วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

จดหมายถึงเด็กชาย



       .....ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี
ที่จะให้เจ้าได้เข้าใจอย่างง่ายดายและถ่องแท้

ถ้าจะบอกว่าตัวเรานั้นคือตัวเจ้าในอนาคต
เจ้าก็คงจะหัวร่อออกมาจนเป็นบ้าไปเปล่าๆ
เอาเป็นว่า เราขอให้เจ้าอ่านจดหมายนี้จนจบ
เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเรื่องที่เราจะขอ
ส่วนเจ้าจะคิดตามได้มากน้อย เชื่อหรือไม่
นั่นก็สุดแท้แต่บุญแต่กรรมของตัวเจ้าเอง

    เราชื่อเดียวกัน นามสกุลเดียวกัน
เรียนโรงเรียนเดียวกัน ว่าง่ายๆคือเราเป็นเจ้า
แต่เจ้ายังไม่ได้เป็นเรา(ไม่งงใช่ไหม)
อันตัวเราตอนนี้อายุสามสิบสองปีสองเดือน
กับอีกยี่สิบห้าวัน หากเทียบกันอายุเจ้าแล้ว
ก็มีอายุห่างกันราวๆเกือบยี่สิบปีเห็นจะได้

เจ้าคงไม่เชื่อสินะ เอาเป็นว่าเรารู้เรื่องเจ้า
เช่นเจ้าเคยเจอแหวนทองหนึ่งวงหนักหนึ่งเฟื้อง
เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ใช่ไหม นอกจากแม่?
อีกสักเรื่องไหม?เจ้าเคยโกรธครูตอนประถม
ที่ทำโทษเจ้าโดยการหยิกพุงเจ้า เจ้าเลยโกรธ
และไม่ยกมือไหว้ครูคนนั้นไปตลอดเทอมเลยหล่ะ

ถึงตรงนี้ไม่รู้ว่าเจ้าจะเชื่อได้หรือยัง
แต่เราก็ไม่อยากจะนอกเรื่องให้มากมายนัก
เรามาเข้าประเด็นกันเลยดีกว่า....
ตอนนี้เราไม่ได้มีปัญหาอะไรกับชีวิตที่ผ่านมา
เรามองว่าทุกอย่างที่เจ้าเลือกที่จะทำนั้นมีเหตุ
มีผลที่ได้รับ ถึงใครมองว่าไม่มีแต่ก็คิดว่าเจ้าก็
มีนั่นแหละ แต่เราอยากจะเสริมให้นิดนึง
คืออยากให้เจ้าใช้ชีวิตโดยที่มีคำว่าครอบครัว
อยู่ในความคำนึงเสมอๆ ลดละความเป็นตัวของ
ตัวเองลงบ้าง ทำเพื่อผู้อื่นเยอะๆ
อย่าลุมหลงไปกับสิ่งมอมเมาให้มากมายเกินไป
มันมีแต่จะทำให้เจ้าถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ล่าช้าไป
และก็ถ้าอยากรู้อะไรก็ลงไปคลุกฝุ่นพร้อมๆกับมัน

คนที่เจ้ารักนั้นหาได้ไม่ยาก
แต่คนที่รักเจ้าอย่างแท้จริงนั้นมีโอกาสน้อยนัก
ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตเจ้าง่ายๆ
เรียนรู้ที่จะรักและปล่อยวางเมื่อรู้ว่าไม่ใช่..

สักวันหนึ่งเจ้าคงจะได้สอนลูกเจ้าต่อไป
จริงๆมีร้อยพันเรื่องที่อยากจะบอก
แต่เอาเถอะ ประเดี๋ยวเจ้าจะหมดความสนุกสิ
ถ้ารู้ว่าอนาคตเจ้าจะเป็นอย่างไร รวยจน
ผิดพลาด สมหวัง ออกไปเจอด้วยตัวเองดีกว่า
ใช้ชีวิตอย่าให้ลำบากใคร ที่สุดเลยคือครอบครัว
อย่าให้เขาต้องผิดหวังในตัวเจ้า และตัวข้า

โชคดี บุญรักษา
ด้วยรักและปลาทู

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ครึ่งทาง



    ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยทราบเลยว่า
การเดินทางของชีวิตนั้นจะไปสิ้นสุด ณ ตรงไหน..

ไม่มีสิ่งใดที่จะบอกได้ว่า เฮ้ย มึงใช้ชีวิตมานานเกิน
ไปแล้วนะ หมดอายุไขของเอ็งแล้ว ไปนรกกะข้าได้

หรือว่า เฮียครับ ผมขอแสดงความยินดีกับเฮียด้วย
เนื่องจากเฮียได้สะสมบาปมาครบแปดหมื่นแต้มแล้ว
เหลือเพียงอีกสองหมื่นเท่านั้นก็สามารถจบชีวิตได้
ไม่มี..

มีเพียงตัวผมเองเท่านั้นแหละครับ ที่จะบอกได้ว่า
ผมได้เดินทางของตัวเองมาไกลแค่ไหนแล้ว
ผมได้มีประสบการณ์ของชีวิตมากน้อยเพียงไร
ผมเลือกที่จะใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปแบบไหนเท่านั้น
ผมทราบเพียงเท่านี้

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวัน(จริงๆแล้วเมื่อวาน)ที่ผมรู้สึก
อิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก ผมกำลังเดินทางไปสู่เส้นทาง
อีกเส้นทางหนึ่งที่ไม่เคยจะคาดคิดว่าวันนั้นจะมาถึง
เป็นเส้นทางที่จะทำให้ชีวิตนั้นสมบูรณ์อย่างที่มันควร
จะเป็น

คุยกับตัวเองบ่อยแค่ไหน???



    มัันเป็นคำถามที่ผุดขึ้้นมาในห้วงหนึ่ง

ผมก็พยายามมองย้อนไปในอดีตที่ผ่านมา
ว่าตัวเราเองนั้นคุยกันบ่อยแค่ไหน?
ครั้งล่าสุดคือเมื่อไหร่?

นึกไปนึกมาก็งงกับคำถามว่า...
คุยกับตัวเอง ก็คือการอยู่กับปัจจุบันใช่ไหม
รับรู้ว่าเรากำลังทำอะไร เพื่ออะไร
มีประโยชน์แก่ใครแบบนี้
ก็ต้้องตอบว่าไม่มากเท่าไหร่
แต่ถ้าคุยกับตัวเองว่ามื้อเที่ยงกินอะไรดี
ไอ้นั่นกินวันก่อน ร้านนี้เบื่อคนเยอะ
แม่ค้าหน้าบูดฯ อันนี้คงตอบว่าทุกวัน

หากการอยู่กับปัจจุบันคือการมีสติ
ผมคงคล้ายกับว่าเป็นคนที่นอนมาค่อนชีวิต
มีสติเพียงไม่กี่วัน จากหมื่นกว่าวันที่ผ่านมา
ถอยออกมามองชีวิตตัวเองอีกสักวันหนึ่ง
วันนี้คงนับวันที่ต่ืนรู้เพิ่มให้ชีวิตได้อีกวัน
(มั้ง)



    

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

เมื่อครั้งหนึ่ง ตลอดไป



เมื่อครั้งหนึ่ง....
เราเคยมีเพื่อนที่คบกัน
เราเคยมีคนรักทีอยู่ด้วยกันมาหลายปี
เราเคยมีญาติมิตรที่ผูกพันกันมาอย่างยาวนาน....

แต่เมื่อวันหนึ่ง เวลาได้ทำให้เราพรากจาก
บ้างจากด้วยดี ก็ถือว่าดีไป
บ้างจากกันเฉยๆ
บ้างจากกันด้วยความทรงจำอันเลวร้าย

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้เราต้องแยกจากกัน
ไปสู่อีกที่หนึ่ง อีกหนทางหนึ่ง อีกมิติหนึ่ง
ไม่ว่าจากกันแบบไหน เหตุผลใด วิธีใด
ยังไงเราก็ต้องจากอยู่ดี "สักวัน"

หากแต่ตอนนี้ เรายังมีความรู้สึกนึกคิด
มีลมหายใจ มีสติ(ที่พลั้งเผลอบ้าง)
ใยเราจึงไม่ควรที่จะรักษาความสัมพันธ์
ที่ดีให้ได้เดินทางอย่างราบรื่นต่อไป
หากเพราะสิ่งที่เป็นยางลบมันก่อเกิดอยู่ใน
ใจลึกๆ มันเป็นยางลบแห่งความแค้น หรือ อคติ
ที่จะคอยลบความสัมพันธ์อันดีให้หายไปง่ายยิ่งกว่า
การขีดเขียนความทรงจำที่ดีบนหน้ากระดาษแห่ง
ความสุขของวันวาน....

สักวันหนึ่ง เราก็จะจากกัน ตลอดไป

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เข้าใจไหม?




