วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ภาพฝัน

 


ผมเชื่อว่าหลายๆคนมีความฝัน รู้ว่าอยากได้อะไร
อยากทำอะไร อยากมีอะไรเป็นของตัวเอง

ผมเองก็เป็นคนทั่วไปแบบนั้น มีความฝัน อยากได้
อยากมี มองหาในสิ่งที่ตัวเองขาด หรือ ไม่เคย
มีมาก่อน

กลับกันกับทุกวันนี้ที่บางทีผมก็ยังงงๆตัวเองว่า
จริงๆแล้วต้องการอะไรกันแน่สำหรับชีวิต
เพราะไอ้สิ่งที่เคยคิดว่าอยากได้อยากมี พอได้
มันมาก็กลับรู้สึกเฉยๆกับมัน แล้วก็ไปเฝ้ามองหา
สิ่งที่ตัวเองไม่เคย ไม่มีอยู่ร่ำไป

มันเป็นเรื่องโชคดีสำหรับผู้ที่ตอบตัวเองได้ว่า
วันๆนึงอยากจะทำอะไรบ้าง วางแผนชีวิตล่วงหน้า
ได้เป็นเดือนๆปีๆ จะไปไหน จะต้องทำอะไร ฯ

กลับมามองตัวเองแล้วก็สมเพชกับมัน ด้วยความ
ไร้เดียงสา หาเอาสาระอะไรกับมันได้ก็น้อยเต็มที
วันๆนึงก็ทำแค่เพียงหายใจเข้าออกกินนอนเล่นไป

ดำเนินชีวิตไปตามฟันเฟืองหนึ่งของสังคมทั่วไป
รอวันหนึ่งที่กาลอวสานจะเดินทางมาถึง แค่นั้น..

บางทีก็เคยภาวนาให้นิทรารมย์รับผมไปเป็นอยู่
ในนั้นตลอดการเสียด้วยซ้ำ

บางทีก็บอกตัวเองว่าความหมายของการมีชีวิตอยู่
นั้น มันมีคุณค่าหากเราจะประพฤติปฎิบัติตัวให้มี

ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็ถกเถียงกันเองไปๆมาๆ
คนที่จะบ้า หรือ เสียสติ คือคนที่ไม่รู้เท่าทันมัน

แล้วมันจะเป็นใครไปได้หล่ะครับ
นอกจากตัวผมเอง

ภาพฝันที่เคยมี บางทีมันก็เลือนลางจนยากที่จะ
มองว่ามันเคยเป็นอะไร

และภาพใหม่ๆมันก็คอยเหย้าแหย่มาให้ไขว้เขว
อยู่ทุกเมื่อ...

วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ไม่มีสาระอะไรจะบอก(ข้ามได้ข้าม)

 


ช่วงนี้ไม่ค่อยอยากออกไปสังสรรค์กับใครที่ไหน
สักเท่าไหร่ครับ ความรู้สึกหลายๆอย่างบอกอย่างนั้น
จะบอกว่าอยากอยู่บ้านมากขึ้นก็คงไม่ถูก ถ้าบอกว่า
อยากอยู่กับเด็กๆทั้งสอง นั่นนะใช่ แม้ว่ามันจะปวด
หัวสักแค่ไหนกับความดื้อซนจนกบาลแทบระเบิด

แต่อย่างน้อย เมื่อคืนก็ยังได้อ่านนิทาน "อิ๊กคาบ็อก"
ให้พวกเธอฟังก่อนนอนได้สองบท

"อิ๊กคาบ็อก" เขียนโดย เจ.เค.โรวลิ่ง ซึ่งเป็นคนๆ
เดียวกันที่เขียนเรื่อง "แฮรี่ พ็อตเตอร์" แต่เรื่องนี้
ออกจะสั้นกว่ามากหากเปรียบเทียบกัน

การอ่านหนังสือเล่มเล็กๆไม่เกินสองสามร้อยหน้านั้น
ถือว่าเป็นเรื่องไม่ยากเกินไปสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยคุ้นชิน
กับการอ่าน และมันอาจจะเป็นเรื่องปกติที่ง่ายดาย
ในการอ่านวันเดียวสำหรับผู้อ่านที่เจนจัดมามากแล้ว

