วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

โลกจริง 6

 


    ในสถานการณ์จริงๆแล้ว ช่างต้องมุด
เข้าออกใต้รถอยู่หลายรอบเพื่อปลดเกียร์
ให้เป็นเกียร์ว่าง เพื่อให้รถนั้นเข็นได้
และก็ต้องมุดกลับไปทำให้เป็นเหมือนเดิม
เพื่อให้รถนั้นกดปุ่มสตาร์ทได้
(สตาร์ทเกียร์ว่างไม่ได้)

และพอจะขึ้นรถสไลด์ก็ต้องปลดเกียร์อีก
ลงอู่แล้วก็ต้องทำให้เกียร์เป็นปกติ
วนเวียนไปอยู่อย่างนี้หลายรอบ จนขนาด
ผมที่ยืนดูเฉยๆยังรู้สึกเหนื่อยแทน

    กว่าจะถึงอู่ได้ก็เล่นเอาหัวหมุน
กันแทบแย่ พอถึงอู่ก็จัดการขึ้นลิฟท์ยกรถ
จัดการเกียร์ให้เข้าที่แบบเก่า
ปลดสายพานหาสาเหตุแห่งความวิบัติครั้งนี้

สุดท้ายก็พบว่า คอมเพรสเซอร์แอร์นั้น
เสียถึงขึ้นติดตาย ไม่สามารถหมุนได้
ทำให้เกิดแรงต้านที่สายพานหน้าเครื่อง
หมุนให้ตายยังไงก็ไม่ไป
ถึงมีไฟแรงๆที่ทำให้ไดหมุนไปได้
สายพานก็ต้องไหม้ภายในไม่กี่วินาที
(สาเหตุควันขึ้น)

ฉนั้น ปัญหาที่คิดว่าแบตเตอรี่อ่อนนั้น
ตัดออกไปได้ ไดชาร์ตไม่ชาร์ตก็ตัดออกไป
เหลือไว้เพียงคอมฯแอร์เจ้ากรรมเท่านั้น
ที่ก่อเรื่องราวทั้งหมดนี้ขึ้นมา

สรุปเอาเป็นว่า ถึงเวลามันจะเสีย
มันก็เสียเอาดื้อๆ

ทั้งที่ก็หาสาเหตุมานานอยู่เหมือนกันว่า
ทำไม่แอร์ถึงเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง
สงสัยไปทั่วว่าอะไรมันเสียรึเปล่า
แต่ก็ยังไม่ได้เอาไปให้ช่างแอร์ดู
ให้เค้าหาสาเหตุจริงๆจังๆเสียที

คิดว่า ยังพอใช้งานได้ ก็ใช้ไปก่อน
สุดท้ายก็ออกดอกออกผลให้ต้องจมจ่อม
ติดปลักไปไหนไม่ได้
สร้างปัญหาให้ชาวบ้านอยู่คาแยกไฟแดง

ทราบปัญหาแล้วก็สบายใจ
มีหนทางแก้ไขไปตามปัญหาที่เกิด
ปิดจ็อปจบปัญหาภายในวันได้แล้ว
ก็รบกวนพี่ชายรถสไลด์ให้ขับไปส่งที่บ้าน

ถึงบ้านได้ก็เปิดดูโลกโซเชี่ยล
ดันเห็นภาพเหตุการณ์ของตัวเองในนั้น
ที่ถูกถ่ายรูปโดยผู้สัญจรผ่านไปมาอีกฝั่ง

แต่ข้อความเข้าใจผิดคิดว่ารถพี่ชายที่เขา
เข้ามาช่วยเหลือตอนแรกเป็นฝ่ายขับ
สวนทางมาชนรถผมกระมัง

    อ่านแล้วก็งงๆว่าอะไรหนอ
ทำให้คนอีกโลกหนึ่ง เขาเข้าใจว่า
"โลกจริง" ของผมเป็นไปอย่างไร

คนไม่รู้เรื่องราวๆจริงๆก็แห่เข้ามาแสดง
ความคิดเห็นกันอย่างคนละเรื่อง
อ่านแล้วไม่เจริญใจจริงๆ

"โลกของเรา อยู่คนละมุม" กันจริงๆ

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

โลกจริง 5

 


