ทักษะสำคัญ


 
    ชีวิตเราจะต้องพบเจอความทุกข์
และความสุขปะปนกันไป

เช่นเดียวกันกับคำชม
และก็ย่อมต้องมีคำดุ คำว่า

ทุกๆอย่างนั้นมีหลายด้านเสมอ
เฉกเช่นกับมุมมองของเรา

เราสามารถรู้สึกดีหรือรู้สึกแย่กับ
คำพูดของบางคนได้

สำหรับบางคนคำดุด่าว่ากล่าว
อาจเป็นแรงผลักดันให้เขา
ประสบความสำเร็จในชีวิต

แต่กับบางคนคำดุคำว่ากล่าวนั้น
อาจทำให้ชีวิตเศร้าหงอยไปทั้งวัน
เลยก็ได้

ในโลกที่ใครก็สามารถพิมพ์ด่ากันในโซเชี่ยล
ในครอบครัวที่หัวหน้าบ้าอำนาจ จะเอาให้
ได้อย่างใจไปทุกอย่าง
ในชีวิตเราต้องพบเจออะไรอีกมากมาย
ที่จะทำให้เรารู้สึกไม่ดี

ฉนั้น การรู้จักอารมณ์ตนเองจึงเป็นทักษะ
ที่สำคัญไม่น้อยกว่าไปกว่าทักษะอื่นๆ

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

เรื่องธรรม(ดา)

 


สมมุติว่า ทุกข์ คือ หน้ามือ
กลับกัน สุข คือ หลังมือ
และ นิพพาน คือ ไม่มีมือ

แน่นอนว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่
ใครสักคนจะรู้แจ้งแบบพระพุทธเจ้าได้
หากเราคิดเช่นนั้น ซึ่งผมเองก็เคยคิด
มาก่อนว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร

โลกเรามีคนที่พิเศษเหนือกว่าคนอื่นๆ
เพียงนั้นได้ด้วยหรือ

เกิดมาแล้วเดินบนดอกบัวได้อย่างไร
ที่ศรีษะมีรัศมีเรืองรองแจ่มจ้าดั่งรูปภาพ
ที่วาดไว้จากไหน

ทั้งหมดล้วนเป็นคำถามในใจผมทั้งสิ้น
จนกระทั่งได้เติบโตและเรียนรู้ด้วย
ตัวเอง

จนได้รู้ว่า ในโลกนี้ล้วนไม่มีอะไร
จริงแท้ตอลดไป นอกจากธรรม

ที่เหลือนั้นเป็นเรื่องราวที่เล่าต่อกันมา
ผิดเพี้ยนบ้าง เสริมเติมแต่งบ้าง
อาจจะด้วยความหวังดี หรืออย่างไรก็
แล้วแต่

กลับมาที่เรื่องการเดินทางของชีวิตเรา
เราพยายามไล่ล่าหาความสุข หลีกหนีกับ
ความทุกข์ที่อยู่รอบตัวอยู่ทุกๆวัน

เราออกไปทำงาน หาเงิน เพื่อมาจับจ่าย
ก่อให้เกิดความสบายกับชีวิตบ้าง
เราออกไปท่องเที่ยวหวังปลดเปลี้ยงความ
อ่อนล้าทางกายใจลงบ้าง
แล้วค่อยกลับไปต่อสู้กับชีวิตอีกครั้ง

เราเป็นแบบนี้วนเวียนไปเรื่อยๆ
บางคนมองเห็นวัฎจักร
บางคนไม่

บางคนทุกข์สุขไปเรื่อยๆ
บางคนเข้าใจ อะไรก่อให้เกิดเหล่านี้

หากถอยออกมามองให้ดี
ชีวิตนี้ แทบไม่มีอะไรเลย

คุยกับที่บ้าน

 


ระหว่างมื้ออาหารค่ำที่บ้านเมื่อวาน
ผม พี่สาว และ พ่อ แสดงความคิดเห็นกัน
เกี่ยวกับร่างกายที่ไม่จีรัง ยิ่งนับวัน ยิ่งเสื่อม

พ่อ พยายามออกไปเดินตอนเย็นๆทุกวัน
พี่สาว ขอให้ไม่เจ็บไม่ป่วยเป็นพอ
ผมเองก็ขอให้แข็งแรงไปนานๆ อาจจะเป็นคน
ที่ออกกำลังกายหนักกว่าใครในบ้าน ทั้งเวท
ทั้งวิ่ง ทั้งอ่านหนังสือ ฟังรายการพอดคาสท์

