วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การพนัน


"ไพ่เขี่ย"
เด็กๆผู้ชายมักจะรู้จักดี
สติกเกอร์รูปลอกติดสมุดสะสม
เพื่อเอาไว้แลกของรางวัล
หาซื้อได้จากขนมกล่อง
จริงๆไม่ได้ซื้อขนมหรอกครับ
ซื้อเพื่อเอาสติกเกอร์
เอามาลงกันที่ละใบแล้วเขี่ยกัน
ใครเขี่ยให้ทับกันโดยที่ใบที่หงายอยู่ด้านล่างได้
คนนั้นก็ชนะแล้วได้สติกเกอร์ทั้งหมดไป
เดิมพันใหญ่ๆหน่อยก็ใส่กันตามหน้าตัก
เขี่ยกันครั้งเดียว ใครชนะได้ไปทั้งหมด
ยิ่งใครเอาใบทอง(เป็นใบที่หายากครับ)มาเขี่ย
ยิ่งสุดยอดไปเลย
สติกเกอร์เป็นอะไรที่ถือไปเรียนกันเป็นปึ้งๆ
หวงแหนกว่าหนังสือเรียน
หนังสือเปียกน้ำไม่เป็นไร
สติกเกอร์ข้าต้องรัดหนังยางใส่ถุงไว้อย่างดี

โตขึ้นมาหน่อยก็ได้รู้จัก "ฟุตบอล" ครับ
แบ่งทีมเตะกันธรรมดาก็งั้นๆไม่มีอะไรน่าลุ้น
ลองมีการวางเงินค่าน้ำมาเท่านั้นแหละครับ
เตะกันอย่างทุ่มให้ทั้งตัว จนถึงขั้นทะเลาะกันก็ยังมีครับ
ฟุตบอลนำพาไปถึงบอลที่เตะกันเป็นลีกครับ
ดูต่างชาติเขาเตะกันแล้วเอามาคุยกันกับเพื่อนๆ
ต่างคนต่างมีทีมโปรดอยู่เป็นส่วนตัว
พอความคิดเห็นไม่ตรงกันการพนันย่อมเกิดขึ้น

ยาวไปถึงเด็กมหา'ลัย
ยุคนี้นี่เล่นกันหนักเลยครับ

กระทั่งเครื่องคิดเลข
หนังสือเรียน ฯลฯ เอามาพนันได้หมด ถ้าคิดจะเล่นแล้ว
พอติดแล้วจะให้เลิกก็ยากล่ะครับ
ผีพนันเข้าสิงกับลงทุนมาเยอะไอ้ที่เสียไปก็ยังไม่ได้คืน
ได้เงินมาใหม่ก็ลองลงไปใหม่สิครับ
เผื่อจะได้กลับมาบ้าง ได้ค่าเหล้าเบียร์ก็ยังดี
ยิ่งเล่นยิ่งจม หมดกันเป็นล้านๆ
อะไรขายได้ขาย ทั้งของตัวเองและครอบครับ
เล่นจนกลายเป็นขโมยก็เจอมานักล่ะครับ

คนโตแล้วเล่นพนันไหม ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ดี ?
ไม่รอดหรอกครับ ติดแล้วมันเลิกยาก

"หวย" ก็การพนัน หรือไม่ใช่ ?
คนติดก็แทงกันทุกงวด สรรหาเลขกันให้ควัก
แล้วแต่อะไรจะดลนิมิตรฝันเอย
เกจิต่างๆเอย สูตรนั้นนี่เอย มากันให้ควัก

อะไรได้มาง่ายๆมันไม่ค่อยเห็นค่าเท่าไหร่หรอกครับ
ยิ่งได้มาจากการพนันแล้ว ยิ่งใช้ง่ายครับ

คนรวยเค้าฉลาดกว่านั้นครับ
เค้าไม่เล่นหรอกการพนัน
เค้าแค่เป็นเจ้ารอเก็บต๋ง
มีแต่ได้อย่างเดียวครับ

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วันออกพรรษา


หลายๆคนคงรู้ว่าช่วงเข้าพรรษาคือกิจของสงฆ์
เป็นฤดูปฎิบัติบทบัญญัติที่พระองค์ทรงวางไว้
เรื่องการจาริกเพื่อประโยชน์ของชาวบ้าน

