วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บทสัมภาษณ์แรก
ผมไม่รู้ว่าการถามตอบตัวเองนั้นจะ
ตรงไปตรงมาได้แท้จริงแค่ไหน ?
แต่ก็จะลองดูครับ
"กับปีที่ผ่านมาคิดว่าคุณเป็นอย่างไรบ้าง?"
-ก็ถือว่าปีนี้เป็นปีที่ดีนะครับ อะไรหลายๆ
อย่างได้เริ่มขึ้นในปีนี้ เช่น ลูกผมคลอดใน
ปีนี้ ผมได้เริ่มจริงจังกับงานอย่างมีรูปธรรม
มากขึ้น ได้มีการพัฒนาตัวเองมากขึ้น
เรียกว่าแทบจะก้าวกระโดดเลยก็ได้
ได้อ่านหนังสือเยอะขึ้น แม้จะไม่เท่าที่ซื้อมา
ก็ตาม แต่ก็จะพยายามไล่อ่านให้ทัน
ได้ฟังพอดคาสท์ดีเยอะมากๆ อาจจะถือ
ได้ว่าหลายๆอย่างของผมเริ่มจากพอดคาสท์
เลยก็ว่าได้ครับ ได้กลับมาออกกำลังกาย
โดยมีเป้าหมายและวินัยเป็นตัวกำกับซึ่ง
ผมไม่เคยคิดเลยในชีวิตว่าจะตื่นตีสี่ออกไป
วิ่งได้ ซึ่งก่อนหน้านั้น ชีวิตที่ผ่านมา ตี่สี่นี่
ยังไม่ได้นอนหรอกครับ ผมคงยังนั่งดื่มอยู่
เลย เท่าที่ผ่านมาในปีนี้ถือว่าดีเลยครับ
"หากจะให้คะแนนตัวเองเต็มสิบ คุณคิดว่า
จะให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่
เพราะอะไร?"
-ราวๆเจ็ดได้ครับ ที่ให้เจ็ดเพราะว่าหาก
เป็นแปดสำหรับผมมันดีแล้วนะ ไม่ได้
ปล่อยเกรดเพื่อให้ตัวเองเอาไปสอบไง
ผมวัดตามความรู้สึกของผมเอง หากเก้า
นี่สุดยอดแล้วและคาดว่า สิบนี่คงอีกนาน
เลยครับกว่าจะถึงซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่
ที่ให้เจ็ดก็เพราะว่ามันจะมีทั้งเรื่องดีและ
เรื่องไม่ดีผสมปนเปกันอยู่ ซึ่งตรงนี้ผม
ก็พยายามจัดการให้มันดีขึ้นภายในอนาคต
อย่างเรื่องการฟังความคิดเห็นคนอื่น
เรื่องนี้ผมก็จะพยายามฟังให้มากขึ้น
เพราะเท่าที่ผ่านมา ผมฟังแต่เหมือนไม่
ค่อยได้ฟังเท่าไหร่ คือไม่ได้เก็บความคิด
เห็นนั้นๆไปพิจารณา ไม่ได้สนใจเมื่อมันไม่
ตรงกับความคิดเห็นของตัวเอง ตรงนี้ซึ่ง
ถือว่าไม่ดีครับ
อีกเรื่องก็การปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่นครับ
ตรงนี้ก็ทำได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ คือเพื่อน
เก่าๆก็อาจจะเห็นว่าผมเงียบหายไปเลย
ไม่ค่อยได้ข่าวคราว เหมือนกับว่าเวลาผม
ไปอยู่ตรงไหนก็จะเอาแต่ไปมอง ณ จุดๆ
นั้น ไม่ได้คิดย้อนกับไปข้างหลังว่าเพื่อนร่วม
ทางที่ผ่านมานั้น เป็นอย่างไรบ้าง ต้องการ
ความช่วยเหลืออะไรไหม?
ที่ทำได้ไม่ดีอีกอย่างที่แก้ยากสำหรับผมก็
เป็นการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆให้เกิดขึ้น
หลายๆท่านที่รู้จักผมคงรู้ดีครับ หากมองผม
เผินๆครั้งแรกๆที่เพิ่งเห็นแค่หน้ากันอาจจะ
ไม่ค่อยถูกชะตา หากจะถูกก็คงเป็นตีนแทน
ใช่ไหมครับ คืองี้ครับ ผมเป็นคนยิ้มให้คน
แปลกหน้ายาก ยิ่งไม่รู้จักด้วยแล้วผมก็จะ
เฉยๆไปเลยไม่พยายามจะไปเริ่มสร้าง
ความสัมพันธ์อะไรด้วย จุดนี้แหละครับ ที่
ทำถูกมองว่าขี้เก็ก แอ็คอาร์ท อะไรต่างๆ
ก็ว่าไป ตรงนี้จะพยายามปรับปรุงครับ
ซึ่งภรรยาผมเองก็ได้บอกในเรื่องนี้
เพราะบางครั้ง มันทำให้ผมเสียโอกาส
ดีๆไปเยอะมาก
"เป้าหมายปีหน้า มีอะไรบ้างครับ?"
