วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568

งานที่สูญเปล่า

 


เคยไหม..งานที่ตั้งใจทำ
ทั้งใช้ความพยายาม
ค้นหาข้อมูลต่างๆ
ใช้เวลาและพลังชีวิตไปมากมาย
กลับถูกปฎิเสธอย่างง่ายดาย

คล้ายกับว่า ที่ทำมานั้นสูญเปล่า

ผมเชื่อว่าคนหลายๆคนคงต้องเจอ
เหตุการณ์แบบนี้มาบ้าง

และยิ่งเจอมากเท่าไหร่
ก็ยิ่งมีความหมายต่อชีวิตมากขึ้นเท่านั้น

ในตอนแรกนั้น
ความรู้สึกคล้ายกับโลกที่พังทลายลง
ความตั้งใจทั้งหลายแหล่ถูกดูดกลืนลงไป
เพียงแค่ชั่วพริบตา

แต่พอเวลาผ่านไป
ความคิดต่างๆเริ่มวิเคราห์แยกแยะ

บางความคิดดึงให้เรา
มดิ่งลงไปกับปัญหา

บางความคิดผลักดันให้เรา
ก้าวต่อไปข้างหน้า

เรา ซึ่งเป็นผู้เลือก และ กำหนดชะตาชีวิต
ของเราเองว่าจะก่นด่าสิ่งรอบกาย
หรือ มอบความรักทั้งหมดทั้งมวลให้ตัวเอง

แล้วเดินหน้าต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568

คนเยอะปัญหาแยะ

 


    ผมเองมีกลุ่มเพื่อนๆอยู่ไม่กี่กลุ่ม
ที่สนิทแนบแน่นตั้งแต่ประถม,มัธยม
ก็เหลือเพียงแค่ไม่กี่คนแล้วเท่านั้น
ที่ยังไปมาหาสู่กันอยู่ไม่ขาดปี

    เหล่าเพื่อนสมัย มหา'ลัย
ก็ยังพอมี เจอกันปีละไม่กี่ครั้ง

เพื่อนที่ทำงานก็แทบไม่เหลือ
เพราะเปลี่ยนงานบ่อย
อยู่ที่ไหนไม่ได้เกินสามสี่ปีเท่านั้น

ทุกวันนี้ที่เจอกันอยู่เป็นประจำก็เหลือเพียง
เพื่อนที่ชักชวนผมไปขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยกัน
อาจจะเพราะยังขี่อยู่ด้วยกระมัง

หากไม่ได้ขี่แล้วสักวันก็คงเจอกันน้อยลง...

"คนยิ่งเยอะ ปัญหายิ่งเยอะตาม"

เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องจริงมากทีเดียว
ตัวอย่างง่ายๆแค่แฟนกัน
มีกันแค่สองคนยังทะเลาะกันได้
นับประสาอะไรกับแก็งค์เพื่อนนับสิบๆคน

สำหรับผมแล้ว 
ผมไม่ค่อยมีปัญหาอะไรกับใครนัก

หรือว่าเขามีกับผมแล้วผมไม่รู้ตัว
ก็ไม่ทราบได้ ฮ่าๆๆ

ผมจึงไปไหนมาไหนตัวคนเดียวได้อย่าง
ไม่ค่อยเคอะเขินสักเท่าไหร่

อยากไปหาเพื่อนคนไหนก็ขี่รถไป
ไปหามัน น่ังคุยกัน ดื่มกัน
พอเรียกเสียงหัวเราะมากลบความคิดอื่นๆ
ได้อย่างสบายใจ เสร็จแล้วก็กลับ

ไม่มีอะไรค้างคา
ไม่เคยเอาเรื่องของอีกคนหนึ่ง
ไปเล่าให้อีกคนหนึ่งฟัง

อย่างมากก็แค่ถามไถ่ถึงทุกข์สุขของคนที่
ไม่ค่อยได้เจอหน้านานๆ

น้อยนักที่จะเอาเรื่องทุกข์คนอื่นมาใส่ใจ
เพราะถือว่าเป็น
"เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของกู"

กลับไปเปิดดูข้อความของเพื่อนกลุ่มใหญ่
แล้วก็ได้แต่ถอนใจ

มากคนมากความ

บางที ออกไปตามหาความสบายใจ
เรียกเสียงหัวเราะแค่คนสองคน
ก็เพียงพอแล้ว

สุขได้เหมือนกัน

ไม่ต้องเยอะก็ได้

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ราคาทองวันนี้

 


เห็นราคาทองคำช่วงนี้แล้วก็คิดอยากจะให้
ตัวเองนั้นมีเก็บไว้บ้างสักสิบยี่สิบบาท...

