วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2568

รักที่ลด รถที่รัก3

 


    หากเราตกลงปลงใจกับความเสี่ยง
ที่จะเกิดขึ้นได้แล้ว การเดินเข้าไปจีบ
ผู้หญิงที่ชอบสักคนก็คงไม่ผิดบาปอะไร
คำตอบอาจจะมีแค่ "ความหวังที่เพิ่มขึ้น"
หรือ "หายไป"

    แตกต่างกันกับอู่ซ่อมรถที่เรายอม
เสี่ยงเอียงใจเข้าไปหาเขาแล้ว
ปรึกษาการงาน ประมาณราคาแล้วก็
ตัดสินใจว่าจะไปต่อกับเขา หรือพักไว้
เพื่อหาอู่อื่นเพื่อเปรียบเทียบตัดสินใจต่อไป

แต่หากเราทำแบบนั้นไปเรื่อยๆกับงานที่
ดูเหมือนจะไม่เร่งด่วน ความล่าช้าก็จะยิ่
งทำให้มันดูเหมือนเป็นปัญหาคาราคาซัง
แก้ยังไงก็ไม่รู้จบกับอีกหลายๆเรื่อง

ทางที่ผมเลือกจึงเป็นการเลือกจากครั้งแรก
ที่เริ่มหาหลายๆอู่
พอตัดสินใจได้แล้วก็เดินหน้าต่ออย่างเดียว

ทุกที่ ทุกงาน ย่อมมีปัญหา
ผมบอกตัวเองและคนรอบข้างแบบนี้เสมอ

ปัญหามีไว้แก้ครับ
หากเอารถเข้าซ่อมแล้วมีปัญหาจุกจิกตามมา
มันก็คือปัญหา จะทำให้ปัญหาหมดไปได้
ทางเดียว คือ ไม่ต้องทำอะไรกับมัน
แต่จะให้ทำได้อย่างไรเล่า
มันเป็นรถของเรา
เป็นความรักของเรา

อยากได้เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต
หรือเพียงแค่อยากได้มาชื่นชม
สองสิ่งนี้อาจจะคล้ายกัน
แต่การปฎิบัตินั้นช่างห่างไกลกันนัก

หากเราคิดว่าเค้าเป็นส่วนหนึ่งของเรา
เราจะดูแลเอาใจใส่เค้าไปตลอด

และหากเราคิดว่าอยากจีบเพื่อที่จะได้มาซึ่ง
เพียงแค่ความสวย หรือ น่ารัก
บทแม่จะงอแงขึ้นมา เราก็จะเบื่อและทิ้งกัน
ไป

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568

รักที่ลด รถที่รัก2


 


พอเห็นว่าจะต้องเข้า "พบแพทย์"
เพื่อพักรักษาตัว ประกอบกับอายุอานาม
ที่มากกว่าสิบปี จึงมีความคิดว่าสิ่งไหน
ที่เป็นอาการประจำตัว พบได้บ่อยๆ
กับรถรุ่นนี้ อะไหล่ตัวไหนมองดูแล้ว
ท่าทางไม่ค่อยจะดี หรืออื่นๆที่เรา
"มองไม่เห็น" ต้องตรวจสอบโดย
"ผู้ชำนาญการ"
ก็ควรทำการบำรุงรักษาไปเลยทีเดียว
ภายภาคหน้าจะได้ใช้งานอย่างสบายใจ
ไม่ต้องกังวลว่าไฟเตือนอะไรจะแสดง
ขึ้นมา ขับๆไปเสียกลางทาง ลำบาก
ต้องขึ้นยานแม่กันเปล่าๆ

สิ่งสำคัญที่สุดเลย คือ อู่ ครับ
การเลือกอู่แล้วเจอช่างดี เก่ง ซื่อตรง
นับว่าเป็นเรื่องประเสริฐสุดในชีวิตแล้ว
คล้ายๆกับเจอผู้รับเหมาก่อสร้างที่ทำงาน
ให้อย่างซื่อตรง ถูกต้องตามหลักวิชา
อะไรที่ดีก็แนะนำ อะไรไม่ดีก็บอกกล่าว
ปรึกษากัน

หากคนเราทำงานกันแบบนี้ได้
ปัญหาหลายๆอย่างก็คงไม่ถูกบอกเล่า
กันต่อๆมา

อย่างไรก็ตาม มนุษย์เรานั้นหลากหลาย
มีดีมีชั่ว เห็นแก่ตัว เห็นแก่รวม ปะปน
เราจึงทำได้เพียงสิ่งที่คิดว่าดี สำหรับ
เราเท่านั้น

คล้ายกันกับความรักนั่นแหละครับ
แรกๆก็บอกรัก เพียงเพราะว่าอยากได้มา
นานๆไปก็กลับกลายเป็นอื่น หาเหตุผล
ร้อยพันมาประกอบสำนวน
เอาตัวรอดกันไป

แต่เราก็ไม่มีวันรู้หรอกครับ
ว่าข้างหน้าเราจะเจออะไร
อู่จะจริงใจแค่ไหน
เค้าจะยังรักเราเหมือนวันแรกๆหรือไม่
ไม่มีใครบอกได้

ต่างคนต่างก็ต้องศึกษาหาหนทางของ
ตัวเองกันต่อไป

ซึ่งก่อนเข้าไปอู่นี้ ผมก็ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ
ไม่ได้ถามคนรู้จักว่าดีไหม มีใครเคยทำ
ที่นี่บ้างหรือเปล่า ทำแล้วเป็นอย่างไร

