วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568

จนกว่าจะเจอ

 


สัปดาห์ก่อนครับ....

    แอร์ในห้องนอนเกิดอาการน้ำหยด
ในห้องอีกแล้ว ซึ่งขณะนั้นเวลาห้าทุ่มครึ่ง
และเพิ่งกลับมาถึงบ้าน

ด้วยความที่พอจะเดาสาเหตุออก
เนื่องจากเคยเกิดขึ้นมาแล้วสองสามครั้ง
ก็คิดว่าท่อน้ำแอร์ด้านนอกคงตีบแคบระบาย
น้ำไม่ทัน เลยเอ่อล้นลงมา

    แต่พอแก้ไขแล้วน้ำก็ยังหยดลงมาอีก
ไม่มีทีท่าว่าจะหาย จึงได้ตัดใจ หยุดการ
ทำงานของแอร์ไว้แค่นั้น เปิดหน้าต่าง
เปิดพัดลมนอนก็ได้ ไม่ไหวจะซ่อมแล้วใน
คืนนั้น

    บ่ายวันต่อมา ซึ่งเป็นวันอาทิตย์
ลองโทรหาช่างแอร์ที่เคยมาซ่อม แล้ว
ก็เพิ่งจ้างไปติดตั้งที่หน้างานมวกเหล็กมา
ปรากฎว่า ไม่รับสาย

ทางออกสุดท้ายของลูกผู้ชายตัวเล็กๆคนนี้
ก็คือ ลงมือเองสิครับ

ทำไปทำมาหาสาเหตุยังไม่ได้
ก็ต้องรื้อมันไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอ
รื้อจนหมด รื้อจนรื้อต่อไปไม่ได้ คือถึงขั้น
ตัดท่อน้ำยา เอาคอยล์เย็นออกมา

แล้วก็พบสาเหตุจนได้....
รางระบายน้ำด้านในนั้นตันนั่นเอง
แต่กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการงานทั้งหมด
ก็ปาไปสองทุ่มเข้าให้

จริงๆแล้วเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรใหม่
มันเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องเจอ
เป็นปัญหาที่บางครั้ง เราหาสาเหตุไม่เจอ
แต่ยังไงก็ต้องพยายามหามันต่อไป
ต่อไป จนกว่าจะเจอ
แล้วลงมือแก้ไขมัน

ไม่ปล่อยให้มันค้างคาเอาไว้
หรือล้มกระดาน สั่งซื้อตัวใหม่มาแทน

ความตาย(อีกแล้ว)

 


เพลงแบบสุ่มยังคงส่งความพอเหมาะ
พอเจาะให้กับผมได้ทุกทีสินะ
หรือว่า…..
ผมอาจจะมีความคิดลื่นไหล
เข้าข้างตัวเองไปกับมันก็ได้
เพลง “ก่อนตาย”
ที่กล่อมบรรเลงโดย Big Ass
ก็ดังขึ้นมาภายในช่วงจังหวะที่กำลัง
ติดอยู่ภายในรถหลังสัญญาณไฟจราจร
ถูกต้องแล้วครับ ที่ขึ้นต้นไว้ว่า
“เราทุกคนก็คงรู้วันเกิด“
ใช่ครับ “แต่มีสักกี่คนที่รู้วันตาย”
แต่กับบางคนนั้นไม่ใช่
เหตุเพราะเขากำหนดวันตายให้ตัวเอง
ซึ่งนั่นคือ “ข่าวร้าย“ ที่สุดของเช้าวันนี้
“อัตวินิบาตกรรม”
เป็นการกระทำที่น้อยคนนั้นจะคิดถึงมัน
แต่กับคนที่หมดสิ้นแล้วซึ่ง
ความหวังในชีวิต
เรี่ยวแรงกำลังที่เหลืออยู่
จึงพลีให้กับการผูกเชือกกับขื่อ
และเหยียบย่ำไปบนโต๊ะ
เพียงเพื่อให้มันจบสิ้นลง
แค่เพียงถีบโต๊ะออก…
ผมรู้ว่าเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นแทบทุกวัน
มันเศร้ากว่าบทละครที่นักประพันธ์เอก
ถ่ายทอด
มันจริงเสียยิ่งกว่าจริง
เมื่อมันเกิดขึ้นให้ประจักษ์
เหตุผลร้อยพันทำให้เรามองชีวิต
ทั้ง “ทุกข์และสุข”
และเหตุผลอีกมากมายที่เรา
จะให้ “ความหมายของชีวิตเรา”
ผมรู้ว่าวันนี้
ผมผ่านขวบปีที่สี่สิบเอ็ดมา
ตอนบ่ายสามโมงสามนาที
ผมรู้ว่า ชีวิตยังมีความหวัง
ให้ก้าวเดินต่อไป
และก็ยังรู้ว่า “ก่อนตาย”
ผมควรทำอะไรๆให้เป็นประโยชน์
เท่าที่ความสามารถพอจะมี
แด่
ดร.มิตร หนองกระทุ่ม