รอไว้ราคาถึงบาทละแสนก่อน ค่อยขาย..

ทองคำอาจจะแพงขึ้นไปอีก...

    ไม่ว่าจะมีความคิดเห็นกันอย่างไร
ผมคนนึงที่ไม่สามารถออกความเห็นกับเรื่อง
นี้ได้

เนื่องด้วยอันดับแรก ตัวเองก็ไม่เคยคิดที่
จะซื้อหาทองคำมาเก็บไว้เป็นสมบัติอะไร
เพียงแค่คิดว่า ของที่เราซื้อมานั้น หากมัน
ถูกซื้อมาเอาไว้ดูเล่นเฉยๆ ใช้งานไม่ได้
ก็ไม่อยากจะซื้อมัน

ประกอบกับเป็นคนที่ไม่ชอบใส่เครื่องประดับ
ราคาแพง ไม่ชอบความสวยงาม
วิบวับแวววาวอะไรทำนองนี้

รวมกันด้วยประการฉะนี้
ผมจึงไม่มีทองคำเก็บไว้กับเขา 
ซึ่งจริงๆตอนนี้ก็อยากจะมีสักก้อนสองก้อน
เผื่อเปลี่ยนเป็นเงินล้านได้เร็วทันความโลภ
ของตัวเอง

แต่อย่างไรเสีย
ใครเล่าจะรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
เราไม่ได้มีอำนาจอะไรที่จะไปสั่งนู่นนี่
เหมือนประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่
ที่คอยกำหนดชะตาไพร่ฟ้าประชาโลกเขา

เพียงแค่ดำรงชีวิตไปตามความสามารถที่มี
กับสิ่งที่พอจะทำได้ไปเรื่อยๆ
มีความคิดความฝันบ้าๆบอๆ
มีเป้าหมายเล็กน้อยให้ไล่ตามบ้าง
ไม่ต้องไปถึงวัยรุ่นพันล้านก็ได้

แค่ยังมีลมหายใจตอนนี้
ก็นับว่าโชคดีมากๆแล้วครับ

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568

หลังจากเรื่องวันนั้น

 


    หลังจากโพสต์เรื่องยืมเงิน
(อีกเวอร์ชั่นหนึ่ง)ลงไปที่สื่อโซเชี่ยล

เพื่อนๆต่างหลังไหลเข้ามาให้ข้อมูลของ
ผู้ที่ก่อกรรมทำเหตุครั้งนี้อย่างแน่นหนา

    เนื่องด้วยมีผู้ "หวังดี" ต่อเพื่อน
แต่กลับกลายเป็นฝ่าย "เสียหาย" เอง
มากเอาการ

จึงเป็นที่มาของความคิดในวันนี้ ตอนนี้

    การที่คนๆนึงตัดสินใจทำอะไรลงไปนั้น
ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น
การถูกเลี้ยงดู สังคม เพื่อน สิ่งแวดล้อม ฯ

แล้วอะไรที่ทำให้ผมสงสัยในพฤติกรรมสุด
แปลกแหวกแนวของเพื่อนคนดังกล่าว
ที่สามารถใช้ชีิวิตอยู่มาเป็นสิบๆปี

ด้วยการไม่ทำงาน และ ใช้ความสงสาร
เมตตาจากคนรู้จักเป็นแหล่งประทังชีวิตหลัก

    คำถามในหัวทำให้ผมนึกหน้าตอนที่มัน
ยิ้มแย้มแจ่มใสครั้งวัยเยาว์

ในตอนที่การทดลองยาเสพติดต่างๆ
เป็นแค่เรื่องสนุกสนานชั่วคราว

เราหัวเราะร่า เล่นสนุกสนาน กินดื่มกัน
อย่างวัยอยากรู้อยากเห็นตามปกติ

ใครจะรู้ว่าหลายปีผ่านไป

มันกลับไปหาสิ่งที่ทำให้คนนั้น
แทบจะไม่กลายเป็นคน อย่างทุกวันนี้
ความรู้ ความสามารถที่เคยมีมา
ถูกสารบางอย่างทำลายทิ้งไปสิ้นหรือไร