ชีวิต คือ การทดลองครับ

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568

รักที่ลด รถที่รัก1

 



เมื่อวานผมเพิ่งไปรับ อิย้อย กลับมาจากอู่
หลังจากสะบักสะบอมไปพักรักษาตัว เข้าๆ
ออกๆอยู่ราวๆสองเดือนเศษ

แรกเริ่มก็เป็นไข้หนัก เลือดไหลออกจากตัว
ด้วยซีลที่คอยเป็นตัวกลางปิดกั้นน้ำมันเครื่อง
บริเวณเพลาข้อเหวี่ยง (Crank Shaft)
มีอาการรั่วซึมปิดกั้นน้ำมันเครื่องไม่อยู่
ขับๆไปจึงมีอาการน้ำมันเครื่องไหลออกมา
เปลอะเปื้อนบริเวณหน้าเครื่องเต็มไปหมด

หากปล่อยไว้ น้ำมันเครื่องก็จะค่อยๆหาย
ไปทีละน้อยๆ จนลดลงถึงระดับอันตราย
และก็จะสร้างความเสียหายแก่ส่วนอื่นๆ
ต่อไปได้อีกไม่รู้จบ

เมื่อเป็นดังนี้ จึงต้องอาศัยอู่ใกล้ๆบ้านจัด
การเปลี่ยนซีลให้ครับ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว
การซ่อมบำรุงเครื่องยนต์นั้น จะให้ทำ
เฉพาะจุดที่เสียหายเพียงอย่างเดียว
เพียงเพื่อจะประหยัดงบประมาณการซ่อม
ผมถือว่าเป็นความคิดที่ยังไม่ถูกต้องสักเท่า
ไหร่

ลองคิดดูว่า เครื่องจักรเครื่องหนึ่ง ประกอบ
ด้วยชิ้นส่วนกลไกลนับร้อยพันอย่าง อายุการ
ใช้งานของสิ่งต่างๆบนโลกนี้ก็ต้องมีข้อจำกัด
ของมัน ซึ่งต้องยอมรับว่า ใดๆในโลกล้วน
ไม่จีรังตามกฎของธรรมชาติ

พอเป็นแบบนี้แล้วเราจะเข้าใจว่าทำไม
ทุกๆระยะประมาณนี้ ที่ทางวิศวกรเขากำหนด
ไว้ว่า "ควร" เปลี่ยนชิ้นส่วนเหล่านี้ ก่อน
ที่มันจะเสื่อมสภาพ และ สร้างความเสีย
หายให้อย่างใหญ่หลวง

หากเราเข้าใจเรื่องเหล่านี้แล้ว รถเก่า
ก็คือ รถที่ต้องการให้เราดูแลเอาใจใส่
มากกว่ารถใหม่ที่ไม่เคยผ่านการใช้งาน
เป็นการดูแลความรักที่เรามีให้ต่อเค้ามาก
กว่าความรู้สึกที่อยากได้มาเพื่อครอบครอง
เป็นการเอาใจใส่ที่ต้องมีให้อย่างสม่ำเสมอ
สังเกตุสังกากันและกันดั่งคู่ชีวิตที่ไม่คิดจะ
ทอดทิ้งกันไปไหนไกล

ซึ่งมันไม่เหมือนกันกับแฟนคนแรกที่อาจจะมอง
ว่าสวย ดี เด่น และพอคบๆกันไปก็ขาดความ
เอาใจใส่ ไปไหนมาไหนลืมโทรบอกบ้าง
ก็ทะเลาะกัน งอนกัน สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใคร
อยากจะปรับตัวเข้ากับปัญหาที่เกิด จบกันง่าย
กว่า

แต่จะให้ขายรถออกไปก็คงยาก
มันไม่ใช้แค่ความรักความชอบอย่างเดียวครับ

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568

เบญจลักษณ์

 


    เก่ง/ถ่อมตัว/ทุ่มเท/ชอบเรียนรู้/
ช่วยเหลือผู้อื่น

ห้าลักษณะนิสัยนี้หากรวมอยู่ในใจของมนุษย์
ผู้ใด ผมเชื่อว่ามนุษย์ผู้นั้นก็จะพบแต่ความ
เจริญ

พี่เอ๋(นิ้วกลม)เรียกว่าเป็น เบญจลักษณ์
ผมอ่านหนังสือแกแล้วก็ลองคิดตามสำหรับ
ห้าสิ่งนี้ ซึ่งหากปรากฎอยู่ในกายใจของผู้
ที่เป็นมิตร ก็นับได้ว่าเป็นกัลยณมิตรที่ฟ้า
นั้นประทานมาให้ มีค่ากว่าทรัพย์สมบัติใด
ที่เคยใฝ่ฝัน

แม้นตัวเราเองนั้น จะมีคุณสมบัติไม่ครบ
แต่ความพยายามที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ ก็จะทำ
ให้เราทุ่มเทตนเอง ค่อยๆสะสมสิ่ง
เหล่านั้นเข้ามาเป็นคุณลักษณะของตนได้
ในสักวันหนึ่ง

ผมเชื่อในความพยายาม
ผมเชื่อในความเอาจริงเอาจัง
ผมเชื่อในกำลังใจ
และที่ขาดไม่ได้เลย คือ แรงบันดาลใจ