    หลังจากจั้มพ์สตาร์ทกันอยู่สองสามรอบ
ใช้แบตจั้มพ์ที่ปล่อยกระแสแรงๆทำให้ไดฯ
หมุนเครื่องได้ แต่ก็ไม่ติด ยังแถมมีควันไหม้
ขึ้นที่บริเวณหน้าเครื่องอีก

กรณีที่แบตหมดจึงถูกตัดออกไปสำหรับเหตุนี้
เพราะถึงมีแบต ยังไงเครื่องก็ไม่ติด
จุดนี้จึงต้องวิเคราะห์กันต่อที่ด้านหน้าเครื่อง
แล้วครับ

ที่หน้าเครื่องจะมีมู่เล่ย์แคร้งชาร์ฟ(Crank
Shaft) ทำหน้าที่เสมือนต้นกำลังที่รับแรง
มาจากลูกสูบ แล้วก็ร้อยรัดด้วยสายพาน
ยึดโยงไปยังส่วนอื่นๆเช่น ไดชาร์ต
คอมเพรสเซอร์แอร์ ปั้มน้ำมันพาวเวอร์
(รุ่นใหม่ๆเป็นพาวเวอร์ไฟฟ้า)ปัั้มน้ำหล่อเย็น
ฯ และอื่นๆอีกที่อยากจะให้มีแรงจากการ
หมุน

ถ้าแบตอ่อน ไม่มีกำลัง ก็เป็นไปได้ว่าไดชาร์ต
อาจจะเสีย หรือ ไม่ทำงาน แต่เครื่องก็ควร
จะติดหากพ่วงขึ้นมาแล้ว

แต่ตอนนี้ไม่ติดแถมยังมีบางอย่างทำให้แรง
หมุนนั้นไปเสียดสีให้สายพาน หรือ ยาง
บางตัวไหม้อีกต่าหาก

ณ สถานที่ริมถนนคงทำอะไรไม่ได้มาก
ผมจึงได้โทรฯหารุ่นพี่ที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยกัน
ให้นำรถสไลด์มารับตัวผู้ป่วยไปส่งที่อู่ต่อไป

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

โลกจริง 4

 


ความวุ่นวายของการจราจรยังคงดำเนินต่อไป
มีคนผู้ใช้รถใช้ถนนเกิดความสงสัยใคร่รู้ต่อเหตุ
ที่ทำให้พวกเขาต้องพบเจอกับความผิดปกติ
ในการสัญจรไปมา

บางคนในรถบางคันส่งสายตาไม่น่าเป็นมิตร
และอีกหลายๆคนจ้องมองด้วยความอยากรู้

เวลาผ่านไปอีกเท่าใดก็ยากที่จะคะเน รู้เพียง
แต่ว่า เวลาแห่งการรอคอยใครสักคนที่จะมา
ช่วยเหลือในยามนั้นช่างนานแสนนาน

ท้องฟ้ามืดลงไปเต็มที่แล้ว ปล่อยให้แสงสี
แห่งค่ำคืนที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาโดยมนุษย์สาด
ส่องไปมา

จากนั้น อีกไม่นานเกินกว่าสิบไฟแดง แพทย์
ประจำตัวก็เดินทางมาถึงพร้อมกับผู้ช่วยและ
เครื่องมือแก้ไขเฉพาะหน้า

เริ่มด้วยการพ่วงแบตอีกครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล
ลงเอยด้วยการใช้แม่แรงยกรถเพื่อมุดไปใต้ท้อง
รถเพื่อทำการปลดเกียร์อัตโนมัติให้กลายเป็น
เกียร์ว่าง ทำให้สามารถเข็นรถเข้าข้างทางสู่
ที่ปลอดภัย ไม่รบกวนการจราจร

หลังจากหลบเลี่ยงลงมาข้างทางได้แล้ว
ก็ยังหาทางพ่วงแบตต่อไป เนื่องจากคาดว่า
พลังงานแบตเตอรี่ไม่น่าจะเพียงพอที่จะสร้าง
กำลังหมุนให้เครื่องยนต์ติดขึ้นมา

อีกทางออกหนึ่งที่ผมคิดได้ คือ โทรฯ ให้
น้องชายเอาสายพ่วงเส้นที่ใหญ่กว่ามาให้
เพราะเส้นเดิมที่พี่ชายเอามา ขนาดมันเล็ก
คิดว่าคงจ่ายไฟได้ไม่เยอะ

รออีกไม่นาน น้องชายก็นำสายพ่วงแบตเส้น
ที่อยู่ในออฟฟิศมา พร้อมกับแบตจั้มพ์สตาร์ท
แบบพกพาอีกสองอัน

พอทดลองใช้แบตแบบจั้มพ์สตาร์ทซึ่งให้กำลัง
ไฟฟ้าแรงมาก เครื่องยนต์สามารถหมุนได้
แต่ก็ไม่ติดขึ้นมา แถมยังมีความขึ้นที่บริเวณ
ด้านหน้าเครื่องอีกต่างหาก...