หากเอาตัวเราเองไปเปรียบเทียบกับคนรุ่นราว
คราวเดียวกัน ก็จะมองเห็นได้ง่ายๆ
ใครแข็งแรง ใครแก่เกินวัย
พ่อบอกว่า เพื่อนรุ่นเดียวกัน(ราวเจ็ดสิบกลาง)
แต่ละคนนั้นบุบสลายไปมาก ที่มีโรคประจำตัว
ต้องกินยาตามหมอสั่งไปตลอดชีวิตก็หลาย
เห็นแบบนี้แล้วก็เป็นแรงผลักดันให้ต้องออกไป
เดินออกกำลังกาย ยกดัมเบลในทุกๆวัน

เพื่อนผมอีกคนหนึ่งครับ เป็นผู้ใหญ่ฯอยู่แถวปทุม
ผมเห็นโพสต์เหรียญงานวิ่งแทบทุกสัปดาห์
หากไม่ได้วิ่งงาน ก็วิ่งเอง วิ่งประมาณสิบโลนี่
แหละ เป็นพื้นฐาน

ผมเคยถามว่าอะไรทำให้มาวิ่งออกกำลังกาย
เยอะแยะขนาดนี้

"เห็นมาเยอะ กลัวตายหว่ะ"

ด้วยความที่งานของ ผู้ใหญ่บ้านต้องออกดูแล
ลูกบ้านในทุกๆวัน ก็จะพบความทุกข์ตรมของคน
อยู่ตลอดเวลา นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้
คนเราไม่อยากมีร่างกายบกพร่อง ต้องดูแล
อย่างระมัดระวังไปจนแก่เฒ่า

ทุกวันนี้ เทรนการใช้ชีวิตให้ยืนยาวอย่าง
แข็งแรงนั้น กำลังเป็นที่นิยมในหมู่พวกเรา
(ตั้งแต่เจนเอ็กซ์ ไปถึงซี)
มีรายการต่างๆมากมาย มีอาหารเสริม
มีการโชว์หุ่นที่เคยอ้วนใหญ่ยักษ์เดินเหินลำบาก
กลับกลายเป็นนักออกกำลังกายที่ทะมัดทะแมง
ดูไม่ต่างกับเหล่านักกีฬาบนสังเวียน

ผมเองคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ
ที่ผู้คนหันมาสนใจสุขภาพกายใจกันมากขึ้น
ประเทศจะได้พัฒนาต่อไปได้

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ทำเกิน

 


    เมื่อวานฟังรายการที่สัมภาษณ์คุณตัน
(ภาสกร) มีอยู่ตอนหนึ่ง แกเล่าถึงการที่ทำ
เกินกว่ามาตรฐาน

คือ การก่อสร้างโรงแรมที่มีระบบป้องกันตัว
ตึกถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งต้องเพิ่มงบ
ไปอีกร้อยล้านในเรื่องนี้

แก แซวตัวเองติดตลกว่า มีเงินไม่พอ
ต้องโง่ด้วย เพราะไม่มีใครเขาทำกัน

แต่ที่ผมต้องเอามาเขียนไว้ประเด็นอยู่ที่การ
ทำเกินครับ

มีวิชาหนึ่งที่เหล่าคนประสบความสำเร็จทำ
คล้ายๆกัน คือ วิชาทำเกิน

คนเหล่านี้มักจะทำอะไรเกินกว่าที่ได้รับมอบ
หมายมาอยู่เสมอๆ

ได้รับอะไรมา ก็จะคิดถึงเหตุและผลของ
สิ่งนั้นๆ

เหตุ คือ ทำไมเราต้องได้รับงานนี้
ผล คือ สิ่งที่ต้องการให้เราทำให้ได้

หากเราคิดถึงสองเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ
แล้วทำ "เกิน" กว่าที่เขาต้องการให้เราทำ

ผมเชื่อว่าอย่างน้อย เราจะได้อะไร
มากกว่าคนอื่นๆที่ทำตามคำสั่งอย่างเดียว

ไม่มากก็น้อยครับ

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ต้องทำอะไรสักอย่าง



ระหว่างทางเรามักพบเจอสิ่งที่กระตุ้น
ความคิดสร้างสรรค์ หรือความอยาก
ที่จะทำอะไรสักอย่างขึ้นมา