ผมรู้ว่าการเลิกสิ่งเสพติดนั้นยากมากๆ
แต่ก็ใช่ว่าไม่มีทางเลิก

ผมสงสัยในความคิดของมันจริงๆว่า
ที่สุดแล้ว
มึงต้องการอยู่แบบนี้ไปตลอดจริงๆหรอว่ะ

ไม่มีใครดึงคนเหล่านี้ออกมาจากหลุมนรกได้
จริงๆหรอ

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ยืมเงิน

 



คุณเคยถูกขอยืมเงินไหม?

หากเคยให้ยืมเงิน แล้วเคย ผิดนัดชำระ
หรือ ไม่ยอมชำระคืน

เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นประจำ
ไม่ว่าจะกับเพื่อนเรา หรือกับตัวเราเอง
เรายังคงเห็นโพสต์คำคมเกี่ยวกับการยืม
เงินอยู่มาถึงทุกวันนี้

ย้อนกลับไปสมัยเด็กที่เราไม่ค่อยมีเงินหรือ
อาจจะมีไม่มากพอที่จะซื้ออะไรสักอย่าง

ความอดทนอดกลั้นในความอยากได้และ
อยากมีนั้น เราถูกฝึกมาอย่างไร?

หากเราต้องได้ ในสิ่งที่ต้องการอยู่บ่อยๆ
เท่ากับว่า เราถูกสอนให้ตามใจตัวเอง

หากบ่อยเกินจนทำให้ตัวเองคิดว่า
ฉันอยากได้อะไรก็ต้องได้สิ่งนั้นมา
จนกลายเป็นนิสัยติดตัวเมื่อเติบโตขึ้น

เมื่อเราอยากได้ แล้วไม่มีความอดทน
ไม่มีส่วนใดของนิสัยคอยฉุดรั้งยั้งคิดให้
คอยทบทวนว่า
"เราอยากได้สิ่งๆนั้นจริงๆหรือไม่"
หรือว่า หากได้มาด้วยวิธีที่สร้างความเดือด
ร้อนให้กับตัวเอง หรือ ผู้อื่นแล้ว
แบบนั้นจะดีหรือ

พอไม่ทันคิดให้รอบคอบ
ไม่ตรวจสอบส่วนลึก ก็ด่วนตัดสินใจลงไป
ได้สิ่งนั้นมาครอบครอง
ผ่านการกู้ยืมบ้าง
ผ่านบัตรอำนวยความสะดวกต่างๆบ้าง
ทำให้การได้มาของสิ่งเหล่านั้นช่างแสน
"ง่ายดาย"

และความง่ายนี่เองที่ทำให้คนบางคน
ชักหน้าไม่ถึงหลัง
ติดกับดักวังวนทางการเงิน
ต้องแบกหน้ากู้หนี้ยืมสินคืนอื่นให้เขาลำบากใจ
กังวลว่ากลัวจะไม่ใช้คืน

หากบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้
ก็กลัวจะถูกนินทาว่าร้ายซ้ำเติม
แทบจะทลายความสัมพันธ์ที่เคยมีกันมาก่อน

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ย้อนแย้ง

 


ผมเคยถามกับตัวเองว่า "ทำไมไม่เขียนงาน
ให้มันดีๆแบบที่เขาทำกันออกมา?"

อยากจะตอบ และ ตบ ตัวเองเหมือนกัน
ถ้ามันง่ายขนาดนั้น คนอื่นๆเขาก็ทำไปนานแล้ว
และอีกมุมหนึ่ง ถ้ามีความพยายามหรือตั้งใจ
มากพอ ก็คงคิดหาวิธีทางทำให้มันได้นั่นแหละ

อีกใจหนึ่งก็สอดเข้ามากระทันหันเนื่องจาก
ความกลัวที่จะต้องรับผิดชอบอะไรมากขึ้น
ราวกับพนักงานทั่วไปที่ถูกดันส่งให้ขึ้นไปเป็น
หัวหน้างาน รับผิดชอบอะไรต่อมิอะไรให้กับ
องค์กร