เข้าใจไหม?
เป็นคำถามที่เรามักถูกถามมาตั้งแต่เยาว์วัย

ด้วยที่ความเข้าใจนั้นไม่ตรงกัน
หรือไม่สามารถที่จะปรับให้ใกล้เคียงกันได้
จึงมักเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาอีกหลายๆอย่าง
ซึ่งก่อให้เกิดเป็นเรื่องยุ่งยากพัวพันจิตใจ

เมื่อครั้งวัยเลขสิบต้น ผมไม่เข้าใจ?
ว่าทำไมต้องเข้าตื่นแต่เช้าเพื่อไปเข้าแถว
หน้าเสาธง เคารพธงชาติ สวดมนต์?
พอไปสายอาจารย์ก็ต้องกักตัวไว้ทำโทษ
ทำไมต้องตัดผมให้สั้นเกรียน ทั้งๆที่มันไม่น่า
จะเกี่ยวข้องอะไรเลยกับการเรียน?
พอยาวเข้าหน่อยก็เอากรรไกรมาขลิบข้างๆ
ทำไมต้องเรียนอะไรเยอะแยะโดยที่เราไม่
ได้ชอบเรียนวิชานั้นๆเลย(โตมาแทบไม่ได้
ใช้ด้วยซ้ำไป)
พอโดดเรียนบ่อยๆก็ให้ตกอีก เห้ออออ

ไม่เข้าใจ จะให้ทำไปเพื่ออะไร
(ณ ตอนนั้น)

ทำไมพ่อแม่ต้องเป็นห่วงมากมายเวลาไปเที่ยว
ทำไมต้องคอยสอดส่องว่าคบกับใครเป็นเพื่อน
ทำไมต้องให้รีบกลับบ้านหลังจากเลิกเรียน
ฯลฯ
แค่เข้าใจว่าเป็นห่วง(มั้ง)

แท้จริงแล้วมันมีอะไรมากกว่านั้น
มากกว่าที่เราจะเข้าใจได้ภายในช่วงยี่สิบขวบ
"เวลา" ที่ผ่านมาสามารถตอบอะไรได้มากมาย
จากที่เคยไม่เข้าใจ หรือ เข้าใจเพียงผิวเผิน
บัดนี้เริ่มกระจ่างแจ้งบ้างแล้ว

เพียงแค่ "เวลา" อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ
อยู่ที่"ตัวเราเอง"ว่าจะหาคำตอบนั้นด้วยหรือไม่
ทั้งสองสิ่งนี้แหละ ที่ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น
(กว่าเดิมนิดนึง)

sin ข้าม/ฉาก
cos ชิด/ฉาก
tan ข้าม/ชิด

แด่สามเหลี่ยม
















วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หนึ่งที่ หลายท่าน



   ณ สถานที่ออกกำลังกายของทางราชการแห่งหนึ่ง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ชายวัยรุ่นคนหนึ่งรูปร่างท้วมเดินเข้าไปในที่นั้นครั้งแรก
หลังจากที่ได้ใคร่ครวญอยู่หลายต่อหลายครั้ง....

เขาเดินเข้าไปพร้อมกับอาการประหม่า เนื่องด้วย
ที่เค้าไม่รู้จักใครเลย คงเป็นเรื่องปกติสำหรับเรา
หากเราได้ล่วงเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่คุ้นชิน ไม่รู้จัก
เสมือนทุกสายตาจับจ้องมาที่เรา มองเราอยู่
แอบนินทาในใจมั้ย ไม่ก็จ้องจะจับผิดอะไรเราสักอย่าง

แล้วเขาก็เดินออกมาจากที่นั่น...ด้วยความคิดที่ว่า
"คนเยอะจัง รู้สึกอึดอัดค่อยมาอีกทีวันหลังดีกว่า"

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

ชายรูปร่างสูงโปร่ง คะเนอายุราว ๔๕ ไม่เกินนั้น
กำลังเพ่งสมาธิไปที่กล้ามเนื้อส่วนไบเซบระหว่างยก
ซึ่งเค้ากำลังบริหารด้วยดัมเบลขนาดเขื่องท่า Curl
หลังจากครั้งสุดท้ายของเซ็ทแล้วเขาก็วางดัมเบลนั้น
ลงด้วยแขนที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดที่แทบจะปริแตก
คล้ายกับมันจะทะลุผิวหนังออกมาให้ได้

เขาสูดลมหายใจยาวๆเพื่อเติมออกซิเจนเข้าปอด
พร้อมกับมองตัวเองในกระจกขนาดใหญ่ตรงหน้า
มองรูปร่างของตนที่ได้สลักเสลามาเนิ่นนานกว่าสิบปี
ยกข้อมือมาดูเวลาที่กดจับไว้มันผ่านไปแล้วเกือบนาที
สูดหายใจเข้าลึกๆอีกครั้งแล้วก้มลงไปจับแกนลูกเหล็ก
เซ็ทสุดท้ายแล้ว เขาคิด ต้องเพ่งไปจนถึงจุดๆนั้น
"จุดอ่อนแรง" กล้ามเนื้อเริ่มทำงานหนักอีกครั้ง...

๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒

เด็กหนุ่มวัยก่อนสอบนายร้อยในชุดกีฬาครบครันยืนดูบาร์
ส่วนสูงของเขานั้นถือว่าสูงเอาการ ขนาดยืนแล้วเอื้อม
มือไปจับบาร์ได้แบบไม่ต้องกระโดดเลย ผิดกับหลายคน

แล้วเขาก็เอื้อมมือทั้งสองไปจับบาร์ในท่า pull up
คือคว่ำมือระยะมือกว้างกว่าช่วงหัวไหล่เล็กน้อยแล้วก็
ทำการดึงตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงจุดสูงสุดเค้าก็
แหงนหน้าเชิดขึ้นเพื่อให้ปลายคางของเค้านั้นเลยบาร์
ที่โหนขึ้นไปเชิงเป็นการนับจำนวนครั้งคล้ายการสอบฯ
ครั้นใกล้หมดแรงหรือในช่วงท้ายๆก็โหนพักครู่หนึ่ง
แล้วก็กระชากดึงขึ้นไปอีกหนึ่งถึงสองครั้ง
เขาทำอย่างนี้อยู่หลายต่อหลายเซ็ทแล้วเขาก็ออกไปวิ่ง

๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓

หูฟังนั้นได้ถูกเสียบตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ รู้เพียงว่า
ไม่เคยเห็นเขาถอดหูฟังนั้นออกเลยตลอดเวลาที่เขามา
เขาเป็นชายหนุ่มถึงวัยกลางคน เวลามาของเขานั้น
ไม่มีเวลาที่ระบุได้แน่นอนว่าวันใดเวลาใด ไม่มีใครรู้

เขามาพร้อมกับกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ซึ่งมีข้าวของเต็มใบ
ที่แน่ๆคือเขามาออกกำลังกายด้วยการยกลูกเหล็กเพียง
อย่างเดียว ไม่สุงสิงกับใคร จมอยู่กับเวลาที่จับอยู่บน
หน้าปัดนาฬิกาข้อมือ และ คลอนหัวไปตามเสียงเพลง
ที่เขาเปิดฟังในหูฟัง(มั้ง)เล่นจนจบชิ้นหนึ่งๆจึงค่อยละ
ออกจากอุปกรณ์นั้นๆ เพื่อมุ่งไปยังอุปกรณ์ถัดไป
เป็นอย่างนี้จนจบครบตามอุปกรณ์ที่ต้องเล่นในแต่ละวัน
เสร็จแล้วเขาก็ยืดเส้นเดินออกไป พร้อมหูฟัง...

๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔

หญิงสาวที่เพิ่งผ่านวัยกลางคนมาสักระยะประจำอยู่ที่
เครื่องเคเบิ้ลแบบครอสโอเว่อร์ มันเป็นอุปกรณ์ประจำ
ที่เธอต้องมาเล่นทุกๆครั้งที่มาที่ห้องออกกำลังกายห้องนี้
ด้วยท่า เคเบิ้ล คิกแบ็ค เพื่อกระชับกล้ามเนื้อบริเวณ
ก้นให้งอนงามไม่หย่อนคล้อยไปตามแรงโน้มถ่วง

น้อยมากที่เราจะเห็นผู้หญิงที่กล้าเข้ามาในห้องออกกำลัง
กายที่มีแต่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ โดยที่ไม่รู้จักกับใครมาก่อน
มันยิ่งทำให้ผมสงสัยไปอีกว่าทำไมเธอถึงกล้าได้ขนาดนั้น
อาจจะเป็นเพราะว่าเธอไม่ได้แคร์สายตาที่จับจ้องมอง
ซึ่งแน่นอนว่ามีอยู่แล้ว หรือไม่ก็ ความต้องการที่อยากจะ
พัฒนาร่างกายตัวเองให้แข็งแรงมันมีมากกว่าความอาย

๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

หนุ่มวัยรุ่นกล้ามขนาดมหีมา อายุไม่น่าจะเกินสามสิบ
คาดว่าน่าจะอยู่ในดงของลูกเหล็กมาไม่ต่ำกว่าสิบปี
เป็นอย่างน้อย เดินเข้ามาพร้อมสวัสดีทักทายคุยกับ
คนในห้องอย่างสนิทคุ้นเคยไม่ต่ำกว่า สี่ถึงห้าคน
เปรียบเหมือนว่าที่นั่นคือบ้านของเขาที่อยู่มานานโขแล้ว
คนรู้จักที่มาพบปะกันทุกวันกลายเป็นญาติไปโดยปริยาย