ตัวผมเองเกิดมาในสังคมพุทธศาสนา
และเติบโตมาในเมืองนี้
มิได้เคยเคลื่อนถ่ายย้ายที่ไปไหน
ก็มักจะเห็นชาวบ้านชวนกัน
ทำความดีในช่วงเวลานี้
ที่เห็นตามโฆษณาก็การงดดื่มซะเป็นส่วนใหญ่

เรื่องงด งดได้ก็ดีกับตัวเอง
คนที่ไม่งดก็ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดี
ผมเองนี่ก็สนิทกับกับการดื่มมาหลายปี
ช่วงดื่มหนักก็เยอะ
เยอะจนถีบตัวเองให้งดได้
เพราะสงสารสังขาล
กลัวจะเสื่อมสลายไปก่อนกิเลส
ที่จะได้ปลดปล่อยไปตามหวัง
นี่เค้าเรียกว่ากิเลสดับกิเลสป่าวไม่รู้
ดับเบิ้ลกิเลส ฮ่าๆๆ

ปีแรกมันก็ยากเอาการนะครับ
ยิ่งตอนนั้นผมยังเป็นนักศึกษาอยู่
มันยิ่งเป็นเหมือนของคู่กันเลย
ระหว่าง"นักศึกษา" กับ
"นักสังคมเพื่อนฝูงจอมสังสรรค์"
ประเดี๋ยวเพื่อนคนนี้คนนู้นยั่วยุ
ประเดี๋ยวความอยากส่วนตัวซึมแทรก
กว่าจะผ่านจุดนั้นมาได้
แทบจะถอดใจไปหลายรอบครับ
แต่ลองได้ผ่านบ่อยๆ ถือว่าสบายๆครับ

เรื่องเหล้านี่ พอเล่าแล้วก็แปลกนะครับ
เล่าได้ไม่รู้จบ พอๆกับเหล้า
ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงมีประวัติเรื่องเหล้ากัน
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแหละครับ ใช่ไหมครับ?
ผมนึกไม่ออกเลยว่าประเทศไหนไม่มีเหล้า
แบบว่า ประเทศกูผิดกฎหมายนะเว้ย
ก็ยังมีคนดื่ม(แอบ)อยู่ดี
พอก่อนๆ
ประเดี๋ยวจะพายาวเพราะเรื่องเหล้าเนี่ยแหละ

สำคัญอีกทีสำหรับคนงดดื่มในช่วงเข้าพรรษา
ก็คือ "วันออก"
บางท่านถึงกับนับวันรอพร้อมจัดเตรียมสถานที่
โปรแกรมเดินสายยาวเหยียดไม่หวัดไม่ไหว
บางท่านก็คิดลองต่อไปอีกสักหน่อยเป็นไร
ไม่ดื่มก็สนุกได้ อาจจะไม่เหมือนกันบ้าง
แต่ดีกว่าตื่นมาพบกับอาการเมาค้างบ่อยๆแน่

เงยหน้ามาอีกทีวันนี้ก็วันออกพรรษาแล้วครับ
ก่อนเข้าบ้านใจอยากจะซื้อเบียร์ยี่ห้อเก่าขวดใหม่
มานอนอาบความเย็นรอหมดวันอยู่ในตู้สักสามคู่
อีกใจคิด ลองเอาไว้ก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งเลย
(วันนี้ไม่มีร้านไหนขายหรอก วันพระใหญ่)

ผมนี่ชอบลองนะครับ
อยากลองนั่น ลองนี่ไปเรื่อยเปื่อยตามประสา
จะว่าสอดรู้อยู่ไม่สุขก็ได้ครับ บางเรื่องลองแล้วดี
สะสมกลายเป็นประสบการณ์ไว้ประทังชีวิตได้
บางทีเจอของอันตรายก็ขยาดไม่เอาอีก
กลัวจะสิ้นชีวิตก่อนกาล

ครับ ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ได้อะไรมากกว่าที่คุณคิดแน่ๆ
อย่างน้อยก็ได้ลงมือทำแหละครับ

นี่คิดว่ากำลังจะลองหาร้านที่เปิดเที่ยงคืนอยู่เลยครับ!