-ต้องสารภาพตรงๆว่ายังไม่ได้เขียนครับ
แฮะๆ(หัวเราะ) แต่คิดไว้แล้วครับ หลักๆ
เลยผมตั้งเป้าแรกที่ความสุขครับ เป้าหลัก
คือสร้างความสุข แต่จะทำยังไงให้คนใน
ครอบครัว คนที่ทำงาน และคนอีกหลายๆ
คนมีความสุขนี่แหละครับ เป้าหมายที่ยาก
มากๆ เป้าหลักในการทำงานก็ยังคงเป็น
การพัฒนาธุรกิจเดิมให้มีระบบและคุณภาพ
มากขึ้นครับแน่นอนว่าเรื่องผลกำไรนั้นต้อง
มี แต่ผมคิดว่าไม่ได้ให้น้ำหนักเรื่องกำไร
เป็นอันดับแรกอยากเน้นไปที่เรื่องของคุณ
ภาพงานซะมากกว่าและระบบการบริหารที่
ชัดเจนมากขึ้น จัดการทรัพยากรได้ดีขึ้น
แต่เรื่องนี้ผมเห็นว่าควรค่อยๆปรับเปลี่ยน
ไปเรื่อยๆตามความเหมาะสมครับ คนเรา
ทำอะไรเดิมๆมานาน หากจะให้เปลี่ยน
แปลงเลยภายในระยะเวลาอันสั้น อาจจะ
ช็อคได้ส่วนใหญ่คงไม่ยอมรับ ซึ่งนั่นเป็น
ความท้าทายของผมที่จะต้องทำให้ได้ครับ
อีกเรื่องก็น่าจะเป็นการเอาโปรเจ็คเก่าๆ
ที่เคยได้ร่วมทำกับเพื่อนๆมาปัดฝุ่น จัดการ
ใหม่เพื่อที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้อย่าง
เต็มกำลังความสามารถและเป็นการฝึกการ
บริหารจัดการงานที่เป็นไซด์โปรเจ็คไปใน
ตัวด้วยเรื่องครอบครัวก็มีเป้าว่าสิ้นปีหน้า
อาจจะพากันไปเที่ยวที่ไหนสักที่พร้อมกันทั้ง
ครอบครัวระหว่างปีก็จะใช้เวลาอยู่กับครอบ
ครัวมากขึ้นครับที่ผ่านมาก็ถือว่าดีขึ้นมากจาก
การอยู่แบบบ้านแบบรังนอนอย่างสมัยก่อน
เรื่องสุขภาพผมไม่ค่อยเป็นห่วงสักเท่าไหร่
ครับ เป็นคนออกกำลังกายมาตลอดแต่ปีนี้
ได้เริ่มว่ิงอย่างมีเป้าหมายบ้าง ลองไปวิ่ง
ดูบ้างก็รู้สึกง่ายดี และท้าทาย ง่ายก็แค่
ออกไปวิ่ง ไม่ต้องมีอะไรมากมายเลย
ท้าทายก็ตอนเหนื่อยนี่แหละครับ คอยสู้กับ
ตัวเองว่าจะไปต่อหรือจะหยุดไว้แค่นี้แล้ว
เดินคอตกกลับบ้านเพราะวิ่งไม่ถึงเป้า ฮ่าๆ
เรื่องการพัฒนาตนเองนั้นก็จะพยายามพัฒ
นาให้หลากหลายมิติมากกว่าเดิม จากที่มุ่ง
พัฒนาไปด้านใดด้านหนึ่งแล้วก็มุ่งทางเดียว
นั้น ก็จะกลายมาเป็นหลายมุมมากขึ้น
การฟัง การอ่าน ภาษาอังกฤษ ยังคงมี
ความจำเป็นในการฝึกอยู่ครับ
อย่างจีนก็คิดว่าเริ่มมีความจำเป็นนะ
แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะต้องไปถึงขั้นไหน
"อยากกล่าวอะไรปิดท้ายไหมครับ?"
-อยากครับ อยากให้ท่านผู้อ่านของผมได้รับ
รู้ว่าผมขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งที่
ได้ลองอ่าน ลองติดตามกันมาครับ
ไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะเป็นนักเขียน
ผมแค่พยายามและอยากที่จะเขียนไปเรื่อยๆ
ครับ การเขียนและการอ่านยังคงเป็นความ
สุขของผมอยู่ การได้แชร์ ได้ส่งต่อสิ่งดี
ที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อไปแก่สาธารณะนั้น ยัง
เป็นความตั้งใจที่ผมอยากทำและทำมันอย่าง
มีความสุขครับ
อยากให้ท่านผู้่อ่านที่ติดตามหากพอมีเวลา
เขียนมาถึงผมบ้างก็จะยิ่งดีใจมากครับ
ยินดีที่ได้รู้จักครับ
วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561
ความคิด กับการทำ
แต่ละวันเรามีเรื่องให้คิดมากมาย
ไม่ว่าจะมีสาระหรือไม่ก็ตามเราไปหยุด
ความคิดไม่ได้ แม้แต่ตอนนั่งสมาธิก็คิดครับ
ความคิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเพราะว่า
ความคิด ส่งผลต่อการกระทำโดยตรง
ส่วนจะดีหรือไม่ดีนั้น ก็สุดแต่คนจะคิดครับ
คิดได้ คิดไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง วันนี้เอาแค่
เรื่องความคิดก่อนแล้วกันครับ เราจะทำ
ยังไงให้ความคิดของเรามีระบบแล้วทำให้
ความคิดนั้นออกมาเป็นความจริงให้ได้
ผมรู้ว่าหลายๆท่านก็คงเคยได้แต่คิด
แล้วก็ไม่ทำใช่ไหมครับ ผมเป็นบ่อยครับ
ไม่ต้องกังวล ท่านไม่ได้เป็นคนเดียวแน่ๆ