ผมเคยได้ยินขาประจำคุยกันว่าเด็กมันโง่ ปรับอุปกรณ์
ไม่เป็น ก็ได้แต่ยืนมองมัน เพราะว่าหมั่นไส้มัน
มันเล่นไม่ดูกาละเทศะ คือไม่ดูว่าคนที่เค้าเล่นอุปกรณ์
นั้นๆอยู่เล่นจนครบเซ็ทหรือยัง หรือยังใช้อุปกรณ์นั้นๆอยู่
ได้ยินเฉกเช่นเสียงนั้นออกมาจากกลุ่มกรอสซิบดารา
ประจำพื้นที่

๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖






วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ทำไงกับมันดี


เมื่อคำว่าคิดอะไรไม่ออกบังเกิดขึ้นในหัว

ไม่รู้จะทำอะไรดี....
ไม่รู้จะไปไหนดี....
ไม่รู้จะกินอะไรดี....
ไม่รู้จะทำยังไงกับปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้..
บาร์ๆๆ

ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกๆคนเคยผ่าน
บางคนก็ยังเป็นแบบนี้ ณ ขณะนี้ด้วยซ้ำ
(ไม่เว้นแม้แต่ผู้เขียน)

ที่เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่ว่าจะมีทางออกให้หรอกนะ
ทางออกมันอยู่ที่คุณ!
ไม่ใช่ใครอื่นเลย ส่ิงใดๆที่จะเกิดขึ้นล้วนอยู่ที่คุณเอง
ใจคุณคิดแบบไหน คำตอบของทุกอย่างที่จะเกิดก็เป็นแบบนั้น
เมื่อคุณคิดว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ที่เราไม่สามารถแก้ได้
มันก็จะเป็นแบบนั้น นั่นคือเรื่องจริง

ผมเคยมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนๆหนึ่ง
ซึ่งได้เคยเข้ามาสร้างความทุกข์ให้กับจิตใจ
จนผมผูกใจเจ็บ ทั้งๆที่เป็นคนรู้จักกันฉันมิตรแท้ๆ
ทุกๆครั้งที่ต้องพบเจอกัน ผมจะทำตัวเป็นอากาศ
ไม่มอง ไม่สน ไม่แม้แต่จะคิดว่าคนๆนั้นมีตัวตนอยู่
มันเป็นอย่างนั้นนานมาก (ระหว่างที่เจอก็ทุกข์นะ)
ทั้งๆที่ืทำว่าแล้วมันจะดี กลับไม่ได้รู้สึกดีเลย
บางครั้งมันทำให้คิดมากหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ

จนเวลาผ่านไป ทุกๆอย่างย่อมแปรเปลี่ยนไปตามเวลา
ได้รู้จักหลายๆมุมของโลก ได้เฉียดเข้าไปในหลักของศาสนา
จึงทำให้ผมได้ลองปล่อยวางจิตใจที่กำความทุกข์ไว้
ซึ่งมันก็ทำให้เราสบายใจมากขึ้น รู้สึกดีขึ้นจริงๆ
ตามที่ผู้มีประสบการณ์ได้บอกกล่าวไว้อย่างนั้นจริงๆ

ทุกวันนี้สิ่งที่ผมได้เจอ ทำให้ผมได้พบว่า
ทุกๆอย่างล้วนเกิดขึ้นที่ตัวเราเอง
เมื่อเราคิดดี ทำดี สิ่งดีๆก็จะเกิดขึ้นกับเรา
เราทำดีต่อร่างกายโดยการกินแต่อาหารดีๆ
ร่างกายเราก็จะมีสุขภาพดีตามไปด้วย
เราคิดดี ป้อนอาหารที่ดีให้สมอง ให้จิต
ชีวิตคุณก็จะมีแต่คนดีๆรอบกาย

เมื่อคุณมีเป้าหมาย แล้วคำว่าคิดไม่ออกก็จะหายไป

....


วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

โลกที่น่ากลัว



         ทุกวันนี้โลก(โซเชี่ยล)ช่างน่ากลัวเหลือเกิน...

         มันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมากนะครับ
กับการแสดงความคิดเห็นอะไรออกมาสักอย่างหนึ่งในนั้น
ผมเคยเห็นเพื่อนๆเข้าใจผิดกันเพราะไปพิมพ์ข้อความผิด!
ผมเคยเข้าใจผิดอย่างเร่งด่วนเพียงแค่อ่านอะไรแบบผ่านๆ
แล้วก็เอามาระบายอารมณ์ลงไปโดยขาดความยั้งคิด
ไม่เคยคิดว่ามันจะส่งผลเสียกระทบออกไปเป็นวงกว้าง

มองดูประเทศของเราทุกวันนี้แม้แต่เด็ก ป.๔ ก็เล่นได้
เพียงแค่เอานิ้วจิ้มๆเป็นคำ แสดงความคิดเห็นออกไป
ไม่มีใครคิด ไม่มีใครรู้หรอก ความเห็นนั้นถูกกลั่นจากไหน
จากหลังห้องน้ำโรงเรียนมัธยม หรือ หลังโต๊ะทำงานผู้บริหาร
ผมรู้แค่ว่ามันขาดการยั้งคิด ขาดการไตร่ตรองให้ดีก่อน
เราใช้อารมณ์กันอย่างสิ้นเปลืองกันมากเกินไป เอะอะ
อารมณ์ขึ้น มันต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ 
"มึงทำอย่างนี้ได้ไงว่ะ"
"มึงพูดมาแบบนี้ก็โดนกูมั่ง"
ฯลฯ ต่างๆนาน
จนทำให้เราทะเลาะกันง่ายเกินไป ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ

แค่อยากให้เราๆท่านๆมีสติมากกว่านี้ ก่อนจะพิพากษาอะไรลงไป
เพราะเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขความรู้สึกได้ หากเสียไปแล้ว

ผมมองโลกด้วยความน่ากลัวเกินไปไหม?





วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

ก่อนจะมีแผ่น




แรกเริ่มเดิมทีผมก็เป็นเด็กผู้ชายปกติทั่วไปแหละครับ
มีเพื่อนๆละแวกบ้านให้เต็ดเตร่เล่นกันไปเรื่อยอยู่หลายคน
วันหยุดก็พากันปั่นจักรยานเก่าๆไปเที่ยวเล่น
ยิงนกตกปลาไปตามภาษาเด็กต่างจังหวัด
ความทันสมัยเป็นอย่างไร? ไม่รู้จัก
เพราะคำว่าต่างจังหวัดยังไม่พอ
แถมอยู่ชานเมืองของต่างจังหวัดอีกต่างหาก
พ่อแม่ส่งเสียจนเรียนจบมัธยมได้ก็อยากเรียนต่อสายช่าง
ตามแบบฉบับเด็กวัยคะนอง เพราะเป็นคนขี้เกียจเรียน
จึงมองว่าจบมาแล้วอาจจะหางานได้ง่าย เรียนง่ายกว่าสายสามัญ (มั้ง)
หรือ ไม่ได้คิดอะไรมาก เอาตามใจว่าอยากไป
ไม่มีเหตุผลใดๆมาฉุดอยู่หรอก อันนี้คงใช่!

ช่วงที่ผมเรียนอยู่ ปวช ก็มีกีฬาให้เด็กช่างอย่างเรา
เล่นไม่กี่ชนิดหรอกครับ หลักๆก็จะมี ฟุตบอล บาสเก็ตบอล ตะกร้อ
อินเวิร์ด สูงต่ำ คั่นหนังสือ ขี่ม้า ดึงดาว รัมมี่ แหลกเล่า สีหญิง

มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนๆสมัยมัธยมนัดกันไป “เล่นดนตรี” ที่ห้องซ้อม
ขอเรียกว่าไปเล่นจริงๆดีกว่า เพราะว่าไม่ได้ไปซ้อม
ไม่ได้เล่นจริงจังเหมือนอย่างคนที่เขาอัดเดโม่ส่งประกวดกัน
หลังจากเล่นอย่างอิ่มหนำสบายอารมณ์กันไป
ลงมาจากห้องซ้อมก็ราวๆบ่ายสามครึ่ง
ยืนแบ่งบุหรี่กันอัดที่หน้าห้องซ้อมคุยกันสักพัก
พอหมดบุหรี่ได้สักสองมวนก็ถึงเวลาแยกย้ายกันกลับบ้าน

มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ "ไอ้จ่า" มันเอาเชือกปอผูกกับกระดานเลื่อน
แล้วลากไปตามถนน แรกเห็นผมก็เกิดอาการงุนงง
เพราะไอ้ที่เคยเห็นกระดานแบบนี้ก็เป็นแบบพลาสติกเล็กๆสั้นๆ
แต่อันนี้ทำไม่มันใหญ่ๆยาวๆดำๆ
แล้วก็งงที่มึงจะเอาเชือกผูกลากมันไปอย่างนี้หรอก
มันใช่สัตว์เลี้ยงมึงหรอว่ะ หรือว่ามึงขี้เกียจถือ ขี้เกียจไถไป
ผมเลยถามเพื่อนว่า “มึงไปไหนต่อว่ะ”
“ไปเสาธง รอเล่นสเก็ต ไปนั่งดูป๊ะหล่ะ?”