รู้งี้ # | |



"เมื่อวานเว่ย กุไปร้านนั้นที่มึงบอกกุเมื่อวันก่อนที่เราจะไปร้านยายเฉื่อยอ่ะ จำได้ป่ะ" #เปรยทักมาด้วยคำบ่นหลังจากยันขาค้ำเอร้อยคู่ใจลงพื้นเดินมาที่โต๊ะทำด้วยไม้พาเลทสามชั้น

"เออ ทำไมว่ะ" |   | ตอบไปด้วยความไม่ใส่ใจอะไร

"ตอนกุไป แม่งเสือกเที่ยงพอดี มองกวาดเข้าไปคนแม่งเยอะชิบหาย เลยไม่ได้เข้าไปนั่งแดกเลย" #พลางหาเก้าอี้นั่ง

"เมื่อวาน เที่ยง?" |   | ทวนคำหลังจากที่กรอกวารีสีอำพันปาดด้วยโซดาลงคอไปครึ่งแก้ว แล้วยกต่ออีกทีจนแทบจะหยดจากแก้ว

"เออเดะ เลยไปนั่งหง่าวอยู่ร้านไอ้ท่อม" #คว้าแก้วเปล่าใส่น้ำแข็งแล้วลงนั่ง หยิบกลมเปิดฝาเทไปสองจอกปิดด้วยน้ำเปล่าจนเต็ม

"กูนั่งอยู่ข้างในกันสามคนดวดกันยันเย็น เสร็จพากันไปช่วยป้าย้ายโต๊ะที่บ้าน ได้ค่าแรงมาอีกสองขวด" |   |
ไขความให้ฟัง

"ชิบหาย ไม่โทรบอกกูว่ะ!" #

"ใครจะไปรู้?!?!" |   |

"รู้งี้กูลองเดินเข้าไปดูก็ดีล๊ะ" #ผ่านเสียงมาพร้อมกับกลิ่นแอลกอฮอล์ในลำคอที่ยังกรุ่นอยู่

"รู้งี้กูบอกมึงตั้งแต่จะจอดรถล่ะ"|   | หยิบขวดพรวดหมดลงแก้วตัวเองมองดูได้จอกกว่า

"บอกเชี่ยไร?" #สงสัยถามมือคว้าซองบุหรี่ข้างจานลาบเป็ดกาฬสินธิ์

"เหล้ากะบุหรี่หมด ออกไปซื้อมาด้วย" |   |

"รู้งี้กูซื้อเข้ามาก็ดีล่ะ!" #นึกในใจรถแม่งเยอะชิบหายเลย



วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

รู้งี้!!!



และแล้วมันก็กลายเป็นเรื่องขึ้นมาจนได้
ไม่รู้ด้วยเหตุผมกลใด
ที่ผมต้องเผชิญกับคราวเคราะห์ครั้งนี้
ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิด

ต้องเท้าความก่อนว่า
แรกเลยผมก็ไม่ได้เขียนอะไรดีเด่พอ
ที่หลายๆคนอ่านแล้วชอบอกชอบใจ
ว่ากันง่ายๆมีอะไรก็ละเลงไปตามอารมณ์
แล้วแต่โอกาสจะสะดวก
สองความรู้มองดูประสบการณ์เยี่ยงหางอึ่ง
ทำอะไรก็คล้ายๆกับเป็ดที่ทำได้เกือบหมด
แต่ทำได้ไม่ดีซักกะอย่าง
ท้ายเลยก็ไม่ได้เขียนอะไรเป็นจริงเป็นจัง
พอกพูนความรู้ให้คนอ่านเขาจริงจังซะที
มีแต่เรื่องบ่นๆไปวันๆ

ดั๊นนนน..ไปเจอคน(อยาก)อ่านฟ้องร้องมา
ด้วยกระแสเสียงที่เว้าวอนกระแซะกระเซ้ารบเร้า
อยากให้คลอดงานใหม่ซะที
ด้วยความที่ระยะนี้ไม่ค่อยมีเวลา(เอาสีข้างแถทื่อๆ)
และอ่อนเพลียจากการกรำงานมาทั้งวัน
ถึงบ้านได้ก็อยากจะเอนกายลงเตียงนุ่มๆ
หลังจากอาบน้ำมาให้ฉ่ำกาย
ผมเลยไม่ได้เขียนอะไรมาสักเวลาหนึ่งแล้ว
แต่คืนนี้....
กลับกลายเป็นต้องมานั่งเอานิ้วจิ้มแป้นตัวอักษร
ตาจ้องมองไปตามใจสะกด
ทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีอะไรจะเขียน

ถ้าผมรู้ว่าจะเจอมันแล้วจะเกิดเรื่องอย่างนี้
ผมนี่จะเปลี่ยนเส้นทางการจราจรให้ไวเลยครับ

ไม่อยากจะถามคุณๆท่านๆทั้งหลายเลยว่า
"ถ้าท่านเป็นผมแล้ว ยังอยากจะเจอไอ้คนอยากอ่านไหม"
เจอแล้วกลับมาบ้านก็ไม่ได้พักผ่อน
นั่งหลังขดตาแข็งยายไม่ได้นอนซะที
จนกว่าจะ(เขียน)เสร็จ ด้วยกระแสรบเร้าเพียง
"หนึ่งเสียง"
ถ้าไม่เรียกว่าคราวเคราะห์ผมก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

รู้งี้ผมไม่เขียนให้มันอ่านแต่แรกจะดีกว่า!!!
โถ่ววว รู้งี้!
(โว๊ะ รู้งี้ ว่ามึงจะเขียนอย่างนี้กุไม่เร้ามึงก็ได้) คนอ่านคิด

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หลังฝนก่อนลมหนาว



ช่วงเวลาคาบเกี่ยวก่อนการเปลี่ยนฤดูกาล
ธรรมชาติได้สรรค์สร้างความงามที่น่าอัศจรรย์ไว้
พระเอกของเรื่องนี้คงหนีไม่พ้น "หมอก"

หมอกคือไอละอองน้ำขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศ
และมีฐานอยู่ใกล้พื้นดิน หากสูงๆขึ้นไปจะเป็นเมฆ
เห้ย ไม่ต้องบอกก็รู้มั้ง

จะว่าไปเวลาที่ตั้งใจจะไปดูทะเลหมอกหนาๆ
วางแผนลางานล่วงหน้าเป็นเดือน
เตรียมกล้อง อุปกรณ์กันหนาว ทุกอย่างครบครัน
พอถึงวันจริง กลับเจอเพียงแค่น้ำค้างที่ยอดหญ้า
มันน่าเศร้าเสียจริ๊งงงง

หลายๆเรื่องในชีวิตเราก็เป็นซะอย่างนี้แหละครับ
ต้องพบกับเรื่องที่ไม่สมหวังทุกวี่ทุกวัน
ลืมตามาก็ผิดหวังซะแล้ว ยังอยากนอนฝันอยู่เลย
ถึงที่ทำงานก็พบกับเพื่อนร่วมงานจอมจุ้น
แกจะมายุ่งอะไรกับชีวิตชั้นนักหนาาาา เด่วแม่ตบให้
เลิกงานรถติด ไอ้คันข้างหน้าเมื่อไหร่จะไป
นี่มันเลนเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดดดด
โอ้ยยยย อารมณ์ขึ้น อย่าให้กุต่อท้ายนะเมิงงงงง
พูดแล้วของมันขึ้น ฮ่าๆ ใจเย็นๆครับ ดื่มน้ำก่อนไหม

อารมณ์นั้นเป็นของคู่กายกับมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
อยู่ที่ว่าหากใครปล่อยให้อารมณ์เป็นใหญ่
ผู้นั้นจะได้รับชัยชนะแค่เพียงชั่วครู่ยามเท่านั้น
คนที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ต่างหาก
คือผู้ที่ชนะตนอย่างแท้จริง

ใครเขาขับรถแย่ๆก็คิดว่าเขาไม่ชินทางบ้าง
ไม่มีใครทำอะไรให้ถูกใจเราตลอดเวลาหรอกครับ
แม้เดินทางไปพักผ่อนเพื่อดูทะเลหมอก
แต่กลับพบเพียงน้ำค้างยามเช้า
ลองหาที่นั่งสงบๆจิบกาแฟชมวิว
ผมว่าก็มีความสุขเหมือนกันนะครับ
แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม

คืนนี้หมอกลงครับ (ที่บ้านผม)
แม้หมอกจะไม่หนาเท่าทะเลหมอก
แต่ผมก็มีความสุขเล็กๆในใจนะครับ
มันพาให้คิดถึงใครคนนึง
หมอกออกปากครับ