"ใครๆก็อยากมีชื่อเสียง"
นั่นคล้ายคลึงกับส่วนประกอบห้าขั้นของนักจิต
ระบือนามชาวอเมริกันว่า มาสโลว์
บางจังหวะผมก็อยากให้เป็นแบบนั้น
มีชื่อ โด่งดัง เป็นที่รู้จัก

อีกบางจังหวะก็อยากหลีกหนีสังคมที่สัปสน
ชอบที่จะเป็นคนธรรมดาอยู่อย่างเงียบๆ
เดินทางไปไหนมาไหนแบบปกติ
(ก็เป็นอยู่แล้วมั้งข้อนี้)

นี่แหละครับความย้อนแย้งของตัวเองที่บอกว่า
อยากจะตอบ และ ตบ ตัวเองในเวลาเดียว
กัน

มันคงเป็นความโลเลแบบนี้เอง ที่อาจจะยัง
ทำให้คนๆนึงติดกับดักทางความคิด แล้วก็ย่ำ
อยู่ตรงนี้ ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปไหนทาง
ยอมให้สิ่งใหม่ๆเข้ามาได้ไม่นาน
แล้วก็กลับมาสู่ทางแยกเดิม ที่คิดว่าจะลอง
เดินไปทางไหนอีกสักทาง

และอีกคำถามมากมายที่ไร้คำตอบกองอยู่ที่
แยกใดแยกหนึ่ง

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568

อาสาสมัคร 4

 


    มันคงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นนิดหน่อย
สำหรับการเดินทางไปบนเส้นทางที่เรา
ไม่คุ้นชิน

และมันอาจจะแปรเปลี่ยนเป็น
"วิตกกังวล" สำหรับส่ิงที่เราไม่รู้ใน
อนาคตว่าจะต้องพบเจอกับอะไร

ยิ่งเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้แล้ว ยิ่งมากขึ้น

เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งสำหรับจิตใจก็คือ
"ความมั่นคง"

แม้ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
เพียงใด หากเราควบคุมจิตใจให้แน่วแน่
มั่นคงได้

มันก็คงกลายเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่จะกลาย
เป็นสิ่งที่ธรรมดาไปสักวันหนึ่ง

และกลับกัน

ความหวาดหวั่นในใจอาจสร้างความทุกข์ทวี
ให้กับคนผู้นั้น

หากสถานการณ์ตรงหน้านั้นเกิดขีดจำกัด
ในการรับมือ

เส้นทางข้างหน้าในการเดินทางไปครั้งนี้
ถือเป็นครั้งแรกสำหรับผม

ไม่มีข้อมูล ไม่รู้ตำแหน่ง
ไม่รู้ว่าทางนั้นจะเป็นอย่างไร

แล้วยิ่งต้องแบกภาระรับผิดชอบความปลอดภัย
ของผู้โดยสารอีกเล่า

มันช่างเป็นเรื่องที่สร้างความอึดอัดใจ
ให้ต้องรู้สึกร้อนรนอยู่ไม่น้อย

แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นแค่ความรู้สึกอย่างหนึ่ง
ที่ต้องเกิดขึ้นกับมนุษย์ทั่วไปมิใช่หรือ

"แล้วมันก็จะผ่านไป"
ผมชอบปลอบประโลมผู้อื่นด้วยคำทำนองนี้
อยู่บ่อยๆ

แต่กับตัวเองในเวลานั้น
ความมั่นคงกล้าแกร่งของผมคงยังไม่พอ

ผมยังคงรู้สึกประหม่าเหมือนกับเด็กน้อย
ที่ถูกปล่อยให้เข้าไปในโรงเรียนใหม่
ครั้งแรกเพียงลำพัง

จนกว่าเส้นทางนั้นจะปรากฎขึ้นแก่สายตา
ว่ามันไม่น่ากลัวอะไรอย่างที่สมองเรา
ชอบคิดไปล่วงหน้าก่อนเลย

เสียงผู้ร่วมเดินทางบ่งบอกถึงความตื่นเต้น
สนุกสนาน

ความทุกข์ทรมานของใจที่ย่อมหวงของ
เป็นธรรมดาส่งเสียงอยู่ในความรู้สึก
หลังจากเหล่าบรรดากิ่งไม้แห้ง กิ่งไผ่
ข้างทางส่งเสียงขูดขีดด้านข้างรถได้อย่าง
บาดลึกลงไปในใจ