ในวันที่อ่อนล้า ผมมองเห็นชีวิตคนๆหนึ่ง
ฝ่าฟันอะไรมามากมาย
ดวงตาที่สะท้อนออกมาจากกระจกเงา
อาจจะแฝงไว้ด้วยความท้อถอย
แต่ลึกๆลงไปแล้ว มีพลังลึกลับบางอย่าง
แอบซ่อนอยู่

ดึงมันออกมาใช้ แล้วพาชีวิตก้าวเดินต่อ
ไปข้างหน้า
"ไปหา" และ "ไปเป็น" กัลยาณมิตร
ที่ดี ดำเนินชีวิตให้มี เบญจลักษณ์ ต่อไป

ขอให้เป็นวันที่ดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2568

เอาความลำบากไปฝากไว้

 


ผมเชื่อนะครับว่า เวลาที่หลายๆคนเดือดร้อน
มีความไม่สะดวกสบายใจ ชีวิตต้องประสบกับ
ปัญหาต่างๆ เรามักจะไม่อยากไปรบกวนใคร

ในยามที่เราเดิือดร้อน น้อยคนนักที่เราจะ
กล้าเอาความในไปเล่าให้ฟัง

ยิ่งกับเพื่อนด้วยผู้ชายด้วยกันแล้ว ยิ่งน้อยคนนัก
ที่จะได้ทราบถึงปัญหาชีิวิต

จริงๆแล้วหากไม่หนักหนาและเป็นคนช่างพูด
เกินไป ส่วนใหญ่เราจะไม่ค่อยได้รู้เรื่องราว
ของเพื่อนสนิทเลยเสียด้วยซ้ำ

ราวกับว่า มันหายเข้ากลีบเมฆไปเสียอย่างนั้น
วันดีคืนดีถึงจะโผล่มาให้เห็นเป็นปกติ

แต่... มันจะมีบางคนเพียงเท่านั้นที่
"เค้าและเรา" สามารถนำเอาหลายๆเรื่อง
ที่หนักหนาจนไม่กล้าที่จะแบกรับไว้เพียงผู้เดียว
ไปฝากไว้ แม้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม

"เรา"ไม่ได้หวังว่าใครคนนั้นจะแก้ปัญหาให้
แค่ขอฝากความหนักจนปวดบ่าไว้ชั่วคราว
เวลาหยุดพักเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็พอแล้ว
สำหรับนักแบกชีวิตที่เดินทางกันอย่างยาวไกล

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568

วันที่เลวร้าย

 


อยู่ดีๆวันนี้ ยูทูปก็ส่งรายการจากช่องหนึ่งที่ฟัง
อยู่เป็นประจำ ซึ่งจริงๆแล้วเนื้อหาหลักๆของ
ช่องจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับรถยนต์

ช่วงหลังๆมาถึงจะมีเรื่องที่แยกย่อยออกมา
แต่ฟังๆไป ระหว่างขับรถก็เพลินดี ไมได้มี
เนื้อหาสาระที่มันหนักหนาจนถึงกับฟังไม่ได้
จนเกินไป

แต่วันนี้กลับผิดแปลกกว่าที่เคย
ดันส่งเรื่องการเมืองไทยให้กลับเข้ามา
สู่สมองอันน้อยนิดของผมอีกครั้ง

ก่อนหน้านั้น เคยบอกกับตัวเองไปแล้วว่า
ผมกับการเมืองนั้น คงไปด้วยกันไม่ได้
เหตุที่ว่า ไม่ชอบระบบที่เอารัดเอาเปรียบ
เกรงว่า ไอ้ความไม่ชอบหรือสิ่งที่ผมเอง
นั้นเกลียดมันจะกลายเป็นตัวเองเข้าสักวัน

พูดไปแล้วก็ทำให้นึกถึงเพลงๆหนึ่งของพี่
"ป้าง นครินทร์"
ชื่อเพลงว่า "วันที่เลวร้าย"

ผมคิดเล่นๆเรื่องการทำคลิป หรือมิวสิค
วิดีโออยู่ในใจ สำหรับเพลงๆนี้

คิดว่าหากทำออกมาในมุมของคนที่เคย
เกลียดการคอรัปชั่น โกงกิน
แต่วันหนึ่งคนๆนั้นก็กลับกลายเป็นสิ่งนั้น
เสียเอง มันคล้ายๆกับภาพที่สะท้อนว่า

คนดีๆคนนึงหากถูกระบบที่เป็น
อย่างเช่นทุกวันนี้ดูดเข้าไปให้ต้องทำอะไร
ไปตามวัฒนธรรมคอรัปชั่นอย่างที่ผ่านๆมา
ด้วยคำที่ว่า ใครๆเขาก็ทำกัน หรือ นาย
สั่งมาให้ทำแบบนี้ คนที่เข้าไปด้วยความตั้งใจ
ทำงานอย่างโปร่งใส ก็จะถูกดึงเข้าไปสู่
วังวนนั้น อย่างไม่ต้องสงสัย

ความคิดมักจะโลดแล่นไปไกลกว่าความเป็น
จริงอยู่เสมอ ไม่ต่างกันกับเรื่องที่ผมอยากจะ
ให้สังคมเมืองเรา อยู่กันอย่างไม่เอารัด
เอาเปรียบกัน

"หรือว่าฉันชาชินกับมันมากไป
สุดท้ายกลายเป็นอย่างมัน"

ทางไหนดี

 


ผมเชื่อว่าหลายๆคนนั้น "ล้มเหลว"
มากกว่า "สำเร็จ"

ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายของชีวิตที่ยิ่งใหญ่
แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆอย่างการตื่นนอน
ให้เร็วขึ้น หรืออีกหลายๆเรื่องที่เราต้อง
ใช้ความพยายามมากขึ้นกว่าเดิม

แม้จะเพียงนิดหน่อย มันก็ยากสำหรับเรา
เราสัญญากับตัวเองว่าจะลดของหวาน
เพื่อควบคุมน้ำหนักที่จะคอยทะยานไป
บางครั้งก็ทำได้ บางครั้งก็ต้องยอมเสีย
สัจจะไป

และอีกหลายเรื่องในชีวิตของเรา
ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบนี้
ผิดกับคนส่วนน้อยที่มีเป้าหมายชัดเจน
ทำอะไรไปด้วยเหตุและผลที่ตัวเองต้อง
การอย่างแท้จริง

บางคนไม่ออกไปสังสรรค์กับเพื่อน หรือ
ไม่ต้องมีสังคมแบบที่ไม่เข้ากับเป้าหมาย
ของเขา บางคนมุ่งหน้าไปเฉพาะทางที่
คิดว่าจะพาเขาไปสู่ความสำเร็จที่ตนนั้น
ได้คาดหมายเอาไว้

ไม่ว่าจะทางไหน
ทุกทางที่ผ่านมาแล้วตอบเราได้เสมอ
ว่าทุกวันนี้ทางที่เดินอยู่
จะพาเราไปทางไหน
เราจะยังคงยึดมั่นในเส้นทางเดิมไหม
ถูก หรือ ผิด
ล้มเหลว หรือ สำเร็จ
ไม่มีใครบอกได้ นอกจากตัวเอง

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ลองไปเรื่อย

 


เทคโนโลยีทุกวันนี้รุดหน้าอย่างรวดเร็ว
ซึ่งเราไม่สามารถปฎิเสธสิ่งเหล่านี้ได้เลย

คาดว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งเราจะพบกับ
เหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องพึ่งพาอาศัย
สิ่งเหล่านั้น

แน่นอน หากว่าเราใช้งานสิ่งเหล่านั้น
ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
กิจกรรมต่างๆที่เราต้องทำ
คงเกิดอุปสรรคตัดขัดไม่มากก็น้อย

แต่ผมคิดว่า...
มนุษย์เราก้าวหน้าถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะ
การปรับตัวได้เป็นอย่างดีนี่แหละ

บางครั้ง บางคนชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
โดยไม่ต้องมีใครคอยผลักดัน

บางคนถูกถีบลงไปให้จมอยู่กับปัญหา
แต่แล้วก็สามารถแก้ไขมันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

บางคนจวนตัวจริงๆก็เอาตัวรอดได้
และบางคนก็ไม่...

คล้ายๆกฎคัดสรรของธรรมชาติ
อย่างที่ ดาร์วิน ได้เคยตั้งทฤษฎีไว้

เอาตัวรอด ปรับตัว สืบพันธุ์ต่อไป
สิ่งไหนอ่อนแอกว่า ก็สูญสลายหายไป

แชทจีพีทีเปิดตัวให้ใช้มากว่าสองปีครึ่งแล้ว
แต่ผมก็เพิ่งได้เรียนรู้ที่จะอาศัยใช้งาน
เครื่องมือนี้ในช่วงสองสามเดือนให้หลัง
มานี่เองครับ

การเรียนรู้ไม่ได้ยาก
ความยาก คือ
การพาตัวเองไปเรียนรู้สิ่งเหล่านั้น

เรากลัวในสิ่งที่เราไม่รู้
เราจินตนาการมันไว้ในแง่ร้ายมากเกินไป

ลองกล้าๆบ้าๆทำอะไรสักอย่าง
ผมคิดว่า ดีกว่าการคิดแล้วไม่ทำอะไรเลย

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ติดจริง

 


หากซื้อสลากรัฐบาล หรือหวยใต้ดินก็คง
ถูกกินเรียบ เหมือนกับที่สันนิษฐานไว้
ไม่มีผิดไปเลย

เช้าวันก่อนหลังจากที่ตื่นมาพบอาการอย่างว่า
คือ มีอาการไอ น้ำมูกไหล ปวดหัวนิดหน่อย
ก็ได้ทำการตรวจหาเชื้อไวรัสสายพันธุ์สิบเก้า
โดยการเอาก้านสำลีแยงจมูกเอาน้ำมูกที่พร้อม
จะออกมาอย่างเต็มประดามาปั่นในน้ำยาที่
มีมาให้ในชุดตรวจแล้วก็บีบหยดลงไปยังช่อง
ตำแหน่งที่มีไว้ให้

หยดน้ำซึมหายไปอย่างรวดเร็วในช่วงห้าหก
หยดแรกจนถึงหยดที่สิบสามก็เริ่มอิ่มตัว
ซึมลงแผ่นตรวจได้ช้าลง แต่ก็ยังช้าไปสำหรับ
ใจที่กำลังจดจ่ออยู่กับผลที่กำลังจะออกมา

เราไม่สามารถเร่งความสำเร็จของชีวิต
ได้เช่นไร ตัวน้ำยากับขีดแดงก็คงทำหน้าที่
คล้ายๆกันเช่นนั้น

มันค่อยๆคืบคลานไปอย่างช้าๆทีละมิลลิเมตร
ราวกับว่าเวลาในห้วงนั้นยืดยาวออกไปด้วย
แรงโน้มถ่วงมหาศาล ผิดกันก็เพียงแต่ว่า
เวลานั้นไม่มีแรงใดมากระทำมันนอกเสียจาก
ใจของเรา เท่านั้นเอง