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ผมกำลังนอนมองคาราวานดาวอย่างพริ้มๆ



จำได้ไหมครัวว่าคุณนอนดูดาวอย่างสุขอารมณ์
สบายใจอย่างไม่มีเรื่องให้วิตกกังวล
ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?
ผมจำไม่ค่อยจะได้เลยครับ ขอสารภาพ

หากแต่ครั้งแรกที่นอนดูดาวตกท่ามกลาง
ไอเย็นยะเยือกของฤดูหนาว
ปูพื้นด้วยทุ่งดอกหญ้าละแวกพื้นที่บ้านพัก
อำเภอมวกเหล็กในค่ำคืนอันมืดสนิท
ห่อห่มตัวอยู่ภายใต้เสื้อกันหนาว
ก็ไม่วายจะพบกับน้ำค้างพาให้เย็นหนัก
เคียงคู่กับเพื่อนที่สนิท
และมีอีกที่หลบน้ำค้างอยู่ใต้ชายคา
เทียวถือคบไฟเดินไปเดินมา
ผมจำได้

ระหว่างความมืดมิดดั่งทอด้วย
ผ้าดำสนิทครอบคุมโลกไว้
กับแสงสว่างจุดเล็กๆที่เจาะผ้านั้นด้วยเข็ม
ให้แสงรอดทะลุมา
พร่างพราวเหลือคณาจะนับ
ช่างเป็นภาพที่วิจิตรบรรจงจากศิลปินผู้สร้าง

กับชีวิตประจำวันนี้เวลาที่จะเงยหน้ามองหาดาว
กลับพบเพียงโคมไฟอย่างสวย
เฉิดฉายภายในสถานเริงรมย์
หยุดพักผ่อนแต่ละที
คิดจะไปนอนดูนอนพักผ่อนไกลๆเมือง
กลับพบเพียงไฟส่องสว่างของรถ
วิ่งกันให้จ้าละหวั่น

กว่าผมจะรู้ตัวก็นอนมองเพลินคิดอะไรไปไกลแล้วครับ
คงคิดว่าอยากกลับมานอนดูอีก
แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้วครับ
ยุงจะหาม!
เอาไว้วันที่พวกคุณมานอนดูด้วยกัน
คงมีดาวพริ้มๆให้ดูอีกเยอะ
มากกว่ายุงแน่ๆ

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ดวลลิ้น



วันนี้เปิดเฟสบุ๊ค บังเอิญไปพบชื่อคนๆหนึ่งโดยบังเอิญ
ข้อความที่โพสของบุคคลนั้นเป็นเลขลงทะเบียนด่วน
หรือ อี เอ็ม เอส อย่างที่เราๆเรียกกัน
อย่างที่เรารู้กันว่าการขายสินค้าออนไลน์
หรือขายตามหน้าเฟสนั้นเป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป
การบอกเลข อี เอ็ม เอส ให้ลูกค้า ก็เป็นหนึ่งในการสร้าง
ความมั่นใจให้กับลูกค้าอีกด้วย

แต่ที่สะดุดใจก็คือ เลข อี เอ็ม เอส ตามด้วย ชื่อ นามสกุล
ของลูกค้าเค้าเยอะครับ
ขอเรียกว่าเยอะเหี้ยๆเท่าที่คนอย่างผมเคยเจอมา
ให้เดาในใจครับ ว่าเท่าไหร่?
หนึ่งร้อย.....
น้อยไป

สองร้อย....
เกือบ!

ราวๆสองร้อยสามสิบถึงสี่สิบ โดยคร่าวๆ


อลังการสิครับ ผมไม่เคยเจอจริงๆ
ความอยากรู้หรือความเสือ(ก)บังเกิดโดยจิตไม่เท่าทัน
ดิ้วชี้กระดิกเข้าไปที่ชื่อของเค้าอีกทีหนึ่งก็พบสินค้า
อาการตาค้าง อ้าปากกว้างๆรอแมลงวันก็เข้าสิงผม
ไม่ใช่สินค้าเซ็กซ์ทอยตุ๊กตายาง
หรือว่าขายของสดลงราคาอะไรอย่างนั้นนะครับ

