วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562
สิ่งที่ดีสำหรับตัวเรา
ผมเชื่อว่าเราทุกคนย่อมต้องการสิ่งที่
ดีที่สุดสำหรับตัวเราเอง(หากเราเลือกได้)
และน้อยคนครับ ที่จะใช้ชีวิตแบบที่อะไรก็
ได้ไปซะทุกอย่าง ฉนั้น การเลือกแทบทุกสิ่ง
ล้วนเกิดจากตัวเราเองเป็นส่วนใหญ่
ในการเลือกและตัดสินใจบางครั้ง
เราก็เอาประสบการณ์เก่ามาเป็นตัวชี้นำ
บางครั้งก็เอาข้อมูลมาจากผู้อื่น
แต่การเลือกหลักๆแล้ว เรามักจะใช้ความ
คิดของตัวเอง แม้จะไปขอความเห็นจากผู้
อื่นก็ตาม(คล้ายกับว่าให้ผู้อื่นยอมเสนอแนะ
ให้ตรงกับความคิด จึงมั่นใจเลือกมากกว่า)
ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวผม
เองนั้น(ซึ่งก็ไม่ได้มีเยอะขนาดไหน)
การเลือกทางเดินครั้งสำคัญหลักๆแล้ว หาก
ใช้ความคิดของตัวเองเป็นหลักแล้ว มักจะ
เลือกผิดครับ ซึ่งการเลือกสิ่งสำคัญในชีวิต
หลายๆสิ่ง (ที่ไม่ใช่การกินข้าว ซื้อของ)
เช่นการเปลี่ยนงานใหม่ การซื้อรถยนต์
คันใหม่ ฯ เรามักจะทำตามอารมณ์ของตน
เองซะมากกว่าเหตุผลครับ
เราจะปรึกษาทางเลือกกับคนที่เห็น
ด้วย เพื่อตอกย้ำการตัดสินใจที่เลือก(ไป
แล้ว)ของเราให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
ทั้งๆที่จริงๆแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป ทำให้
รู้ว่า วิธีการที่ใช้นั้นมันส่งผลเสียมากกว่า
ผลดี
ครั้งหนึ่ง ผมเคยลาออกจากที่ทำงาน
เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวบางประการ
แต่ผู้ใหญ่เห็นต่างจากผม เพราะว่าผมนั้น
ยังไม่แผนการ หรือ ได้ที่ทำงานที่ใหม่ก่อน
จะเดินออกไป ซึ่งตรงนี้ คนที่เคยเปลี่ยน
งาน และว่างงานคงทราบดี และส่วนใหญ่
คงไม่ทำแบบนั้น และอีกหลายครั้ง ที่ผมเป็น
เช่นดังกล่าว
ผมจึงคิดว่า การเลือกสิ่งที่ดีสำหรับตัว
เองนั้น ไม่ควรเลือกจากสิ่งที่เราคิดเอง
เพียงอย่างเดียว เราควรจะเลือก โดยขอ
คำแนะนำที่หลากหลายจากผู้ที่มีประสบการณ์
มาก่อน ขอหลายๆท่าน หากเป็นการเลือก
ตัดสินใจครั้งใหญ่ และผมเชื่อว่า หลายๆ
ท่านนั้นก็จะพยายามแนะนำแต่สิ่งที่ดีที่สุดครับ
แน่นอนว่าทุกคนย่อมต้องการส่ิงที่ดีที่สุด
สำหรับตัวเอง และ ย่อมพยายามช่วยเหลือ
เพื่อนมนุษย์ให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน
วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562
ความลังเลในการตัดสินใจ(ไปแล้ว)
ผมเชื่อว่าหลายๆท่านเป็นครับ
อาการที่ว่านี้
ตัดสินใจไปแล้ว แต่ระหว่างทางต้อง
กลับมาคิดอีกหลายๆรอบ ว่าดีหรือไม่ดี ใช่
หรือไม่ใช่ คิดวนไปวนมา ทำให้สับสนใน
การตัดสินใจ ก่อให้เกิดคำถามไปยังผู้อื่นอีก
ต่างหาก ผมเป็นครับ อาจจะไม่บ่อย
แต่ก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ
บางอย่างตัดสินใจไปแล้ว ย้อนกลับมา
ไม่ได้ ก็เอามาคิด อย่างเช่น
การขับรถไปอีกเส้นทางหนึ่ง ที่คาดว่าน่าจะ
เร็วกว่าอีกทางหนึ่ง ซึ่งรู้ก็รู้ว่าไปอีกเส้นแล้ว
แต่ระหว่างทางที่ไป ก็ยังมีความคิดแวบเข้า
มาว่ามันจะเร็วกว่าจริงหรอ?
ผมว่ามันเป็นความคิดที่ทำให้เราลังเล
โดยเปล่าประโยชน์ ว่ามั้ยครับ
ยกเว้นเสียแต่ว่า การตัดสินใจบางอย่างมัน
ย้อนกลับมาได้ กลับไปแก้ไขหนทางที่เรา
เลือกได้ กระโดดข้ามไปวิถีใหม่ได้
แบบนี้ น่าคิด
แต่การคิดที่กลับมาไม่ได้แล้วนั้น
รู้นะครับ ว่าไม่ควรคิด แต่ผมก็เชื่อว่าเราก็
ยังคงคิด ซึ่งตรงนี้มันเป็นเรื่องของความรู้สึก
ล้วนๆเลย มันออกมาจากจิตใต้สำนึกของเรา
โดยที่เราไม่ต้องไปสั่งมันเลย
มันคุยกันเอง ไอ้ตัวดี กับตัวร้ายในกายเรา
มันเถียงกันเอง จนสิ้นเปลืองพลังงาน
ความมั่นคง และ สติเท่านั้น
ทำให้เราแยกความคิดที่เป็นปัจจุบันกลับมา
วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562
คำพูดคือโอกาส
เคยมีความคิดดีๆไหมครับ?