ผมบอกตัวเองว่า
รถบรรทุกออฟโรดบุกป่าฝ่าดงไปตามเส้นทาง
ธรรมชาติมันก็ต้องเป็นเช่นนี้

แม้จะไม่ได้เตรียมใจมาก่อนก็ตาม
แต่การปรับความคิดได้อย่างรวดเร็ว
ยามเจอปัญหา(ที่คิดเอาเองว่ามันเป็นปัญหา)
ก็ถือว่าเป็นทักษะอีกแบบหนึ่งที่จะทำให้ชีวิต
ของเรามีความสุขอย่างง่ายดายได้มากขึ้น

จุดแรกเราบุกป่าขึ้นเขาไปตามเส้นทางที่เหล่า
คณะผู้จัดได้ถากถางทำทางไว้แล้วพอประมาณ

จากนั้น ก็พากันเดินทางต่อไปยังจุดที่สอง
ซึ่งถือว่าเป็นเส้นทางที่รถขับเคลื่อนสี่ล้อยังพอ
เดินทางไปได้โดยไม่ลำบากมากนัก

แต่รถขับเคลื่อนล้อหน้าผมคิดว่าหมดสิทธิ์

เด็กๆส่วนใหญ่สนุกสนานกับการเดินเท้า
ในระยะทางเกือบกิโลเมตรจากจุดแรก
ไปยังจุดที่สอง

การขึ้นไปเรียนรู้การอนุรักษ์ป่าที่ยอดเขา
ได้มองเห็นมุมมองที่เป็นของจริง

ผมว่า...
ต่อไปให้นำภาพถ่ายมาให้ดูสักกี่มุม
หรือ บรรยายอย่างละเอียดแค่ไหน
ยังไงก็ไม่เหมือนการเดินทางไปยังสถานที่จริง

แม้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568

อาสาสมัคร 3

 


    การเตรียมความพร้อมสำหรับกิจกรรม
ครั้งใหม่นี้ถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็น
อะไรมากมายนัก

เพียงแค่การขับรถขึ้นเขาโดยมีเหล่าเยาวชน
และผู้ดูแลนั่งอยู่ที่ด้านหลังเพียงเท่านั้น
(ก็เท่านั้นแหละที่ต้องปลอดภัย)

สภาพของรถยนต์อายุงานราวแสน กม.นิดๆ
ถือว่ายังอยู่ในระยะที่ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร
มากมายนัก

ยิ่งเป็นรถสัญชาติญี่ปุ่นด้วยแล้ว
เรียกว่าวางใจได้เลย
อาการงอแงหรือเกิดเหตุอะไรขึ้นกลางทาง
ให้ต้องเสียงานการนั้นมีโอกาสน้อยมากจริงๆ

ทำความสะอาดพื้นที่ด้านหลังรถที่มักจะเกรอะ
กรังไปด้วยเศษฝุ่นและมีวัสดุวางระเกะระกะ
อยู่เป็นประจำ

จัดระเบียบข้าวของภายในรถให้เข้าที่ทาง
เพื่อให้เบาะนั่งด้านหน้า ได้ทำหน้าที่ของมัน
อย่างที่ควรจะเป็นได้อีกครั้ง
มิใช้เพียงแค่ที่วางของ

เพียงเท่านี้ก็ถือว่าพร้อมแล้วสำหรับกิจกรรม
ข้างหน้า

สองสาวเจ้าที่ถูกบังคับให้เข้าร่วมโดยมิได้
สมัครใจด้วยตนเองมาก่อน
ก็มิได้มีทีท่าว่าจะขัดแต่อย่างใด
เพียงแค่บ่นกระปอดกระแปดบ้างตามภาษา

เช้านั้นเราเร่งเดินทางเพื่อไปให้ถึงสถานที่
นัดหมายภายในเวลาที่ทางเจ้าของงาน
ได้แจ้งไว้

เมื่อไปถึงสถานที่ก็พบเจ้าหน้าที่ที่จัดงาน
สามสี่คนกับกลุ่มเด็กๆอีกสองสามคน

จากนั้นไม่นาน
ก็มีผู้คนทะยอยเดินทางมาสมทบมากขึ้นเรื่อยๆ

เสื้อกิจกรรมถูกแจกจ่ายให้แก่เด็กๆ
ที่เข้าร่วมงานสวมใส่

อาหารเช้าสำหรับผู้ที่เร่งรีบเดินทางมา
โดยมิทันบรรจุอาหารเข้าร่างกายนั้น
ทางผู้จัดก็มีซาลาเปาเผื่อมาไว้ให้ด้วย

มองดูแล้วเป็นการเตรียมงานที่มีการวางแผน
มาพอสมควร

รายการต่อไปก็เป็นการเตรียมตัว
เดินทางขึ้นเขาครับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568

อาสาสมัคร 2

 


จนกระทั่งเมื่อปลายเดือนก่อนครับ...