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568

ยืนระยะ

 


ช่วงนี้ขาดๆหายๆการเขียนไปบ้าง
ไม่มีอะไรมากหรอกครับ หน้าที่การงาน
มักทำให้เส้นทางเดินเราคดเคี้ยวไปมา

เดี๋ยวไปโผล่ทางโน้นที ทางนี้ที
แต่ยังไงก็จะพยายามหาทางที่จะให้มัน
กลับมาเดินใกล้เคียงกับทางที่เราอยากจะ
ให้มันเป็นมากที่สุด

มันคือ ความไม่แน่นอนของชีวิต
ปรับๆกันไปครับ

วันหนึ่ง ในห้องออกกำลังกายสาธารณะ
มีน้องผู้ชายคนหนึ่งที่มาประจำ พอที่จะคุ้น
หน้ากัน พอที่จะได้ทักทายคุยกันช่วยสอน
เรื่องต่างๆได้เล็กน้อย เกิดถามผมว่า

"อยากจะได้แบบนี้ ต้องทำยังไง"

ด้วยความที่ชีวิตเดินมาถึงวัยนี้แล้ว
ก็เลยชี้ชวนมองไปที่เป้าหมายระยะยาว
เหมือนกับการยืนระยะในสิ่งที่ทำให้ได้

เท่าที่ผ่านมา เรามักจะมีเป้าหมาย
แต่พอไปถึงจุดๆนั้นแล้ว เราก็มักจะไม่พอใจ
มองหาเป้าหมายใหม่ หรือไม่ก็เบื่อที่จะอยู่
จุดเดิมๆ ไม่สามารถที่จะอดทนทำสิ่งเดิมๆ
ได้เป็นเวลานานๆ

เลยพยายามบอกไปว่า ทำยังไงก็ได้
ที่จะทำให้เราแข็งแรงไปได้นานที่สุด

ตอนนี้ตัวแกเองนั้น อาจจะอยากมีกล้าม
อยากหุ่นดี หากไปถึงจุดนั้นแล้ว
ความพยายาม ความทุ่มเทเหล่านั้น
มันจะยังมีอยู่อีกไหม

ผมไม่ได้มีคำตอบอะไรมากมายให้น้อง
ไปหรอกครับ

แค่บอกว่า เอาเท่าที่มีความสุข
อยู่กับมันได้นานๆก็พอ

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568

เพลง ฝน

 


อยากจะลืม ใครสักคน...
เมื่อหยาดฝนพรั่งพรมพริ้วมา

สายน้ำที่ร่วงหล่น ปนเคล้าหยาดน้ำตา
กลับไปคิดถึงคราแรกที่เราพบกัน..