ผมเป็นบ่อยจนพยายามหาวิธีแก้ไขตัวเอง
จึงตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนที่ถามไปเมื่อ
ครู่ อย่างแรกที่ผมค้นพบเลยคือ คิดแล้ว
เขียนครับ มันเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมา
กครับ เขียนไว้ในที่ๆเรามองเห็นบ่อยๆนะ
ครับ อย่างผมนี่ ผมเขียนลงสมุดโน๊ตที่ผมพก
ติดตัวไว้ทำงานทุกวันครับ มีอะไร คิดอะ
ไรได้ก็พยายามจะเขียนให้ได้ในทันทีครับ
หากปล่อยให้ช้าออกไปแม้จะแค่ห้านาทีก็อาจ
จะลืมได้เราจึงควรเขียนในทันที
ที่นี้ หากเราเขียนไม่ได้ เช่นกำลังขับรถอยู่
ไม่ก็กำลังเดินป่า หรืออาจจะวิ่งเพลินๆ
ผมมีอีกวิธีหนึ่งครับ ให้พูดออกเสียงสิ่งที่คิด
ออกมาพูดกับตัวเองสักสองสามรอบก็ได้ครับ
จะช่วยให้จำได้มากกว่าคิดเฉยๆจริงๆ
แต่สิ่งที่เป็นเดอะเบสผมยกให้เป็นการเขียน
ครับ
โพสอิทครับ โต๊ะทำงานผมจะมีโพสอิท
ไว้หากคิดอะไรได้ก็จะเขียนแล้วแปะไว้ที่กำ
แพงโต๊ะทำงาน ผมจะได้มองเห็นสิ่งที่เขียน
ไว้ทุกวันที่มานั่งทำงาน แล้วเราก็จะได้
ตรวจสอบมันทุกวันด้วยครับ
ต้องขออภัยด้วย วันนี้อาจจะเนือยๆ
แรงจะหมดครับ
ขอตัวไปนอนพักผ่อนก่อนล่ะครับ
สวัสดี
วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561
จุดที่ลงมือ
หลังจากที่ผมออกไปวิ่งมาตอนก่อนเช้า
(มืด)ผมก็ขี่รถจักรยานยนต์กลับมาจากสวน
สาธารณะ ขณะนั้นอากาศเย็นสบาย แต่ร่าง
กายของผมยังชื้นและอ้าวไปด้วยเหงื่อที่ยัง
ไม่หมาดจากผิวกายสักเท่าไหร่
ระหว่างทางช่วงหนึ่งที่มีหญ้ารกและป่ากฐิน
ขึ้นเต็มอยู่ข้างทางผมมองเห็นกองไฟที่เพิ่ง
ลุกติดหญ้าแห้งได้ไม่นาน เพราะมองจาก
แนวไฟแล้วยังไม่กว้างเท่าไหร่นัก
ผมกวาดตามองรอบๆบริเวณนั้นเพื่อหาอะไร
สักอย่างที่อาจจะสามารถมาดับไฟได้ แต่ก็
ไม่พบ จึงได้ตัดสินใจจอดรถโทรไปที่ ๑๙๙
สายโทรศัพท์ดังอยู่นานจนกว่าปลายสายจะ
มีเสียงของชายผู้หนึ่งพูดจาออกมาด้วยความ
งัวเงีย หลังจากนั้นผมก็ได้แจ้งเหตุที่พบเห็น
ไปให้ปลายสายได้รับทราบ เพื่อหวังว่าจะ
ให้เขาช่วยออกมาดับไฟกองนี้หน่อย
ซึ่งขณะนั้นก็เป็นเวลาราวๆตีห้า
เมื่อวางสายแล้วผมก็ได้ขี่รถกลับ
บ้านเลย ไม่ได้รอว่าจะมีใครมาดับไฟหรือ
เปล่า ในใจคิดว่าเดี๋ยวเค้าก็ส่งคนออกมา
ดับไฟ เพราะยังไงก็รับแจ้งไปแล้ว อีก
อย่างผมก็มีงานที่รอให้ทำอยู่ทุกเช้า
ระหว่างก่อนถึงบ้านนิดเดียว อีกใจหนึ่งก็
คิดว่า เสียงงัวเงียขนาดนั้นและน้ำเสียง
ระหว่างสนทนาก็ไม่เห็นมีทีท่าว่าจะกระตือ
รือร้นรับทราบแต่อย่างไร เค้าจะมาหรือ?
หากปล่อยนานไป แล้วเกิดมีลมกรรโชก
หรือแค่พัดมาเบาๆ ไฟกองนี้ก็พัฒนากลาย
เป็นมหาเพลิงได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
หากเป็นอย่างนั้น จะสร้างความเสียหาย
และทำให้คนส่วนมากได้รับผลกระทบแน่ๆ
คิดได้ดังนี้ก็ตัดสินใจอย่างเฉียบพลันดิ่ง
หัวรถเข้าไปที่หน้าตึก(ที่บ้าน)เอาถังสีที่อยู่
ตรงก๊อกน้ำพอดี ใส่น้ำได้เก้าลิตร กลับ
ไปที่ต้นเพลิงนั้น
ซึ่งตอนที่ผมไปถึงนั้นกองไฟได้เริ่ม
พัฒนาตัวเองเป็นกองไฟที่โตและกว้าง
กว่าตอนที่ผมพบเจอตอนแรกไปเท่าตัว
แล้ว จึงได้ดิ่งหัวรถจอดริมถนน ฝั่งกอง
ไฟ ติดเครื่องไว้เพื่อยังให้ไฟหน้ารถส่อง
เตือนรถที่จะสวนมาว่าอย่าเข้าใกล้
จากนั้นก็ไล่วักน้ำอย่างประหยัดเพิื่อดับไฟ
ไม่ให้ลามขึ้นไปบนเขา กวักไปจนน้ำหมด
ถังตัวเปลวไฟนั้นหมดไป แต่ถ่านแดงๆ
นั้นยังคงอยู่ มองหาก๊อกน้ำของชาวบ้าน
ในละแวกนั้นก็ไม่มี ดูสักพัก คาดการณ์
ได้ว่าคงไม่มีลมพัดให้ติดได้แล้วก็ขี่รถ
กลับบ้านครับ
ที่มาเล่าให้ฟังก็คิดว่ามันจะมีจุดนึง
สำหรับผมนะ จุดที่ภายในใจนั้นต่อสู้กัน
จุดที่คิดว่าจะจอดหรือไม่จอดรถลงไปเก็บ
ดีไหม เมื่อเห็นเศษไม้ตกอยู่กลางถนน