ปัญหาใหม่ เกิดขึ้นมาอีกแล้วครับ

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

โลกจริง 3

 


    หลังจากพ่วงสายแบตเตอรี่เข้าหากันแล้ว
กดปุ่มสตาร์ทก็ยังเป็นแบบเก่า
คือ อาการเหมือนว่าไดสตาร์ทพยายาม
ที่จะหมุน แต่เหมือนกับว่า เรี่ยวแรงมีไม่พอ
ที่จะทำให้เครื่องนั้นหมุุนได้

พลันสร้างความงุนงงให้กับผมและเหล่าพี่ๆที่
เข้ามาช่วยเหลือ เช็คสายพ่วงแบตก็แน่นหนาดี
แต่ทำไม่มีกำลังที่จะหมุนเครื่องได้กันเล่า

    ผมจึงได้โทรฯหาแพทย์ประจำตัวของ
"หล่อน" แจ้งอาการคร่าวๆไป และได้รับ
การตอบกลับมาว่า จะส่งเจ้าหน้าที่ลงมา
ที่ภาคสนาม

ระหว่างเหตุการณ์วิกฤต เรามักจะพบเจอ
ผู้คนหลากหลายประเภท ที่มองเห็นได้ชัดเจน
สองกลุ่มคือ คนที่พยายามช่วยเหลือ กับ
คนที่ไม่ช่วยแถมยังเอาเท้าราน้ำ

โชคดีสำหรับผม คือ มีคนมาช่วยพายเพิ่มขึ้น
อีกหนึ่งคน ซึ่งพี่เขามาตอนไหนไม่ทันสังเกตุ
เห็นได้

อยู่ดีๆก็โผล่มาข้างรถแล้วก็ถามว่า เป็นยังไง
ได้หรือไม่ ? จากนั้นก็เดินย้อนกลับไปที่รถ
ของเขา ซึ่งจอดอยู่ด้านหลังรถพี่อาสาฯอีกที

ซึ่งผมมองตามไปก็เป็นรถยุโรปเช่นกัน
ผิดกันตรงที่ยี่ห้อนั้นเป็น Mercides แบบ
สปอร์ต สองประตูสีขาว

พอพี่แกเดินกลับมาอีกทีก็มีเครื่องอ่าน OBD II
ติดมือมาด้วย จัดการเสียบปลั๊กเข้ากับตัวรถ
เปิดอ่านข้อมูลจากตัวรถ

ซึ่งพบว่า มีการแจ้งเตือนหลายรายการ
พี่เขาจึงทดลองลบการแจ้งเตือนต่างๆดู
แล้วก็ให้ทดลองสตาร์ทอีกรอบ

ปรากฎว่าไม่เป็นผล....

แกจึงมอบทางออกไว้ว่า หากแก้ไขไม่ได้ยังไง
เอาขึ้นรถสไลด์ไปทำที่อู่แกก็ได้
แล้วก็แจ้งพิกัดไว้
พร้อมกับเดินทางจากไปด้วยความหวังดี
อย่างเงียบๆ

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

โลกจริง 2

 


    พอขอความช่วยเหลือจากแกแล้ว
ความคิดก็มุ่งไปที่ประเด็นแรก คือ
"แบตเตอรี่" อาจจะหมดทำให้สตาร์ท
ไม่ติด

ผมจึงคิดว่าลองแก้ไขด้วยการ "พ่วงแบต"
ซึ่งต้องใช้สายพ่วงครับ
เลยสอบถามแกว่า พี่มีสายพ่วงแบตมั้ย?