บทเพลงถูกเล่นแบบสุ่มขึ้นมาดังแทรกเสียง
ปรอยฝนที่กำลังตกกระทบกระจกบานใหญ่
ด้านหน้าของรถยนต์

อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญแบบหนังรักโครต
โรแมนติคในจังหวะที่สายตาของชายอาภัพ
หันไปเห็นภาพที่สาดฉายด้วยลำแสงลงมา
เป็นช่องเฉพาะเจาะจงแด่เพียงเธอผู้นั้น

แต่อย่างไรก็คงเหมือนแค่ความบังเอิญ
เนื่องจากความเป็นจริงนั้น
ข้าพเจ้าเองก็มิได้มองเห็นลำแสงที่ว่านั้น
และบัดนี้ ก็มิได้ทุกข์ตรมถูกใครทิ้งให้มอง
หาคำตอบของเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้

อาจจะเป็นการฟังเพลงเดิมๆที่เรารู้จัก
แต่ไม่รู้ความหมายของมันอย่างที่
ตุล อพาร์มเม้นคุณป้าบอกไว้

แต่ก็ร้องเพลงตามไปได้จนจบ
คล้ายกับคนอินในอารมณ์อกหักซะอย่างนั้น
ซึ่งคิดไปคิดมากับเรื่องนี้แล้ว
ผมคิดว่า มันก็แล้วแค่คนอีกแหละครับ

บางคนชอกช้ำปางตายก็ไม่ยอมบอกให้ใคร
ได้รู้ เก็บงำความรู้สึกนั้นไว้คนเดียว
ไม่ใช่ว่าไม่อยากบอกนะครับ
มันอาจจะเป็นเรื่องที่บอกไม่ได้

เสียงพี่ นพ รำ่ลาเพลง ฝน ไป
ฝนยังคงตกแทบทุกวันมาหลายสัปดาห์แล้ว
และก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะรีบลาจากไปไหน

เราต่างเดินจากวันนั้นมาไกลแล้วเช่นกัน
แต่บางครั้ง
ความคิดก็สุ่มเลือกความทรงจำเก่าๆขึ้นมา
เหมือนไม่ยอมปล่อยให้เราเดินจากไปไหน

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568

ไม่ต่างกัน

 

วันก่อนครับ...

ที่หน้างานเตรียมก่อสร้าง
คนของบริษัทเจาะทดสอบดินหาความแข็งแรง
ที่จะรับน้ำหนักของพื้นที่นั้นๆ
กำลังตอกแท่งเหล็กลงดิน แป๊ก แป็ก แป็ก..

หญิงเจ้าของโครงการกับชายชราผู้หนึ่งกำลัง
ยืนคุยกันใกล้ๆ ใจความเลาๆว่า

"อายุเยอะแล้ว หมอแนะนำให้ไปออกกำลัง
กาย ไปยกเวท"

ผมเข้าใจดีในข้อนี้ครับ
ยิ่งเราอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายเราก็จะ
เริ่มอ่อนแอลง ตั้งแต่วัยสามสิบขึ้นไป และ
จะยิ่งเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงสี่ถึงห้าสิบ

กว่าจะคิดได้ก็ล่วงเลยแล้ว
การฝึกทำอะไรใหม่ๆเป็นเรื่องยาก
และเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าหากเราไม่มีวินัย
บวกกับไม่คุ้นเคยกับความล้มเหลวเลย
จะให้เริ่มทำอะไรใหม่ๆตอนอายุปูนนี้แล้ว
ก็ยากเอาการ ต้องใช้แรงใจอย่างมาก
แต่ยังไงผมก็คิดว่าไม่ยากเกินความสามารถ
มนุษย์ที่ตั้งใจจริงๆ

เสียง แป็ก แป็ก แป็ก ยังคงดังต่อไป
ชีวิตแต่ละคนก็ค่อยๆดำเนินต่อไปเช่นกัน
แต่ละวินาที เราล้วนเลือกเส้นทางของเรา
ได้ อยู่ที่ว่าเราจะใชัมันไปกับอะไร

ไม่มีทางใดถูกผิด
สุขสงบ หรือ สังสรรค์
ไม่ต่างกัน

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568

สิ่งแวดล้อมใหม่

 