แต่ส่วนใหญ่แล้ว เราก็มักจะปล่อยให้มัน
ผ่านไปพร้อมกับกาลเวลา

จนกระทั่งหลงลืมมันไป
อาจจะเรียกได้ว่า
"แค่ความอยาก" ที่ผ่านเข้ามา เฉยๆ

มันไม่ได้มีกำลังมากพอที่จะทำให้เรา
ตัดสินใจลงมือลงแรงไปกับมัน
จนกระทั่งมองเห็นสิ่งนั้นเป็นจริง
อย่างที่คิดไว้ตั้งแต่แรก

เรื่องแบบนี้เป็นกันทุกคนครับ
ไม่มีใครคิดและทำอะไรได้ทุกอย่าง
ตามใจนึกหรอกครับ

แต่ว่า....
เราสามารถฝึกฝนกันได้ครับ

เพียงแค่เลือกอะไรง่ายๆ
ขึ้นมาสักอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นกระดาษปากกาดินสอ
แล้วลงมือวาดภาพสักภาพลงไป

มันอาจจะเป็นภาพที่ไม่สวยงามแม้แต่น้อย
แต่เราก็ต้องตั้งใจทำมันให้สำเร็จ
อย่างน้อยก็มากกว่าครึ่งหนึ่งที่ตั้งใจไว้

มันเป็นการฝึกให้ลงมือทำมากกว่าที่จะ
ทิ้งความคิดไว้เฉยๆ

เราสามารถทดลองการลงมือทำอะไร
สักอย่างกับความคิดง่ายๆแบบนี้ไปเรื่อยๆ
เท่ากับว่า เราได้ฝึกฝนตัวเอง
สร้างโครงข่ายความเป็นนักปฎิบัติ นักต่อสู้
เพื่อเป้าหมายของตัวเองให้จริงจังมากขึ้น
กว่าแต่ก่อน

ทดลองกับเรื่องยากขึ้นมาหน่อยก็ได้
ที่สำคัญ คือ ฝึกทำให้เป็นประจำ
ฝึกความคิด การกระทำ
ให้มองหามุมใหม่ๆในกระบวนการอยู่เสมอๆ

ตั้งคำถามกับตัวเองไปเรื่อยๆ

หากเป็นเช่นนี้แล้ว
พลังชีวิตเราจะเพิ่มขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
เลยแหละครับ

ล่าสุดผมเดินผ่านปี๊บน้ำมันที่ใช้หมดแล้ว
ก็เกิดความคิดว่าลองเอามาทำที่ตักขยะ
แบบที่เห็นเขาขายกันดูบ้างซิ๊

จะทำได้อย่างเขาไหม
มันจะมีขั้นตอนใดเป็นปัญหา
ที่ไม่เคยคาดคิดบ้าง

ทำไปทำมาอยู่สักชั่วโมงหนึ่ง ก็สำเร็จ
อาจจะไม่สวย แต่ก็คิดว่าใช้งานได้

ชีวิตเราไม่ได้สวยงาม
อย่างที่ใครคนอื่นเห็น

และชีวิตคนอื่นๆ
ก็ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เราเห็น

ขอให้เป็นวันที่ดีครับ 

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ป่วย (อีกแล้ว)

 


    กลับมามีเรี่ยวแรงกำลังที่พอจะให้
สมองได้โลดแล่นอีกครั้งแล้วครับ

หลังจากต้นเดือนที่ผ่านมา
ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์เอเล่นงานเอาซะน่วม
กระดิกกระเดี้ยทำอะไรแทบไม่ได้อยู่นาน
เป็นสัปดาห์

กว่าจะฟื้นตัวจนร่างกายและจิตใจพอที่จะ
มีแรงกำลัง ก็ปาไปสิบวัน

คิดแล้วก็ยังรู้สึกพะอืดพะอมอยู่เลยครับ
ขนาดน้ำเปล่าที่ดื่มเข้าไปยังทำให้รู้สึก
อยากจะอ้วกออกมา

ปีนี้หนักหนาอยู่ครับ
ป่วยไปสามรอบแล้ว

อาจจะเป็นเพราะดวงไม่ดี
หรืออย่างไรก็มิอาจทราบได้
ถึงต้องผจญเคราะห์กรรมทำให้ร่างกาย
ต้องสะดุดกึกแบบกระทันหัน