มันคงไม่เกินสิบห้าวินาทีเท่านั้น
ขีดสีแดงสองขีดก็เริ่มปรากฎขึ้นมาทีละน้อย
ประสาทสัมผัสทางตาส่งสารไปยังหัวสมอง
ที่กำลังจดจ่ออยู่ แต่มันคงถูกสะกดให้มึนชาไป

ไม่มีความรู้สึกแปลกประหลาดใจเหมือนตอน
ครั้งแรกที่เป็น เหตุเพราะว่าผมคงรู้สึกด้าน
ชาไปกับมันเสียแล้ว

เป็นก็เป็นไป จะรู้ว่าควรจัดการตัวเอง
อย่างไรที่จะไม่ให้ไปรบกวนผู้อื่น ผลกระทบ
กับร่างกายคงไม่รุนแรงนัก หากเทียบกับเด็ก
หรือผู้เฒ่า

ไม่ต้องคีย์ใบลาเหมือนสมัยทำงานออฟฟิศ
ไม่ต้องกักตัวกลัวเชื้อแพร่กระจาย

ปิดหน้าปิดปากอย่างเช่นที่เคยยามทำงานกลาง
แจ้งก็แทบจะหมดหนทางพ่นละอองน้ำลายให้
ใครต่อใครเป็นทายาทโควิดต่อไปแล้ว

ครับ ผมก็ยังออกไปทำงานตามปกติ
เพียงแค่รู้สึกคล้ายดื่มเบียร์ในเวลางานไปสัก
แก้วสองแก้ว ก็เท่านั้น

พยายามห่างๆผุ้คน ไม่ไปสุงสิงในตำแหน่ง
แห่งที่มีผู้คนพลุกพล่าน

มีเวลาอ่านหนังสือเพิ่มมาอีกหน่อย
ก็ดีเหมือนกันนะครับ

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568

เริ่มป่วย(อีกแล้ว)

 


ช่วงนี้เริ่มเห็นคนใกล้ตัวป่วยกันเยอะครับ
ที่เห็นๆกันก็จะกลับมาติดเชื้อโควิดฯ
แต่เรื่องอาการก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามัน
รุนแรงเท่าช่วงแรกๆหรือไม่

ซึ่งตัวผมเองก็รู้สึกเจ็บคอมาแล้วสองสามวัน
แต่ไม่มีอาการไข้ เช้าวันนี้ตื่นมาปวดหัว
ไอแห้งๆ ไม่ได้คิดเหมือนกันว่าจะป่วย แต่
มันก็ป่วย

รำคาญตัวเองครับ เวลาไอมากๆ
หากอยู่คนเดียวไกลผู้คนคงไม่รู้สึกเท่าไหร่
ถ้าเป็นเวลาอยู่ในพื้นที่ชุมชน ห้างร้าน
หรือ ร้านอาหาร ก็รู้สึกแปลกๆครับ
เกรงคนจะมองว่าเราอาจจะกลายเป็นตัว
แพร่เชื้อโรคไป ซึ่งมันก็คงจะเป็นแบบนั้น
จริงๆเสียด้วย

ประเดี๋ยวเช้านี้จะทดลองตรวจดูว่าเป็นเพียง
แค่ไข้หวัดธรรมดา เอ บี หรือมีเชื้อพิเศษ
อย่างไร

ขณะนี้ก็ยังไอไป น้ำมูกไหลไป
รำคาญเหมือนกันครับ
แต่จะทำยังไงได้ ก็คงต้องรักษากันตาม
อาการกันต่อไป

ชีวิตก็มีเพียงเท่านี้เอง

วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ความเบื่อ

 


ความเบื่อหน่ายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นใคร ร่ำรวยเงินทองแค่ไหน

ไม่ต้องไปกล่าวถึงกับความยากจนข้นแค้น
คนเหล่านั้นมีมากกว่าสามัญชนธรรมดากว่า
สิบร้อยพันเท่า
อาจจะเรียกได้ว่า "เกิดขึ้นตลอดเวลา"
แต่เพียงเขาเหล่านั้นไม่สามารถหลีกหนีมัน
ไปได้เพียงชั่วพริบตา เหมือนกับที่เรา
หยิบจับโทรศัพท์ขึ้นมาไถ

ว่ากันว่า ความเบื่อเหล่านี้ ทำให้มนุษย์เรา
มีความเจริญก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้

หากเราไม่เบื่อกับการต้องทนขี่วัวควายม้า
ในการเดินทาง ก็คงไม่มีเกวียนเทียมสัตว์

เฉกเช่นกัน กับที่เราเบื่อโลก เบื่อสังคม
ที่หมุนวนไปด้วยทุนนิยมและความโลภ
ก็มีคนที่หันเข้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ
บวชบ้าง ปฎิบัติธรรมบ้าง หลีกหนีไปอยู่
ตามป่าเขาลำเนาไพรบ้าง

บางครั้งผมก็เบื่อที่จะมีชีวิตต่อไป
แต่ทำยังไงได้ ผมไม่สามารถเลือกให้ตัวเอง
นั้นดับดิ้นลงไป ณ เวลานั้นได้ ยังเชื่อว่า
มันเป็นบาปกรรมกระมัง

เกรงว่าชาติหน้าจะไม่มีอีกแล้ว
เลยจะขอทนเบื่อมันต่อไป ประเดี๋ยวมันก็
คงหายจืดจางไปเหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา

นอนไม่หลับ

 


อยู่ๆก็ตื่นขึ้นมากลางดึกโดยไม่มีเหตุอะไร
เข้ามารบกวน ทุกอย่างยังปกติดี
เครื่องปรับอากาศควบคุมอุณหภูมิคงเดิม
แสงจากหน้าต่างก็ไม่มีเล็ดลอดเข้ามา
และก็ไม่มีอาการอยากเข้าไปปลดทุกข์ใด
ในห้องน้ำ

แต่ร่างกายกลับถูกดึงกลับมายังโลก
หลังจากหลับใหลไปเพียงสี่ห้าชั่วโมง
พยายามจะข่มตานอนต่อไปสักเท่าใด
นิทรารมณ์ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเข้ามา

มันอาจจะเป็นอาการที่คนแทบทุกคนเคย
ประสบ บางคนบอกไว้ว่า มันเป็นสัญญาณ
แห่งความชรา ที่ว่ากันว่า คนแก่มักจะตื่น
ขึ้นมาทำอะไรดึกๆดื่นๆเสมอ

แต่ไม่ว่าอย่างไร ความคิดก็แล่นไปทั่ว
ในขณะนั้นก็นอนพลิกตัวไปมานานนับเท่าใด
มิทราบได้ แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามา
ว่ามันคงเป็นโอกาสดีแล้วแหละที่นอนไม่
หลับแบบนี้ เอาเวลานี้มากำหนดสมาธิ
ให้อยู่กับปัจจุบันดู เพราะวันทั้งวันก็แทบมิ
ได้มีเวลานั่งหรือนอนนิ่งๆแบบนี้

เฝ้าพิจารณาความคิดอยู่ที่ลมหายใจ
ประเดี๋ยวก็จะพาแวบคิดไปเรื่องอื่นๆ
ต้องใช้ความพยายามหลายต่อหลายหน
ดึงมันกลับมา เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง
นับไม่ถ้วน

แต่แล้วดวงตาก็เริ่มจับแสงบางอย่างได้
มันคือดวงดาวยิบยับสีม่วงเหมือนตอนที่เรา
หลับตาแล้วยังคงเพ่งมองอะไรสักอย่างอยู่
อาการนั้นวูบวาบไปมา ใจก็ยังคงรับรู้ถึง
การเตือนตัวเองให้อยู่กับลมหายใจ

สุดท้ายก็ม่อยหลับไปอีกครั้งจนได้...

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568

เงินๆทองๆ

 


เมื่อหัวค่ำได้มีโอกาสนั่งคุยกับพี่ที่สนิทกัน
นับเวลาคร่าวๆได้ก็คงเกือบๆยี่ิสิบปี
ที่รู้จักกันมา ไปมาหาสู่กันเสมอ

ระหว่างเรามากกว่าครึ่งเป็นการพบเจอ
ที่ถูกคั่นกลางด้วยเครื่องดื่มน้ำแข็งโซดา

"มึงรู้ไหม กูโดนไปเท่าไหร่"
เป็นคำถามที่สร้างความประหลาดใจได้
เหมือนกัน เมื่อพูดถึงการโดนคนอื่นโกง
"เงิน"

ผมรับทราบจากคนใกล้ตัว แม้กระทั่งตัวเอง
ก็ยังโดนโกงจากมิจฉาฉีพ

ระดับผมแล้วแค่หลังพัน หากเทียบกับพี่แก
แล้วระดับสองสามแสนก็คงถือว่าจิ๊บๆ

ยำคอหมูย่างกับซุปหน่อไม้นั้นจืดชืดลงไป
ทันที เมื่อเทียบกับความเผ็ดร้อนเรื่องการ
ถูก "โกง"

มิจฉาชีพยังไม่เจ็บใจเท่าลูกค้าหรือผู้ว่าจ้าง
ที่ทำงานด้วยกันมาอย่างซึ่งๆหน้าทำกันเอง

หากนับเป็นตัวเงินแล้วก็ถือว่าเยอะเอาการ
ผมต้องทำงานกินเงินเดือนกี่ปีกันนะ
กว่าที่จะหาเงินได้ขนาดนั้น

ชีวิตต้องมาพบเจอกับคนใจไม้ไส้ระกำทำ
กันเองได้อย่าลงคอ คิดแล้วก็เศร้า

แต่จะทำยังได้หล่ะ มนุษย์เราแม่งดำเนิน
ชีวิตกันด้วยความโลภกันทั้งนั้น

อยู่ที่ว่า ใครจะโลภมาก โลภน้อย
เห็นใจคนอื่นบ้าง หรือ ไม่สนใจอะไรเลย

เหล้าหมดแบนก็เล่าไม่หมดหรอก
แต่เวลาเรามีจำกัด

ต่างคนต่างรู้ว่าเราเหลือเวลากันอีกไม่นาน
จึงรำ่ลากันเพียงพอหอมปากคอ

แต่กลับได้เห็นใจกันมากกว่าที่เคย
คิดแต่เพียงว่า ระมัดระวังตัวเองไว้
ไม่เสียหลายเลย

เงินทอง ใครก็อยากได้

อีกเรื่องของอารมณ์

 


เป็นเรื่องน่าแปลกสำหรับเรานะครับ
เราอยากให้คนอื่นพูดดีๆกับเรา
แต่บางครั้ง เรากลับใช้อารมณ์กลับไป