หลังจากหายหน้า หายตาออกมา
จากกลุ่มเพื่อนสักระยะหนึ่งแล้ว

ความรู้สึกต่างๆเริ่มจะคุ้นชินกับ
สภาพแวดล้อมใหม่ๆ

ประหนึ่งเราย้ายที่ทำงาน
ไปพบเจอเพื่อนร่วมงานใหม่
เจ้านายคนใหม่ แม่บ้านคนใหม่

เดือนแรก เดือนสองผ่านไป
รู้สึกตัวอีกที ก็กลายเป็นปกติไปเสียแล้ว

เวลาก็เหมือนสิ่งมหัศจรรย์
บทจะไว ก็ไวยิ่งกว่าแสง

แต่หากเราเร่งเร้าให้มันขยับเขยื่อนเมื่อใด
ทุกๆวินาทีก็ช่างนานแสนนานนนนน
ปานรอให้ใครสักคนโทรฯมาแล้วก็ไม่มี

ว่ากันว่า นิสัยสร้างได้ด้วยการกระทำซ้ำๆ
ไม่น้อยกว่า 21 วัน

แต่ผมคิดว่า
บางเรื่องก็ใช้มากกว่านั้น
บางเรื่องก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เข้ามา
สร้างผลกระทบได้อย่างใหญ่หลวง

สภาพแวดล้อมใหม่ของผมช่วงนี้
เป็นชีวิตที่ธรรมดามากๆ

ตื่นมา ทำงาน เลิกงาน
ออกกำลังกาย กินข้าว นอน วนอยู่แค่นี้
น้อยวันนัก ที่อยากจะออกไปไหนมาไหน
อย่างแต่ก่อน

แต่ก็เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้หรอกครับ
ชีวิตคนเรานั้นแปรเปลี่ยนได้ทุกวัน

ตอนนี้สุขอยู่กับอีกสิ่ง
อีกวันหนึ่งข้างหน้า
เราอาจจะไม่ได้สุขแบบที่เคยเป็นมาแล้วก็ได้

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568

หรือใจเราที่เปลี่ยนไป

 


    หลังจากที่ชีวิตเดินทางมาอย่างอ่อนล้า
ผ่านคลื่นลมพายุฝนกระหน่ำ ผ่านความแห้ง
แล้งแผดเผาจากดวงตะวัน

    แล้ววันหนึ่ง เราจะพบว่าหลายๆอย่าง
ก็เป็นของมันแบบนี้ และอีกหลายๆคนที่เปลี่ยน
แปลงไป

    ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเข้าใจว่า
สิ่งเหล่านี้คือ ธรรมชาติ เราไม่สามารถ
เข้าไปขัดขวาง หรือ ทำให้มันเป็นไปได้
อย่างที่ใจเราอยากให้เป็น

    ทุกอย่างเกี่ยวพันกันอย่างยุ่งเหยิง ส่ิง
หนึ่งกระหวัดรัดเข้ากับสิ่งหนึ่ง เชื่อมโยงต่อ
สร้างผลกระทบไปอีกมากมาย

    แล้วความรู้สึกนั้น เหมือนจะทำให้เรา
เข้าใจทุกๆอย่าง ทั้งที่เรานั้นไม่เข้าใจอะไร
เลย

ใจเราเปลี่ยนไปแล้ว
เราเข้าใจความเป็นไป
ทั้งที่มองไม่เห็นความเป็นไป
เราเปลี่ยนสัมผัสที่หยาบกร้าน
ด้วยความละเมียดละไมขึ้นกว่าก่อน

เราค้นพบความสงบสุข
ทั้งๆที่ไม่ได้ออกไปค้นหาที่ไหนเลย

มันเกิดขึ้นที่นี่
ข้างในตัวเราลึกนี่เอง

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568

การวางเฉย



    "การวางเฉย" และ "ไม่ยี่หระ" ต่อ
สิ่งแวดล้อมภายนอกใดๆ ไม่ว่าภาวะนั้น
จะเป็นการจ้องมองบ้านราคาแพงระยับกำลัง
กลายเป็นเชื้อไฟ หรือ ตัวเลขเงินในบัญชีที่
เพิ่มขึ้นเป็นสิบหลัก