ทุกวันนี้ สำหรับผมแล้วขอให้ได้อ่านสักวันละสี่ถึง
ห้าหน้าก็ถือว่าดีแล้ว

รู้ตัวเองดีว่าช่วงนี้ติดๆขัดๆ ตะหงิดอยู่ข้างในแปลกๆ
บอกไม่ถูกว่ามันยังไง เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ก็มี
บางอย่างทำให้คิดว่ามันมี

อาจจะวนอยู่กับปัญหาที่แก้ไม่ได้
แต่ไม่เป็นไร ผมมีอะไรใหม่ๆให้เสียเวลากับมันอีก
มากมาย อย่างน้อยก็กำลังเรียนเขียนแบบบน
โปรแกรมที่ไม่เคยใช้งานมาก่อน

ระหว่างจดจ่อกับมัน เวลาก็ผ่านไปไวเหลือเกิน

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

สัญชาตญาณ,จิตวิญญาณ,อารมณ์ และ ใจสั่งมา

 



เราต่างเป็นมนุษย์ที่แตกหน่อแพร่พันธุ์ส่งสำเนาต่างๆ
มาทางพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอ

เราต่างมีความรู้สึกว่า เวลาที่ตัวเองนั้นตัดสินใจมักจะ
ต้องอ้างอิงจากเหตุผลส่วนตัว แต่จริงๆแล้ว ส่วนใหญ่
หรือเกือบทั้งหมดของชีวิตมนุษย์เรานั้น ตัดสินใจด้วย
"อารมณ์" แทบเกือบทั้งสิ้น

ใช่ครับ มันเป็นแบบนี้มาช้านาน หลายร้อยหมื่นปีแล้ว
ฉนั้นแล้ว มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เวลาตัดสินใจอะไร
สักอย่างลงไป มันต้องมีเหตุผลจำเป็นอะไรสักอย่างมา
อธิบาย

ไม่ต้องมีเหตุผลขนาดนั้นหรอกครับ หลายๆอย่างใน
ชีวิตของเรานั้น เราทำไปตามสัญชาตญาณ ผ่านจิต
ไร้สำนึกของเราเป็นระบบอัตโนมัติ น้อยนักที่เราจะ
ใช้เวลาคิดใคร่ครวญอย่างที่มันเป็นจริงๆ

มันอาจจะเป็นการตัดสินใจจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
ของตัวเอง หรือไม่ก็เป็นความรู้สึกลึกๆในจิตใจที่บางที
เราเรียกมันว่าลางสังหรณ์

บางเรื่องที่ทำไป ไม่ได้คิดหรอกว่าถูก หรือ ผิด
มันก็แค่ "ใจสั่งมา" เท่านั้นเอง

วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ไปมาหมดแล้ว


 


ณ ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
อากาศย่ำค่ำปลายฤดูหนาวที่กำลังหมดสิ้นเรี่ยวแรง
หลังจากได้กรากกรำทำหน้าที่ของมันอย่างสมศักดิ์ศรี
มาอย่างยาวนานหลายเดือน พัดปลิวอย่างอ่อนไหว
รวยระรินคล้ายคนที่กำลังหมดแรง

สรรพสำเนียงของผู้คนภายในร้านที่กำลังวุ่นวายส่งเสียง
แข่งกันราวกับพิธีเปิดมหกรรมกีฬาอะไรสักอย่าง
แต่ที่ชัดเจนและดังไปกว่าคือ เสียงของโต๊ะด้านข้าง
ของผมเอง

ชายหนุ่มสองคน คะเนอายุไม่เกินสามสิบกำลังระงับ
ความหิวและกระหายของตนไปกับอาหารเบื้องหน้า
สองสามอย่าง และเบียร์สิงห์ที่หมดพร่องไปแล้วอีก
หนึ่งขวด

ผมซึ่งมิใช่คนที่ชอบเอาหูไปแส่แอบฟังเรื่องของใครๆ
แต่ครั้งนี้มันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำอันเนื่อง
มาจากว่า สองหนุ่มนั้นสนทนากันเสียงดังราวกับว่า
อยากจะให้ผมนั้น ยกแก้วเหล้าบรั่นดีราคาถูกลุกเข้า
ไปร่วมวงสนทนาเสียยังไงยังงั้น