ห้ามกันไม่ได้จริงๆเรื่องนี้

การควบคุมอารมณ์ เท่าทันมัน จึงเป็น
เรื่องสำคัญของชีวิตอีกเรื่องหนึ่ง

หลายต่อหลายคนต้องประสบกับความ
วิบัติเนื่องจากทำอะไรไปตามอารมณ์
เพียงแค่วูบเดียวเท่านั้น

และอีกมากมายหลายเหตุการณ์นับไม่ถ้วน
ล่าสุดผมเปิดไปเจอการรณรงค์ที่น่ารักชิ้น
หนึ่ง ซึ่งเป็นความคิดที่ดีมาก คือ
ไม่หงุดหงิด หัวร้อน ด่าทอ สบถ เวลา
ที่เราขับรถ

เห็นแล้วก็คิดว่า เออ เข้าท่าแหะ
น่าจะลองดูสักเจ็ดวันอย่างที่เขาชักชวน

ถ้าทำได้ชีวิตก็คงจะดีขึ้น อย่างน้อยสุขภาพ
จิตของเรา อารมณ์ของเราอาจจะสุขุม
เยือกเย็นลงกว่านี้ก็ได้

ได้ผลอย่างไร จะพยายามตรวจสอบ
เก็บบันทึกไว้เตือนตัวเองอีกที

วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568

โชคช่วย

 


คนเราจะโชคดีได้สักกี่หนกัน

ผมอาจจะเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อในเรื่องดวงชะตา
หรือว่าโชคอะไรทำนองนี้สักเท่าไหร่
แต่ก็ต้องบอกว่า เรื่องเหล่านี้ก็มีส่วนในชีวิตอยู่
เหมือนกัน เพียงแต่ว่า ผมไม่ค่อยได้เอาเรื่อง
เหล่านี้มาคิด มาใส่ใจ

คิดแค่เพียงว่า เราเองนั่นแหละที่เป็นคนกำหนด
โชคชะตาของตัวเอง ซึ่งนั่นก็เป็นความจริงเพียง
แค่ส่วนหนึ่ง

หากเราเอาเรื่องโชคมาใส่ใจมากเกินไป
ก็อาจจะกลับกลายเป็นว่า เราหมกมุ่น
จนบางครั้งก็ดูเหมือนงมงาย ไม่ลืมหูลืมตา

โชคช่วยก็ส่วนหนึ่ง โชคที่แสวงหาเองก็ส่วนหนึ่ง
ชีวิตเราจะดีหรือไม่ดีก็ควรจะหาสมดุลตรงส่วนนี้
ให้กับตัวเองอย่างเหมาะสม

ผมมักจะรู้สึกว่าตัวเองโชคดีอยู่บ่อยๆ
บางเรื่องร้ายๆก็ยังหาทางมองมันในแง่ดีจนได้
แบบว่า "เออ กูนี่โชคดีเนาะ ที่ยังรอดมาได้"

แต่จะโชคดี รอดตายได้สักอีกกี่หน?

วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568

กลับมาทำ "งาน"

 



คำว่า "งาน" ในนิยามของใครหลายๆคน
คงจะแตกต่างกันออกไป

งานหลักๆในความคิดของผม
อาจจะแบ่งได้เป็น
งานที่ได้เงิน กับ งานที่ไม่ได้เงิน และ
งานที่สุขใจ กับ งานที่มิได้ยินดียินร้ายกับมัน

หากเราสามารถเลือกงานได้ โดยที่ไม่ต้องมี
รายได้ หรือ เงินเข้ามาเกี่ยวข้อง
หลายๆคนก็คงจะเลือกงานที่ตัวเองนั้นมีความสุข
ที่ได้ทำกับงานนั้นๆ

คงไม่มีใครต้องการที่จะเข้ามารับฟังหรือรับอารมณ์
ของลูกค้าที่เหวี่ยงวีน หรือว่าเข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ
ที่ตัวเองนั้นก็มิได้สร้างมันขึ้นมา

จะมีสักกี่คนที่อาสาเอาความสบายของตัวเอง
ไปแลกความสุขใจที่จะทำให้ชีวิตของผู้อื่นดีขึ้น
บางครั้ง มันอาจจะถึงขั้นลำบากลำบนเสียด้วยซ้ำ

แต่โลกเราหมุนไปแบบนี้
เราอยู่ในโลกที่ดำเนินมาแบบนี้เป็นพันปีแล้ว
หากหวังว่าจะให้มนุษย์เรามีความเท่าเทียมกัน
อีกพันปีก็เห็นจะยังไม่ถึง

มนุษย์เราหลากหลายสายพันธุ์ มีความต้องการ
มีความเห็นแก่ตัวนับไม่ถ้วน จะให้มีความคิดเห็น
เหมือนๆกันกับที่เราอยากให้เป็นก็คงจะยาก

จึงก่อเกิดเป็นความคิดที่ว่า "เราสุขใจ" ที่จะทำ
แบบไหนแล้ว "ไม่เดือดร้อน" ผู้อื่น ก็ทำไปเถอะ

มันเป็นกิจกรรม หรือ เป็น "งาน"
ที่เราสามารถเลือกได้เอง
แม้ว่ามันจะไม่สร้างรายได้ใดๆให้เราเลยก็ตาม

อย่างน้อย มันก็สร้างให้เรา "สุขใจ"

สองใจ

 