ข้อความทางแอพไลน์ก็เด้งขึ้นมาจากพี่เต๋อ

ใจความว่า เสาร์ที่จะถึงนี้ว่างไหม
ต้องการรถอาสาฯช่วยขนย้ายเด็กๆขึ้นไป
บนเขาทำกิจกรรมปลูกป่าที่มวกเหล็ก

พร้อมกันนั้นก็ส่งเส้นทางที่ถูกถ่ายจากหน้า
รถในรูปแบบวิดีโอมาให้ดูประกอบ

ด้วยความที่ไม่ไกลจากบ้านเกินไปนัก
ประกอบกับอยากหากิจกรรมให้เด็กๆทำ
มากกว่าต้องมีพี่ครูหรือพี่เลี้ยงที่เป็นอะไร
ก็ไม่รู้ในโลกอินเทอเน็ต
จึงทำการตอบรับไปพร้อมกับขอพาสองสาวไป
ร่วมทำกิจกรรมด้วย

หลังจากที่ลงทะเบียนในระบบ
พร้อมกับตกปากรับคำกับพี่เต๋อไปแล้วก็ได้เริ่ม
เกริ่นกับสองสาวเจ้าว่า วันเสาร์ที่กำลังจะ
ถึงนี้ จะพาไปทำกิจกรรมปลูกป่า

สีหน้างุนงงในความหมายที่ไม่เข้าใจ
ว่าทำไมเราต้องปลูกป่า และ การปลูกป่า
คือการทำอะไร ที่ไหน ยังไง

กว่าจะอธิบายเพื่อหว่านล้อมให้ความ
เคลือบแคลงสงสัยนั้นบรรเทา
เผื่อไปอีกว่าจะกระตุ้นความอยากรู้
ในกิจกรรมที่ว่า ก็เล่นเอาผู้ไม่ค่อยสันทัด
เกือบจนมุมไปที่ปลายยก

ว่ากันว่า หรือ จะให้ฟังดูแล้วมันสมจริงคือ
ที่ผ่านๆมาจากประสบการณ์
การเตรียมตัวก่อนเดินทางไป แม้กระทั่ง
ระหว่างทางที่กำลังจะไปยังจุดหมายนั้น
มีคุณค่าไม่แพ้ปลายทาง

หรือบางครั้ง...

เราอาจจะจำมันได้มากกว่าการได้ไปถึง
สถานที่นั้นๆเสียด้วยซ้ำ

ปลายทางครั้งนี้
ผมจึงไม่ยอมเผลอไผลปล่อยให้เวลา
ระหว่างทางที่กำลังไหลเอื่อยอยู่
ผ่านไปอย่างคว้าอะไรไว้ไม่ได้

ต้องคอยหมั่นพูดคุยถึงการเตรียมตัวบ้าง
ความรู้ต่างๆเกี่ยวกับเรื่องต้นไม้บ้าง

แต่กระนั้น มันก็ยังทำให้เด็กจิ๋วตัวน้อย
เกิดความกระตือรือร้นมีความอยากไป
แบบออกหน้าออกตาไม่ได้

แถมยังเอ่ยออกมาอีกว่า "ไม่อยากไป"

แต่จะให้ทำยังไงได้หล่ะ
งานนี้ต้องดำเนินต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568

อาสาสมัคร 1

 


หลายเดือนก่อนครับ....