เป็นสินค้าประเภทเครื่องลางของบูชาโชคลาภ
ตามๆที่เราได้ยินกันมาตั้งกะวิ่งเล่นปีนต้นมะม่วง
นู่นแหละครับ คือเกิดมาก็ได้ยินแล้ว
อันนี้ขออนุญาติไม่บอกว่าเป็นอะไรนะครับ
เพราะความศรัทธาเราไม่เหมือนกัน
ดั่งคุณมาโนชได้กล่าวไว้ว่า
"ศรัทธาของท่าน ความเชื่อของท่าน ก็เป็นของท่าน...
ความเชื่อของเรา ศรัทธาของเรา ก็เป็นของเรา"

คนขี้สงสัยอย่างผมมีหรือจะเชื่ออะไรง่ายๆ
ไหนลองเช็คดูซิ ว่ามีอะไรบ้างงงงง?
ฮึๆๆ เลข อี เอ็ม เอส เป็นของจริงทุกเลขเลยครับ
มีรีวิวการันตีความโชคดีจากการเสี่ยงโชค
ทั้งชุดคู่สามสิบใบวางเรียงโชว์งวดที่ออก
บนฟ้า ในอากาศมีหมด

ผมลองคาดการณ์ราคาต่อชิ้นที่ครึ่งสิบพันต้องมี
กลายเป็นตะลึงพรึงเพริดกว่าครั้งแรกที่เห็นเลขอีก
เมื่อคำนวนดูเงินหมุนเวียนต่อวัน
ส่งของแต่ละครั้งไม่เคยมีหลักสิบ
พอลองคิดดูรายได้ง่ายๆ
ก็....ครึ่งเดือนได้รถไฮบริจดีๆหนึ่งคัน
ไอ้เราก็นึกในใจ นี่มันสุดยอดการตลาด
ที่ต่างประเทศไม่สามารถเข้าใจได้

คนเรานี่ไม่เคยหมดหวังจริงๆนะครับเรื่องโชคลาภ
พอดีกว่าครับ ไม่อยากจะแย้งอะไรไปมากกว่านี้
ประเดี๋ยวจะหันคมมีดหาตัวเอง

ขอเอาเวลาไปอินบ็อกซ์ถามราคาสั่งซื้อสักคู่จะดีกว่า
จะได้มีโชคหลักล้านกับเขาสักที

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ผมกำลังฟังดนตรีบรรเลงครับ



ขึ้นชื่อว่า "ดนตรี" แล้วช่างมีมากมายและหลากหลาย
ไปตามยุคสมัย
ดนตรียุคต่างๆก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองแตกต่างกันไป
หากใครมายืนกรานเพื่อที่จะบอกว่า อันนี้สิ เจ๋งสุด!
ผมก็คงทำหน้าเอ๋อๆเจื่อนๆไป
เพราะไม่มีปัญญาจะไปพูดกับเขา ว่าอันไหนเจ๋งสุด

บทเพลงมีความผูกพันแปลผันตามกาลเวลาของตัวเรา
ครับ ตัวเราเองครับ!
หลายคนฟังเพลงรัก เพลงเศร้าแล้วรู้สึกไพเราะจับใจ
เพราะว่าเรามีอารมณ์ร่วมกับดนตรีและเนื้อหา
คืออินเลิฟ ไม่ก็อกหัก หรือฟัง เล่น ร้อง
ร่วมกันกับเพื่อนฝูง คนรัก

ยุคฟังเพลงรักเพราะๆของผมก็ช่วงมัธยมต้นครับ
ยุคเริ่มมีความรักของเด็กๆนั่นแหละครับ
ฟังแล้ว โอ้ยยยย ชั้นอยากจะส่งให้เธอจริงๆ
ถึงขนาดนั่งเฝ้าวิทยุ ใส่เทปเปล่า นั่งรอเพลงๆนั้น
พอมาแล้วกดสองปุ่มคู่เพื่ออัด
หากท่านใดที่อายุเกินสามสิบไปคงเข้าใจฟีลลิ่งนั้นดี
ใช่มั้ยเธอ?

ร่ายมาซะยาวจนจวบอายุปาเข้าให้ยี่สิบเก้าปียี่สิบกว่าเดือน
ผมยังฟังเพลงหลงยุคอยู่เลย
ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ตามเพลงสมัยใหม่ๆเขาไม่ทันแล้ว
แฮ่ๆๆ
หากพอจะนึกอะไรออกก็เปิดยูทูปฟังเอา

ผมว่าคนเรานี่เอาอารมณ์ของตนเองมาเป็นที่ตั้งจริงๆนะ
ที่ว่าฟังเพลงไหนเพราะ ฟังเพลงไหนเฉยๆ
ลองอยู่เพียงลำพังแล้วเปิดเพลงดูสิครับ
คุณจะรู้อารมณ์ตัวเองเลย.

