วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562

ปิดยอด



ขอกล่าวสวัสดีวันปีใหม่แก่ท่านผู้อ่านครับ
ผมเขียนเรื่องนี้ในตอนเช้าแรกของปีหกสอง
แต่จะขอเล่าถึงวันสุดท้ายในปีหกหนึ่ง
(เมื่อวานหมดแรงจริงๆครับ เลยนอนไว)

    ขอเกริ่นอย่างนี้ก่อนครับ
อย่างที่หลายๆท่านได้รู้ว่าผมได้ตั้งเป้าหมาย
การวิ่งของผมก่อนสิ้นปีที่วิ่งให้ได้สิบกิโล
เมตรภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง ซึ่งสำเร็จไป
ตอนปลายเดือนพฤศจิกายนแล้ว ที่นี้ผมก็ได้
ตั้งใหม่เอาให้ไกลกว่าเดิมไปเลย แต่ไม่ได้
บอกกล่าวอะไรกับใครไว้เท่าไหร่
เป้าที่ตั้งใหม่ก็ถือว่าท้าทายในระดับที่ยังพอ
เป็นไปได้บ้าง ห้าสิบห้าสิบ คือวิ่งให้ได้ระ
ยะฮาฟมาราธอนก่อนสิ้นปี ซึ่งผมมีเวลา
ซ้อมน้อยมากๆ เพราะต้นเดือนธันวาคมผม
ก็ป่วยไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว ได้มาซ้อมจริงๆ
ก็แค่ระยะสิบเอ็ดกิโลเมื่อวันพุธที่ยี่สิบเจ็ด
นี่เอง

    คืนก่อนวิ่ง ผมเตรียมเสื้อผ้าไว้ที่ข้าง
เตียงเพื่อที่ลุกมาแล้วจะได้ไม่ต้องมาค้นหา
ให้เสียเวลา กินยาคลายกล้ามเนื้อที่คุณ
หมอให้มาจากการบาดเจ็บคราวที่แล้วก่อน
นอนแต่การนอนนั้นกลับกลายเป็นว่าผม
หลับๆตื่นๆตลอดคืนเลย อาจจะเป็นเพราะ
ว่าเมื่อตอนหัวค่ำผมไปนั่งเล่นกับเพื่อนที่
บอร์ดช็อปมาแล้วก็กินน้ำอัดลมไปแก้วหน่ึง
ซึ่งมีคาเฟอีนที่ทำให้ร่างกายนอนหลับไม่
สนิทได้ หรือ อาจจะเป็นเพราะตื่นเต้น
กังวล ก็ได้ จนนาฬิกาปลุกเป็นประจำ
ตอนตีสี่ก็ดังขึ้นจึงได้ปิดและลุกออกไปล้าง
หน้าแปรงฟัน น้ำไม่อาบครับ แต่งตัวออก
ไปเลย ที่ลืมไม่ได้คือ หูฟัง(ไม่ได้เช็ค
แบตเลย)

    อุณหภูมิเช้านี้ที่สระบุรีเป็นใจให้สุดๆ
ไปเลยครับ มีลมหนาวเข้ามาพอดี ทำให้
เจ้าเซนเซอร์ของรถแจ้งที่หน้าจอว่ายี่สิบ
สององศาฯ ระหว่างทางที่ขับไปไม่ต้อง
เปิดเคร่ืองปรับอากาศเลยครับ ปรับแค่
ปุ่มปล่อยลมให้เข้ารถแทนก็พอ
เมื่อถึงสนามกีฬาจังหวัด ก็พบว่าพอมีผู้คน
ออกมาว่ิงและเตรียมตัวว่ิงได้หลายคนแล้ว
ผมไปถึงประมาณตี่สี่ครึ่ง แล้วก็ยืดเหยียด
เส้น ต่อด้วยเดินวอร์มอัพ ระหว่างนั้นก็
เตรียมขวดน้ำไปวางที่เก้าอี้ข้างทางไว้