อยากจะนำเสนอ แต่ไม่รู้จะไปเสนอใคร
อยากจะทดลองทำ แต่ก็ไม่มีเงินทุนสนับ
สนุนมาจากไหน
ปัญหาหลักส่วนใหญ่จึงอยู่ที่ได้แต่คิด
แล้วไม่มีการลงมือทำ หรือ อาจจะทำไป
แล้วเจอกับดัก หลุมพรางที่ไม่ได้คาดคิด
ซึ่งหลายๆอย่างนั้น ทางออกคือการ
หาที่ปรึกษาครับ ผมเคยหาที่ปรึกษามา
หลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นเพื่อน พี่น้อง
กระทั่งคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า
จนได้ข้อสรุปส่วนใหญ่ว่า เราควรไปปรึก
ษาผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์มาก่อนจะได้
คำตอบที่ตรง หรือ ใกล้เคียงกับทางออก
มากที่สุด(หากไม่ลำเอียง)
แต่มักจะมีจุดหนึ่งที่เรา หรือส่วนใหญ่
นั้นพลาดไป คือ การที่ไม่กล้าที่จะไปพูดคุย
กับผู้ใหญ่ที่มากประสบการณ์เหล่านั้นครับ
ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
คงเป็นเพราะว่า ตอนเด็กๆนั้น เราถูก
ปลูกฝังมาว่าต้องเคารพและเชื่อฟังผู้ใหญ่
ซึ่งจริงๆแล้ว บางเรื่องผู้ใหญ่ผิด(ปัจจุบัน)
ก็มีให้เห็นอยู่เยอะแยะ ใช่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่
แล้วจะถูกต้องเสมอไปนะครับ
พอเราไปเสนอเค้า เค้าก็มักจะบอกว่า
มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่เกี่ยว
สรุปว่า เด็กยังไงก็ต้องเป็นเด็กในสายตา
ไม่มีทางที่เด็กจะมาบอกว่าผู้ใหญ่ผิดไปได้
เลย ทำให้เราถูกปลูกฝังความคิดนั้นมา
ตั้งแต่เยาว์วัย ติดจนมาถึงตอนนี้
หากเราสามารถก้าวผ่านจุดนั้นไป
ได้ ผมรับรองว่า ท่านจะได้คำตอบดีๆ
จากผู้ใหญ่ที่กล้าเปิดใจอย่างมีเหตุผล
เป็นที่สุดครับ ลองเปิดโอกาสให้แก่ตัว
เองดูครับ
แค่เอ่ยปาก โอกาสก็เกิด
วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562
เสนอให้คิด
หากความคิดถูกทำให้หยุดชะงักด้วย
การถูกปัดตกบ่อยๆ หรือ ละเลยมันไปอยู่
เรื่อยๆ ความคิดครั้งต่อไปมักจะไม่ก่อให้
ความแตกต่างได้
หากเมื่อชีวิตและการพัฒนาการชีวิต
ของเราเกิดจากความคิดเป็นหลักแล้ว
ใยจึงไม่ค่อยจะรับฟังความคิดเห็นซึ่งกัน
และกัน ความคิดของจิตใจหนึ่งย่อมมีความ
หมาย หลากหลายความคิดย่อมก่อให้เกิด
หนทางที่ดี และจะดียิ่งขึ้นไปหากนำความ
คิดที่ดีนั้นไปลงมือทำก่อให้เกิดผลลัพท์ขึ้น
มา
แต่ชีวิตเรานั้น มักเอาความคิดส่วน
ตนเป็นใหญ่เสมอ และมักจะเชื่อความคิด
ของตัวเองเป็นหลัก ปฏิเสธความคิดอื่น
ที่หยิบยื่นเข้ามา แม้จะหวังดีหรือไม่ก็ตาม
น้อยคนเท่านั้น ที่จะผ่านเรื่องราว
ความผิดพลาด ยอมรับว่าตนนั้นไม่ได้คิด
ถูกซะเสมอไป ยอมรับว่าทุกคนมีความ
บอกพร่อง ไม่เว้นแต่ศาสดา
วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562
เสียเวลา
ชีวิตเรามีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยว
พันอยู่ตลอด ไม่ว่าเราจะไปทางไหน
อยู่แห่งหน ตำบลใด เราจะนั่งเอกเขนก
แกว่งขาในน้ำตกไหลเย็นกลางหุบเขาใหญ่
หรือไขว่ห้างบนอาร์มแชร์นุ่มจิบสตาร์บัคที่
ดิไอคอน เวลามันตามเราไปทุกที่...
หากจะให้เจาะลึกลงไปในเรื่องของ
เวลาแล้วนั้น คงจะต้องคุยกันยาว ยาวมาก
เพราะความไม่เท่าเทียมของเวลานั้นมีอยู่
(อย่าให้ลงลึกไปเลยครับ คร้านอธิบาย
เอาไว้หนหน้า ถ้าขยันจะแยกออกมาเขียน
เล่นๆให้เปลืองสมองของทุกท่านไว้คิดตาม)
เอาไว้ทีหลังดีกว่าครับ
ประเด็นวันนี้ผมมุ่งไปที่เรื่องของการ
ใช้ชีวิตซะมากกว่าที่จะไปยุ่งย่ามกับการเดิน
ของเวลา(ซึ่งบางครั้งมันวิ่งหรือคลาน)
เวลาช่างเหลือเฟือ อยู่ล้างผลาญมันไปได้
อีกนานนนนน นานมาก นั่นคือความคิดใน
วัยเด็กจนถึงวัยรุ่น เพราะอยากให้เวลา
มันเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่อยากเรียน
แล้ว อยากเข้าผับบาร์ได้บ้าง อยากบรรลุ
นิติภาวะ พ่อแม่จะได้ไม่ต้องเข้ามายุ่ง
กับชีวิตให้มากมาย เรียนจบ มีการมีงาน
ทำให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แต่ทำยังไงมันก็ยัง
มีเวลาเหลือเฟือที่จะเที่ยวเล่น กิน เมา
ได้อยู่ดี ช่างมันเถอะ ประสบการณ์ดีๆ
โตมาหน่อยก็เริ่มวัยทำงาน เรียกได้
ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการได้ใช้ชีวิตอย่างที่
อาจารย์หลายๆท่านได้กล่าวไว้ว่า
"ชีวิตจริงเกิดขึ้นหลังเรียนจบ"
ซึ่งข้อนี้ผมก็ต้องยกให้ว่ามันจริงครับ จริงซะ
ส่วนมากด้วย ซึ่งตอนนี้ เวลาเริ่มเข้ามามี
บทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
รู้จักคำว่ารอจริงๆ รอสิ้นเดือน หึๆ
ในหลากหลายมิติของการใช้ชีวิตแต่
ละวัน เราสามารถแยกย่อยช่วงเวลาออก
ไปได้อีกหลายส่วน แต่ส่วนมากของผม มัก
จะหมดไปกับสิ่งที่คิดว่าเป็นความสุข ณ
ห้วงเวลานั้น นั่นคือการสังสรรค์
หากการสังสรรค์ทำให้ผมมีประสบ
การณ์ที่นำไปประกอบธุรกิจได้ ผมคงกลาย
เป็นสตาร์ทอัพที่ดูแลมากมายหลายธุรกิจไป
แล้วก็ได้ครับ ใช่ ผมจะบอกว่าผมสังสรรค์
หนักมาก มากพอที่จะเอากลิ่นของตัวเอง
ไปผูกไว้กับต้นละมุดให้หัวหน้างานจำได้
ดีซะกว่าชื่อสกุลของผมก็เป็นได้
ในช่วงนั้น ไม่รู้จักหรอกครับ
คำว่าเสียเวลาสะกดยังไง ผมเพิ่งจะมา
รู้ทีหลังนี่เอง ว่าที่ผ่านมา ผมเสียเวลาไป
กับเรื่องอะไรขนาดนั้น หลังจากที่มีคุณบัว
เพิ่มเข้ามาในชีวิตเนี่ยแหละครับ
แต่ก็ทำได้แค่มองย้อนไป แล้วเอามัน
มาสอนตัวเองในทุกวันนี้ ซึ่งกำลังเข้าสู่วัย
กลางคน(ยังไม่สามสิบ)มั้ง...