ซึ่งมองแล้วอาจจะเกิดอันตรายแก่คนอื่น
ได้ จุดที่มันก้ำกึ่งว่าจะทำดีหรือไม่ทำดี
เท่าที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ผมจะปล่อยเลย
ตามเลย เพราะมองว่ามันไม่ได้สำคัญ
อะไรกับเราขนาดนั้น จิตสำนึกของตัว
ผมเองนั้น ยังมีไม่มากพอ แต่พอปลาย
ปีนี้ผมตั้งใจจะทำอะไรดีๆหลายๆอย่าง
อย่างที่ได้คุยได้กล่าวไว้ไปแล้วที่ผ่านๆ
มา เหตุการณ์นี้ก็เป็นหนึ่งเหตุการณ์ที่ผม
มีความกล้า จะทำ แม้มันจะไม่มีใคร
มอบอะไรให้ก็ตาม เป็นสถานการณ์ที่
ทำให้ผมได้ฝึกจิตของตัวเองอีกครั้ง
ทุกครั้งหากมีโอกาส ผมจะทำครับ
ทำดีอย่างที่กษัตริย์เราเคยเป็นแบบ
อย่างให้ดำเนินรอยตามโดยที่ไม่ต้อง
บอกครับ
วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561
ceo ทำอะไรไม่ได้
ผมคิดว่าหลายๆท่านคงรู้ว่าผู้บริหาร
เค้าทำอะไรได้บ้าง แต่ก็อาจจะมีอีกหลาย
ท่านที่ไม่รู้จริงๆว่าวันๆผู้บริหารเค้าทำอะ
ไรบ้าง เพราะสมัยผมทำงานใหม่ๆผมก็
ได้แต่มองว่าผู้บริหารเอาแต่สั่งๆๆแล้วก็ไป
ไม่เห็นจะลงมาดูปัญหาหน้างานอะไรจริงๆ
จังๆอย่างที่คนทำงานเจอเลย
อาจจะมีคนคิดแบบนี้เยอะซะด้วยซ้ำครับ
เรื่องหน้าที่ของผู้บริหารนั้น ผมขอไม่พูดถึง
ดีกว่า เรามาลองคิดกันเล่นๆดีกว่าครับว่า
หากเรา "เป็นผู้บริหาร" เราจะทำอะไร
ผมเคยคุยเล่นคุยหัวกับเพื่อนๆเวลาเมาว่า
หากได้เป็นนายกจะทำอะไร
กุ(เพื่อนผม)จะเปิดเสรีกัญชาบ้าง
กุจะให้นักเรียนไม่ต้องตัดผมสั้นบ้าง
กุจะทำนู่นนี่เต็มไปหมด ซึ่งมันก็ตลกและ
สนุกดีนะครับ ตอนนั้น แต่พอยิ่งโตมา ยิ่ง
มองเห็นอีกมุมหนึ่งของคนบริหารประเทศ
ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างเราคิดตอนเด็กๆ
เอาซะเลย
ผมเห็นผู้บริหาร(ที่ดี)หลายๆท่านเค้า
ทำงานอย่างถวายชีวิต เพื่อให้งาน(บริษัท)
ของเค้าออกมามีคุณค่า ได้รู้ว่าผู้บริหาร
(ที่ดีๆ)ไม่มีเวลาออกมานั่งเมามายอย่าง
เด็กๆที่ผมเคยเป็น เวลานอนก็แทบจะมี
อย่างจำกัด การแบ่งช่วงเวลาตลอดวัน
นั้นแน่นเอี๊ยดไปด้วยตารางงานต่างๆ
ที่แทบจะไม่มีเวลาได้พักหยุดหายใจเลย
วันหยุดหรอครับ ลืมไปได้เลย เพราะไม่
รู้จักคำว่าหยุด เพราะงานมันดำเนินไป
ตลอดเวลา หากเค้าหยุด เค้าช้า เค้า
พลาด เจ๊งแน่ครับ
มีอะไรบ้างครับ ที่เค้าทำไม่ได้
อันดับแรก แน่นอนว่าเค้าทำงานไปวันๆ
ไม่ได้แน่ๆ ขืนทำอย่างนั้นเท่ากับว่าวิ่ง
เข้าไปหาหายนะครับ ต้องมาคิดทบทวน
สถานะการทำงาน การเงิน ความเป็น
ไปของบริษัทอยู่เป็นประจำ เพื่อความอยู่
รอดของบริษัท และ พนักงาน
สองนั่งดื่มสังสรรค์เป็นประจำ อันนี้คง
ชัดเจนนะครับ หากผู้บริหารเอาแต่พบปะ
ลูกค้าอยู่ในงานสังสรรค์ทุกคืน แน่นอน
เลยว่าผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาอาจจะต้อง
ทำงานหนักมากๆ คงไม่ดีแน่ หากเป็น
แบบนั้น และทิศทางการบริหารคงไม่
พาไปในทางที่ดีสักเท่าไหร่ครับ
สามฆ่าเวลา ไม่ว่าด้วยอะไรก็ตามครับ
ไม่มีใครเค้าฆ่าเวลาเล่นกันครับ
ทุกนาทีมีค่า เค้าจะจัดการเวลาแต่ละวัน
ของเค้าให้คุ้มค่ามากที่สุด เพราะให้ความ
สำคัญกับเวลามากๆครับ
นี่อาจจะเป็นสามสิ่งที่ผมมองจากมุม
ตัวเองนะครับ จริงๆอาจจะทำได้ครับ
แต่เค้าไม่ค่อยทำกัน เท่านั้นแหละครับ
หากเป็นผู้บริหารที่ดีที่จะพาบริษัทไปในทิศ
ทางที่ดีครับ
วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2561
เราจะบอกอะไรกับตัวเองในอนาคต?
มันเป็นเรื่องง่ายมากๆหากให้เราคิด
ว่าจะบอกอะไรกับตัวเองในอดีต
เราคงจะบอกว่า ให้ทำอย่างนั้น อย่าไป
ทำอย่างนี้ วันนี้ เดือนนี้ ให้ระวังเรื่องนี้
อะไรก็ว่ากันไป สุดแท้แต่จะพบเจออะไร
กันมาใช่ไหมครับ
หากลองมาบอกอะไรกับตัวเองใน
อนาคตหล่ะครับ เราจะบอกอะไรกับตัว
เราเอง?