แล้วความคิดเจ้ากรรมก็ดันทำงานไปพร้อมๆกับบทพูด
ต่างๆที่ทั้งสองต่างพร่ำท่องของตนไปตามจังหวะที่
ลื่นไหลราวกับฉากละครชีวิตจริง

แวบหนึ่งที่สะดุดกึกในใจผมมิใช่เรื่องราวของทั้งคู่
หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเคยมั่นอกมั่นใจเหมือนชายหนุ่ม
คนหนึ่งนั้นกล่าวออกมา

"กุไปนอนมาหมดแล้ว เขาใหญ่"
ผมมิได้แย้งในความมั่นอกมั่นใจอะไรของเขาหรอกนะครับ
แค่สะดุดตรงที่ว่า ตัวผมเองนั้นก็เคยคิดอะไรทำนองนี้
หลายๆเรื่อง

ความเก่งกาจสามารถที่เคยผ่านมา อะไรต่างๆที่เคยทำ
บางเรื่องราวก็มักจะคุยโม้โอ้อวดว่าตนเองนั้น ได้พ้น
ผ่านมันมานักต่อนัก เปรียบเสียว่าหากจะเดินทางไป
เชียงใหม่ในที่มืด กูก็เดินได้เสียอย่างนั้น

จนกระทั่งวันหนึ่ง
"แกช่างไม่รู้อะไรเสียเลย" ยังคงฝังอยู่ในหัวมาจน
เกือบทุกวันนี้

ดั่งที่หลายๆท่านเคยพูดจากประสบการณ์จริงมาว่า
ระดับการรับรู้ของเรานั้นจะไปในแนวทางของคุณ
ดันนิ่ง และ ครูเกอร์
(Dunning-Kruger effect)
จนทุกวันนี้ตัวผมเองพยายามที่จะหุบปากเสียมากกว่า
แล้วเอาเวลาเม้าท์มอยแบบตอนเด็กๆนั้น ไปหาอะไร
ลงมือทำอย่างจริงจังขึ้นมาสักอย่างดีกว่า
คิดแค่ว่าเปลืองเหล้าเปล่าๆในการดับกระหายทดแทน
น้ำลายที่หายไป

หลังจากที่ได้รับผิดชอบกับอาหารที่สั่งมาสามอย่าง
จนหมดเกือบที่จะเกลี้ยงจานแล้ว ผมก็กรอกเหล้า
อีกแก้วล้างคอลงไป ด้วยเสียดายน้ำแข็งกับโซดา
น้ำเปล่าที่เหลืออย่างละหน่อย

ออกเดินทางกลับบ้าน ซ่อมแซมอิส้มที่กำลังป่วย
อยู่จากอาการคลัชไหม้ต่อไป

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ไม่มีแบรนด์


 


ภาพรถยนต์คันหนึ่งแล่นผ่านหน้าไป
มิทราบได้ว่าเป็นรถยนต์รุ่นอะไร ยี่ห้อไหน
จำไม่ได้จริงๆ อาจจะเป็นเพราะว่า กระผมเองอาจจะ
มิได้ใส่ใจอะไรกับรถยนต์รุ่นใหม่ๆที่ออกมา
ประกอบกับช่วงนี้ที่รถยนต์เหล่านั้น ได้พรั่งพรูออกมา
กันอย่างล้นหลาม มากมายก่ายกองกันจนมองไม่ออก
ว่ารุ่นไหนเป็นรุ่นไหน

หากเป็นสมัยก่อนหน้าที่จะมีรถไฟฟ้าจากแผ่นดินใหญ่
เข้ามากระทุ้งวงการรถยนต์บ้านเรา ผมก็ยังพอจะจำแนก
ออกได้บ้างว่า รุ่นอะไร ค่ายไหน ออพชั่นอะไรบ้าง

ทุกวันนี้บอกได้คำเดียวครับ งง

กลับมาที่รถยนต์คันดังกล่าวที่เพิ่งขับผ่านหน้าไป
มันอาจจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันหนึ่ง บรรทุกน้ำหนัก
แบตเตอรี่เกือบตัน แล่นได้ไกลกว่าสี่ห้าร้อยโล
จริง ไม่จริง มิอาจทราบได้