พอกายไม่ไหว ใจก็พลอยร่วงหล่นตาม
ทั้งๆที่บอกตัวเองว่า เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป
แต่ในระหว่างนั้น มันแสนที่จะทุกข์ทรมาน

เบื่อหน่ายจริงๆครับ

"ไม่เจอกับตัวเองก็ไม่มีวันเข้าใจได้
อย่างลึกซึ้ง"

คำๆนี้ไม่เกินจริงเลยแม้แต่คำเดียว

แต่เชื่อเถอะครับ
มนุษย์เราเป็นพวกขี้หลงขี้ลืม
วันเวลาผ่านไป เดี๋ยวก็กลับมาคิดว่า
ตัวเองแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายๆอีกอยู่ดี

เริ่มมองเห็นวัฎฎะของมัน
แล้วก็เข้าใจตัวเองมากขึ้น
มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

เหมือนกันกับตอนนี้ที่มองว่าตัวเองเข้าใจ
แต่พอวันคืนล่วงผ่านไปสักพักก็จะลืม
ว่าเคยเข้าใจอะไรแบบไหน
กลับไปใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยเข้าใจอะไร
แบบเก่าๆอีกตามความเคยชิน

วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ
จนกว่าเราจะตายจากกันไปกระมัง

แต่อย่างไรแล้ว
เราก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ที่ต้องบกพร่อง
หาได้เป็นคนวิเศษอะไรกว่าคนทั่วๆไป

มีผิดบ้าง ถูกบ้าง
ชั่วบ้าง ดีบ้าง
โครตจะธรรมดา

จะขอให้ไม่ป่วยอีก
ก็คงเป็นไปได้ยาก

ขอให้เข้าใจความเป็นมนุษย์ที่ต้องชำรุด
แบบนี้แหละครับ เพียงพอแล้ว

เราคุยกันเพราะหนังสือ

 


หัวไหล่สองข้างของผมถูกจับจากด้านหลัง
เป็นการจับเพื่อหยอกให้ตกใจเล่นๆเท่านั้น

ผมรีบละสายตาจากหน้าหนังสือที่กำลังเพ่ง
พินิจลงไปในเนื้อความมาได้ครู่ใหญ่
แล้วหันไปหาผู้ที่พยายามจะสร้างความ
ตระหนกตกใจให้ในครั้งนี้

แวบเดียวที่มองเห็น สมองก็สั่งการโดย
ฉับพลันแบบไม่มีอาการยั้งคิดให้ทำการยก
มือไหว้ เป็นการทักทายตามปกติทุกครั้งที่
เราได้พบกัน

เก้าอี้ข้างๆผมที่หน้าเคาเตอร์บริการลูกค้า
ในร้านขายสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางอำเภอ
ปากช่องถูกเลื่อนออกมานั่ง โดยชายผู้นั้น
พร้อมกับกล่าวทักทายผมว่า "อ่านอะไรอยู่"

ไม่มีคำตอบใดดีไปกว่าการยืนหนังสือเล่มนั้น
ในมือไปให้พร้อมกับรอยยิ้ม

หลังจากอ่านชื่อปกหนังสืออยู่ครู่หนึ่ง
ผมก็ได้รับคำถามมาอีกหนึ่งข่้อ
"ชอบอ่านหนังสือหรอ?"

แต่ตัวผมเองก็มิได้คิดว่านั่นเป็นคำถามที่
อยากจะได้คำตอบว่า "ครับ" หรอก

คงเป็นแค่การสานต่อเรื่องราวที่กำลังจะ
ดำเนินต่อไปในภายภาคหน้ามากกว่า

"ผมเคยติดหนังสืองอมแงมอยู่พักนึง
อ่านอยู่สองปี เอ็มรู้มั้ยว่าเรื่องอะไร?"