การวิ่งเคยเป็นเรื่องง่ายสำหรับผม
บางวันแทบไม่ต้องคิดเลยว่าจะต้องออกไปวิ่ง
เพียงแค่รู้ว่ากลับบ้านมาต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
แล้วก็ออกไปหาสถานที่วิ่ง

บางครั้งถึงขั้นมีการเตรียมเสื้อผ้าไว้ล่วงหน้า
หากทราบว่าเวลางานนั้นเบียดเบียนล่วงเลย
จนมารบกวนการวิ่ง

ผมวิ่งเป็นประจำอยู่หลายปี
ส่งผลให้สุขภาพไม่ค่อยจะย่ำแย่ลงไปกว่าที่ควร
ทั้งๆที่ชีวิตนี้ก็มีกิจกรรมทำลายสุขภาพมากโข

จนวันหนึ่ง การวิ่งเริ่มตีตัวออกห่างจากชีวิตผม
ไปทีละนิดๆ เราเริ่มคุยกันน้อยลง บางครั้งก็
อ้างว่าไม่มีเวลา ติดงานเลี้ยงปีใหม่บ้าง
ญาติมาเยี่ยมที่บ้านอยู่หลายวัน ออกมาพบปะ
กันไม่ได้บ้างฯ

จนทำให้ความสนิมสนมกันมานั้นเริ่มจืดจางลงไป
มองหน้ากันไม่ค่อยสะดวกใจเหมือนแต่ก่อน

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผมจึงลองหันไปคบกับ
การเวทดู แต่เธอก็เอาใจยากเหลือเกิน
บางวันผมว่าง เธอกลับไม่ว่าง
วันไหนผมอยากใช้อุปกรณ์นี้ แต่เธอก็ดันให้
เวลากันคนอื่น สัปดาห์หนึ่งๆก็มีเวลาทำการ
เพราะเป็นของรัฐฯ

บางเวลาก็ทำให้คิดถึงการวิ่งเหมือนกันนะ
อยากจะไปวิ่งที่ไหนก็ได้
ตีสี่ตีห้ายังทำได้ จะวิ่งนานเท่าไหร่ก็ได้

ต่อไปคิดว่า ผมจะทำอย่างไร ให้ทั้งสอง
คบกับผมต่อไปอย่างสนิมใจกันทั้งคู่

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ติด

 


ประโยคฝังหัวที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ คือ
ชอบอารมณ์ตอนเสพติดอะไรสักอย่าง
และก็ต้องใช้ความพยายามที่จะต้องเลิกสิ่งนั้นๆ

เลิกได้แล้วก็อยากจะกลับไปเสพติดมันอีก
แล้วก็มีเหตุการณ์ให้คิดที่จะเลิกมันอีก

วนไปอยู่อย่างนี้ ไม่รู้ว่าจุดจบจะไปอยู่ตรงไหน
หรืออาจจะไม่มีคำว่าสิ้นสุดเลยก็ได้

ผมคนนึงก็มักจะเป็นแบบนี้
บางช่วงติดสุรา ติดบุหรี่อย่างหนัก
พอถึงจุดๆหนึ่งก็มีอะไรสักอย่าง ทำให้ไม่อยาก
กลับไปใช้สิ่งเหล่านั้นมากเท่าแต่ก่อน
หรือบางครั้ง ละเลิกไปหลายปีเลยก็มี

แต่แล้วจังหวะชีวิตก็จะพาให้เส้นทางเดินกลับ
มาบรรจบกันใหม่อีกครั้ง

ทำความรู้จักมักคุ้นกันได้ไม่นานก็เข้าขั้นสนิท
สนมอย่างกับเพื่อนเกลอที่เตร็ดเตร่ด้วยกันมานาน
ร่วมหัวจมท้ายกันอย่างถึงพริกถึงขิง

แต่แล้ววันนึง ก็อยากจะหลุดพ้นวังวนนั้นๆ
ออกไปแสวงหาสิ่งใหม่ ที่ต้องสละเวลาในวังวน
ออกไปก่อน

จนกว่าจะพบกันใหม่
แล้วเราคงกลับมาสรวลเสเฮฮากันอีกครั้ง
(ไม่รู้ว่าจะเลิกอะไรก่อน)

ในวันที่เราจากไป



ช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงที่ยุ่ง
อีกช่วงหนึ่งของชีวิตเลยก็ว่าได้

เพื่อนคนหนึ่งจากไปโดยไม่มีวันกลับ
ปลดเปลื้องภาระจากโลกนี้สู่ภพภูมิที่รอ
เราอยู่เบื้องหน้า

การเร่งรีบกับการเตรียมงานต่างๆ
เพื่อรอรับเพื่อนพี่น้องที่คาดว่าจะมาร่วมงาน
ทำให้มองเห็นถึงคนที่กำลังหายใจอยู่ว่าต้อง
พบเจอกับเรื่องราววุ่นวายอีกมากมายเช่นไร

ชีวิตคงต้องดำเนินแบบนี้ต่อไป ไม่สิ้นสุด
ลืมตาตื่นมาเพื่อออกไปไขว่คว้าบางอย่าง
ที่เราต่างเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตที่มีอยู่นั้น
ดีขึ้น สบายมากขึ้น มีทุกข์น้อยลง

สะสมความเป็นตัวตน ข้าวของ เครื่องใช้
โดยที่บางอย่างเราแทบไม่เคยได้ใช้เลย

แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ไขว่คว้ามาได้ทั้งหมด
ก็กองอยู่ตรงนั้น....

ในวันที่เราจากไป