ณ ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
อากาศย่ำค่ำปลายฤดูหนาวที่กำลังหมดสิ้นเรี่ยวแรง
หลังจากได้กรากกรำทำหน้าที่ของมันอย่างสมศักดิ์ศรี
มาอย่างยาวนานหลายเดือน พัดปลิวอย่างอ่อนไหว
รวยระรินคล้ายคนที่กำลังหมดแรง
สรรพสำเนียงของผู้คนภายในร้านที่กำลังวุ่นวายส่งเสียง
แข่งกันราวกับพิธีเปิดมหกรรมกีฬาอะไรสักอย่าง
แต่ที่ชัดเจนและดังไปกว่าคือ เสียงของโต๊ะด้านข้าง
ของผมเอง
ชายหนุ่มสองคน คะเนอายุไม่เกินสามสิบกำลังระงับ
ความหิวและกระหายของตนไปกับอาหารเบื้องหน้า
สองสามอย่าง และเบียร์สิงห์ที่หมดพร่องไปแล้วอีก
หนึ่งขวด
ผมซึ่งมิใช่คนที่ชอบเอาหูไปแส่แอบฟังเรื่องของใครๆ
แต่ครั้งนี้มันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำอันเนื่อง
มาจากว่า สองหนุ่มนั้นสนทนากันเสียงดังราวกับว่า
อยากจะให้ผมนั้น ยกแก้วเหล้าบรั่นดีราคาถูกลุกเข้า
ไปร่วมวงสนทนาเสียยังไงยังงั้น
แล้วความคิดเจ้ากรรมก็ดันทำงานไปพร้อมๆกับบทพูด
ต่างๆที่ทั้งสองต่างพร่ำท่องของตนไปตามจังหวะที่
ลื่นไหลราวกับฉากละครชีวิตจริง
แวบหนึ่งที่สะดุดกึกในใจผมมิใช่เรื่องราวของทั้งคู่
หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเคยมั่นอกมั่นใจเหมือนชายหนุ่ม
คนหนึ่งนั้นกล่าวออกมา
"กุไปนอนมาหมดแล้ว เขาใหญ่"
ผมมิได้แย้งในความมั่นอกมั่นใจอะไรของเขาหรอกนะครับ
แค่สะดุดตรงที่ว่า ตัวผมเองนั้นก็เคยคิดอะไรทำนองนี้
หลายๆเรื่อง
ความเก่งกาจสามารถที่เคยผ่านมา อะไรต่างๆที่เคยทำ
บางเรื่องราวก็มักจะคุยโม้โอ้อวดว่าตนเองนั้น ได้พ้น
ผ่านมันมานักต่อนัก เปรียบเสียว่าหากจะเดินทางไป
เชียงใหม่ในที่มืด กูก็เดินได้เสียอย่างนั้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง
"แกช่างไม่รู้อะไรเสียเลย" ยังคงฝังอยู่ในหัวมาจน
เกือบทุกวันนี้
ดั่งที่หลายๆท่านเคยพูดจากประสบการณ์จริงมาว่า
ระดับการรับรู้ของเรานั้นจะไปในแนวทางของคุณ
ดันนิ่ง และ ครูเกอร์
(Dunning-Kruger effect)
จนทุกวันนี้ตัวผมเองพยายามที่จะหุบปากเสียมากกว่า
แล้วเอาเวลาเม้าท์มอยแบบตอนเด็กๆนั้น ไปหาอะไร
ลงมือทำอย่างจริงจังขึ้นมาสักอย่างดีกว่า
คิดแค่ว่าเปลืองเหล้าเปล่าๆในการดับกระหายทดแทน
น้ำลายที่หายไป
หลังจากที่ได้รับผิดชอบกับอาหารที่สั่งมาสามอย่าง
จนหมดเกือบที่จะเกลี้ยงจานแล้ว ผมก็กรอกเหล้า
อีกแก้วล้างคอลงไป ด้วยเสียดายน้ำแข็งกับโซดา
น้ำเปล่าที่เหลืออย่างละหน่อย
ออกเดินทางกลับบ้าน ซ่อมแซมอิส้มที่กำลังป่วย
อยู่จากอาการคลัชไหม้ต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น