ด้วยความที่ข้อมูลหลักๆในการอ่าน
ของผมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือ
ภาษาไทย

นั่นก็เลยทำให้นึกถึงนวนิยายไทยขนาด
ยาวที่สุดที่เคยได้อ่านมา
แล้วก็ติดงอมแงมอย่างที่ว่าก็นึกออกได้
เพียงเรื่องเดียว

"เพชรพระอุมา ครับ"

ไหล่ด้านซ้ายที่อยู่ใกล้มือคู่สนทนาถูกตบ
เบาๆอย่างถูกใจ

"ใช่เลย ผมอ่านแบบว่า วางไม่ลง
เลย ตีหนึ่งตีสองกว่าจะได้นอน"

"แล้วยิ่งตอนที่ไปรอยืมเล่มต่อไปจาก
คนอื่นนะ"
สีหน้าท่าทางแสดงความอึดอัดคับแค้น
แบบคนที่อยากได้ของมากๆแล้วไม่ได้
ก็ถูกแสดงออกมาให้ผมได้ประจักษ์
ตรงหน้า

จะบอกว่าเข้าใจเลยครับ
ก็คงจะไม่เข้าใจหรอก
หากเราได้เคยเป็นแบบนั้นจริงๆ

ในกรณีผมเองนั้น
ผมซื้อมาทีเดียวทั้งชุด สี่สิบแปดเล่ม
จบเล่มแล้วก็เปิดเล่มใหม่ ต่อไปเรื่อยๆ
จะถูกขัดใจก็ตอนที่ต้องไปนั่งกับคนอื่น
แต่ดันยังอยากอ่านต่อก็เท่านั้น

ผมไม่เคยไปเช่าหนังสือแล้วติดงอมแงม
รอคนที่ยืมไปก่อนหน้าเอามาคืน

หรือแม้กระทั่งยืมมาล่วงหน้าหลายๆเล่ม
แล้วยอมเสียค่าปรับหากคืนล่าช้าเกินหนดไป

กว่าเราจะจบเรื่อง "เพชรพระอุมา" ได้
ก็เล่นเล่ากันไปหลายฉากหลายตอนเลย
ทีเดียว

จากนั้นก็แนะนำต่อไปอีกเรื่องนักอ่านตัวยง
ที่อ่านจริงจังมากกว่าแกอีก
นั่นคือ แฟนแกครับ

ประมาณ
อ่านแบบว่าเป็นพันเล่ม อ่านอีบุ๊ค
สนับสนุนนักเขียนหน้าใหม่ในแอพพลิเคช่ัน
ที่ชื่อ meb
อ่านๆๆ เพราะเรียนจบมาทางด้านนี้
จนแกยุแฟนให้ลองเขียนหนังสือบ้างสิ
(ไม่รู้ว่าอันนี้อำเล่นหรือพูดจริง
เพราะว่าแกชอบอำเล่น)

จากนั้น แกก็ได้แนะนำให้ผมลองใช้อีบุ๊ค
ชี้ให้เห็นข้อดีในหลายๆด้านที่เราไม่ต้อง
แบกหนังสือหลายเล่มบ้าง
ความสะดวกอีกมากมายก็พลั่งพลูออกมา

จนยืดยาวไปจนถึงอายุอานามกัน
ซึ่งเอาจริงๆแล้วผมก็เพิ่งทราบอายุแกว่า
อายุมากกว่าผมอยู่เพียงห้าปีเท่านั้น
ซึ่งที่ผ่านมานั้น

ผมมองแกว่าเป็นผุ้ใหญ่กว่าตัวผมเองอยู่
อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดปีขึ้นไป

จนกระทั่งพนักงานที่รัานสะกิดแจ้งว่า
ของที่สั่งไว้มาครบเรียบร้อยแล้ว
เราจึงได้ล่ำลากัน

เอาจริงๆแล้วผมก็ไม่ค่อยได้คุยกับแก
มากเท่านี้มาก่อน

อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ค่อยมีเรื่อง
หรือ หัวข้ออะไรมากให้เราได้คุยกัน
มากเท่าเรื่องหนังสือแบบที่เล่ามานี่ก็ได้

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568

เรื่องเครียดเล็กน้อย

 


    หน้าที่การงานทุกวันนี้ก่อให้เกิด
ความเครียดมากมายอย่างที่ไม่เคยมี
มาก่อน

ย้อนกลับไปก่อนยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม
เมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมานี่เอง

สมัยนั้น ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเครื่องจักรกล

เราใช้ชีวิตกันอย่างสโลว์ไลฟ์สุดๆ
ในแทบทุกเรื่อง

เราเดินทางด้วยสองเท้า
เราขนสัมภาระโดยวัวเทียมด้วยเกวียน
เราขี่ม้า
เราอาศัยแสงเดือนแสงดาวยามค่ำคืน

ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ
ไม่มีตู้เย็น
ไม่มีเครื่องปรับอากาศ
ไม่มีไฟฟ้า

ลองนึกดูสิครับ ชีวิตยากลำบากแค่ไหน
แต่มันคือชีวิต ที่เกิดความเครียดน้อย

น้อยกว่าสังคมในทุกวันนี้ที่เราต้องพบ
เจอกับงาน กับ คนที่มากมายและ
หลากหลายซับซ้อนกว่าเยอะ

เราโดนบีบคั้นกดดันในแทบทุกมิติของชีวิต
ความคาดหวัง ความอยาก ความอิจฉา
ที่โลกทุนนิยมสาดซัดข้าวของเครื่องใช้
ออกมากระตุ้นมันได้ทุกวี่วัน

ระบบเศรษฐกิจไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ
ความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

เราบางคนหลงทาง
เราบางคนอับจนสิ้นไร้ปลิดชีวิต
เราบางคนติดกับดักในวังวน

และอีกบางคนสุขสบายบนความเครียด
ของผู้อื่น

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568

แค่นี้ก็ดีแล้ว

 


    ป่วยเป็นหวัดคราวนี้กินเวลายาวนาน
เป็นเวลากว่าสิบสองวันแล้วที่ต้องจมจ่อม
อยู่กับอาการเจ็บคอ หายใจไม่สะดวก
มีน้ำมูกไหลย้อยบ้าง อุดตันบ้าง ปะปนกันไป

แต่จะให้ทำอย่างไรได้ครับ เจ้าหวัดนี้มัน
ไม่ยอมจากผมไปง่ายๆ
ยาฆ่าเชื้อก็ครบโดส จนหายจากอาการเจ็บ
คอแล้ว ก็เปลี่ยนที่ขึ้นมาอักเสบที่จมูกอีก
หายใจหายคอแต่ละที รู้สึกรำคาญตัวเอง
จะไปออกกำลังกายก็ยังไปไม่ได้

ได้แต่ภาวนาว่าหากโดนยาแรงสักเข็มคงจะ
ขึ้นไม่ใช่น้อย แล้วก็เข้าอีหรอบเดิม คือ
มึงไม่ไปหาหมอเองไง

พูดไปก็เท่ากับประจานความคิดกับพฤติกรรม
ของตัวเองที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันสักเท่าไหร่

    สิ่งเดียวที่แก้ไขได้ก็คงเป็นความคิด
แบบเก่ากระมัง
คิดจะเร่งให้มันหาย ก็กลับกลายเป็นว่าเอา
จิตไปจดจ่ออยู่กับมันให้ทรมานแทบทุกวินาที
ปล่อยๆมัน ปลงๆมันบ้างก็ดี คิดเสียว่า
นี่แหละหนา ความไม่จีรังของสังขาร
อย่าไปคิดว่าแข็งแรงแล้วจะเจ็บป่วยไม่ได้
หรือคิดว่ามันจะหายได้ตามสั่งเสียที่ไหน

คิดได้แบบนี้มันก็สอนได้แค่ตัวเองเท่านั้น
จะเอาไปสอนอะไรใครที่ไหนเขาได้

อยู่กับตัวเองให้ได้
แค่นี้ก็ดีแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568

สบายละ

 


ช่วงนี้ยุ่งๆกับงาน ประกอบกับถูกหวัดเล่นงาน
ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงไป ทำให้รู้สึกเหมือน
ถูกบีบคั้น กดดันในหลายๆทาง

แต่ประเดี๋ยวมันก็คงผ่านไปเช่นเดียวกันเรื่อง
ต่างๆที่เคยได้ผ่านมา

ติดตรงที่ว่า ระหว่างทางนั้นช่างยาวนาน
เจ็ดวันเหมือนหนึ่งเดือน หายใจไม่ออกแต่ละ
ทีมีน้ำใสๆหนืดๆไหลย้อยให้คอยรำคาญ

คุยเรื่องนี้กับแม่ แม่ก็บอกเหมือนเดิม
ให้หายาแก้อักเสบมากินสิ โตป่านนี้แล้วยังจะ
ให้หามาให้อีกรึไง

ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับบบบบ
ยาแก้อักเสบต้องกินให้ครบโดสเค้า
ผมก็เลยขี้เกียจเพิ่มภาระประจำก่อนมื้ออาหาร
ครั้งละเม็ด บอกแม่ไปอย่างนั้น

คุณพรทิพย์ก็แถลงกลับมาว่า ทีละสองก็ได้
เช้าเย็นพอ คิดดูแล้วก็สองวันกับอีกหนึ่งมื้อเอง
ฟังดูเข้าท่า

แต่ตอนนี้เจ็บคอ น้ำมูกไหล หายใจไม่ออก
แต่ละงานก็จะเอานู่นนี่นั่น สบายละครับ

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568

อย่าเชื่อใครง่ายๆ

 


    บางเวลาคนเราสามารถเชื่อ
หรือ หลงเชื่อ ไปตามคำพูดของคนอื่นได้
อย่างชนิดที่ว่าเชื่อเข้าไปได้อย่างไร

และบางเวลาคนเรา....
ก็ไม่เคยคิดแม้แต่จะเชื่อใครเลย

แม้แต่ตัวเอง

    เป็นความย้อนแย้งในตัวเองที่คนเรา
จะมั่นคงในความแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
ราวกับประโยคที่ว่า
"ความแน่นอนที่สุด คือ ความไม่แน่นอน"
และคนเราก็เป็นเช่นนั้นจริงๆครับ

ไม่ต้องยกตัวอย่างไปพาดพิงใครที่ไหน
แค่กับตัวเราเอง ความสองจิตสองใจ
ของเราก็เป็นตัวอย่างได้อย่างดี

กลับมาที่ความเชื่อ..

ความเชื่อฝังลึกลงไปข้างในตัวเรา
เราต้องใช้ความคิด สติ การพิจารณา
ไตร่ตรองอย่างเข้มข้น ถึงจะรู้ซึ้งถึงเหตุ
แห่งความเชื่อนั้นๆ (ถึงแม้บางคนจะไม่รุ้
ด้วยซ้ำว่าเชื่อได้อย่างไร)

เหตุใด สมองจึงฝังความเชื่อไว้ในส่วนที่ลึก
เกินกว่าระบบการทำงานทั่วไป หรือ สติที่
ไม่มากพอ ให้เข้าถึงได้

อาจจะเป็นเพราะมันช่วยให้เราใช้ชีวิต
อย่างปกติสุขได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องคิด
พิจารณาทุกอย่างที่จะทำ

ง่ายๆคือ ร่างกายจะออโต้ไพลอทได้
หากเชื่อว่า การกระทำนั้นๆจะไม่เป็นภัย
ต่อตัวเอง

และเราจะระวังตัวทุกย่างก้าวที่เดินไปบน
กระดานที่สูงและอันตราย

แล้วเพียงแค่คำพูด หรือ ข้อมูลเพียงแค่บาง
อย่างหล่ะ เราจะเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน
กับโลก กับสังคม กับวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไป
อย่างรวดเร็ว

แน่นอนว่า ทุกวันนี้มิจฉาชีพ แก็งค์ต้มตุ๋นทาง
การสื่อสารไร้สายก่อความเสียหายได้ทุก
ชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นตาสียายสา ลามไปจน
ท่านหญิง คุณชายฯ

เราทุกคน เป็นเหยื่อได้ทั้งสิ้น

ทุกวันนี้หลายคนระมัดระวังตัวมากขึ้น
หลายคนที่ไม่เคยเฉียดใกล้ก็ไม่เห็นเป็นภัย

ตบกลับเข้ามาเรื่องความเชื่อ
เตือนตัวเองไว้ว่า
"อย่าเชื่อใครง่ายๆ"

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568

จนกว่าจะเจอ

 


สัปดาห์ก่อนครับ....