"ไม่มีติดรถอยู่ ต้องไปเอาที่บ้าน" แกว่า

ความโชคดีอีกอย่างคือ บ้านของแกที่ว่านั้น
ก็อยู่ใกล้ๆแยก มองเห็นตรงหน้านี่เอง

หลังจากวนรถไปเอาสายพ่วงมาแล้ว
แกก็เอาหน้ารถหันเข้ามาทางหน้ารถผม
เพื่อที่จะทำการใช้สายต่อขั้วแบตให้ถึงกัน
(แบตรถยนต์ส่วนใหญ่ถูกติดตั้งไว้ที่ด้านหน้า
หากเป็นรถยุโรปส่วนมากจะเอาไปไว้ที่
ด้านหลัง)

ความโชคดีอีกอย่าง คือ รถของพี่ชายนั้น
เป็นรถยนต์ที่ติดตั้งไฟฉุกเฉินรอบคันไว้
สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยบนท้องถนน

จึงเปิดไฟกระพริบแดงน้ำเงินแบบรถกู้ภัย
ไว้เตือนผู้สัญจรไปมา
เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนกันได้

พอสายพ่วงมาแต่รถผิดทาง จังหวะนั้นก็มี
รถอาสากู้ภัยทางหลวงมาปิดท้าย
เปิดไฟวับๆแวบๆเพิ่มให้อีกคัน
ซึ่งทราบภายหลังว่ารู้จักกันกับพี่ชายอีก

แต่ไหนๆก็มาปิดท้ายให้แล้วก็เลยขอให้จ่อ
เข้ามาพ่วงแบตเสียเลยครับ

ตอนนั้นในใจขอให้พ่วงแล้วก็ติดขึ้นมาขับต่อ
ไปได้อย่างไม่มีอะไร แต่ความเป็นจริง
ส่วนใหญ่มักจะไม่เป็นดั่งที่เราคิด

ใช่ไหมครับ?

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

โลกจริง 1

 


เมื่อวานครับ...

ช่วงเย็นหลังจากเลิกงานแล้ว ก็ออกไป
วิ่ง ออกกำลังกายตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติ
คือ เปลี่ยนสถานที่ใหม่ครับ

อยากทดลองไปที่อื่นดูบ้าง เหตุเพราะ
เพื่อนเคยบอกไว้ว่า อากาศดี สถานที่
โล่ง มองเห็นภูเขาและทิวทัศน์ทางด้าน
เขาใหญ่แลดูสวยงาม

ณ ที่นั้นห่างไกลจากบ้านและที่วิ่งเดิมอยู่
พอสมควร จึงคิดว่าขับรถยนต์ไปดีกว่า
(ชื่อนังย้อย คันที่ชอบงอแงขอความรัก
บ่อยๆ)สถานที่จอดรถก็เยอะ และอย่าง
น้อยก็ได้พารถออกไปแล่นบ้าง (เธอเป็น
รถคันที่สองของบ้านที่ไม่ได้ใช้เป็นประจำ)

หลังจากวิ่งจนเหนื่อย หน้าร้อนผะผ่าว
ร่างกายรู้สึกว่าเกือบทนไม่ไหวแล้วก็พอ
บอกตัวเองว่าอย่าฝืนไป หวัดที่อยู่ในตัว
ยังไม่หายดี ยังมีน้ำมูกมาขวางทางลม
หายใจอยู่

เดิน สักระยะเพื่อค่อยๆลดระดับการเต้น
ของหัวใจให้อยู่ในเกณฑ์ปกติแล้วก็กลับ

ระหว่างทางกลับบ้านนี่แหละครับ ที่สร้าง
ความระทึกให้กับผม แต่มันก็สร้างความ
ไม่พอใจให้กับใครหลายๆคนอีกด้วย

บริเวณ สี่แยกไฟแดงเลนขวา ผมจอดรอ
สัญญาณไฟเป็นคันที่สอง ระหว่างรอก็กดปุ่ม
นู่นนี่เล่นไป อยู่ดีๆเธอก็หลับดับเครื่อไปซะ
ดื้อ สตาร์ทยังไงก็ไม่ติด อาการคล้ายกับ
แบตเตอรี่ไม่มีแรงไฟพอที่จะหมุนเครื่องยนต์

"เอาอีกแล้วลูกรัก" ในใจคิด
แล้วไฟตรงหน้าก็พลันสว่างจ้าส่องแสงสี
เขียวขึ้นมา

พยายามกดปุ่มสตาร์ทอีกรอบก็ยังไม่ติด
จึงตัดสินใจเปิดไฟฉุกเฉินลงรถไปโบก
ให้รถที่ติดอยู่ด้านหลังเลี่ยงไปที่ช่องทาง
ซ้ายก่อน

แต่ในความโชคร้ายย่อมมีความโชคดีปะปน
คันที่ติดอยู่ด้านหลังรอเปลี่ยนเลนส์ถัดไปอีก
สามสี่คัน เป็นรถพี่ชาย(ลูกป้า)ผมจึงได้
เรียกแกขอความช่วยเหลือ...