ผมเลยอยากจะชวนทุกท่านมาลอง
เขียนอีเมลหาตัวเองในอนาคตครับ
ซึ่งเว็บไซต์ที่ผมจะแนะนำนี้มีมานานแล้ว
แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมสักเท่าไหร่ เลยอยากจะ
ลองชวนมาเขียนหาตัวเองกันครับ
เขียนอะไรก็ได้ครับ อาจจะเป็นคำกล่าว
ทักทายตัวเองในอนาคตว่าเป็นอย่างที่ฝัน
ไว้รึเปล่า นายคงจะมีความสุข หรือ
ร่ำรวยอย่างที่คิดไว้ หน้าที่การงานดำเนิน
ไปได้ด้วยดีจากที่เราได้ตั้งใจและพยายาม
ทำงานอย่างหนักใช่ไหม ฯ
ซึ่งเว็บนี้สามารถกำหนดวันและระยะเวลา
การส่งได้ไกลสุดที่ห้าปีครับ และฟรี
หากจะบริจาคเงินให้ก็ได้ครับเค้ารับ
สำหรับตัวผมเองนั้น ได้เขียนไปหนึ่งฉบับ
แล้ว และตั้งใจว่าจะเขียนเดือนละฉบับ
ลองไปเขียนกันได้ที่ FutureMe ครับ
ปณิธานปีใหม่ กับ ความจริงที่ล้มเหลว
ปีนี้ผมเพิ่งได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆจาก
การฟังคนอื่นเยอะเลยครับ เรียกได้ว่าฟัง
มากกว่าอ่านเยอะมากทีเดียว อย่างพอดฯ
ที่ได้เคยแนะนำไปนั่นผมก็เพิ่งมาเริ่มฟัง
เมื่อไม่นานมานี้เอง ไล่ฟังย้อนหลังหลาย
รายการมากๆเอาทีเดียว ยิ่งงานผมนั้น
วันๆหนึ่งต้องขับรถรวมๆกันบางทีก็เป็นร้อย
กิโลฯด้วยแล้ว ยิ่งได้ฟังเยอะเข้าไปใหญ่
เพราะส่วนใหญ่ ผมฟังตอนขับรถนี่แหละ
และอีกทีก็ตอนออกกำลังกายครับ
ทีนี้ พอได้ฟังเยอะๆมากเข้าก็ต้องหาทาง
ระบายออกบ้างเป็นธรรมดาแหละครับ
การเขียนบล็อคนี้ ก็เป็นหนึ่งในหนทางนั้น
อันที่จริงบล็อคนี้ผมสร้างไว้นานแล้วแหละ
แต่ก็เขียนบ้าง ไม่เขียนบ้าง จนลืมๆมันไป
กว่าจะกลับมาฮึดเขียนได้ทุกวันอย่างนี้
ก็ต้องหาแรงบัลดาลใจเหมือนกันครับ
พอมีแรงบัลดาลใจแล้ว มันยากอีก
ครั้งก็ตรงที่ความสม่ำเสมอแล้วแหละครับ
บางครั้งแรกเริ่มก็ขยันดีไม่มีขาด ไฟยังมี
อยู่ พอเวลาผ่าน ความขี้เกียจเกาะกุม
ฉุดรั้งไว้ไม่ให้ก้าวไปไหน นั่นแหละครับ
จุดที่ใครๆต่างปล่อยลอยแพ ความตั้งใจ
ทั้งหลายไว้กลางคัน เจอปัญหาก็ยอมยก
ธงให้มันไปโดยดี ส่วนใหญ่มักจะเป็น
ประมาณนี้ ซึ่งผมก็หนึ่งในนั้นแหละครับ
มันเป็นเรื่องยากมากนะครับ ที่จะทำเรื่อง
ทั้งหลายที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จทั้งหมด
อย่างปณิธานปีใหม่ที่ผมจั่วหัวไว้ บางที
อาจจะตั้งไว้เกือบสิบข้อ สำเร็จเพียงหนึ่ง
แล้วเรื่องที่สำเร็จนั้น ก็อาจจะเสร็จในช่วง
ต้นๆด้วยนะครับ เพราะเลยเดือนสาม
เดือนสี่ไป ก็เริ่มจะท้อแท้กับสิ่งเหล่านั้น
กันแล้ว
ที่นี้ เราจะทำยังไงให้เปอร์เซ็นต์
ของสิ่งเหล่านี้ที่ตั้งใจไว้ เพิ่มขึ้นได้อย่าง
มีนัยยะสำคัญ อันดับแรกให้เรากำหนดเป้า
หมายโดยการเขียนไว้ให้เฉพาะเจาะจง
เช่น ต้องออกไปวิ่งสัปดาห์ละห้าวัน
อันดับที่สองก็คือการวัดผลและเก็บข้อมูล
เป็นสิ่งที่คอยเตือนว่าเราได้ติดตามสิ่ง
เหล่านั้นอยู่เป็นประจำหรือเปล่า?
หากเราทำสองอย่างนี้ได้ โอกาสที่เรา
จะเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จให้เพิ่มขึ้น
ได้อย่างน่าประหลาดใจเลยทีเดียว
เกินครึ่งของชีวิตที่ผ่านมาของผมนั้น
ล้วนเคยล้มเหลวมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะ
เป็นเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องครอบ
ครัว เรื่องมนุษย์สัมพันธ์ และอีกมากมาย
ซึ่งมันเป็นหนทางไปสู่การพัฒนานะครับ
หากเราคิดว่ามันเป็นประสบการณ์และมี
กระบวนการที่จะนำความล้มเหลวนั้นกลับ
มาเป็นบทเรียนให้เรามีแรงจะลุกขึ้นมา
ทำเรื่องใหม่ๆ ลองเรื่องใหม่ๆ แม้มันจะ
ล้มเหลวอีกก็ไม่เป็นไร ก็แค่เปลี่ยนวิธี
ใหม่ ปณิธานใหม่ แล้วมันอาจจะไม่ล้ม
เหลวก็ได้ แม้อาจจะเป็นครั้งที่หมื่น
อย่างเอดิสันที่ทำให้ไส้หลอดไม่ขาด
วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561
ชวนคุยเบาๆก่อนขึ้นปีใหม่
สวัสดีครับ
วันพุธที่สิบเก้าธันวาคมสองพันห้าร้อยหกสิบ
เอ็ดใกล้เข้ามาทุกทีแล้วสินะครับ สำหรับ
เทศกาลปีใหม่ เทศกาลที่ใครๆรอคอย ได้
หยุดยาว ไปเที่ยว กลับบ้านไปอยู่กับครอบ
ครัว ฯ ส่วนตัวผมเองนั้น ก็ไม่ได้ดีใจอะไร
กับปีใหม่มากมายอยู่แล้ว เนื่องด้วยผมยกเลิก
การฉลองสังสรรค์ให้ตัวเองมาราวๆสอง
สามปีแล้ว อีกอย่างครอบครัวผมก็อยู่ห่างไกล
จากเพื่อนฝูง จึงทำให้ผมไม่ค่อยได้อยากจะ