ผมยอมรับตามตรงเลยว่า
"ทำได้น้อยมาก"
ถึงแม้จะทำได้บางครั้งด้วยความพยายาม
อย่างสูง
แต่ก็คล้ายให้เด็กห้าขวบเอาสามไปหารพัน

ใช่ครับ
มันยาก

มันต้องใช้เวลาและการฝึกฝน

เริ่มง่ายๆ
จากเรื่องเล็กๆน้อยๆที่มักจะเป็นบ่อเกิด
แห่งปัญหา,ความไม่พอใจ,ความดีอกดีใจทั้ง
หลาย เช่น คำพูด

บางคนทนต่อคำพูดเยาะเย้ยดูถูกได้
บางคงแค่พูดเฉียดเข้าใกล้ความเป็นส่วนตัว
แม้เพียงลมพัดผ่านก็รู้สึกไม่พอใจได้แล้ว

ฉนั้น การพูดให้น้อย ฟังให้มาก จึงเป็นหน
ทางแก้ไขแรกที่เป็นคุณสมบัติพื้นฐานในการนี้

ต่อมาก็คงจะเป็นการเล็งเห็นถึงวัฎจักร
ความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง
มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย หมุนวนกันไปอย่าง
ไม่มีที่สิ้นสุด

ชีวิตเราต่างหมุนวนเวียนอยู่กับความรู้สึก
เหล่านี้ไปเรื่อยๆ

การมองเห็นความเป็นไปของหลายอย่าง
อาจช่วยให้เราปลดปลงความรู้สึกดีใจ
หรือ เสียใจลงได้บ้าง

เพียงสองอย่างนี้ ก็อาจจะทำให้เรารู้สึก
วางเฉยกับสิ่งเร้าภายนอกได้

หากทำได้บ่อยๆแล้ว ความรู้สึกสงบภาย
ภายในใจลึกๆก็อาจเกิดขึ้นมาได้
    

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568

คนรวยมาก

 


โลกเราทุกวันนี้ขับเคลี่ยนด้วยระบบทุนฯ
มาอย่างยาวนานเกือบร้อยปีได้แล้ว

ตั้งแต่ยุคที่เรารับเอาวัฒนธรรมต่างๆ
เปิดประเทศ ศึกษา หาความรู้และแลก
เปลี่ยนกันข้ามประเทศ ข้ามทวีป
ชีวิตที่เคยเป็นมาก็แปรเปลี่ยนไป

จนกระทั่งทุกวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่าง
ก็เป็นสิ่งที่พวกเราไม่เคยประสบมาก่อน

มีอาชีพใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย
มีคนหาเงินได้อย่างง่ายๆ
มีคนต้องตกงาน ทั้งๆที่ใช้แรงงานเข้า
แลกอย่างเหนื่อยแทบขาดใจ

ทุนฯ
มีทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

เช่นเดียวกันกับอำนาจในมือ
อำนาจการต่อรอง สินค้า หรือ บริการ

ทุกอย่างเป็นไปตามกฎในโลกของทุนฯ

คนรวยกว่า ย่อมสบายกว่า
ใครๆจึงอยากร่ำรวย

แต่อยู่ที่ว่า เราจะร่ำรวยขึ้นมาด้วยทางใด
รวยแล้ว จะยังมีความสุขหรือไม่
มีอำนาจแล้ว เรายังมองเห็นคนอื่นๆ
เป็นมนุษย์ปุถุชนเช่นเดียวกับเราหรือเปล่า

เรานอบน้อม หรือ กร่าง
เราเห็นความสงบสุข หรือ แค่ความรื่นเริง

ไม่มีใครรู้ได้
ผมเองก็ไม่เคยรวยมากแบบนั้นเสียด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568

เรื่องเช้านี้


    ได้ยินเสียงฝนพรำตั้งแต่ตีห้า
ซึ่งคาดว่าคงตกก่อนหน้านั้นแล้ว

แต่ที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันคงเป็นเพราะ
เสียงของเจ้าแมวสลิดร้องดังขึ้นภายในห้อง

ด้วยความตกใจตื่นกับเหตุการณ์แบบนี้
ทำให้ร่างกายต้องรีบผุดลุกขึ้น แทนที่จะ
นอนบิดขี้เกียจไปมาแบบทุกวัน