เท่าที่เห็นก็เพียงโลโก้เของครื่องดื่ม
ที่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งถูกติดตั้งอย่างสวยงามด้านข้างรถ
ตำแหน่งที่วางไว้ค่อนมาทางด้านหลัง
ขนาดของเจ้าสัตว์(ในเทพนิยาย)ตัวนั้นก็สูงเกือบเท่า
หลังคารถคันนั้นเข้าไปแล้ว

พลันเห็นดังนั้นก็ทำให้นึกคิดอยู่ในใจว่า
หากมิใช่บริษัทของตัวเองแล้ว ความชื่นชอบขนาน
ใด ที่ทำให้เรายินยอมที่จะเอาความชื่นชอบดังกล่าว
มาติดตั้งเด่นหรา อยู่ภายยอกรถของตนเอง

อาจจะเช่นเดียวกันกับ สองชายหญิงที่กำลังนั่งเสวนา
กันภายในร้านกาแฟแห่งนี้ก็ได้

เขาและเธอสวมใส่เสื้อผ้าแบบที่มองอย่างตั้งใจก็มิอาจ
จะทราบได้ว่ามันถูกผลิตมาจากที่ไหน ยี่ห้ออะไร
เนื่องจากว่า มันไม่มีการบ่งบอกว่าตัวมันเองนั้นเป็นใคร
มากจากไหน มันแสดงแค่ความว่าเปล่าของลวดลาย
นำเสนอมาเพียงแค่สีสันของเนื้อผ้าที่มันเป็นจริงอยู่
อย่างนั้น

เงาสะท้อนตัวเองในกระจกใสฝั่งตรงข้ามเผยให้เห็นเงา
ของตัวผมเอง มันมองไม่เห็นรายละเอียดอะไรในภาพ
เห็นแค่เพียงเงาดำเฉกเช่นภาพ ซิลฮูเอท ที่เคยชอบ
ถ่ายยามถือกล้องฟิลมเดินเท่ทำตัวอาร์ท

บางครั้ง ตัวตนเราอาจจะไม่จำเป็นต้องแสดงออก
ผ่านอะไรมากมายก็ได้ เราอาจจะรู้อยู่แล้วว่าอะไร
ทำให้เรานั้นเป็นเรา หรือเราอาจจะไม่จำเป็นต้องรู้
อะไรเลยก็ได้ หากมันมิได้สร้างหนทางแห่งความ
สว่าง ไขกระจ่างความต่างๆที่สงสัยให้แจ้ง

รถยนต์พาผมมาถึงจุดหมายแห่งการเดินทางแรก
ของเช้านี้นานแล้ว แต่ความคิดผมยังไปไม่ถึงไหนเลย
มันยังคงติดกับดักของความเป็นคนอยู่นี่เอง....

เห็นยังไง

 



"ทำอย่างสิ่ง รักบางคน ทนบางอย่าง"
หนึ่งในประโยคที่ยกมาเป็ยหัวข้อการเล่าเรื่อง
ในหนังสือเล่มที่ผมกำลังยืดยาดอ่านอย่างฝืนทน

หาใช่ว่าหนังสือไม่ดีอะไรหรอกครับ
เพียงแค่สมาธิมันกระเจิดกระเจิงไป ไม่ค่อยอยู่กับ
เนื้อกับตัวมาสักพักใหญ่แล้ว

แต่ก็คิดว่าทุกๆอย่างล้วนเป็นแค่สิ่งชั่วคราวเพียง
เท่านั้น ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป

"พูดง่าย ทำยาก"
นี่ก็จริงอีกเรื่องหนึ่งที่คนนอกไม่มีทางเข้าใจ
คนในเพียงเท่านั้น ถึงจะลึกซึ้ง

Any way ชีวิตมันไร้รูปแบบสำเร็จรูปอยู่แล้ว
แบบใครแบบมัน คนเราไม่เคยเหมือนกัน
จะให้ใครบอกว่าเรานั้นควรจะทำอะไร
รู้สึกอย่างไรก็คงเป็นไปไม่ได้

เพียงแค่เห็นอกเห็นใจกัน เท่านี้
ก็ถือว่าเรามิใช่คนแก่ตัวอะไรมากเกินไปแล้ว

แต่สำหรับคนอย่างข้าพเจ้านั้น คงจะเรียกว่า
เห็นแก่ตัวคงจะน้อยเกินไป
เห็นแก่ใจบ้างก็มี
....