นั่นคือวันแรก ที่ผมได้มองเห็นหน้าเธอชัดๆ



SKATE VDO



ในต้นยุคของการเริ่มเล่นสเก็ตของผมราวๆปี 2000 ต้นๆ
มันเป็นเรื่องที่ยากมากๆที่เราจะหาดูวิดีโอสเก็ตในสมัยนั้นนะฮ๊ะ
ที่แรกๆที่จะสามารถหาได้คือ สเก็ตช็อป จริงๆมีไม่กี่ร้าน ณ​ เวลานั้น
ใครที่เริ่มเล่นตั้งแต่ยุค Reynold ยังหนุ่มนี่ต้องรู้จักจริงๆ นั่นก็คือ
“ห้างมาบุญครอง” เป็นที่ๆเราหาซื้ออุปกรณ์เกี่ยวกับสเก็ตได้มากที่สุด
ณ ที่นั่น จะมี VDO เป็นม้วนๆขาย ไม่ใช่แผ่น VCD นะครับ
ใครเคยเห็นบ้างเอ่ย....

ม้วนนี้ออกมาปี 1997

หรือไม่ก็หาเอาในอินเตอร์เน็ท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือก
แต่ตอนนั้นไม่มี youtube นะครับ (อ่าวเห้ย ไม่มียูทูปแล้วดูจากไหนว่ะ!)
Ha Ha เป็นเด็กสเก็ตก็ต้องมีความสามารถ ใช่ไหมครับ
ไม่งั้นจะเล่นสเก็ตได้หรอ? ฮ่าๆ


ในสมัยที่เน็ทบ้านมีความเร็วสูงสุดที่ 54Kbps !!!
โปรแกรมแชทหลักๆคือ MSN ICQ IRC ทั้ง P และ M
ไม่มี Line WhatsApp มือถือใช้แค่โทรเข้า โทรออก
อู่ยยย ยิ่งเล่ายิ่งแก่ เด็กสมัยใหม่อาจจะงงๆ
ไปถามอากู๋เอานะ ถ้าอยากรู้หน้าตาว่าที่กล่าวมาเป็นเช่นไร

54K อาจจะมองไม่เห็นภาพว่าเร็วกว่าสล็อตขยับแค่ไหน
ลองจินตนาการถึงคลิปที่เราดูๆกันทุกวันนี้นะครับ
อย่างคลิป 3 นาที เราอาจจะต้องใช้เวลาในการดาว์นโหลด
เพื่อที่จะเปิดดูถึงสามวัน... “สามวัน” นี่คือคร่าวๆนะครับ
จะช้ากว่านั้นก็มี แล้วแต่จังหวะ จังหวัด คลื่นลม พายุ ว่ากันไป

แล้วม้วนๆหนึ่ง กว่าจะโหลดเสร็จ เป็นเดือนๆนะครับ
กว่าจะมีโปรแกรมให้โหลด โหลดมาไฟล์เสียบ้าง
ค้างระหว่างโหลดบ้าง เรียกว่า เลือดตาแทบไหลกันเลยทีเดียว
สมัยนั้นบ้านใครมีคอม ต้องมีการไปเยี่ยมเยียนของเพื่อนๆบ่อยๆ


ที่สุดแล้วก็ถึงเวลาสำคัญ นั่นคือการสุมหัวกันดูนั่นเอง
ไม่มีอะไรที่จะสร้างความคึกคะนองและปลุกเร้าอารมณ์ของเรา
ได้เท่าการได้ดูวิดีโอก่อนออกไปเล่นสเก็ตอีกแล้ว ใช่ไหมครับ?
ยิ่งเป็นวิดีโอของโปรในดวงใจนี่ยิ่งฮึกเหิม ทำให้ยิ่งอยากออกไปเล่นไวๆ
ดูซำ้แล้ว ซำ้เล่า จนถึงขั้นหลับตาฟังเสียงแล้วบอกว่าท่าอะไรได้!
เห้ย... เป็นอย่างนั้นจริงๆ อย่าหาว่าโม้เลย ฮ่าๆๆ

ว่าแล้วลองหาวิดีโอของโปรที่ชื่นชอบเก่าๆมาเปิดดู


บางครั้งยังมองว่าโหหห
ท่ายากขนาดนั้น แม่งเล่นกันได้ตั้งแต่สิบยี่สิบปีที่แล้วเลยหรอว่ะ
ห่านนนนนนน ดูแล้วขึ้น ต้องออกไปเล่นมั่งซะแล้ว

ไปเว้ยยยย.....


วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

ไม่เป็นธรรมชาติ



ผมเคยได้ยินมาจนชินกับคำว่า "มันเป็นเรื่องธรรมชาติ"
จึงเกิดมีความสงสัยว่า "ธรรมชาติ" คืออะไร?
จึงได้สืบค้นข้อมูลในแหล่งที่หาได้ง่ายๆโดยไม่รบกวนใคร

เรื่องธรรมชาติคือลักษณะ นิสัย หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
สืบเนื่องต่อกันมานานหรือเปล่า?
อ่านไปแรกๆชักไม่แน่ใจ

"ธรรมชาติของโลก" คืออะไร?
คือ การที่โลกหมุนติ้วๆๆ แล้วมีความร้อน
รอวันเย็นตัวลงผ่านกาลเวลาที่แสนยาวนาน(ที่เราคิดว่านาน)
แล้วกลายเป็นเพียงก้อนกลมๆก้อนหนึ่ง
ที่โคจรลอยเคว้งคว้างอยู่ในห้วงอวกาศ
นี่เป็นเรื่องธรรมชาติของมันไหม?

ไม่รู้สิ ไม่อยากเดา ค้นๆๆ หาอ่านไปอีก

"ธรรมชาติของผีเสื้อ" หล่ะ?
ผีเสื้อผสมพันธ์กัน
หาที่วางไข่ที่ดีให้หนอนน้อยที่จะเกิด
พอหนอนเกิดจากไข่ ได้กินยอดใบและใบ
ลอกคราบสามสี่ครั้งก็พัฒนาเข้าเป็นดักแด้
ออกจากดักแด้มาเป็นผีเสื้อโบยบินเสาะหาผสมพันธ์ต่อไป
วนเป็นวัฎจักรไม่สิ้นสุดจนกว่าจะมีบางอย่างเปลี่ยนไป

เค้าเรียกกันว่า "วัฎจักร" ของผีเสื้อ
แต่ผมมองว่ามันก็เป็นธรรมชาตินะ

"ธรรมชาติของมนุษย์" หล่ะ?
มนุษย์มีธรรมชาติพื้นฐานใกล้เคียงกับสัตว์
ในเรื่องของการกิน ขับถ่าย ความต้องการทางเพศ สืบพันธ์
แตกต่างก็เพียงแต่มีความสำนึก ผิดชอบ ชั่วดี (มั้ง)
มนุษย์มีความสามารถในการจำแนกความผิดชอบชั่วดี
ซึ่งเอามาตั้งเป็นกฎเพื่อใช้ควบคุมเพื่อนมนุษย์ในสังคมของตัวเอง
มนุษย์มีความรู้ที่สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษโดยการบันทึก
และต่อยอดความรู้ที่มีให้เผ่าพันธ์ของตนเองไปเรื่อยๆ
มนุษย์มีกิเลสตัญหาเป็นที่ตั้ง ไม่เคยพอใจกับสิ่งเดิมๆที่เป็นอยู่
หากยิ่งมนุษย์ผู้ใดมีอำนาจเฉกเช่นหัวหน้าเผ่าแล้วนั้น
ความใคร่ ความกระหาย จะทำให้มนุษย์ผู้นั้นแหกกฎเกณฑ์ต่างๆ
ที่เคยร่วมกำหนดกันไว้สิ้น เพราะคำว่า "ผลประโยชน์"
ที่มีต่อมนุษย์อีกพวกหนึ่ง
มนุษย์สามารถที่จะกระทำต่อกันอย่างโหดร้ายทารุณ
เกินกว่าที่ใครหลายคนจะคาดคิดได้
เมื่อมีความเคียดแค้น อารมณ์ ความขัดแย้งจากผลประโยชน์
มนุษย์ผู้ไม่ยอมทำความเข้าใจกับอะไรเลย
แม้แต่ตัวเองยามอารมณ์ร้าย

มาถึงตรงนี้ก็บางอ้อแล้วครับ
ไม่ได้หาอ่านมาจากที่ไหนเลย
เหตุการณ์รอบกายมันพาให้คิดไปเองทั้งนั้น

ธรรมชาติของมนุษย์แท้ๆ

กลับมามองตัวเอง
อะไรบ้างที่ไม่เป็นธรรมชาติ?
การที่ผมมานั่งคิดแบบนี้ใช่ไหมที่ไม่เป็นธรรมชาติ
ผมควรออกไปทำงานให้เป็นธรรมชาติ
เหมือนคนอื่นๆใช่ไหม?

สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559

ช่างเพ้อฝัน



บ่อยครั้งที่การเอนกายลงนอนเพื่อที่จะหลับไหล
ปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนซ่อมแซมตัวเอง
แต่สติยังคงยึดแน่นอยู่กับความคิดที่ไม่ยอมปล่อย
มันยังไม่อยากจะหลุดลอยไปไหน ทั้งๆที่ใจเราไม่

ความคิดที่เพ้อฟันไปตามเรื่องราวของคนช่างฝัน
ซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่ามันคงจะเป็นจริงไปได้ยาก
ยากกว่าการแอบตดในรถไฟฟ้าซะอีก หึๆๆ

จะว่าไปคนเราก็ช่างเพ้อช่างฝันกันเสียจริง
แม้ในยามตื่นก็ยังจะฝัน แสร้งทำไม่รู้กับความจริง
ทั้งๆที่ความจริงนั้น มันเป็นอย่างนี้มานานมาก
นานเกินกว่าเราจะคิดใส่ใจอยู่ตลอดเวลา

ก่อนที่ร่างกายผมจะเข้าสู่ภวังค์
ผมจินตนาการไปถึงสังคมที่เป็นธรรม เท่าเทียม
ผู้คนไม่เห็นแก่ตัวกันจนเกินไป เงินมีอำนาจน้อยกว่าจิตใจ
สังคมที่สงบ ร่มเย็น ทุกคนเคารพกันและกัน
ผู้ใหญ่ทำตัวน่ายกย่อง
ผู้ถือกฎ มีตราชั่งที่เที่ยงตรง ถูกต้อง โปร่งใส
ประเทศเราคงเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุด

คิดๆๆ
จนเคลิ้มหลับไป

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

หากจอดรอ



“บุญทวี” วิ่งแซงผู้คนบนสะพานลอยอย่างไม่สนใจต่อคำ
ด่าใดๆเมื่อร่างกายของตนไปกระทบไหล่ของใครต่อใคร
หลายคนแล้วยังตะโกนส่งเสียงเรียกรถเมล์ที่จอดรับ
ผู้โดยสารอยู่ด้านล่างสะพานว่าให้รอด้วย
เมื่อก้าวลงจากบันไดขั้นสุดท้ายสายตาพ้นขอบหลังคา
จึงได้ทราบว่าตนเองนั้นตกรถเสียแล้ว
ทำได้แค่มองตามหลังรถไป....

วันนี้ช่างเป็นวันที่ซวยซะเหลือเกิน
“อรุณ” พร่ำบ่นกับตัวเองตั้งแต่ลืมตาตื่น
ด้วยความปวดหัวจากการดื่มหนักมาเมื่อคืo
ของคนที่เพิ่งช้ำชอกความรักมา
ผนวกกับหน้าที่การงานที่ไม่สามารถปฎิเสธได้
เค้าจึงต้องรีบทำธุระส่วนตัวอย่างเร่งรีบ
แล้วขับรถออกจากบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นหมอง
พลันระหว่างทางก็ยังหงุดหงิดกับการตอบคำถาม
ทางข้อความที่ลูกค้าถามมาแล้วหลายชั่วโมง
“ถามอะไรกันหนักหนาว่ะ” เค้าบ่นภายในใจ

บนรถโดยสารคันหนึ่ง "สุดแสน" กำลังแอบมองหญิงสาว
คนหนึ่งที่ขึ้นมาพร้อมกันจากป้ายรถเมล์หน้าปากซอยบ้าน
เขาแอบมองเธอมานานด้วยความนิยมชมชอบ
หากแต่ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากทักทาย
ทั้งๆที่บ้านของเขาและเธอนั้นก็อยู่ละแวกเดียวกัน
ทุกๆวันที่ไปเรียน
เค้าพยายามจะมาขึ้นรถโดยสารให้พร้อมเธอเป็นประจำ
หากวันใดที่เขามาก่อน เขาก็รอจนกว่าเธอมา
ค่อยนั่งรถเมล์ไปเรียน เป็นอย่างนั้นเรื่อยมา

“สมมาตร” เป็นเจ้าหน้าที่ขับรถหน่วยฉุกเฉิน
ได้รับแจ้งจากศูนย์ 1669 ว่าต้องการรถพยาบาลไปรับผู้ป่วย
ซึ่งมีอาการเป็นโรคหัวใจเฉียบพลันตามที่อยู่ที่ได้รับแจ้งมา
จึงได้นำรถฉุกเฉินออกจากโรงพบาบาล
ซึ่งระหว่างทางจากโรงพยาบาลถึงเส้นทางหลักที่จะมุ่งไป
บ้านผู้ป่วยเป็นถนนสองเลนแคบๆสวนกันและขณะนั้น
มีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันจอดขวางทางอยู่
ทำให้การจราจรติดขัด รถพยายาลไม่สามารถผ่านไปได้
อย่างสะดวก

“หม่อนทอง” กำลังกระวนกระวายใจกับอาการของมารดา
เมื่อได้รอรถฉุกเฉินมารับมารดาของตนเองอยู่นาน
กว่าครึ่งชั่วโมงหลังจากที่ได้โทรฯแจ้งไปแล้ว

“หญิงเปรียว” ขี่จักรยานยนต์ขนาดใหญ่มาด้วยความเร็ว
พอประมาณ มุ่งหน้าปั้มน้ำมันที่นัดกับกลุ่มเพื่อนๆไว้
เพื่อรวมตัวกันเดินทางไปเที่ยวด้วยจักรยานยนต์พร้อมๆกัน
ขณะนั้นเธอได้ขี่มาใกล้ถึงสถานที่นัดหมายแล้ว
แต่เวลายังเหลืออยู่มากโข เธอจึงไม่ได้ขี่เร็วมากนัก
ทั้งๆที่ปกติแล้วนี่เป็นความเร็วเพียงหนึ่งในสาม
ที่เธอขี่ยามออกทริปกับเพื่อนๆ จู่ๆเธอก็เบรกอย่างกระทันหัน
จนรถเกือบจะเสียหลักล้ม แต่ด้วยประสบการณ์ที่สะสมมานาน
กับความเร็วที่ไม่มากเท่าไรนัก ทำให้เธอสามารถควบคุมรถ
เอาไว้ได้อย่างปลอดภัยแล้วชะลอจอดข้างทางเพื่อตั้งสติ
ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงยางรถยนต์แตกมาจากด้านหลัง
ใกล้ที่เธอจอด แล้วรถคันนั้นก็เสียหลักพุ่งเข้าทางเท้า
เลยด้านหน้ารถเธอไปเพียงช่วงคันรถ


ณ สี่แยกไฟแดง
รถเมล์กำลังแล่นไปตามทางอย่างแช่มช้าเป็นปกติ
เมื่อมาใกล้มาถึงแยกสัญญาณไฟเขียววูบดับลง
กลายเป็นสีเหลือง คนขับแตะเบรกอย่างกลัวรถจะจอด
เลยเส้นจอดไปทำให้ผู้โดยสารที่ไม่ทันระวังตัวถลันไป
ตามแรงเบรกของรถ

“สุดแสน” ซึ่งแอบมองหญิงสาวในละแวกใกล้บ้านอยู่บน
รถเมล์คันดังกล่าว เมื่อรถเมล์เบรค หญิงสาวคนนั้นก็ถลา
มาหาอ้อมอกเค้าอย่างเหมือนจะจงใจ ตาประสาน
ครั้งนี้เป็นเค้าเองที่ไม่ยอมหลบสายตาพร้อมส่งยิ้มให้

“อรุณ” ซึ่งขับรถตามหลังรถเมล์มามัวแต่ก้มหน้าพิมพ์ข้อความ
พอเงยหน้ามาก็พบว่าหน้ารถของเค้านั้นอยู่ห่างจากท้ายรถเมล์
เกินกว่าจะเบรคให้ไม่ชนกัน

เมื่อ “สมมาตร” ขับรถฉุกเฉินจนมาใกล้ถึงทางแยก
ก็พบกับอุบัติเหตุรถชนกัน ซึ่งไม่สามารถจะหลีกหลบ
ไปทางใดได้จึงต้องขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
มาเคลียร์ทางให้

ด้วยความที่ “หม่อนทอง” รอรถพยาบาลมารับคุณแม่ของตัวเอง
ไม่ไหวจึงช่วยกันกับสามีหามคุณแม่เข้าไปในรถเพื่อที่จะขับรถ
ไปโรงพยาบาล เธอเปิดประตูบ้านโดยไม่ได้คิดว่าว่าเจ้า
“ชีโร่” ไม่ได้ล่ามโซ่ไว้ ซึ่งมันกำลังติดสัตว์กับเจ้ามะม่วง
สุนัขเพศเมียซึ่งบ้านอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน มันจึงวิ่งออกจากบ้าน
ข้ามถนนไปตัดหน้ารถของ “หญิงเปรียว” ที่ขี่มา