สายตาจับมองไปที่บานประตูที่ถูกแง้มอยู่
ราวกับมีใครเปิดไว้เป็นช่องพอให้สลิด
เดินเข้ามาได้

เดินไปจับแมวอุ้มออกไปวางหน้าห้องได้
ก็กลับมานอนคิดอะไรเล่นๆท่ามกลาง
เสียงหลังคากระทบปรอยฝน

การคิดถึงเรื่องประตูเปิดเองคงหนีไม่พ้น
ว่ามันคงปิดไม่สนิทจากเจ๊บัวคนสวยที่เข้า
มาเป็นคนสุดท้าย

หล่อนทำอะไรไม่ค่อยระมัดระวังอยู่แล้ว
พร่ำบอกสอนอะไรไปก็รับคำเพียงอย่าง
เดียว หาได้รับเข้าสู่สมองไม่

นอนนึกถึงความฝันที่ผ่านมาก็พอจำได้ลางๆ
ฝันแปลกประหลาดถึงคนอื่นมาสองวันซ้อน
แถมยังเกี่ยวกับเรื่องเดิมๆอีกต่างหาก

แต่คิดถึงเรื่องความฝันไปก็เปล่าประโยชน์
สมองแค่ทำหน้าที่ของมัน ไม่ได้เป็นการ
บอกใบ้ถึงอนาคตของอะไรทั้งสิ้น

นอนเล่นจนพอใจแล้วก็ตัดสินใจลุกไปเข้า
ห้องน้ำพร้อมคว้าหนังสือติดมือไป

ฝนเริ่มซาแล้วหลังจากอ่านหนังสือไปบทหนึ่ง
เรื่องราวเกี่ยวกับพระภูมิเจ้าที่ไปหาหมอ
เนื่องจากสุขภาพร่างกายไม่ดี
ไขมัน น้ำตาล โรคปอด นอนน้อย
จบที่สู้ๆ ทั้งหมอทั้งเจ้าที่

กลับมาที่ตัวเราเอง
นาฬิากาข้อมือบ่งสถานะการนอนวันนี้
Exellent

นอนดีใช้ได้ ทั้งดีพ ทั้ง rem
สุขภาพช่วงนี้ดีกว่าทุกช่วงปี
คงเป็นเพราะงดดื่ม งดนอนดึก
ถวายบุญกุศลแก่เจ้าที่กระมัง

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568

เรื่องเมื่อวาน

    

เมื่อวานครับ…

พอดีเพื่อนทักข้อความมาหา
จึงมีโอกาสได้สนทนากันช่วงสั้นๆ

เนื้อหาไม่มีอะไรมาก
เป็นเรื่องวุ่นๆธรรมดาทั่วไปของชีวิตเรา

สิ่งที่ทำให้คิดว่ามีอะไร
จนต้องนำมาบันทึกไว้

อาจจะเป็นเพราะคำว่า
“ถ้ารู้/ทำตั้งแต่ตอนนั้น”
หรือ อาจจะเรียกง่ายๆว่า “รู้งี้”

ผม “รู้งี้” มาบ่อย
บ่อยจนหลังๆมานี้พยายามเลิก
คิดถึงมันไปแล้วครับ

เหตุเพราะว่า
“รู้งี้” ในเวลานั้น
ผมมัวคิดถึงแต่อดีตที่ผ่านไป
แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
ซึ่ง คิดเท่าไหร่
มันก็ไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์
ในตอนนี้ให้มันดีขึ้นได้เลย

ทุกวันนี้ จึงพยายาม คิดว่า
รู้แล้ว ตอนนี้ทำอะไรได้ไหม
ถ้าทำอะไรได้ แก้อะไรได้
ก็ลงมือทำเลย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร
และยังมีเรื่องให้เราเรียนรู้
หาประสบการณ์อีกมากมาย

อย่างน้อย
ชีวิตนี้ก็ยังเคยได้ลองทำอะไรมากกว่าคิดเฉยๆ