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

เอามาคิดอีกที

 


วันนี้นั่งอ่านหนังสือของ พี่เอ๋ "นิ้วกลม"
ซึ่งบทที่กำลังอ่านอยู่นั้นก็ได้พูดถึงความสุขของชีวิตคนเรา
เนื้อความก็อ้างอิงมาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
คงเป็นบทวิจัยที่ได้ตีพิมพ์และหลายๆคน(ที่มีอายุถึงตอนนั้น)
ก็ยืนยันกันมาไปในทางเดียวกัน

ใจความที่พอจะจับได้ก็ว่ากันถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์
เรานี่แหละ ที่สร้างความสุขได้อย่างยืนยาว

อ่านไปคิดไปก็เห็นว่าจะจริงดังนั้น
เนื่องจากตัวเองก็เคยโกรธแค้นชิงชังเหล่าบรรดาผู้ที่ทำให้
ผมเองนั้นต้องขุนข้องหมองใจกับเรื่องราวทั้งหลายแหล่
ซึ่งเอาจริงๆพอคิดย้อนกลับไปแล้ว ก็จริงดั่งที่พวกเขาว่า
กันนั่นแหละ พอเรายิ่งคิดโกรธแค้น ความร้อนรุ่มก็เกิดขึ้น
กับตัวเรา ผลักดันให้มีอารมณ์ที่ผิดแผกแปลกไปจากเดิม

ความเหงา ความเศร้า อารมณ์ด้านที่ส่งผลไม่ดีกับเรา
ต่างๆก็ผลัดกันส่งไม้มารุมเร้าให้เราต้องมอดไหม้ไปกับมัน

ผ่านมาทุกวันนี้ก็เห็นด้วยกับความคิดนั้นๆ
เข้าใจมากขึ้น แต่บางครั้งก็ยังห้ามใจตัวเองไม่คิดโกรธแค้น
หรือแสดงกิริยาอันต่ำช้าออกไปมิได้ มันยังคงเป็นไปตาม
กมลสันดานของตัวเอง

เพียงแค่บางครั้งที่รู้สึกเข้าใจผู้คนขึ้นบ้าง
เห็นเขาเป็นเพื่อนมนุษย์ที่รู้สึกนึกคิดเหมือนกันกับเรา
ทำผิดเหมือนกับเรา

มิได้รู้สึกโกรธแค้นแล้วบางครั้ง
ซ้ำอาจจะมอบความรักใคร่ห่วงใยมากเสียกว่าด้วย...

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ความเข้าใจ

 


ในความสับสนอลหม่านของสถานการณ์
ความว่องไวของเวลานั้นแทบจะหยุดนิ่งไม่ไหวติง
เปรียบเสมือนแต่ละวินาทีนั้นแบ่งแยกร่างออกมาได้อีก
นับอนันต์

อย่างไรก็แล้วแต่ นั่นอาจจะเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของสิ่งหนึ่ง
ที่อยู่ภายในกระแสธารแห่งความคิด มันหาใช่ความจริง
ของทั้งหมดไม่

คนเรามักจะมองเห็นและคิดถึงสิ่งต่างๆเกินกว่าความเป็น
จริงไปอยู่มากโข

ความกลัว ความหวาดหวั่น เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่
ผ่านมาแทบทั้งสิ้น พาให้กังวลไปกับสิ่งที่มันยังไม่เกิด

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ ผลิดอกออกผลมาจากกมลสันดาน
ดั้งเดิมของสิ่งมีชีวิต ที่เรียกว่า "มนุษย์"

เราอาจจะโกรธแค้น เศร้าโศกเสียใจ
แต่นั่นก็อีกแหละ มันทำให้เรารู้ว่า ยังไงเราก็เป็นเพียง
มนุษย์ปุถุชน คนธรรมดานี่เอง หาใช่ผู้วิเศษ หรือมีอะไร
เหนือกว่าผู้อื่นแต่อย่างใด

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ผิดไปแล้ว

 


บ่อยครั้งที่ความผิดพลาดเกิดขึ้น
เรามักจะปล่อยปละมันไป
ไม่ได้กลับมาแก้ไขอะไร

อาจจะเนื่องจากว่ามันไม่ได้สำคัญมากพอที่เรา
จะใส่ใจ หรือไม่ก็คิดว่าเสียแล้วก็เสียไป
ครั้งหน้าค่อยว่ากันใหม่