ผมย้อนเวลาไม่เป็น หากย้อนได้ตอน
นี้ ผมจะย้อนมันว่า "มึงเดินช้าๆหน่อยสิว่ะ
ประเดี๋ยวกุตายเร็ว"
คิดอย่างนั้นได้ก็ด่าตัวเองที่จะไปย้อนมัน
ไอ่บ้า "เสียดายเวลา" มันไม่ย้อนโว้ย
วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562
เพรียวนมสำนวน
หากจะให้บรรยายความรู้สึกแรกที่ได้
อ่านหนังสือของคุณ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
ออกมาเป็นคำพูดนั้น ก็คงจะเป็นคำสบถ
หยาบพอที่จะหยาบออกมาวิ่งเพ่นพล่านได้
นั่นคือความรู้สึกแรก.
แต่พอตัวหนังสือมากมายได้ผ่านตาจากพิมพ์
ดีดที่สยามรัฐ เดินทางผ่านแซนแฟรนซิสโก
วิ่งออกมาจากริมคลองสุพรรณ หรือไต่ไหล่
เขามาจากสวนทูนอิน ยิ่งทำให้รู้สึกแปลกใจ
ทุกครั้ง แปลกจากบทบรรยายที่เคยพบพาน
สนุก และ อดอมยิ้มไม่ได้ในความสัปดน
ระคนหยาบคายตามแบบฉบับคน(หนุ่ม)ที่ได้
หยุดอายุตัวเองไว้ที่ยี่สิบแปดปี
จนเวลาผ่านจากเล่มแรกจนถึงเวลานี้
ผมเองก็ไม่ได้อ่านงานของคุณ 'รงค์ เยอะ
แยะมากมายอะไร เพียงแต่ยอมรับว่าชื่น
ชอบผลงาน และพยายามคว้างานต่างๆที่
ได้มีโอกาสพบพานเข้ามาไว้ในกองหนังสือ
รออ่านของผม
ซึ่งล่าสุดต้องขอขอบคุณ ดนัย ไตรรัตน์
ที่ได้มอบหนังสือของคุณ 'รงค์ มาให้อ่าน
ทำให้ผมได้มีโอกาสกลับเข้าไปในโลกของ
ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าช่ำชองการใช้ภาษาที่สุดสวิง
คนหนึ่งในวงการ และยังมีดีกรีถึงศิลปินแห่ง
ชาติอีกด้วย
สำหรับใคร ที่ยังไม่เคยได้หลงเข้าไป
ในสวนอักษรของอาว์รงค์แล้วละก็ ผมขอแนะ
นำให้ลองเสพดูสักครั้ง อาจจะไม่แรงเท่า
เฮโรอีนที่ติดตั้งแต่ครั้งแรก แต่รับรองว่าคง
จะทำให้สนุกสนานได้ไม่แพ้กัญชาอย่างแน่นอน
วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2562
คุณธรรมหลังขวด
หากมนุษย์ใดเคยผ่านฤทธิ์ของเมรัย
มามากพอคงรู้ดีว่าความเมามายนั้นเป็น
อย่างไร....
การเดินผ่านสมรภูมิแอลกอฮอล์นั้น
ความจริงแล้วไม่ค่อยน่าอภิรมย์สักเท่าไหร่
จริงๆก็ต้องบอกว่า มันอภิรมย์แค่ตอนเมา
เท่านั้นจริงๆ ซึ่งผมเองนั้นก็ไม่สามารถพูด
ได้เต็มปากสักเท่าไหร่ที่จะบอกว่าเดินมา
ไกลมากพอหากเอาขวดมาเรียงต่อกัน
–คงไม่เกินร้อยกิโลฯ!!!
ระหว่างทางนั้นแหละสำคัญ
มันจะบอกว่าเรานั้นได้จบหลักสูตรภาคไหน
ดีเด่ไปทางด้านใด ควรได้เลื่อนขั้น
ไม่ก็ถูกไล่ออกไปซะดีกว่าไหม
ผมยอมรับว่าโดน(ตัวเอง)ไล่ออกมา
เหตุเพราะว่าไม่สามารถควบคุมสติตัวเอง
ไว้ให้มั่นคงได้อย่างผู้มีวิชากล้าแกร่ง
แกร่งอย่างไรถึงได้ไปต่อ?
–ผมว่า แกร่งอย่างที่ ดื่มยังไงก็ยังสามารถ
ควบคุมความคิดและจิตใจให้ยังอยู่ตรงหน้าได้
ไม่ลงไปหาที่ต่ำ หรือ แกว่งไปหาตีนข้างๆ
ไม่ก็ยังคงรู้รับผิดชอบ ไม่ปล่อยให้ฤทธิ์ของ
มันมาบังคับตัวเองให้หูดับตาฟางไปคว้า
อะไรมาแขวนคอ แหย่ขาเข้าตาราง
ผมยอมรับ ผมทำไม่ได้
ไล่ตัวเองออกมาก่อนที่เค้าจะไล่ดีกว่า
ชิงหนีตามตำราหมาอ่อนตรอก
หากแต่ผู้ใดยังคงอยู่ในสังเวียน
ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพ ที่เคยได้ยก
หมด ยกหมดมาด้วยกันแล้วรอดส้นตีนมาได้
–บ้างว่า ผมน่าจะโดนตีนมัน
ฝันไปเถอะมึง เชิญดื่ม
ระหว่างชีวิตตอนรักการยกแก้วกับตอนนี้
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ผมบอกไม่ได้ว่า
ช่วงไหนดีกว่ากัน แน่นอนว่าทุกๆอย่างย่อม
มีสองด้าน ด้านที่ดีของตอนนี้นั้นผมก็มองว่า
มันดีมากแล้ว ตอนนั้นมันก็ดีนะ...ฯลฯ
เพียงแต่ผมฝึกฝนยังไงก็ไปไม่ถึงก้นบึ้งของ
ความจริงที่มันพยายามสอนผม
หากตอนนี้จะมาบอกว่ารู้แล้วก็คงไม่ใช่
และใช่ว่าจะหาเรื่องกลับไปเรียนอีก
ก็ยังไม่อยากเรียน กลัวซ้ำชั้น...
วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562
Recovery
ผมเชื่อว่าหลายๆท่านเคยเจออาการ
ประมาณนี้ครับ มันเป็นอาการหลุดจากวงโค
จรเดิมๆที่เราทำอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะ
ด้วยสาเหตุใดก็ตาม มันทำให้เราเป๋ เสีย
การควบคุมบางอย่าง หรือ หลายอย่างไป
ทำให้คุณภาพในการใช้ชีวิตที่เคยมีลดลง ฯ
ผมไม่รู้จะเรียกอาการประเภทนี้ว่า
อย่างไรถึงจะถูกต้อง แต่อาการที่ว่านี้มักจะ
ส่งผลเสียต่อตัวเราและสิ่งรอบๆตัวเราซะ
มากกว่าจะสร้างผลดี
หากเราปล่อยให้อาการนี้ครอบงำพา
ไปสู่ด้านมืดอย่างดาร์คเวเดอร์แล้ว คงจะ
ไม่เข้าทีแน่ๆ ฉนั้น ทางที่ดี หากรู้ตัวก็ควร
ที่จะหาทางแก้ไขให้กลับสู่สภาพเดิมได้ทัน
ท่วงทีก็น่าจะดีไม่น้อย หากไม่รู้ตัว ก็ลองสัง
เกตุตัวเราเองบ่อยๆละกันครับ คนรอบข้าง
ก็สามารถรับรู้และบอกเราได้นะครับ
อาจจะลองถามดูก็ได้หากสงสัยในตัวเอง
ซึ่งตรงนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะเป็นกันทุกคนหรือไม่
(ไอ้เรื่องไม่รู้ตัวเองเนี่ย)
ที่นี่ พอเราหลุดไปสักครั้ง แล้วไม่ยอม
ดึงตัวเองกลับมา มันก็จะพาเราเตลิดไปไหน
ต่อไหน ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะพาเราไป
ทางไหน มีแต่หัวใจที่มั่นคงแหละครับ ที่เอา
อยู่ ทางที่ดี ควรหาที่พึ่งทางใจไว้หน่อยก็ดี
อย่างเช่น การได้อ่านหนังสือดีๆก็ช่วยได้
เยอะนะครับ ย้ำนะครับ ว่าหนังสือดีๆ ไม่ใช่
หนังสือประเภทพาจินตนาการให้ไปไกลกว่า
เดิม อันนี้ก็ไม่ควร
ระหว่างทางที่จะกลับมานี่ก็เป็นจุดสำ
คัญครับ มันจะมีความคิดกำ้กึ่งถกเถียงกับตัว
เองอยู่เรื่อยๆครับ ว่ายังไม่ใช่ ยังไม่ได้
ตรงนี้ถ้าปักใจว่าใช่ไปเลย ผมว่ากลับมา
ได้ชัวร์ครับ
กำลังใจเป็นส่ิงสำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นใดครับ
อย่าลืมมองหากำลังใจ ที่พักพิงยามอ่อนล้า
แม้ว่าเรารู้ตัวว่ายังไม่เหนื่อย แต่การที่เรา
ได้เติมกำลังใจอยู่เรื่อยๆนั้น มีพลังมากกว่า
ที่เราจะรอให้มันหมดแล้วค่อยมาเติมครับ
ปล.ตอนนี้เขียนกว้างมากๆไม่ได้เจาะจง
กับเหตุการณ์ใดเป็นพิเศษแต่ก็สามารถนำไป
ประยุกต์ใช้ได้กับหลายสถานการณ์ครับ
ปล.๒ เหมือนไม่มีอะไรจะเขียน
แต่ก็ยังเข็นออกมาเขียนครับ ฮ่าๆๆ
วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562
หมั่นเขี้ยว
ยินเสียงข่าวเมื่อข้าวคำแรกยังไม่ทัน
จะหล่นลงไปในกระเพาะ "ชุมนุมไม่เลื่อน"
หลังจากที่มองไม่เห็นเหตุอันใดที่จะ
ต้องลงไปคลุกกับโคลนที่ไม่มีแม้ประโยชน์
กับควายสมัยนี้ ยังไงวันนี้ก็ต้องลงเอาตีนไป
แหย่มันเล่นอยู่ดี หาเรื่องใส่กะลาจริง
ว่าไปการดีแต่ปากนั้น อยู่ในคนทุกคน
พูดจริงๆ อย่าหาว่าเสือค์กพูดให้ตัวเองดูดี
เลย สนิทแล้วจะรู้ว่ายิ่งกว่านั้น ฮึๆ
ไอ้ผมยาวสะพายโทรโข่งแหกปาก
ไอ้ผมสั้นคาดสันจมูกด้วยกรอบกระจกคู่หน้า
ตาดูกวน ผมหันไปมองในทีวีเห็นแล้วส่ายขา
ปากว่าให้คนเค้าทำดี ทำตามกฏอยาก
จะเลือก มึงรู้ไหม แม่มึงยัดเงินให้ผู้อมนวย
การให้มึงได้เข้าเรียนดีกว่าเพื่อนในซอยที่
ได้แค่โรงเรียนวัดแก่ง
ตอนโดนโบกเรียกใบขับขี่ มึงเอา
กระดาษใบสั่งไปให้พ่อเพื่อนช่วยเหลือ
แล้วก็ตอกย้ำความเป็นไทยด้วยการย้อนศร
ไปทุกซอก โยนก้นบุหรี่ออกจากปอดไปถนน
รักษาความสะอาดไหม?
มึงไปนอนก่ายตีนก่ายขมองคิดดูก่อน
จะเป็นคนดีแค่ภาพ หรือ ทุกครั้ง(แม้ในที่มืด)
วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562
สองจิตสองใจ
เสียงในหัวมันคุยกันเถียงกันดั่งเทพ
กับซาตานที่นั่งอยู่คนล่ะฝั่งไหล่แล้วกรอกหู
เราอยู่แทบตลอดเวลา
ขณะตอนขับรถ....