ไปไหน มุ่งเป้ามาที่การดูแลครอบครัวกับ
เลี้ยงดูลูกน้อยซะมากกว่า
นึกย้อนไปเพียงไม่กี่ปีมานี้
ผมยังจำได้ไม่เคยลืม อาจจะเพราะเพิ่ง
ผ่านมาเร็วนี้ หรือไม่ก็มันเป็นความทรงจำ
ที่ถูกฝังลงไปใต้จิตสำนึก
เย็นวันที่ยี่สิบเก้า เหล้ารัมไทยกลั่นได้
แบบพอขายถูกสั่งให้ลงจากแผงขายเข้ามาสู่
อ้อมกอดของผม จากนั้นก็พามันไปที่เม็กซิโก
ที่ๆคุณก็รู้ว่าอยู่ตรงไหน หากเราได้เสวนากัน
หลังแก้วไม้ไผ่มามากพอ เป็นเวลาไม่รู้กี่วัน
ต่อกี่วัน ที่ปริมาณเลือดของผมไม่ได้เจือจาง
จากแอลกอฮอล์เลย เรียกได้ว่า เติมให้ร่าง
กายมีมันอยู่แทบตลอดเวลา ในเทศกาลนี้
ผมกินนอนอยู่ที่เม็กซิโกจนจะกลายเป็นบ้าน
เป็นญาติของเค้าไปอีกคน
ประสบการณ์ที่หาได้ยากแบบนี้ มีไม่กี่
คนหรอกครับที่ทำได้ หนึ่งคือคนว่างงาน ไม่
มีภาระ ไม่ไยดีต่อสิ่งต่างๆ ไม่ก็สองคือคน
บ้า ซึ่งผมก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน ว่าจะ
เลือกอยู่ฝั่งไหนดีให้ทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่าน
เป็นคนคิดเอาเองล่ะกันครับ
หากถามว่า เสียดายเวลาไหม
อาจจะตอบได้ทันทีเลยว่า เสียดายมาก
หากมองจากมุมที่ผมยืนอยู่ทุกวันนี้ แต่ห้วง
เวลานั้นผมไม่เคยเสียดายเวลาในการใช้
ชีวิตเลยแม้แต่น้อย ผมออกจะภาคภูมิใจใน
ตัวเองด้วยซ้ำเพราะหลายๆท่านคงอิจฉาผม
ที่ใช้ชีวิตได้อย่างสุดโต่ง สรุปว่า มันเป็นประ
สบการณ์ที่ดีมากๆครับ แม้มันจะเป็นสิ่งที่ไม่
ควรทำในชีวิตมากที่สุด หากสอนลูกได้
ถึงตอนนี้ผมก็ยังดีใจครับ ที่ยังมีชีวิตอยู่
ขอจบแบบสบายๆอย่างนี้แล้วกันครับ
หากมิตรสหายท่านใดคิดถึงผม
ไม่ได้เจอกันมานาน รบกวนส่งชื่อที่อยู่
เบอร์โทรเข้ามาทางอินบ็อกซ์นะครับ
อาจจะมีของขวัญเล็กๆน้อยๆมอบให้ในเทศ
กาลปีใหม่นี้
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ
สวัสดี
วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
เรื่องของเป็ด
จริงๆวันนี้ตั้งใจจะมาเขียนเรื่องเป็ด
แล้วก็คิดไปคิดมา ไม่รู้จะสรรหาอะไรมา
ให้เป็ด ก็เลยคิดว่าเป็นเป็ดนั้นก็ดีครับ
ไม่ใช่ไม่ดีอย่างที่ใครๆว่า ทำอะไรเป็นเป็ด
เลย คือ ทำได้หลายอย่าง แต่ไม่ดีซักอย่าง
อะไรประมาณนั้น
อันที่จริงผมคิดว่าเป็ดนั้นมันต้องมีข้อดี
สักอย่างสินะ ไม่งั้นมันคงไม่มีชีวิตอยู่รอด
สืบเชื้อสายมาถึงทุกวันนี้หรอกมั้งครับ
หรือคุณคิดว่ายังไง? ผมลองไล่หาบทความ
เกี่ยวกับเรื่องข้อดีของเป็ด ก็ไปพบอยู่บท
ความหนึ่ง เขาบันทึกไว้ประมาณว่า หาก
เราเอาเป็ดไปเปรียบเทียบกับส่ิงที่เหนือ
กว่ามากๆนั้น เราก็จะมองไม่เห็นข้อดีของ
มันเลย แม้แต่น้อย หากเราลองมองอีกมุม
หนึ่ง ก็จะได้พบเจอกับสิ่งดีๆที่เราไม่ได้สัง
เกตุอีกมากมาย อย่างเช่น เป็ดบินหนีภัยได้
ไม่เหมือนไก่ที่พยายามยังไงก็บินแทบไม่ขึ้น
เป็ดหากินได้หลายอย่าง ไม่เหมือนแพนด้า
ที่หาไม่มีต้นไผ่ให้กินก็คงสิ้นชีวา แถมเนื้อ
ของเป็ดก็ยังอร่อยทีเดียว
เป็ดก็มีค่าในตัวของเป็ดเอง
หากเอาไปวิ่งแข่งกับนกกระจอกเทศแล้ว
ก็คงเป็นเรื่องที่ใครเค้าก็มองว่าตลก
หลายๆอย่างผมก็ทำได้เหมือนเป็ดครับ
แต่คงต้องมีซักอย่างแหละครับ ที่ผมทำได้
ดี เพียงแต่ต้องพยายามหาให้เจอ
มองให้เห็น มองจากภายในตัว
ไม่ใช่ไปเปรียบเทียบกับสัตว์อื่น
วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
การเรียนรู้
ผมไม่รู้ว่าตัวเองนั้นหันเหความสนใจ
มาที่เรื่องของการเรียนตอนไหน เรียกว่า
สนใจเรียนเพราะอยากได้ความรู้จริงๆ
เพราะเท่าที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยเด็กๆจนผม
เรียนจบไปช่วงหนึ่ง ผมรู้ตัวเองเลยว่า
ผมเรียนไปก็เพื่อให้จบเท่านั้น
ไม่ได้หวังว่าจะมีความรู้อะไรเพิ่มเติมเพื่อ
เสริมทักษะให้การประกอบอาชีพเลยแม้แต่
น้อย ถึงจะมีก็แค่เอาไป "สมัครงาน"
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าพอผมไม่ได้สนใจที่จะ
เรียน ผมก็ทำไปแค่พอผ่าน ไม่ได้ใส่ใจอะ
ไรมากมายเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ไม่เข้าเรียน
การบ้านไม่ทำ โครงงานไม่สน เพราะไม่
รู้ว่าจะทำไปทำไม เพราะคิดว่ายังไง จบไป
ผมก็ไม่ได้เอาไปใช้อยู่ดี เช่น ถ้าผมรับจ้าง
ขายของก็ไม่จำเป็นต้องนั่งทำแคลคูลัส หรือ
ฝึกตะไบเหล็ก จริงไหม?