แต่หลายๆครั้งกับต้นทุนที่จมลงไป
เอากลัับคืนมามิได้แล้ว
หากปล่อยไว้นานวันเข้า
อาจจะยิ่งเสียหายเข้าไปใหญ่

เหตุแบบนี้ควรรีบเข้าแก้ไข
หากปล่อยมันไปตามกาลเวลาแล้ว
อาจจะสร้างความเสียหายใหญ่โตให้เกิดขึ้นได้

และถึงแม้ว่าบางเรื่องไม่ต้องกลับไปแก้ก็ได้
ผมก็คิดว่าควรจะทำ

เนื่องจากว่ามันจะเป็นการแก้ไขให้ดีให้ถูกต้องแล้ว
มันยังช่วยฝึกนิสัยให้เราปรับปรุงแก้ไขอะไรๆ
อยู่เรื่อยๆครับ

เพราชีวิต คือ การเรียนรู้จากความผิดพลาด
และการแก้ไขสิ่งต่างๆให้ถูกต้องก็คงเป็นหนึ่งใน
ตัวแปรแห่งการเรียนรู้นั้นด้วย

วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

อัตวินิบาตกรรม




หลายวันก่อนครับ...

ได้รับแจ้งข่าวจากเพื่อนในข้อความแมสเซนเจอร์
แจ้งถึงกาลมรณะของพี่ชายที่เคารพนับถือกัน ดื่มกิน
ด้วยกันมาอย่างยาวนาน

ฟังครั้งแรกก็ตกใจเหตุเพราะว่าเป็นการ
"อัตวินิบาตกรรม" หรือพูดง่ายๆคือการฆ่าตัวตาย
เนื่องจากพี่ชายคนนี้เมื่อราวๆเก้าปีก่อน ในแคมป์ที่
กำลังทำงานจัดคอนเสริตใหญ่ตีนเขาใหญ่
เช้าวันหนึ่งขณะที่ผมลุกขึ้นมาจากเต๊นท์เพื่อเตรียม
หากาแฟเช้า พร้อมกับบุหรี่ เอาไปนั่งริมลำธารใกล้
ก็เห็นแกทรุดลงข้างๆรถคันหนึ่งในสภาพช่วยเหลือตัว
เองไม่ได้ จึงได้ช่วยกันพาแกขึ้นรถยนต์ของผมเอง
ห้อบึ่งตะบึงไปที่ รพ สระบุรี เนื่องจากสอบถาม
ผู้รู้ต่างๆแล้วพอจับอาการได้ว่าอาจจะเกิดจากเส้น
เลือดในสมองตีบหรือแตก

ระยะทางจากตรงนั้นไป รพ.ก็ถือว่าไกลกว่าไปที่
ตัวอำเภอปากช่อง แต่ที่ปากช่องนั้น ไม่มีหมอหรือ
เครื่องมือที่พอจะรับมือกับเหตุนั้นได้ จึงต้องวางหมุด
หมายไปที่ รพ.สระบุรี ซึ่งเป็นศูนย์ใหญ่กว่ามาก

ตลอดทางแกควบคุมร่างกายไม่ได้ไปครึ่งซีก
พูดไม่รู้เรื่อง หน้าที่ผมก็คือ ใช้ความสามารถในการ
ขับรถให้ไวและถึง รพ.อย่างปลอดภัยที่สุด

นั่นถือว่าเป็นการพบปะครั้งท้ายๆที่เราสองคนได้ใกล้
ชิดกันมากที่สุด

หลังจากนั้นแกก็พ้นวิกฤติ แต่ก็กลายเป็นคนที่อัมพาต
ไปครึ่งตัวเนื่องจากเหตุดังกล่าว ซึ่งผมเองก็ไปเยี่ยม
เยียนแกบ้างเป็นบางครั้ง

แล้วก็ไม่ค่่อยได้ข่าวคราวอะไรมาก บางทีเห็นแก
ก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆบ้าง อาการดีขึ้นตามลำดับ
แต่ก็ยังใช้ชีวิตลำบาก เนื่องจากเดินเหินพอได้ แต่
ก็ไม่ถึงกับคล่องแคล่ว ซึ่งล่าสุดเดือนก่อน
ก็ยังเห็นแกโพสเฟสบุ๊คไปเที่ยวภาคเหนืออยู่เลย

ทำไม เหตุใดถึงมาปิดชีวิตตัวเองเช่นนี้ ซึ่งเวลาก็
ผ่านพ้นไปตั้งเกือบๆเก้าปีแล้ว...