อีกฝ่ายบอกว่าอย่าให้ผมไปคิดมาก มันกำ
ลังจะผ่านไป เค้าคงมีเรื่องด่วนมั้ง
ฝั่งตรงข้ามสวนทันควันโดยอัติโนมัติว่า
เอาคืนมันให้ได้ นิสัยไม่ดีแบบนี้ มันสมควร
โดนแก้แค้น คนเห็นแก่ตัว มันเบียดเข้ามา
ได้ไง ถ้าไม่เบรคก็ชนไปแล้ว
เท้าผมจ่อคันเร่งเตรียมที่จะกระแทกลงไป
ให้สุดและแนบแน่นอยู่กับพื้นด้านล่าง
แต่ร่างกายผมสูดหายใจเข้ายาวแล้วเก็บ
อากาศไว้สักพักจึงค่อยๆผ่อนออก พร้อมๆ
กับเท้าซ้ายเหยียบคลัช เปลี่ยนเกียร์ให้
เพิ่มขึ้นไปอีกครั้ง รอบเครื่องยนต์ลดต่ำลง
พร้อมๆกับอุณหภูมิของใจ ที่ค่อยๆเย็นลงมา
ผมขับให้ราบรื่นเป็นปกติต่อไป ต่อไป
เรามีจุดหมายที่ต้องไปให้ถึง
หลายๆครั้งผมพบบุคคลสองท่านนี้พร่ำ
ถกเถียงกันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อ
ที่จะให้อีกฝ่ายยอมแพ้ และ ลงมือทำในสิ่ง
ที่ใจต้องการต่อไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสมอง
วิเคราะห์ว่าดีหรือไม่ อย่างไร เช่นใน
หลายๆครั้งที่วิ่ง ฝ่ายหนึ่งมันบอกว่าเหนื่อย
เอ็งตื่นมาวิ่งทำบ้าอะไร แล้วกลางวันก็ง่วง
เหนื่อยเพลีย ทำให้ร่างกายถูกใช้งานหนัก
คราวที่แล้วเอ็งก็ไม่สบายไปไม่ใช่หรอ
แต่อีกเสียงหนึ่งมันก็บอกว่า เอ็งตั้งใจแล้ว
ไม่ใช่หรอ ไหนว่าจะวิ่งให้ครบสิบหล่ะ
อีกหน่อยนึง วิ่งไปเถอะ ลองดูอีกรอบก่อน
ไม่ไหวจริงๆค่อยชลอความเร็วลงดูฯ
มีเรื่องเล่าเรื่องหน่ึงเกี่ยวกับการต่อ
สู้ของจิ้งจอกสองตัว มีตัวทีดี กับตัวที่ร้าย
ซึ่งคุณปู่นั้นเล่าให้หลานฟัง และหลานก็ถาม
คุณปู่ว่าตัวไหนจะชนะ ซึ่งคำตอบที่ได้นั้นคือ
ตัวที่หลานให้อาหารมัน ยิ่งให้อาหารตัวไหน
ตัวนั้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เปรียบได้กับว่า
เมื่อเรายินยอมที่จะให้ตัวร้าย หรือ ตัวมัก
ง่ายคิดสบายได้ชัยชนะไปหนึ่งครั้ง เท่ากับ
ว่าเราได้ให้อาหารตัวที่ร้ายไปด้วย และ
จะยิ่งทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นไปอีก คราวหน้า
มันก็มีโอกาสที่จะกลับมาชนะได้อีกครั้งอย่าง
มีพละกำลังที่ยากจะต้านทาน
แต่ถ้าหากเราฝึกฝนจิตใจทางด้านดี ที่มอง
เป้าหมายและประโยชน์ระยะยาวเป็นหลัก
เราจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆต่อสิ่งยั่วยวนต่างๆ
ที่จะทำให้เราหลุดออกจากชัยชนะที่วาดไว้
การฝึกจิตใจให้มีวินัยเท่านั้น ที่จะ
สามารถชนะจิตใจที่เอาแต่อ้างได้เสมอทุก
ครั้งไป
วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562
LRK
เสียงใสๆของสายกีต้าร์ยุคเซเว่นตี้
คลอมากับเสียงซ่าๆหวีด หวือ ของวิทยุ
ทรานซีสเตอร์ในตอนอินโทร....
.
ระหว่างนั้นผมกำลังวิ่งโดยฟังรายการทาง
พอดคาสท์อยู่ จึงได้กดปุ่มหยุด แล้วจึงวิ่ง
ต่อไปเรื่อยๆและฟังเพลงที่ดังมาจากลำ
โพงขนาดใหญ่ที่จะใช้ในงานวันเด็กตอน
เช้าพรุ่งนี้
ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงจำเพลงที่ตัว
เองฟังบ่อยๆได้อย่างแม่นยำ แม้เพียงสอง
สามโน๊ตแรกของอินโทร ตอนวิ่งนี้ผมก็จำ
เพลงนั้นได้เช่นกัน มันเป็นเพลงที่รุ่นพี่คน
หนึ่งชอบฟัง ชอบเสียจนส่งผ่านความรู้สึก
มายังตัวผมได้เองโดยไม่ต้องบอกกล่าว
ข้อความใดๆ ยิ่งผมได้มาเปิดฟังเอง
หลายสิบหลายร้อยรอบ ทำให้ผมได้ฟัง
เพลงนี้ที่ไร ภาพๆของคนๆนึงก็ปรากฏขึ้น
มาเป็นภาพ ผุดขึ้นมาในความทรงจำ
เนื่องจากสภาวะในความเป็นจริงนั้น
เราไม่สามารถมาพบกันได้อีกต่อไป
สมองเรามักจะผูกติดความทรงจำบาง
อย่างเข้ากับอีกอย่างเพื่อให้ความทรง
จำนั้นไม่เลือนหายไปอย่างง่ายดาย
การที่เราคิดถึงคนๆนึงที่เราได้เคยผูกติด
ชีวิตกันมาช่วงหนึ่ง ก็มีส่ิงที่เชื่อมโยงกัน
ที่ยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบัน อย่างเช่น
เพลงๆนี้ ที่กำลังดังอยู่ในหัวของผม
หากความตายได้พรากมนุษย์ออกจาก
กัน สิ่งที่ทำให้เราได้ใกล้กันอยู่ตลอดก็คง
เป็นแค่ความทรงจำที่เคยได้ใช้ชีวิตร่วมกัน
ทั้งสุขและทุกข์ ทั้งยามเจ็บไข้และยามเมา
ยังอยู่ในความคิด(ถึง)ตลอดไป
ระยะห้ากิโลวันนี้จบลงแล้ว
แต่ชีวิตยังต้องก้าวต่อไปอยู่ไม่รู้กี่ล้านก้าว
ไม่รู้ต้องเจออีกกี่ความกลัว กี่อุปสรรค
กี่กิโลที่ต้องพิสูจน์ใจถึงความมั่นคง
And how we found the same old
fears.
Wish you were here.
แด่หวาน(หนุ่ย)
ผู้ล่วงลับ
วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562
HR
ไม่ต้องสงสัยเรื่องอายุกันแล้วใช่ไหม?