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ความลึกของบ่อที่พ่อบอก




สมัยที่ผมยังว่ายน้ำไม่เป็นนั้น น้ำลึกๆ
เป็นอะไรที่น่ากลัวเกินกว่าจะจินตนาการมากๆ
เราไม่รู้เลยว่ามีอะไรรออยู่ภายใต้บ่อน้ำนั้น
หากเราถูกเพื่อนถีบลงไป...
ถ้าเราเดินทางโดยเรือแล้วเกิดเหตุขึ้นมา
น้ำทะเลสีครามคงจะกลืนเราเป็นส่วนหนึ่งของมัน
เมื่อเราว่ายน้ำไม่เป็น!

ผมจำไม่ค่อยได้ว่าเริ่มว่ายได้น้ำได้เมื่อไหร่
แต่ผมจำวันที่จมน้ำได้อย่างแม่นยำ
ผมกินน้ำบ่อ ทั้งทางปากและจมูกพร้อมกัน
ผลจากการดื้อซึ่งอันเป็นนิสัยอยู่แล้ว
ใครไม่เคยจมน้ำบ้าง เชยชะมัด ฮ่า ฮ่า
ยังถือว่าเป็นโชคดีที่วันนั้นมีคนช่วยผมเอาไว้
ให้รอดจากเงื้อมมือของท่านยม


ช่วงอายุแรกเกิดถึงสี่ห้าขวบได้มั้งครับ
ครอบครัวผมอาศัยอยู่ในบ้านพักคนงาน
ซึ่งตั้งอยู่บนบ่อน้ำขนาดกว้างประมาณสองถึง
สามหมื่นตารางเมตร มีเพื่อนบ้านเพียงไม่กี่หลัง
ที่เป็นบ้านอยู่ในบ่อน้ำซึ่งเลี้ยงปลานาๆพันธ์ไว้
ช่างน่าอิจฉาเสียจริง ว่าไหมครับ

พ่อบอกว่าบ่อน้ำนั้นลึกมากกว่าสิบเมตร
ซึ่งผมไม่รู้หรอกครับว่ามันลึกแค่ไหน
ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อพ่อนะ แต่เด็กอยากรู้อีกอ่ะ
หากเรานำไม้ขนาดยาวเช่นไม้ไผ่มาปักลงไป
เพื่อหาก้นบ่อเราก็พอคะเนได้ถึงความลึก
โดนอาศัยเครื่องมือเป็นตัวช่วย
แต่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าหากเราลงไป ณ จุดๆนั้น
ระดับความลึกขนาดนั้นเราจะพบอะไรบ้าง
อย่างน้อยก็คงมากกว่าที่เรารู้โดยใช้ไม้ไผ่ใช่ไหม


เช่นกันกับชีวิตเรา
หลายคนยืนอยู่ขอบบ่อแล้วพร่ำถามคนที่อยู่ในบ่อ
มันลึกเท่าไหร่?มีอะไรไหม?อันตรายหรือเปล่า?
ผมไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นว่ายน้ำเป็นหรือเปล่า?
ผมรู้แค่ว่าถ้าเป็นผม แล้วผมอยากรู้อยากทำอะไร
ผมอาจจะเริ่มด้วยการถามผู้รู้เช่นเดียวกัน
แต่สิ่งที่ทำให้เราปรุโปร่งได้คือ
"การลงไปพิสูจน์ความลึกด้วยตัวเอง"

คุณรู้อยู่แล้วว่าหากคุณว่ายน้ำไม่เป็น
มันอันตรายมากๆที่จะผลีผลามลงไป
แต่มีใครไหมเล่า ไม่เคยสำลักน้ำ


ความรู้คือสิ่งที่หาไม่ยากในยุคนี้
ที่ยากคือคนขอบบ่อไม่ยอมลงไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง
ด้วย "ความกล้า"
เค้าคงรอพ่อบอกให้ไปเรียนว่ายน้ำก่อนมั้ง.