หาก....
รอเมล์จอดรอ
"บุญทวี" อีกเพียงนิดหนึ่ง เขาก็จะได้ขึ้นรถ
ไม่ต้องวิ่งไปหาจุดหมายที่พลาดไม่ได้
รถเมล์คงไม่เบรคติดไฟแดงกระทันหัน
"อรุณ" คงไม่ชนท้ายรถเมล์
"สุดแสน" คงทำได้แค่มองผู้หญิงคนนั้นต่อไป
"สมมาตร" ไปถึงบ้านผู้ป่วยอย่างรวดเร็วไร้เหตุรถติด
"หม่อนทอง" ไม่ต้องนำรถออกจากบ้านอย่างรีบร้อน
"ชีโร่" ไม่ได้วิ่งออกมาจากบ้าน
"หญิงเปรียว" คงโดนรถยางแตกถลาเข้าชนอย่างจัง

“บุญทวี” ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่ตัวเองไม่ได้กำหนด
มือกระชับกระเป๋าสะพายกอดเข้าอก
แล้วออกวิ่งไปตามทางเท้าอย่างกับนักวิ่งระยะไกล
ที่ไม่เคยยอมแพ้จนกว่าจะถึงเส้นชัย

ระหว่างที่วิ่งอยู่ภายในใจคิดว่าหากรถเมล์จอดรอเขา
อีกสักนิดหนึ่ง จะเป็นอย่างไร?
พลันมองไปข้างหน้า เห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังขี่จักรยานยนต์
คันใหญ่ออกจากบ้านหลังโต แอบอิจฉาอยู่ภายใน
สองเท้าของเขายังคงวิ่งต่อไป....

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

อยากให้ลอง



"ความเคยชิน" เปรียบได้ดังคำลวงให้ย่ำอยู่กับที่
มันหลอกให้เราหลงไหลไปกับความสุขเพียงชั่วครู่
ราวกับว่าสุขนั้นจะอยู่กับเราไปนิรันดร์
ซ้ำยังฉุดเราไม่ให้เดินออกไปค้นหาคำถามที่ไม่เคยได้ตั้ง
มันกระชากเราให้จมลงไปในห้วงแห่งความเพ้อ
กลบเราด้วยมายาให้พ้นจากจินตนาการแห่งวัยเยาว์
ปรนเปรอเราด้วยรสหวานแห่งพิษของกระแสสังคม
และไสส่งเราสู่ความตายด้วยความว่างเปล่าแห่งชีวิต
โดยที่ไม่มีใครสามารถจดจำได้เพราะมัน "ความเคยชิน!"

ทุกๆวันที่ลืมตาตื่นขึ้นมา
คุณบิดตัวแล้วหลับต่ออีกนิดให้ความคร้านด้วยความเคยชิน
หรือลุกออกจากที่นอนอย่างกระปี้กระเปร่าอยากใช้ชีวิต?

เราไม่สามารถมี "สติ" ใช้ชีวิตได้ตลอดเวลา!
เป็นสติสำหรับ "ความต้องการที่แท้จริงของจิตใจ"

ทุกๆวัน เราใช้ชีวิตอย่างมีสติเพียงแค่ไม่ให้เดินหกล้ม
ใช้เพียงแค่ถ่ายรูปอาหารให้ชัดก่อนทานเวลาหิว
ใช้สะกดคำพูดที่ผิดแบบเขียนบนหน้าจอสัมผัส
ใช้ตัดสินการกระทำของคนอื่นอย่างเตี้ยต่ำกว่าตีน
ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่ได้ยกย่องนับถือในความดีงาม ฯลฯ
นั่นคือส่วนหนึ่งของตัวผมเองเวลาไม่มีสติ

หากตอนนี้เรายังพอมีสติคิดได้บ้างขอให้มอง
ความต้องการที่แท้จริงของชีวิตให้ต่างไปจากเดิม
ลึกลงไปสู่ความไม่รู้ที่ยากเกินจะจินตนาการ
หยุดนิ่งพิจารณาความเป็นมาเป็นไปของชีวิต
เรื่องราวที่ผ่านมาในอดีต ปัจจุบัน ส่งผลไปสู่สิ่งใด
ตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองได้หรือไม่
หากไม่ใช่ แล้วอะไรคือเป้าหมายของชีวิตที่ต้องการ
โดยแท้จริง มากกว่าความเคยชินอย่างทุกวันนี้?

หากคุณพบเป้าหมายที่สำคัญในชีวิตของคุณ
ด้วยความรอบคอบของการคิดอย่างมีสติแล้ว
โปรดวางแผนการเดินทางสู่ที่นั้นด้วยความตั้งใจจริง
แล้วสิ่งที่ทำทุกๆวันจะไม่ใช่แค่ความเคยชิน
หากแต่เป็นความตื่นเต้นกระหายต่อเป้าหมาย
เป็นการลุกตื่นจากที่นอนอย่างสดชื่นกระปี้กระเปร่า
เป็นการตั้งสติก่อนใช้ชีวิตประจำวันในตอนเช้า
เป็นการเดินทางที่มีความหมายในชีวิต
ซึ่งมันมากกว่าความเคยชินแบบเดิมๆในชีวิต
ผมไม่รับรอง เพราะผมยังไม่ชิน
แต่อยากให้คุณลอง! เท่านั้นเอง









วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

นาฬิกาตาย




หากความตายได้คืบคลานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนใกล้ชิดเรา
นั่นอาจจะทำให้เราได้หยุดคิดถึงเรื่องที่เรากำลังดำเนินชีวิตในทุกวันนี้
(แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน)

ในวันที่ผมขึ้นหัวข้อนี้ไว้ กลายเป็นวันที่ประเทศของเราได้สูญเสียชายคนหน่ึง
อันเป็นที่รักใคร่ของหลายๆไปอย่างไม่มีหวนกลับมาได้อีก

ยุคสมัยที่ข่าวสารแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วกว่าก่อนอย่างมาก
เป็นยุคที่ใครบางคนไม่เคยหยุดคิดพิจารณาก่อนที่จะส่งสารต่อออกไป
การยั้งคิดให้ถี่ถ้วนกลายเป็นจดหมายที่ไม่เคยถูกเปิดอ่านเนื้อความ
ความรวดเร็วเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ถือครองตู้จดหมายไว้

ทุกครั้งที่ผมได้พบเจอเหตุร้ายแรงต่างๆในชีวิต
ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนรอบข้างหรือแม้แต่คนที่ไม่เคยรู้จัก
มักทำให้ผมมองย้อนมาที่ตัวเองว่าทุกวันนี้เรากำลังทำอะไร

ความต้องการของเราไม่เคยสิ้นสุดแม้จวนจะสิ้นลม
การรักตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด หากจะผิดก็เมื่อไม่เคยคิดถึงคนอื่นเลย
ผมไม่สามารถแยกแยะคนที่เห็นแก่ตัวกับคนที่ทำเพื่อความจำเป็นได้
ต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง หากคนๆนั้นได้ไตร่ตรองอย่างดีแล้ว

กับอีกบางคน เพียงแค่ทำโดยไม่เพียงแม้แต่จะเหลียวคิด
กลายเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาวิวาททั้งหลาย

ด้านข้างโต๊ะที่ผมนั่งนั้นมีนาฬิกาไขลานขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
ทว่าฟันเฟืองภายในนั้นมิได้ทำงานอยู่ เวลาที่ถูกต้องสำหรับนาฬิกาเรือนนี้
จึงมีเพียงวันละสองครั้งเท่านั้นเอง

หากเพียงแค่ครั้งเดียวที่นาฬิกาเรือนนั้นเดินตรงกับเวลาจริง
หากเพียงมีความเฉลียวใจให้ได้หยุดคิดสักนิด
ก่อนที่จะดำเนินชีวิตต่อไปตามทางของตัวเอง
ขอให้เราได้หยุดคิดสักนิด นาฬิกาตายก็มีความหมายขึ้นมา
อาจจะมีค่ายิ่งกว่าที่จะเป็นเพียงเครื่องประดับบ้าน




วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

ลุยเดี่ยวเที่ยวภู (๗)



-บ่ายสองโมงวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559

ปิดหนังสือลงใส่กระเป๋าเป้เดินไปเช่าจักรยาน
ราคานั้นแพงเอาเรื่องอยู่ครับ ค่าเช่าอยู่ที่ 360 บาท
พอได้จักรยานก็พุ่งตรงไปที่ผาหมากดูกเป็นจุดหมายแรกเลยครับ


เริ่มปั่นแรกๆด้วยความคิดว่าจะสบายกว่าการเดินมากๆ
แต่อะไรๆมักไม่ค่อยเป็นไปอย่างที่คิดหรอก
พื้นด้านบนของภูกระดึงนั้นส่วนใหญ่เป็นทราย
เนื่องจาก 350 ล้านปีก่อน ตรงนี้เคยเป็นทะเลครับ
การขี่จักรยานบนทรายที่อ่อนนุ่มจึงยากต่อการบังคับ
แต่ก็เป็นบางที่นะครับที่พื้นทรายจะนุ่มยวบ
ส่วนใหญ่ก็ผ่านการเดินการกดทบจนแน่นจนคล้ายพื้นดินทั่วไป

