หากย้อนกลับไปบอกตัวเองตอนยังเยาว์วัย
ให้ดูแลเรื่องสุขภาพมากกว่านี้
กินเหล้าให้น้อย เลิกสูบบุหรี่
หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย
ฯลฯ
ผมคิดว่าตัวเองในเวลานั้นคงไม่เชื่อหรอกว่า
วันหนึ่งร่างกายที่ดูแข็งแรงไร้โรคภัยในวันนั้น
จะเสื่อมถอยลงไปตามเวลา
อย่างที่เห็นผู้ใหญ่หลายๆคนนั้นเป็นกัน
ความดันทุรังและไม่ค่อยเชื่อฟังใคร
ทำให้คนอย่างผมนั้นเสียเวลาไปกับการ
ทดลองอะไรหลายๆอย่างด้วยตัวเองมากโข
แต่ก็นั่นแหละครับ ผมคงถนัดเรียนรู้แบบนี้
จะให้นั่งฟังแล้วนึกภาพตาม หรือ
มีตัวอย่างให้เห็นก็คงไม่เชื่ออยู่ดี
"เอ็งมันดันทุรัง"
หากจะสรุปให้ง่ายๆก็คงประมาณนี้
ทุกวันนี้คนสูงอายุที่บ้านก็หันมาดูแลสุขภาพ
กันมากขึ้น
จากที่แต่ก่อนไม่มีใครสนใจเรื่องเหล่านี้เลย
พ่อผมเดินออกกำลังกายทุกๆเย็น
เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว
จากที่แต่ก่อนทำงาน
กลับบ้านมาก็ไม่ได้ออกกำลังกาย
กินข้าว สังสรรค์อย่างเดียว
สาเหตุที่ทำให้คนหันมาใส่ใจตัวเอง?
อันดับแรกเลย
ถ้าเป็นผม..ก็คงเป็นความกลัวที่จะเสียชีวิต
หรือป่วยนอนติดเตียงเป็นผัก
ทำอะไรเองไม่ได้
และก็คงอีกหลายๆเหตุผลส่วนตัวของแต่
ละคนไป
อาจจะเห็นเพื่อนๆรุ่นราวคราวเดียวกัน
เริ่มลาจากโลกนี้ไปมากขึ้นๆ
กลัวเป็นภาระลูกหลานต่างๆนาๆ
โชคดีที่ตัวผมเองนั้น
ชอบออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็กๆ
หากไม่เล่นกีฬาอะไรสักอย่าง
ก็ต้องมีกิจกรรมให้ทำที่ต้องใช้แรงกาย
ใช้ความสามารถมาโดยตลอด
ผมเองเลยไม่ค่อยรู้สึกว่ามันท้อแท้สักเท่าไหร่
กับการออกกำลังกาย
ยิ่งกีฬาที่น่าเบื่อเช่นการวิ่ง
แต่สุขภาพผมเองก็ไม่ได้ดีแด่อะไรนักหรอก
ผมยังใช้ชีวิตแบบไม่ได้ห่วงใยสุขภาพแบบ
เต็มที่ มีวันนอนดึกบ้าง ดื่มแอลกอฮอล์
สลับกันไปกับการออกกำลังกาย
มีช่วงปีช่วงหลังๆนี้แหละ
ที่กลับมาให้ความสำคัญกับร่างกาย
มากกว่าแต่ก่อน
และก็เพิ่งได้รับรู้ว่าที่ผ่านมา
ตัวเองนั้นใช้ร่างกายนี้ไปแบบไม่ค่อย
ทะนุถนอมมันสักเท่าไหร่
ความเสื่อมถอยปรากฎให้เห็นได้อย่างชัดเจน
ในวัยย่างสี่สิบเอ็ดนี้
ก็เลยตั้งเป้าหมายไปที่เรื่องสุขภาพให้มากขึ้น
เขียนมายืดยาวก็ไม่ได้หวังอะไรหรอกครับ
อยากให้ทุกๆท่านได้ดูแลสุขภาพตัวเอง
ล่าสุดฟังพอดแคสเกี่ยวกับสุขภาพช่อง
มิสชั่น ทู เดอะ มูน ของคุณ รวิศ
แล้วก็ยิ่งตระหนักขึ้นอีกหลายแง่มุมเลยครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น