    แอร์ในห้องนอนเกิดอาการน้ำหยด
ในห้องอีกแล้ว ซึ่งขณะนั้นเวลาห้าทุ่มครึ่ง
และเพิ่งกลับมาถึงบ้าน

ด้วยความที่พอจะเดาสาเหตุออก
เนื่องจากเคยเกิดขึ้นมาแล้วสองสามครั้ง
ก็คิดว่าท่อน้ำแอร์ด้านนอกคงตีบแคบระบาย
น้ำไม่ทัน เลยเอ่อล้นลงมา

    แต่พอแก้ไขแล้วน้ำก็ยังหยดลงมาอีก
ไม่มีทีท่าว่าจะหาย จึงได้ตัดใจ หยุดการ
ทำงานของแอร์ไว้แค่นั้น เปิดหน้าต่าง
เปิดพัดลมนอนก็ได้ ไม่ไหวจะซ่อมแล้วใน
คืนนั้น

    บ่ายวันต่อมา ซึ่งเป็นวันอาทิตย์
ลองโทรหาช่างแอร์ที่เคยมาซ่อม แล้ว
ก็เพิ่งจ้างไปติดตั้งที่หน้างานมวกเหล็กมา
ปรากฎว่า ไม่รับสาย

ทางออกสุดท้ายของลูกผู้ชายตัวเล็กๆคนนี้
ก็คือ ลงมือเองสิครับ

ทำไปทำมาหาสาเหตุยังไม่ได้
ก็ต้องรื้อมันไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอ
รื้อจนหมด รื้อจนรื้อต่อไปไม่ได้ คือถึงขั้น
ตัดท่อน้ำยา เอาคอยล์เย็นออกมา

แล้วก็พบสาเหตุจนได้....
รางระบายน้ำด้านในนั้นตันนั่นเอง
แต่กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการงานทั้งหมด
ก็ปาไปสองทุ่มเข้าให้

จริงๆแล้วเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรใหม่
มันเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องเจอ
เป็นปัญหาที่บางครั้ง เราหาสาเหตุไม่เจอ
แต่ยังไงก็ต้องพยายามหามันต่อไป
ต่อไป จนกว่าจะเจอ
แล้วลงมือแก้ไขมัน

ไม่ปล่อยให้มันค้างคาเอาไว้
หรือล้มกระดาน สั่งซื้อตัวใหม่มาแทน

ความตาย(อีกแล้ว)

 


เพลงแบบสุ่มยังคงส่งความพอเหมาะ
พอเจาะให้กับผมได้ทุกทีสินะ
หรือว่า…..
ผมอาจจะมีความคิดลื่นไหล
เข้าข้างตัวเองไปกับมันก็ได้
เพลง “ก่อนตาย”
ที่กล่อมบรรเลงโดย Big Ass
ก็ดังขึ้นมาภายในช่วงจังหวะที่กำลัง
ติดอยู่ภายในรถหลังสัญญาณไฟจราจร
ถูกต้องแล้วครับ ที่ขึ้นต้นไว้ว่า
“เราทุกคนก็คงรู้วันเกิด“
ใช่ครับ “แต่มีสักกี่คนที่รู้วันตาย”
แต่กับบางคนนั้นไม่ใช่
เหตุเพราะเขากำหนดวันตายให้ตัวเอง
ซึ่งนั่นคือ “ข่าวร้าย“ ที่สุดของเช้าวันนี้
“อัตวินิบาตกรรม”
เป็นการกระทำที่น้อยคนนั้นจะคิดถึงมัน
แต่กับคนที่หมดสิ้นแล้วซึ่ง
ความหวังในชีวิต
เรี่ยวแรงกำลังที่เหลืออยู่
จึงพลีให้กับการผูกเชือกกับขื่อ
และเหยียบย่ำไปบนโต๊ะ
เพียงเพื่อให้มันจบสิ้นลง
แค่เพียงถีบโต๊ะออก…
ผมรู้ว่าเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นแทบทุกวัน
มันเศร้ากว่าบทละครที่นักประพันธ์เอก
ถ่ายทอด
มันจริงเสียยิ่งกว่าจริง
เมื่อมันเกิดขึ้นให้ประจักษ์
เหตุผลร้อยพันทำให้เรามองชีวิต
ทั้ง “ทุกข์และสุข”
และเหตุผลอีกมากมายที่เรา
จะให้ “ความหมายของชีวิตเรา”
ผมรู้ว่าวันนี้
ผมผ่านขวบปีที่สี่สิบเอ็ดมา
ตอนบ่ายสามโมงสามนาที
ผมรู้ว่า ชีวิตยังมีความหวัง
ให้ก้าวเดินต่อไป
และก็ยังรู้ว่า “ก่อนตาย”
ผมควรทำอะไรๆให้เป็นประโยชน์
เท่าที่ความสามารถพอจะมี
แด่
ดร.มิตร หนองกระทุ่ม