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

โดยปริยาย

 


    การเดินทางที่ผ่านมาของพวกเรา
อาจเป็นแค่การสั่งสมประสบการณ์ที่จะนำมา
คาดคะเนว่าเราจะสามารถทำอะไรต่อไป
ในอนาคต

    หากเรากล้าริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ
การออกไปทำธุรกิจก็คงเป็นเรื่องน่ากลัว
น้อยกว่าคนที่ไม่เคยทดลองทำอะไรเลย

    อีกเช่นกัน หากเรามีความคิดความอ่าน
ที่เป็นอีกมุมมองหนึ่ง ไม่ปล่อยให้ตัวเองติดกับ
ดักทางความคิดอยู่ในวงจรเดิมๆ
เราก็จะคิดไม่เหมือนคนอื่นๆที่ไม่ได้ฝึกให้เป็น
คนที่มีมุมมองกว้างไกล

    ดังนั้น การออกไปหาประสบการณ์ที่
หลายหลาก จึงเป็นเรื่องที่สมควรริเริ่ม
ตั้งแต่ความคิดของเราเป็นสิ่งแรก

แล้วหนทางต่างๆ หรือจุดที่เราจะมองย้อน
กลับมา ก็จะต่อกันเองโดยปริยาย

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ลึกๆข้างใน

 


    สิ่งที่น่ากลัวและอันตรายสำหรับเรา
ผมคิดว่าอาจจะไม่ใช่ภัยอันตรายอะไรที่อยู่
รอบๆตัวเราหรอกครับ

จริงๆแล้วมันอาจจะอยู่ภายในตัวเราเอง
เพียงแต่ว่า เราจะปล่อยให้มันมีโอกาส
"หลุด" หรือ "แสดง" ได้หรือเปล่า

ว่ากันว่า ยิ่งคนเรามีอำนาจในการทำอะไร
สักอย่างแล้ว เราก็มักจะใช้มันอย่างไม่คิด
อะไรมากมาย และก็จะพยายามหาทาง
ไปสู่จุดที่สามารถใช้พลังอำนาจนั้นให้ได้มาก
กว่าเดิม

เหมือนกันกับที่เราต้องการหาความสุข
ความสบายต่างๆจากชีวิต

เรารู้สึกว่าปัจจุบันยังดีขึ้นกว่าเดิมได้อีก
เราเก็บเงินสร้างบ้านหลังใหญ่ได้
ตำแหน่งงานเราก็สามารถเติบโตขึ้นไป
ทำเงินได้มากกว่าตอนนี้ และ เราก็ยัง
สามารถใช้จ่าย ได้มากกว่านี้

แต่ยิ่งวันเวลาผ่านไปเท่าใด เราก็ยิ่งหลง
ระเริงไปกับมันเท่านั้น

เราต้องการเพิ่มขึ้นๆอย่างไม่รู้จบ
เราไม่เคยรู้สึกว่ามันอิ่ม หรือ พอแล้วสำหรับ
ชีวิต

และความที่เราไม่พอเนี่ยแหละครับ
มันอาจจะทำให้เราเดินเข้าไปสู่มหาวิบัติภัย
แห่งความทุกข์ที่เราไม่อาจหลีกหนี

บางทีนะครับ
คำว่า "แค่นี้ก็พอแล้ว" อาจจะไม่ใช่ว่าเรา
อ่อนแอ หรือไม่อยากจะพัฒนาอะไร

แต่มันอาจจะหมายถึงว่า เราเห็นอะไรๆ
แบบที่มันเป็นไปอย่างลึกซึ้งระดับหนึ่งแล้ว
ระดับที่ลึกลงไปในใจของตัวเองจนเห็นสิ่งที่
มันซ่อนอยู่ลึกๆนั้น

และไม่อยากให้มัน หลุด หรือ แสดงออกมา
จนสร้างความเดือดร้อนให้แก่เรา

เท่านั้นเอง....