วิวจากผาหมากดูก
ตามผาต่างๆจะมีร้านค้าประจำอยู่อย่างน้อยสองร้าน
ซึ่งเราสามารถหาซื้ออาหารเครื่องดื่มได้ตลอด


ปั่นไปเรื่อยๆแวะนั่งพักตามผาชมวิวทิวทัศน์พอชื่นใจแต่ละผาไป
ผมแวะนอนอ่านหนังสือบนเปลใต้ร่มเงาสนสองใบที่ผานาน้อย
เคล้าบรรยากาศด้วยฉี่เสือดาวอีกหนึ่ง ซึ่งเป็นของหายากบนนี้
ต่อไปก็ต้องไปรอชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสักครับ
พอไปถึงผาหล่มสักปั๊ป ก็คิดว่ามีทัวร์จีนมาลง
ผู้คนหนาแน่นจริงๆ แทบไม่มีที่ให้ยืนบริเวณผาเลย


ยืนดูตะวันลับไป มีน้องๆมาขอให้ถ่ายรูปให้อีกสองกลุ่ม
กล้องที่หิ้วไปไม่มีโอกาสได้ลั่นชัตเตอร์ตามที่ใจหมายไว้
ตะวันเคลื่อนที่ไปตลอดเวลา ชีวิตเราก็เช่นกัน
ไม่ควรย่ำอยู่กับที่เพื่อรอความตายโดยที่ไม่ได้สร้างสรรค์
สิ่งๆต่างให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์

ท้องฟ้าเริ่มปรับสีให้ดำขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมกับเปิดไฟหรี่ให้ดาวต่างๆทอประกายระยับ
แล้วการขี่จักรยานกลับก็ยากกว่าตอนที่ขี่มาอีกเท่าตัว
แต่ก็ไม่มีอะไรยากเกินความตั้งใจของเราอีกเช่นเคย
ระยะทางแค่เก้ากิโล ยังมีคนที่ต้องเดินเท้าอีกมากมาย
ไม่เห็นมีใครท้อสักคน!

เมื่อกลับถึงวังกวางได้ก็ล้างหน้าล้างตาล้างเท้า
อาบน้ำหรอ ไม่ไหวอ่ะครับ หนาวเกินไป ประเดี๋ยวจะไข้เอา
คืนนี้คืนสุดท้ายแล้วก็เดินไปที่ร้านขายของฝากหลังจากกินข้าวเสร็จ


เป็นร้านขายของที่ระลึกต่างๆ เสื้อยืด โปสการ์ด ฯลฯ
จะให้ส่งโปสการ์ดก็ไม่รู้จะส่งหาใคร

ที่คั่นหนังสือล่ะกัน เผื่อได้ใช้เอง
อยู่ตรงนี้คุณคิดถึงใคร?
เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งก่อนหน้านั้นผมมีคนที่ให้คิดถึงอยู่
และก็ยังคอยซื้อสิ่งของตามที่ต่างๆไปฝากเป็นประจำ
แต่บัดนี้เป็นเพียงแค่ได้คิดถึงเท่านั้นเอง
การพบพรากจากลาเป็นเรื่องแสนธรรมดาของชีวิต
เป็นเรื่องธรรมชาติที่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ
แต่เป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าจะทำใจยอมรับได้ในทันที

ระหว่างทางที่เดินจากร้านขายของฝากมายังเต๊นท์ที่พัก
มองบนท้องฟ้ายังคงมีดวงดาวนับล้านแข่งกันทอประกายระยิบ
อากาศเย็นช่ำห่อหุ้มทั้งภูไว้ให้ที่นี่มีมนต์ขลัง
ความหลงใหลบอกกับตัวเองว่า ถ้ามาปีล่ะหนคงจะดี
ไม่รู้ว่าครั้งหน้าอยากจะมีใครมากับผมรึเปล่า

ลุยเดี่ยวเที่ยวภู (๘)




เช้าตรู่วันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559

เช้านี้ลุกออกจากเต๊นท์มาล้างหน้าแปรงฟันราวหกโมงครึ่ง
เพราะว่าต้องรีบเอาของไปฝากลูกหาบ
เนื่องจากมีบทเรียนแล้วหนิครับ หากฝากสายแล้วเดินลงไป
มีหวังได้นั่งรออยู่ด้านล่างไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมงแน่ๆ


ราวๆเจ็ดโมงกว่าๆคนเริ่มเยอะแล้วครับ
แต่ผมเอามาฝากก่อนเจ็ดโมง น่าจะได้เป็นหาบแรก

เบ๊นซ์แห่งภูกระดึงมารอรับของ
ฝากของเสร็จก็ได้เวลาอาหารเช้า

มื้อนี้ขอไข่กะทะกับชาร้อน
เสร็จแล้วก็เก็บเครื่องนอนไปคืนครับ เดินชิลบรรยากาศอีกหน่อย

ได้เวลาเดินทางกลับ
เห็นอะไรก็เป็นคู่ๆไปหมด
ขากลับจากวังกวางไปหลังแปผมเดินอย่างทอดน่องไปเรื่อย
มองดูพืชพรรณไม้ต่างๆตามเส้นทางที่เดินผ่าน อากาศเย็นกำลังดี
ขาลงนี่หลายๆท่านคงมีปัญหาเรื่องรองเท้ากันเยอะนะครับ
หากใครสวมรองเท้าที่หลวมสักนิดก็จะรู้สึกว่าเวลาเดินลงนานๆ
ปลายเท้ามีรู้สึกเจ็บมากกว่าการเดินขึ้นมาก
แนะนำเลยว่าให้หารองเท้าดีๆสวมใส่ในการมาเที่ยวภูกระดึง
นุ่ม เบา กระชับ คล่องตัว เพียงเท่านี้การเดินก็จะมีความสุขมากขึ้น
พอผมลงไปเรื่อยๆเริ่มเจอกับนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินขึ้นมา
ทำให้นึกถึงสีหน้าของตัวเองที่กำลังลิ้นห้อยด้วยความทรมาน
เวลาของความทุกข์ช่างยาวนานเสียจริง
มองย้อนกลับไปก็ได้แต่ยิ้มกับตัวเองในใจ
จึงได้เอ่ยทักทายกับหญิงชายคู่หนึ่งที่กำลังเดินสวนกัน
"สู้ๆครับพี่ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว"
รอยยิ้มที่เรามีให้กับเพื่อนมนุษย์นั้นมีค่าเสมอ

มองย้อนกลับไปหนทางช่างเป็นครูที่ดีจริงๆ
10:29 ถึงศูนย์ด้านล่างแล้วครับ
เก็บข้าวของใส่รถเปลี่ยนรองเท้าได้ก็รุดไปอาบน้ำก่อน
น้ำด้านล่างนี่ก็เย็นไม่แพ้บนภูเลยครับ
เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็รู้สึกกลายเป็นคนใหม่
นั่งรอลูกหาบไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็มาถึง
จากนั้นก็ได้เวลาเดินทางกลับบ้านครับ
ลาก่อน ภูกระดึง แล้วจะมาเยี่ยมใหม่

การเดินทางของชีวิตเราจริงๆไม่เคยสิ้นสุด
ในทุกๆวันที่เรายังมีลมหายใจ เรายังคงดิ้นรนกันต่อไป
ขอเพียงให้เราทำทุกๆวันที่เรามีชีวิตอยู่ให้มีความหมาย
เดินทางไปตามเป้าหมายและความฝันที่หวังไว้
ถึงแม้จะเหนื่อยแทบขาดใจ ได้คลานไปทีละนิดก็ยังดี
แต่โชคดีที่ผมถึงยอดภูโดยไม่ต้องคลาน ;)

เย็นวันนี้ดูพระอาทิตย์ตกที่เนินทับกวาง
ไว้พบกันใหม่
สวัสดีครับ





วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

ลุยเดี่ยวเที่ยวภู (๖)




-ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559

เมื่อคืนผมนอนหลับไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่
ความจริงควรจะหลับเป็นตายซะด้วยซ้ำ
กลับกลายเป็นว่าผมนอนหลับๆตื่นๆทั้งคืน
ไม่รุ้ว่าเพราะอะไร?
ราวๆตีสี่สี่สิบห้านาทีลุกออกจากเต๊นท์ไปล้างหน้า
แปรงฟันเตรียมตัวที่จะเดินไปชมพระอาทิตย์โผล่จากขอบฟ้า
เจ้าหน้าที่ประกาศแจ้งเวลาการนำทางไว้ที่ตีห้า
หลังจากนั้นจะต้องเดินไปเอง แต่ก็ไปไม่ยากหรอกครับ
พอถึงกำหนดเวลาเจ้าหน้าที่เค้าก็เริ่มนำทางไป
เดินไปในความมืด แต่ละคนแต่ละกลุ่มก็ต่างมีไฟฉาย
ช่วยกันส่องทางเป็นทิวแถว
มองย้อนกลับหลังไปจึงกลายเป็นขบวนไฟฉายหลายโบกี้
มองแล้วสวยงามแปลกตาอย่างที่ไม่ค่อยจะได้พบบ่อยๆ