อย่างน้อยก็ต้องสามสิบขึ้นไปแล้วสินะครับ
ถึงได้อ่านและรู้จักการบันทึกของผมนี้
เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
อย่างที่หลายๆท่านได้พูดถึงมาก่อนหน้านี้
แล้วหลายครั้งหลายหน จนฟังแล้วอาจจะ
ชาชินไปซะแล้ว
แต่ก็ยังอยากจะให้เพื่อนๆที่มีพ่อแม่อยู่ในวัย
ปลดเกษียร หรือใกล้จะปลดแล้วได้ลองคิด
ตามดูครับ การที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้สูง
อายุนั้นมีความเป็นไปได้สูงมากๆ
เพราะอย่างน้อยๆเราก็ต้องดูแลพ่อแม่ที่
กำลังก้าวเข้าสู่วัยนี้ ในเร็ววัน ถ้าเรา
ไม่ไปซะก่อน
ลองนับคร่าวๆก็ห้าถึงสิบปีก็ได้ครับ คุณพ่อ
ผมก็คงไปถึงเจ็ดสิบห้าแล้ว ซึ่งคนอายุเจ็ด
สิบห้านั้น ถ้าไม่ได้ดูแลร่างกายอย่างสม่ำ
เสมอแล้วล่ะก็ คงใช้ชีวิตลำบากน่าดูครับ
ไหนจะโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่พยายามจะ
เข้ามาหาอยู่บ่อยๆกับภัยธรรมชาติที่นับวัน
จะยิ่งรุนแรงขึ้นทุกที ทำให้มนุษย์ธรรมดา
อย่างเราๆ ยังอยากจะป่วยซะง่ายๆเลย
แล้วจะไปนับอะไรกับคนสูงวัยที่ไม่ค่อยได้
ออกกำลังกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
ผมเชื่อว่ายังไงวิทยาการทางการแพทย์ก็
จะมีเทคอะไรใหม่ที่พัฒนาได้อย่างก้าว
กระโดดเพื่อปูทางให้คนสูงวัยได้ชะลอ
หรือลดโอกาสในการที่จะเจ็บป่วยได้น้อย
ลง หรือมีอะไรมาช่วยเตือนก่อนที่จะเกิด
เหตุการณ์ต่างๆที่ไม่ดีเกิดขึ้นได้
ปัจจุบัน ผมได้คาดข้อมือของผมเข้า
กับนาฬิกาที่สามารถบันทึกข้อมูลต่างๆไว้
ได้อยู่แทบตลอดเวลา(ไม่เว้นแม้กระทั่ง
เวลานอน)มันสามารถบันทึกอัตราการ
เต้นของหัวใจ ความเครียด การออก
กำลังกาย ประสิทธิภาพในการใช้ออกซิ
เจนฯ มาคำนวนให้เราดูได้จากสมาร์ท
โฟน ทำให้เรานั้นสามารถทราบได้ถึงข้อ
มูลต่างๆซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์เป็น
แนวโน้มในเรื่องสุขภาพของตัวเองใน
อนาคตได้
เผื่อท่านใดสนใจจะลองหาไปให้คุณ
พ่อคุณแม่คาดดูก็ได้ครับ ในอนาคต เรา
อาจจะไม่ต้องพึ่งข้อมูลที่วัดโดยคุณหมอ
เพียงอย่างเดียว ข้อมูลที่บันทึกไว้อาจจะ
ช่วยคุณหมอได้มากขึ้นครับ ลองแบบราคา
เบาๆก่อนก็ได้ครับ ซีรี่ส์สี่ใหม่ล่าสุดก็แค่
หมื่นกลางๆเองครับ หรืออยากได้แบบ
มีข้อมูลการออกกำลังกายอย่างละเอียด
ด้วยราคาเบาๆไปฟีนิกซ์ไฟว์ฟเลยครับ
ไม่ได้มาขายนาฬิกาครับ
มาขายตัวหนังสือที่ฉกมาจากประสบการณ์
เล็กๆกับอารมณ์ขันหน่อยๆอาจจะโปรย
ความรู้ไว้บ้าง หลอกมาให้อ่านครับ
วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562
การลดเวลาโซเชี่ยล
ไม่รู้ช่วงนี้หลายๆท่านเป็นเหมือนผมรึ
เปล่า ได้ยินเรื่องการใช้โซเชี่ยลมาแล้ว
ตกใจ คนไทยเราใช้เวลาไปกับเรื่องนี้
เยอะมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกเชียวหรือ
ที่ว่าอันดับหนึ่งนี่คือ อินเทอร์เน็ท นะครับ
ตัวผมเองนั้น พยายามห่างๆกับมัน
(มือถือ สมาร์ทโฟน)มาได้สักระยะแล้ว
แรกๆก็หลังจากการย้ายงานที่ทำให้ผม
ไม่ต้องผูกติดมัดมือเกือบตลอดเวลาที่ไม่ให้
พลาดทุกสายที่เรียกเข้ามาอย่างแต่ก่อน
อีกตอนก็ชอบได้พักผ่อนอยู่กับธรรมชาติ
วางมันไว้เฉยๆดีกว่า ได้นอนเอกเขนก
อ่านหนังสือคลอเสียงนก ลมต้องใบไม้
ไผ่ลั่นเอียดอาด สีกัน ได้มีมือว่างๆไว้
คอยตียุง
เอาเข้าจริงๆแล้วพฤติกรรมของเรา
ก็ได้กำหนดความเป็นตัวเราอยู่แล้วกลายๆ
แค่เรามองตัวเราเองไม่ค่อยจะออกสักเท่า
ไหร่ ไม่ค่อยกล้าวิจารณ์ตัวเองกระมัง
เรารู้ว่าการติดโซเชี่ยลนั้น ทำให้เสียเวลา
เปิดไปครั้งนึง ลากยาวไปหลายนาที
กว่าจะรู้ตัวอีกที เพลิดเพลินไปถึงไหนต่อไหน
เสียเงินไปกับการช็อปอะไรบ้างรึเปล่า
ไม่รู้ ทั้งๆที่เอาเวลานี้ไปหาความรู้เรื่อง
อื่นๆเพิ่ม หรือ และ หรือ อีกมากมาย
ที่ดีกว่าสอดเรื่องดารา ทั้งบนจอ และ
ตัวละครในชีวิตเรา
เขียนไปเขียนมาย้อนกลับไปอ่าน
เกือบกลายเป็นว่าจะหาสาระจากเรื่อง
ที่เขียนไม่ค่อยจะได้แล้ว กลับมาหาสาระ
กันซะหน่อยดีกว่าครับ
ไม่ใช่ว่าผมอคติกับโซเชียลนะครับ
ความเห็นผมแค่มองถึงพฤติการการใช้
ของคนส่วนมากเท่านั้น ใครไม่เป็นก็ไม่
ต้องเม้นท์ด่าผมก็ได้ครับ ฮ่าๆๆ
อันที่จริงถ้าใครใช้ไอโอเอสมาสักระยะหนึ่ง
เร็วนี้เราเพิ่งจะได้เห็นการวัดการใช้หน้า
จอที่เขาเรียกว่า สกรีนไทม์ ครับ
มันเป็นการวัดว่า เราได้ใช้การแสดงผล
หน้าจอไปเท่าไหร่บ้าง เทียบเท่ากับว่า
เราใช้งาน เราดู อะไรไปบ้างในวันๆหนึ่ง
สรุปผลเป็นรายสัปดาห์ก็ได้ครับ
ผมดูของตัวเองแล้วก็ตกใจเหมือนกัน
โอ่ว เยอะขนาดนั้นเลยหรือ นี่ไม่นับ
พีซี ไอแพด อีกนะ โฮะๆๆ ผมเลยไปตั้งค่า
การแจ้งเตือนใหม่ ลดการแจ้งเตือนบางแอพ
ที่ไม่จำเป็น ปรับการแสดงการเตือนใหม่
ทำให้ระหว่างวัน ไม่ค่อยมีเสียงรบกวนเข้า
มาบ่อยๆ เออ วิธีนี้พอช่วยได้แฮะ
ใครอยากลด ลองดูได้ครับ ผมไม่รู้ว่าฝั่ง
แอนดรอยเค้าดูตรงไหน แต่ก็น่าจะมีก่อนไอ
โอเอสแหละมั้งครับ
ขอบคุณที่ติดตาม
ช่วงนี้ร่างกายเพลียๆอีกแล้วครับ
ขออ้างในการหายไปสองวันหน่อย
สวัสดีครับ
วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2562
ค่าเฉลี่ย
ผมเชื่อว่าหลายๆท่านคงเคยได้ยินคำ
นี้มานานแล้ว "ค่าเฉลี่ย"
และผมยังเชื่ออีกว่าที่หลายๆนักพูด ดีเจย์
ไปจนถึงศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ก็เคยบอก
เอาไว้เป็นนัยเกี่ยวกับค่านี้ มันน่าคิด
ห้าคน ที่คุณสนิท นั่นแหละเอามาหาค่าลักษณะ
นิสัยส่วนใหญ่ของคุณ เขาว่าไว้
แม้จะไม่มีกระดาษวิจัยอะไรมาอ้างอิงให้
เพื่อนของผมในนี้ได้อ่าน แต่ผมก็เชื่อว่ามัน
(ผลเฉลี่ย)มีส่วนจริงมาโขทีเดียว
ด้วยระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบครึ่งคนของผม
และมีเวลาได้สำนึกในความคิดแค่เพียงไม่
กี่ปี่ ก็ยังเห็นด้วย ผมคิดว่าเพื่อนๆก็น่าลอง
แค่คิดไม่เสียหายอะไร
แล้วยังพาไปต่อด้วยว่า
หากเราอยากเป็นคนแบบไหน
ให้หาเพื่อนที่เราคลุกคลีด้วยให้เป็นแบบนั้น
สิบคนก็ได้ยิ่งดี
ต้องขอโทษทีครับ วันนี้มาห้าวห้วนไปหน่อย
สุขภาพใจอ่อนล้าแต่อยากเขียน
หวังว่า คงไม่ทำให้เพื่อนๆของผมกลาย
เป็นคนห้วนๆไปด้วย คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอก
ผมไม่ค่อยสนิทกับใคร ขนาดบางครั้งยังไม่
อยากรู้จักตัวเอง น่าเบื่อ(เขาว่า)
หลายหนที่เคยคิดเกลียดตัวเองแต่ไม่กล้า
คิดว่าบ้า เลยไม่เกลียดดีกว่า กลัวบ้าจริง
ซึ่งจริงๆนั้น รักตัวเองที่สุดต่างหาก....