พอผมมองไม่เห็นความสำคัญของการเรียน
ก็เป็นเรื่องปกติครับ ที่ผลการเรียนมันจะออก
มาแย่ เพราะที่บ้านผมเลี้ยงดูมาแบบให้อิสระ
ทางความคิดและการเรียน อาจจะมีบังคับ
บ้างตอนเด็กๆ
แล้วก็คงไม่มีที่ไหนเค้ารับนักศึกษาต่อหรอก
ใช่ไหมครับ หากผลการเรียนไม่ดี
ชีวิตการเรียนตอนนั้นผมก็เลยจบไว้เพียงแค่
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงเพียงเท่านั้น
ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่เห็นจะได้สูงอะไรเลย
เพราะผมเพื่อให้มันจบๆไป
คำถามของการเรียนรู้จึงอยู่ที่ว่าผมทำ
อย่างไร จึงจะสนใจ ใส่ใจ ในการเรียนรู้
เหมือนกับว่าไปถามเด็กๆว่าโตขึ้นแล้วอยาก
เป็นอะไร เด็กๆก็ตอบไป ตอบมา ได้ความ
เท่าที่เค้าเคยเห็น เคยรู้ พอผมตั้งคำถามกับ
ตัวเองแบบนี้ เน่ืองจากว่าการออกไปทำงาน
โดยมีใบผ่านขั้นแรกแค่นี้ ก็อาจจะได้งานน่า
เบื่อคล้ายๆกันแค่นี้ ผมก็ถามว่าอยากจะทำ
อะไร จุดเปลี่ยนจึงอยู่ที่ว่า แล้วผมจะไปทำ
แบบนั้น ต้องไปทางไหนก่อน ซึ่งสมัยนั้น
อินเตอร์เน็ทไม่สามารถเข้าถึงได้อย่าง
ปัจจุบันทันด่วนแบบนี้ สิ่งแรกที่จะให้ความรู้
เราได้ก็คงเป็นเพื่อนๆ จังหวะชีวิตช่วงนั้น
ผมเชื่อว่าหลายๆคนก็ติดเพื่อนมากๆครับ
ช่วง 15-20 นี่กำลังสนุกสนานเลยครับ
มีเพื่อนๆหลายคนได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาต่อ
ในระดับมหาวิทยาลัย ก็แนะนำตามแบบฉบับ
ของเพื่อนแหละครับ ว่าอยากให้ไปเรียนที่
เดียวกัน ซึ่งความเป็นจริงนั้นก็คงเป็นไปไม่
ได้หรอก เพราะว่าค่าเล่าเรียนของสถาน
ศึกษาเอกชนนั้นแพงมากๆ แล้วครอบครัว
ผมก็ไม่ได้มั่งมีเงินมากมายอะไรขนาดนั้น
มีโอกาสได้เรียนต่อก็ถือว่าดีแค่ไหนแล้ว
จึงมีรุ่นน้องอีกคนหนึ่งแนะนำไปที่มหาลัย'
รัฐที่ใกล้ที่สุด สามารถนั่งรถสาธารณะไป
ได้ ก็ไม่ได้เชิงแนะนำหรอกครับ น้องเค้า
ศึกษาอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ก็เลยขอไปเรียนด้วย
ฮ่าๆ หลังจากนั้นผมก็ตั้งใจเรียนมากกว่า
เดิมครับ พยายามไม่ขาด สนใจในการเรียน
แต่การใฝ่รู้จริงๆก็ยังไม่เริ่มนะครับ
ผมคิดว่าอาจจะเริ่มจากการที่ผมได้
อ่านหนังสือกระมังผมถึงได้เริ่มเบี่ยงเบน
ความสนใจต่างๆมารวบรวมอยู่ที่การเรียน
รู้อย่างจริงจัง ผมคิดว่าหนังสือมีมนต์ขลัง
ของมันนะครับ บอกไม่ถูกว่าเป็นอะไร แต่
พอสัมผัสแล้วจะรู้สึกว่ามันใช่ มันคือสิ่งที่จะส่ง
ต่อสิ่งดีๆออกมาให้เราเมื่อเราได้ทำความรู้จัก
มันมากขึ้นๆ จากเล่มแรกจนผ่านไปแบบนับเล่ม
ไม่ได้ความรู้ที่คุณมีก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
ซึ่งต้องพยายามจับใจความของสารที่เค้าสื่อมา
นั้นให้ได้ ก็ต้องมีความใฝ่รู้อีกนั้นแหละ
ซึ่งท้ายนี้ สิ่งสำคัญที่อยากจะแชร์ให้เพื่อนๆ
ที่อ่านมาถึงจุดนี้ได้ทราบก็จะเป็นโควตสั้นๆ
ขออนุญาติเป็นภาษาอังกฤษนะครับ
"Learn How to Learn"
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ
สวัสดี
วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
ความสำคัญของการนอน
การนอนเป็นสิ่งสำคัญมากๆครับ
การนอนที่ดีส่งผลให้ชีวิตเราดีได้เยอะจริงๆ
ครับ ผมเองเพิ่งเจอมากับตัว เลยอยากจะ
มาเล่าให้ฟังกันซะหน่อย เผื่อใครมองว่ามัน
ไม่ค่อยจำเป็น เพราะผมก็เคยผ่านสังคม
นอนน้อยมาหลายปี
เริ่มด้วยอย่างนี้ครับ ผมใช้ร่างกายหนัก
จากการทำงานและออกกำลังกาย บางคืนผม
นอนแค่สี่ชั่วโมง ก็ต้องตื่นมาทำอะไรๆที่วาง
ไว้ เช่น อ่านหนังสือ ว่ิง นั่งสมาธิ เขียนนู่น