   พออัตตราการเต้นของหัวใจขึ้นมาถึง
ร้อยนิดๆผมก็เริ่มวิ่งแล้วครับ ระหว่างนั้น
มีชุดนักวิ่งเสื้อเหลืองทะยอยกันมารวมตัว
กัน ห้ากิโลเมตรแรกผ่านไปแบบชิลๆครับ
เพซหกต้นๆ เมื่อถึงกิโลที่เจ็ดเท่านั้นแหละ
ครับ อาการเจ็บหัวเข่าขวาเริ่มกลับมา
เยือนอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งมาเยี่ยมไป
เมื่อวันพุธที่ผ่านมานี่เอง จากนั้นจึงได้
เริ่มชะลอความเร็วลงมาที่หกครึ่งและ
ก็ไม่ปล่อยให้กระหายน้ำด้วยการเข้า
ข้างทางแวะจิบน้ำจากขวดที่ได้เอามา
วางไว้ ชาวคณะเสื้อเหลืองก็รวมกลุ่ม
ว่ิงกันไปเรื่อย ผมก็วิ่งแซงเค้าไปหลาย
รอบล่ะ ซึ่งตอนประมาณกิโลฯที่สิบเป็น
ต้นไป มันเริ่มมาแล้วครับ ความคิดของ
เจ้าตัวปัญหาที่เป็นอุปสรรคของใคร
หลายๆคน มันจะคอยมาคุยกับเราว่า
เรามัวทำอะไรอยู่ เหนื่อยนะ เจ็บขานะ
ฝืนวิ่งไปจะกลายเป็นบาดเจ็บนะ ซึ่งเจ้า
ตัวนี้แหละที่หลายๆคนยอมพ่ายแพ้ให้กับมัน
เจ้าความคิดตัวนี้แหละที่ชอบทำให้เรา
ไปไม่ถึงฝั่งฝันสักที ความคิดนี้แหละที่ผม
พยายามจะฝึกฆ่ามันให้ได้ทุกครั้งที่มันย่าง
เข้ามาปั่นให้ไขว้เขว

    ผมทำเป็นไม่สนใจมัน โดยการฟัง
พอดคาสท์ที่เปิดไว้อย่างตั้งใจที่จะจับเอา
เนื้อหาของรายการ ตรงนี้ช่วยได้เยอะ
พอเราไม่ไปคิดตามมันที่มันบอก มันก็จะ
หายไป แต่สักพักพอสติเราหลุดออกจาก
ที่เดิม มันก็จะกลับมาอีกครับ มันไปๆมาๆ
อยู่กับผมจนเกือบกิโลฯสุดท้ายเลยหล่ะ
แต่ผมกับเยอะเย้ยมันกลับไปตอนกิโลฯที่
สิบห้าด้วยการวาดภาพตอนผมวิ่งจบแล้ว
ไว้ในหัวแล้วก็ยิ้มเยาะมันว่า "กูทำได้"
"กูไม่แพ้มึงหรอก" แล้วก็วิ่งต่อไป
แม้ความรู้สึกของขานั้นจะเจ็บเพียงใด
ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ผมก้าวต่อ
ไปคงเป็นความมุ่งมั่นและจิตใจที่ไม่ยอม
ย่อท่อมั้งครับ ไม่ก็บ้า อย่างที่ใครๆว่าไว้

    รอบสุดท้ายแดดออกแล้ว ผมยิ้มให้
กับตัวเอง มองอะไรก็ดูเป็นภาพสวยงาม
ไปหมด แม้จะเหนื่อยแค่ไหน ผมขอบคุณ
ร่างกายตัวเอง ที่ยอมให้จิตใจได้ใช้ทด
สอบความมานะบากบั่นของมัน
เอาไว้ปีหน้าครับ เรามาใหม่ เป้าใหม่
ฟูลคงไม่ไกลเกินหัวใจ แต่ขอไปเตรียม
ร่างกายก่อนครับ แล้วจะมาอวดอีกครั้ง
ขอปิดยอดปีหกหนึ่งเพียงเท่านี้

สวัสดีครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น