ขณะนั้นยังทำงานอยู่แถวๆอำเภอมวกเหล็ก

เป็นประจำแทบทุกวัน


ซึ่งเป็นปกติสำหรับมื้ออาหารเที่ยงก็คงหนีไม่พ้น

ร้านอาหารในละแวกนั้น


วนกินสลับสัปเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ

ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวหมู,เนื้อ

ส้มตำ อาหารตามสั่ง ข้าวขาหมู ราดหน้า

ข้าวหมกไก่ บะหมี่แห้งเป็ดย่าง ข้าวหน้าเป็ด

ข้าวหมูแดง หมูกรอบ


วนไปวนมาแบบนี้อยู่เกือบปี


จนกระทั่งวันหนึ่ง


ระหว่างที่กำลังนั่งเขี่ยก้านพริกขี้หนูใน

ข้าวราดผัดกะเพราเนื้อไปไว้ข้างๆจาน


ก็มองออกไปบริเวณลานจอดรถ

เห็นชายวัยกลางคนค่อนปลายกำลังเดิน

เมียงมองรถกระบะของผมอยู่อย่างสงสัย

ใคร่รู้ในบางอย่าง


แล้วไม่กี่อึดใจแกก็เดินเข้ามาหาผม

พร้อมกับส่งคำถามเปื้อนรอยยิ้มมาให้ว่า

"นี่รถน้องเหรอ"


ผมพยักหน้าตอบ อมข้าวไว้ในปาก

รอจนกระทั่งเคี้ยวอีกสามสี่คำฝืนกลืนลงไป

อย่างรวดเร็ว

แล้วค่อยเอ่ย "ครับ" ออกไป


พี่แกขออนุญาตผมนั่งสนทนาด้วยที่ฝั่งตรงข้าม

ของโต๊ะหินแกรนิตดำปนขาววางบน

โครงจักรเย็บผ้าเก่าที่ดัดแปลงนำมาเป็นขา


สมุดโน๊ตที่เสียบอยู่กับดินสอถูกขยับเปิดพื้นที่

ด้านหน้าให้เป็นหนทางของการสนทนาโดย

ไม่มีอะไรมาขวางกั้นสองเราไปมากกว่า

จานข้าวและถ้วยน้ำซุป


รายละเอียดของการเสริมเติมแต่งรถก็ค่อยๆ

ทะยอยลงมากองเต็มโต๊ะ ทดแทนข้าวที่พร่อง

ลงไปจนเกลี้ยงจาน หลงเหลือไว้แต่ก้านพริก

ที่ผมเองไม่ค่อยชอบเคี้ยวมันลงกระเพาะสัก

เท่าไหร่


จากนั้น กิจกรรมการเดินทางอาสาของพี่แก

ก็เริ่มหลั่งไหลออกมา

พร้อมกับเปิดรูปการเดินทางที่ถูกบันทึกไว้ใน

โทรศัพท์ของแกให้ดูเป็นประจักษ์แก่สายตา

อันตี่เล็กของผม


ส่วนใหญ่จะเป็นงาน อาสาสมัครกิจกรรม

เพื่อสังคมต่างๆ และงานของ พอ.สว(มูลนิธิ

แพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี)

หรือ สมเด็จย่า


เหตุที่ทำให้ผมต้องมาพบเจอกับพี่เขาก็คงเป็น

รูปร่างและลักษณะของรถยนต์ที่ผมใช้งานอยู่

นั่นเอง


มันคงเหมาะแก่การเข้าป่า ขึ้นเขาลงดอย

ไปตามพื้นที่ห่างไกลความเจริญ


พี่แกจึงได้เข้ามาพูดคุยชักชวนขอเบอร์ติดต่อ

กันไว้ เผื่อวันหน้ามีงาน มีกิจกรรมจะได้แจ้งข่าว

ซึ่งกันและกัน


หลังจากกดเบอร์โทรฯออกต่อกันได้ติดแล้ว

ทราบภายหลังว่าแกชื่อ พี่เต๋อ

จึงบันทึกไว้ในสมุดรายชื่อ


ตะวันเที่ยงร้อนแรงส่งเราสองคนให้มาเจอกัน

ตลอดจนส่งให้เราต่างเดินทางแยกกันไปตาม

คำสั่งของภาระหน้าที่ประจำ


ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีโอกาสได้ไปเดินทาง

อาสาฯแบบพี่แกหรือไม่ มองไปทางไหนก็มีแต่

คำว่า งาน งาน งาน แล้วยึดเอาคำว่า

เวลาว่างไปไว้เป็นตัวประกัน จนกว่าจะเอา

เงินไปไถ่ถอนมันออกมา