นั่นนี่ไปเรื่อย ผมใช้ชีวิตแบบนี้มาสักระยะหนึ่ง
แรกๆก็โอเคครับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่ส่งผลว่า
ผมใช้ร่างกายหนักไป จนผ่านไปราวๆครึ่ง
เดือนครับ ผมเริ่มมีอาการง่วง งัวเงีย ไม่
กระปี้กระเป่าในชีวิตประจำวันซักเท่าไหร่
แรกๆก็คิดว่าคงไม่ได้เป็นไรหรอก นอนน้อย
ไปหน่อยเท่านั้นมั้ง เดี๋ยวก็คงหาย
แล้วก็นอนให้ได้เจ็ดชั่วโมงไปวันสองวัน
แต่อาการนี้ก็ยังไม่หาย ทำให้ผมสงสัยว่าตัว
ของผมเองนั้นเป็นอะไรไป จนมาเมื่อสัปดาห์
ต้นเดือน อาการต่างๆก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น
ง่วงซึมตลอดวัน อยากจะหาที่งีบหลับ แต่ก็ทำ
ไม่ได้เพราะงานที่รออยู่ตรงหน้านั้นปลุกเร้า
ให้วิ่งเข้าไปหา เราไม่ทำก็จะไม่มีใครทำ
ภายในคอด้านซ้ายข้างลิ้นไก่ มีอาการแดง
และอักเสบ ผมจึงกดอาการด้วยอะม๊อกซี่
ตามความเคยชิน หวังว่าอาการจะทุเลา
แต่ผ่านไปสี่วัน อาการไข้ก็มายืนยันอีกทีหนึ่ง
ว่าตอนนี้เจ้าได้ถูกยึดครองความเป็นตัวตน
ไว้หมดแล้วโดยเรา ชาวเชื้อโรค
สรุปว่าผมกลายเป็นคนป่วยแบบเต็มขั้นไป
แล้วอย่างสมบูรณ์ครับ
กว่าจะรักษาตัวจนหายได้ ใช้เวลา
ไปเยอะเลยครับ ผมไม่ได้ออกกำลังกาย
เลยราวๆหนึ่งอาทิตย์ นอนแปดชั่วโมงมา
สี่ห้าวันเห็นจะได้ ฉีดยาที่คลินิคไปอีกหนึ่ง
เข็ม ทานยาอีกเพียบ กว่าตอนนี้ก็ยังมี
เสมหะเล็กๆครับ แต่เมื่อกี้เพิ่งแอบไปวิ่ง
มาเล็กน้อย ครึ่งชั่วโมง
สัญญากับตัวเองแล้วครับ ผมจะนอนไม่เกินสี่
ทุ่ม สามทุ่มอย่างไวสุด แล้วก็ชอบมีเรื่องให้
ทำเยอะแยะจนเพลินแล้วก็เลยเวลานอนไป
อีกครับ วันนี้ได้หนังสือมาใหม่ก็ยังไม่ได้แกะ
อ่านเลย ไว้จะตื่นมาอ่านครับ
วันนี้ขอลาไปนอนเพียงเท่านี้
สวัสดีครับ
วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
Kill Will
หลายๆครั้งที่ผมพลาดหลงลืมอะไรไป
เพราะขาดการจดบันทึก หรือทำบางอย่าง
ไม่ประสบผลอย่างที่คิดไว้ก็ขาดการติดตาม
อย่างต่อเนื่อง ไม่ก็ละเลยไม่ได้ให้ความ
สำคัญกับมันจนตลอดรอดฝั่ง
หลายๆหน ผมพลาดความคิดดีๆไป
เพราะคิดว่าเดี๋ยวค่อยทำ แล้วก็ลืม
ไม่ก็คิดไว้ว่าขอให้ถึงตรงนั้น ตรงนี้ก่อน
แล้วจะทำ พอถึงแล้วก็ลืม
หลายอย่างมากที่จะทำแล้วไม่ได้ทำ
มันเป็นได้เพียงแค่ความคิด จนผมได้ฟัง
อาจารย์ท่านหนึ่งเล่าเรื่องเกี่ยวกับเรื่อง
คนที่ประสบผลสำเร็จ กับคนทั่วไปต่างกัน
ตรงไหน? ท่านก็ได้บอกไว้ว่า คนที่สำเร็จ
เค้าไม่ได้ปล่อยให้คำว่า "จะ" อยู่กับเค้า
นานเกินไป พอคิดว่าจะทำอะไรให้สำเร็จ
เค้าก็จะลงมือทำ ไม่รอให้หลายๆอย่างเข้า
มาเป็นข้ออ้างในการลงมือทำ
หลายๆคนชอบบอกว่า รอหาข้อมูลให้
มากกว่านี้ก่อน รอให้พร้อมอีกนิดนึง
เวลานี้ทำไปก็ไม่สมบูรณ์ ต่างๆนาๆเหตุผล
จนท้ายที่สุดก็เป็นได้แค่ความคิด ไม่มีการ
กระทำออกมา จริงอยู่ที่คนที่ประสบผลสำ
เร็จนั้นจะอยู่ราวๆสิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด
แต่ทำไมเราไม่ลงมือทำสิบครั้งหล่ะครับ
เพราะอย่างน้อยหนึ่งในสิบก็อาจจะประสบผล
สำเร็จ อาจารย์ได้กล่าวในช่วงท้ายไว้
ผมนำมาเล่าให้ท่านๆฟังอาจจะไม่ค่อย
ชัดเจนเท่าไหร่ ยังไม่ชำนาญการเล่าเรื่อง
ครับ หากอยากหาข้อมูลเพิ่มเติม สอบถาม
เข้ามาในคอมเม้นท์ หรือ โทรมาสอบถาม
สารทุกข์สุขดิบได้เสมอครับ อยากได้ยินเสียง
ท้ายที่สุดนี้ เราจะชนะในเกมส์ชีวิตที่เราตั้ง
ใจไว้ได้ เราต้องตัดคำว่า "จะ" ออกไปครับ
ลงมือทำซะ จัส ดู อิท
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