ผมชอบบรรกาศช่วงนี้นะครับ
อากาศหนาวเย็นจนต้องเอามือซุกในกระเป๋า
ซึ่งลองเอาออกมาไว้ข้างนอกสักแปป มือแทบชา
เงยหน้ามองไปบนฟ้าเราจะเห็นอภิมหาคาราวานดาว

"ดาวนับล้านที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
จะมีไหมหนาที่ลอยอยู่เองเฉยๆ
ไม่ยอมโคจรหมุนไปไหนเลย
ไม่เคย ไม่เห็นเลยสักดวง"

ฮัมเพลงในลำคอไปเรื่อย
ผมเองเป็นคนที่ชอบเหม่อมองไปบนท้องฟ้า
ยิ่งบรรยากาศที่มีดาวเต็มท้องฟ้าเช่นนี้แล้ว
ทำให้รุ้สึกได้ว่าเรานั้นช่างเล็กกระจ้อยร่อยเพียงไร
ในจักรวาลอันกว้างใหญ่เกินที่เราจะหยั่งถึงได้นั้น
ยังมีสิ่งอื่นๆที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
ทำให้ผมได้ลองเปิดใจเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆได้เสมอ
(เมื่อวานก็ความเจ็บปวดครั้งใหม่)

จากศูนย์ถึงผานกแอ่นไม่ไกลครับ ราวๆพันห้าร้อยเมตร
เดินสบายๆไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้วครับ
ณ จุดชมวิวมีเจ้าหน้าที่นำเครื่องดื่มร้อนมาไว้บริการด้วย
มีกาแฟ กับโอวัลติน หรือไมโล? จำไม่ได้
แต่จำได้ว่าแก้วล่ะยี่สิบห้าบาท
กาแฟร้อนๆใส่แจ็คไปสักหน่อยกลมกล่อมคลายหนาวดี
พระอาทิตย์ขึ้นหกโมงสี่สิบสามครับ
มีเวลาเหลืออีกตั้งชั่วโมงกว่าๆ
เดินออกจากที่พักหกโมงเช้ายังทันเลยครับ
แต่มาแล้วก็เอาบรรยากาศซะหน่อย


คนอื่นๆเค้ามากันเป็นคู่ก็ถ่ายรูปกันไปเรื่อย
ไอ้เราก็ไม่ค่อยชอบจะถ่ายรูปตัวเองเท่าไหร่
เคยถ่ายรูปตัวเองไว้แล้วเปิดมาดูทีไรตกใจทุกที
(ฮ่า ฮ่า)
เอาล่ะ ชมพระอาทิตย์ขึ้นจนอิ่มใจแล้วก็ได้เวลา
กลับไปหารับประทานอาหารเช้ากันซะหน่อย
ผู้คนก็ทยอยเดินกลับกันเรื่อยๆ
บางท่านเดินกลับตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นก็มี

ระหว่างเดินกลับศูนย์
มีภาพตัวเองแล้ว เย้!
จะถึงศูนย์ล่ะ หันกลับไปย้อนแสงอีกสักภาพ
ถึงศูนย์ได้ก็เดินดุ่มๆไปที่ร้านค้าเลยครับ
ยังไม่หิวมากเท่าไหร่หรอก แต่อยากกิน
ระหว่างนั่งกินข้าวไปก็นั่งวางแพลนวันนี้ไป
ต้องบอกว่าสถานที่ท่องเที่ยวบนภูนั้นมีเยอะ
เยอะเกินกว่าจะเที่ยวหมดภายในวันเดียว
ซึ่งก็มีเดินเที่ยวชมน้ำตกต่างๆกราบไหว้พระพุทธเมตตา
ซึ่งรวมๆระยะทางการเดินทั้งหมดก็น่าจะห้ากิโลได้
แล้วถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสักก็อีกเก้ากิโล
สระอโนดาด ผาต่างๆตามทางฯ

อิ่มท้องแล้วก็กลับเต๊นท์เตรียมข้าวของเดินป่าก่อนล่ะกัน
หนังสือหนึ่งเล่น กล้อง สายชาร์ตพร้อมพาวเวอร์แบงค์
น้ำเปล่า มีดพก สมุด ปากกา
นั่งเล่นใกล้ๆกับศูนย์สักหน่อยก่อนล่ะกัน
เพื่อดูแผนการเดินทางกลับของพรุ่งนี้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง
เครื่องนอนเอามาคืนได้ตั้งแต่เจ็ดโมง
ฝากของหาบเปิดรับเจ็ดโมงเช่นเดียวกัน มาก่อนก็ได้
พอได้แผนคร่าวๆแล้วก็เดินเล่นอีกสักนิดชมบรรยากาศยามเช้าบ้าง


แล้วก็เริ่มการเดินทางวันนี้ครับ
เดินเที่ยวไปตามน้ำตกต่างๆ

ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นน้ำตกเพ็ญพบจากมุมบนครับ
ใบเมเปิลแดง สัญลักษณ์หนึ่งของที่นี่
แช่เท้าได้ไม่เกินสิบห้าวิครับ ไม่งั้นเท้าชา เพราะความเย็น

เดินเที่ยวชมน้ำตกจนเหนื่อยเหงื่อชุ่มแล้วก็แวะสักการะพระพุทธเมตตา
จากนั้นก็เดินทางกลับที่พัก อาบน้ำเย็นๆ ให้ชุ่มฉ่ำ
ช่วงเที่ยงๆนี่ไม่ค่อยนักท่องเที่ยวมาใช้ห้องน้ำเยอะเหมือนช่วงเย็น
เราจึงอาบน้ำร้องเพลงได้อย่างเพลิดเพลินเจริญใจ
อากาศถือว่าไม่ร้อนเท่าไหร่นะครับยามเที่ยงวัน
สบายกายจากเหงื่อไคลแล้วก็หาข้าวรองท้องแล้วครับ
อยู่บนนี้เพียงลำพังได้แต่กินอะไรไปเพื่อประทังชีวิตพอครับ
เอาระหว่างทางกลับบ้านค่อยจัดหนักทีเดียวดีกว่า
ท้องอิ่มแล้วก็หาร่มไม้พักผ่อนอ่านหนังสือซะหน่อย

อยู่โดดเดี่ยวควรเคี่ยวกับปรัชญา
ผมไม่รู้ว่าหลายๆท่านเป็นเช่นเดียวกันหรือเปล่า
เรามักจะได้ไตร่ตรอง พิจารณาความคิด 
ในห้วงเวลาที่ได้อยู่สองต่อสองกับตัวเอง
ไม่มีเรื่องใดให้กังวลเมื่อได้อยู่กับสถานที่อันกว้างใหญ่ของธรรมชาติ
และการได้มาอ่านหนังสือในท่ามกลางธรรมชาติ
ก็ยิ่งทำให้เรามีความเข้าใจในตัวอักษรมาขึ้นด้วย
ผมขออนุญาติคัดลอกสักตอนหนึ่งของหนังสือมาลงให้อ่านนะครับ

"จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก
ขอให้ความรักนั้นเป็นเสมือนหนึ่งห้วงสมุทร
อันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยใบเดียวกัน
จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน
จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง
แต่ขอให้แต่ละฅนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว
ดังเช่นสายพิณนั้นต่างอยู่โดดเดี่ยว
ทว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองเดียวกัน
และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่อย่าใกล้กันนัก
เพราะเสาของวิหารนั้นก็ยืนอยู่ห่างกัน
และต้นโอ๊คต้นไซเพรสก็มิอาจเติบโต
ใต้ร่มเงาของกันและกันได้"

ส่วนหนึ่งจากบทที่อัลมิตราถามเรื่อง"การแต่งงาน"กับพระคุณท่าน

เพียงบทนี้ก็ทำให้ผมได้ใช้เวลานั่งคิดกับตัวเองไปหลายสิบนาทีแล้ว
ความรักของตัวเองที่ผ่านมา แม้ไม่เคยไปถึงขั้นแต่งงานสักครั้งก็เถอะ
เมื่อครั้งวัยรุ่นความรักช่างหอมหวาน น่าค้นหา
เมื่อมีคนรักก็หวงแหน ดั่งกับว่าคนรักนั้นเป็นของเราเพียงคนเดียว
เอาคำว่ารักไปอ้างเรื่องนู่นนั่นนี่ในการกระทำต่างๆ
จริงๆแล้วเราเพียงรักตัวเองซะมากกว่าที่บอกว่ารักเขา
พอโตขึ้นมาบ้างความอยากครอบครองก็ลดน้อยลง
จวบจนปัจจุบันนี้เหลือเพียงแค่ความห่วงใย แม้ยากจะทำใจก็ตาม