ในวงเหล้าถามหา พงศกร เอ็ม อา เตี้ย
ในวงการกีฬากระดานไม้บอกเล่นมั้ยพี่?
ไม่ได้ทิ้งไป แค่ถอยค่าเฉลี่ยออกมาหว่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562
ผ่อนคันเร่ง
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับช่วงเทศ
กาลส่งท้ายปีเก่าและขึ้นปีใหม่ ตัวผมเอง
นั้นก็ไม่ได้มีอะไรมากมายเลยครับ ได้หยุด
นอนเอกเขนกกับครอบครัว พากันไปเที่ยว
นิดหน่อย แล้วก็มีกิจกรรมปิ้งย่างร่วมกันที่
บ้านก็เพียงพอแล้วครับ ไม่อยากไปไหน
ไกลๆ กลัวรถมันนัก
หลังจากที่เร่งเครื่องชนเป้าหมาย
ไปจนวันสุดท้ายของปี ก็ได้ทำให้เรียนรู้
อีกอย่างครับ การที่ผมตั้งเป้าใหญ่ไปเป็น
เรื่องที่ดีครับ ทำให้เราได้ก้าวข้ามขีดจำ
กัดของส่ิงต่างๆไปได้ ทั้งที่มันไม่น่าจะ
เป็นไปได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอะไรสัก
อย่าง มันไม่มีอะไรได้มาฟรีๆหรอกครับ
เรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องจริงอยู่เสมอ
ซึ่งผมต้องแลกสุขภาพขาทั้งสองข้างไป
ด้วยอาการบาดเจ็บเล็กน้อยถึงปานกลาง
ไม่ได้มากอย่างครั้งก่อนที่เดินไม่ได้ไป
เป็นสัปดาห์ ได้ทำให้ผมให้ความสำคัญ
กับกระบวนการที่ผู้อาบน้ำร้อนมาก่อนได้
กรุยทางไว้ให้แล้ว ซึ่งทุกวันนี้ก็หาได้ไม่
ยากเย็นอะไรเลย และสิ่งที่สำคัญที่สุด
คือความมีระเบียบวินัยครับ
ความมีระเบียบ วินัย เป็นพื้นฐาน
ที่สำคัญมากๆกับแทบทุกเรื่องที่เราอยาก
จะทำโดยมีเป้าหมาย มันช่วยให้เราไม่
ตกเหวลงไประหว่างเดินข้ามหุบแห่ง
ความปราถนา แม้หลายคนอาจจะคิดว่า
ไม่จำเป็น แต่เขาก็คงไม่ได้ยืนตรงที่จุด
สุงสุดของเอเวอร์เรสมาแล้วหนิครับ
ยิ่งฝันสูงเพียงใด วินัยยิ่งต้องมากตาม
ผมไม่เคยเห็นคนที่เค้าคว้าชัยมาครอง
ได้มาเพราะความฟลุก หมั่นฝึกซ้อม
อย่างมีวินัยเท่านั้น ที่นำพาเขาไปยืนรับ
รางวัลอย่างไม่ต้องสงสัย
ซึ่งระหว่างทางที่กำลังดำเนินไป
หาจุดที่ปราถนานี่แหละ เป็นจุดสำคัญ
ผมเคยมองไปข้างหน้าอย่างเดียวแล้ว
ดุ่มๆไปหามัน ผลคือพลาดอะไรไปมาก
เลยทีเดียวครับ ถึงที่หมายก็จริง แต่
ก็ต้องใช้พลังเยอะครับ ของพังก็มาก
ระหว่างทางควรมีการพักผ่อนหย่อนใจ
บ้าง เป็นการพักกายให้เหนื่อย พักใจ
ให้ได้รื้อฟื้นส่วนที่ขาดหายไปจากชีวิต
ให้มีชีวาอีกครั้ง เพื่อที่จะได้รีคัฟเว่อร์
มาเร่งไปอีกสนาม ซึ่งตอนนี้ผมก็ผ่อนคัน
เร่งของผมมาหลายวันแล้ว สะสมข้อมูล
ให้แน่เอียดอีกครั้ง เพื่อให้พร้อมลงไป
เร่งใหม่ในสนามหน้า และต่อไป
ต่อไป....
วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562
ปิดยอด
ขอกล่าวสวัสดีวันปีใหม่แก่ท่านผู้อ่านครับ
ผมเขียนเรื่องนี้ในตอนเช้าแรกของปีหกสอง
แต่จะขอเล่าถึงวันสุดท้ายในปีหกหนึ่ง
(เมื่อวานหมดแรงจริงๆครับ เลยนอนไว)
ขอเกริ่นอย่างนี้ก่อนครับ
อย่างที่หลายๆท่านได้รู้ว่าผมได้ตั้งเป้าหมาย
การวิ่งของผมก่อนสิ้นปีที่วิ่งให้ได้สิบกิโล
เมตรภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง ซึ่งสำเร็จไป
ตอนปลายเดือนพฤศจิกายนแล้ว ที่นี้ผมก็ได้
ตั้งใหม่เอาให้ไกลกว่าเดิมไปเลย แต่ไม่ได้
บอกกล่าวอะไรกับใครไว้เท่าไหร่
เป้าที่ตั้งใหม่ก็ถือว่าท้าทายในระดับที่ยังพอ
เป็นไปได้บ้าง ห้าสิบห้าสิบ คือวิ่งให้ได้ระ
ยะฮาฟมาราธอนก่อนสิ้นปี ซึ่งผมมีเวลา
ซ้อมน้อยมากๆ เพราะต้นเดือนธันวาคมผม
ก็ป่วยไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว ได้มาซ้อมจริงๆ
ก็แค่ระยะสิบเอ็ดกิโลเมื่อวันพุธที่ยี่สิบเจ็ด
นี่เอง
คืนก่อนวิ่ง ผมเตรียมเสื้อผ้าไว้ที่ข้าง
เตียงเพื่อที่ลุกมาแล้วจะได้ไม่ต้องมาค้นหา
ให้เสียเวลา กินยาคลายกล้ามเนื้อที่คุณ
หมอให้มาจากการบาดเจ็บคราวที่แล้วก่อน
นอนแต่การนอนนั้นกลับกลายเป็นว่าผม
หลับๆตื่นๆตลอดคืนเลย อาจจะเป็นเพราะ
ว่าเมื่อตอนหัวค่ำผมไปนั่งเล่นกับเพื่อนที่
บอร์ดช็อปมาแล้วก็กินน้ำอัดลมไปแก้วหน่ึง
ซึ่งมีคาเฟอีนที่ทำให้ร่างกายนอนหลับไม่
สนิทได้ หรือ อาจจะเป็นเพราะตื่นเต้น
กังวล ก็ได้ จนนาฬิกาปลุกเป็นประจำ
ตอนตีสี่ก็ดังขึ้นจึงได้ปิดและลุกออกไปล้าง
หน้าแปรงฟัน น้ำไม่อาบครับ แต่งตัวออก
ไปเลย ที่ลืมไม่ได้คือ หูฟัง(ไม่ได้เช็ค
แบตเลย)
อุณหภูมิเช้านี้ที่สระบุรีเป็นใจให้สุดๆ
ไปเลยครับ มีลมหนาวเข้ามาพอดี ทำให้
เจ้าเซนเซอร์ของรถแจ้งที่หน้าจอว่ายี่สิบ
สององศาฯ ระหว่างทางที่ขับไปไม่ต้อง
เปิดเคร่ืองปรับอากาศเลยครับ ปรับแค่
ปุ่มปล่อยลมให้เข้ารถแทนก็พอ
เมื่อถึงสนามกีฬาจังหวัด ก็พบว่าพอมีผู้คน
ออกมาว่ิงและเตรียมตัวว่ิงได้หลายคนแล้ว
ผมไปถึงประมาณตี่สี่ครึ่ง แล้วก็ยืดเหยียด
เส้น ต่อด้วยเดินวอร์มอัพ ระหว่างนั้นก็
เตรียมขวดน้ำไปวางที่เก้าอี้ข้างทางไว้
พออัตตราการเต้นของหัวใจขึ้นมาถึง
ร้อยนิดๆผมก็เริ่มวิ่งแล้วครับ ระหว่างนั้น
มีชุดนักวิ่งเสื้อเหลืองทะยอยกันมารวมตัว
กัน ห้ากิโลเมตรแรกผ่านไปแบบชิลๆครับ
เพซหกต้นๆ เมื่อถึงกิโลที่เจ็ดเท่านั้นแหละ
ครับ อาการเจ็บหัวเข่าขวาเริ่มกลับมา
เยือนอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งมาเยี่ยมไป
เมื่อวันพุธที่ผ่านมานี่เอง จากนั้นจึงได้
เริ่มชะลอความเร็วลงมาที่หกครึ่งและ
ก็ไม่ปล่อยให้กระหายน้ำด้วยการเข้า
ข้างทางแวะจิบน้ำจากขวดที่ได้เอามา
วางไว้ ชาวคณะเสื้อเหลืองก็รวมกลุ่ม
ว่ิงกันไปเรื่อย ผมก็วิ่งแซงเค้าไปหลาย
รอบล่ะ ซึ่งตอนประมาณกิโลฯที่สิบเป็น
ต้นไป มันเริ่มมาแล้วครับ ความคิดของ
เจ้าตัวปัญหาที่เป็นอุปสรรคของใคร
หลายๆคน มันจะคอยมาคุยกับเราว่า
เรามัวทำอะไรอยู่ เหนื่อยนะ เจ็บขานะ
ฝืนวิ่งไปจะกลายเป็นบาดเจ็บนะ ซึ่งเจ้า
ตัวนี้แหละที่หลายๆคนยอมพ่ายแพ้ให้กับมัน
เจ้าความคิดตัวนี้แหละที่ชอบทำให้เรา
ไปไม่ถึงฝั่งฝันสักที ความคิดนี้แหละที่ผม
พยายามจะฝึกฆ่ามันให้ได้ทุกครั้งที่มันย่าง
เข้ามาปั่นให้ไขว้เขว
ผมทำเป็นไม่สนใจมัน โดยการฟัง
พอดคาสท์ที่เปิดไว้อย่างตั้งใจที่จะจับเอา
เนื้อหาของรายการ ตรงนี้ช่วยได้เยอะ
พอเราไม่ไปคิดตามมันที่มันบอก มันก็จะ
หายไป แต่สักพักพอสติเราหลุดออกจาก
ที่เดิม มันก็จะกลับมาอีกครับ มันไปๆมาๆ
อยู่กับผมจนเกือบกิโลฯสุดท้ายเลยหล่ะ
แต่ผมกับเยอะเย้ยมันกลับไปตอนกิโลฯที่
สิบห้าด้วยการวาดภาพตอนผมวิ่งจบแล้ว
ไว้ในหัวแล้วก็ยิ้มเยาะมันว่า "กูทำได้"
"กูไม่แพ้มึงหรอก" แล้วก็วิ่งต่อไป
แม้ความรู้สึกของขานั้นจะเจ็บเพียงใด
ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ผมก้าวต่อ
ไปคงเป็นความมุ่งมั่นและจิตใจที่ไม่ยอม
ย่อท่อมั้งครับ ไม่ก็บ้า อย่างที่ใครๆว่าไว้
รอบสุดท้ายแดดออกแล้ว ผมยิ้มให้
กับตัวเอง มองอะไรก็ดูเป็นภาพสวยงาม
ไปหมด แม้จะเหนื่อยแค่ไหน ผมขอบคุณ
ร่างกายตัวเอง ที่ยอมให้จิตใจได้ใช้ทด
สอบความมานะบากบั่นของมัน
เอาไว้ปีหน้าครับ เรามาใหม่ เป้าใหม่
ฟูลคงไม่ไกลเกินหัวใจ แต่ขอไปเตรียม
ร่างกายก่อนครับ แล้วจะมาอวดอีกครั้ง
ขอปิดยอดปีหกหนึ่งเพียงเท่านี้
สวัสดีครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)