ในระหว่างที่กำลังคิดสับสนถึงการจากไปของแก
ข้อความในแมสเซนเจอร์ก็เข้ามาอีก

"พ่อพี่เขา ไม่ใช่พี่เขาหว่ะ" กูดูผิด....
ใจหนึ่งก็โล่งอกที่ความคิดหาเหตุผลต่างๆนานามลายไป
ใจหนึ่งก็สบถต่อว่าหยาบคายไอ้ห่าเพื่อน...

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ซ้ำๆย้ำๆ

 


เพลง Stan ของ Eminem กำลังไหลไปอย่าง
ต่อเนื่องผ่านลำโพงพกพาที่ผมใช้มาอย่างยาวนาน
กว่าสิบปี (แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมแล้ว)

เบื้องหน้าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ทำงาน(นอกสถานที่)
ภายใต้หลังคาเพิงพักพิงหนีแดดฝนชั่วคราว

ระหว่างนั้นก็นึกถึงเรื่องราวเมื่อคืนที่เพิ่งผ่านพ้นไป
มันอาจจะไม่ยาวนานสำหรับผู้ที่นั่งล้อมวงเฮฮา
แต่บางทีมันอาจจะยาวนานสำหรับบางคนที่เฝ้าคิดถึง
แต่เรื่องราวที่มันยังเป็นไปไม่ได้

การคิดคำนึงถึงอะไรที่มันไม่เป็นไปอย่างใจมักจะก่อ
ให้เกิดความทุกข์ตรม

ผู้ใหญ่หลายๆท่านที่ผมได้รับฟังมาบอกว่า ปัญหาหลักๆ
ของเรามีอยู่สองประเภท คือ
"ปัญหาที่แก้ไขได้" กับ "ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้"

มันจะเป็น "ทุกข์" มากหากเรามัวแต่คิดถึง
"ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้"
ท่านแนะว่าให้ควรปล่อยมันไปแล้วหันไปค้นหาทาง
แก้ไขในปัญหาที่ยังแก้ไขได้จะดีกว่า

เรื่องราวเมื่อคืนมันไม่ได้สอนอะไรผมหรอกครับ
ผมเองต่างหาก ที่อยากจะอวดเก่งสอนคนอื่นเค้า
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว เราจะสอนใครได้หรือสอนไม่ได้นั้น
ไม่ได้อยู่ที่เราแต่เพียงผู้เดียวเสียหน่อย

ผู้รับฟังแหละครับ ที่สำคัญที่สุด
ไม่รู้ว่ารับฟังไปแล้วจะจดจำได้เหมือนฮาร์ดไดร์ฟสักชิ้น
หรือต้องฟัง ต้องจำย้ำๆเหมือนกล้ามเนื้อที่ต้องอาศัยการ
ทำซ้ำไม่ต่ำกว่าร้อยพันรอบ
มันถึงจะเป็นระบบออโตเมติค โดยไม่ต้องใช้พลังสมอง
มากมายสั่งการให้จำและทำ

อย่างไรก็แล้วแต่ มันไม่สำคัญอะไรเลยว่าการสอนนั้น
จะสร้างผลกระทบที่ดีได้หรือไม่
มันอาจจะเป็นเรื่องแย่สำหรับบางคนก็ได้

ความมั่นคงของผู้สอน,เรี่ยวแรงและกำลังที่มีต่างหาก
ที่จะใส่ลงไปทั้่งๆที่มองไม่เห็นผลลัพธ์ได้ยาวนานแค่ไหน

เพลง Eminem จบไปนานแล้ว
อากาศก็เริ่มร้อนขึ้นทุกที
ฝุ่นพีเอ็มก็กำลังจะกลับมาคละคลุ้งอีกที
ชีวิตก็เพียงเท่านี้
หมุนวนไปในวัฏฏะต่างๆจนกว่าจะสูญสิ้น