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

แค่มือซ้ายที่แปรงฟัน

 


    หลายๆเช้ามานี้ที่พาเด็กๆอาบน้ำ
ผมมักจะสอนให้พวกเธอทดลองใช้มือซ้าย
แปรงฟันทางซีกขวา และใช้สลับกันในอีก
ด้านหนึ่ง

วันแรก ทั้งคู่ก็จะบอกว่าไม่ถนัด ทำไม่ได้
คนพี่รู้มาก ชิ่งหนีไปอย่างไว ผลกรรมทั้ง
หลายจึงตกมาอยู่กับที่เด็กจิ๋วตัวน้อย

ผมสอนให้จับมือซ้ายแล้วก็ใช้มือตัวเองนั้น
จับซ้อนทับไปอีกที เหมือนเขียนหนังสือ

แรกๆก็ตะกุกตะกักทุลักทุเล ดูไม่เป็นท่า
อีกวันหนึ่งผมก็บอกอีก คนพี่ปฎิเสธอีกเช่น
เคย แต่คนน้องมีความพยายามที่จะสู้

เธอถามผมว่าทำไมเราต้องเราทำอไร
ที่ไม่ถนัดด้วย แล้วปะป๊าถนัดข้างไหน

ใช่ครับ ผมถนัดข้างซ้าย แต่ไม่ได้หมาย
ความว่าอยากให้เด็กๆเค้าถนัดข้างซ้าย
เหมือนกันกับผมอะไรหรอกครับ

ผมพยายามเล่าความรู้ทั้งหมดที่มี ถ่ายทอด
ไปให้พวกเธอเท่าที่จะทำได้ในทุกครั้งที่มี
โอกาส

ผมเล่าไปว่า คนเรานั้นมีสมองที่ใช้ควบคุม
ร่างกายและจิตใจอยู่สองฝั่ง คือ ซ้าย
และ ขวา สมองฝั่งซ้ายควบคุมการทำงาน
ของร่ายกายซีกขวา และความคิดที่เป็น
ตรรกะ คิดเป็นวิธี คิดคำนวณ ส่วนสมอง
ฝั่งขวาก็ควบคุมการทำงานซีกซ้ายของ
ร่างกายและความคิดจินตนาการทั้งหลาย

และถ้าหากเราฝึกร่างกาย ฝึกสมองให้
หมั่นใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วทั้งสองฝั่ง
ซึ่งอาจจะไม่ต้องเท่าเทียมกันก็ได้
เราก็จะกลายเป็นคนที่สามารถทำอะไร
ยากๆได้

ขนาดเรื่องแปรงฟันด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด
เรายังสามารถทำมันได้

ต่อไป หากพวกเธอเจอปัญหาก็ให้คิดเสียว่า
พวกเธอเริ่มทำสิ่งที่ไม่ถนัดใหม่ อีกครั้ง

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

บทเรียนจากสปาตัน

 



ผ่านไปแล้วครับ กับงานสปาตัน
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

"รอดมาได้ แต่ก็สาหัส"
หากจะให้อธิบายสั้นๆก็คงบอกได้แค่นี้

แม้กระทั่งวันนี้
กล้ามเนื้อที่ใช้งานอยู่
บ่งบอกได้ถึงอาการปวดระบม
ความอ่อนเพลียทางกาย
ยังปรากฎร่องรอยสะท้อนความรู้สึก
ได้อย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปวันงาน
ความรู้สึกแรกๆคือ
"ก็คงไม่น่าจะยากอะไรมั้ง"

แต่ใครเล่าจะรู้
หากไม่ลองไปลงสนามเอง

ช่วงแรกบอกได้เลยว่า สบายมาก
ปีนป่าย กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง
เหมือนกันวิ่งอยู่ในสนามเด็กเล่น

แต่พอผ่านไปสักสามสิบนาที
เริ่มเจอฐานที่ต้องออกแรง
อย่างการดึงเชือกที่ผูกถาดเหล็กใส่หิน
ดึงมา ลากกลับ

แล้วก็มาแบกถังสีใส่หิน
เดินวนราวๆร้อยเมตร

แบกถุงทรายยี่สิบเจ็ด กก.
เดินอีกเกือบๆสองร้อยเมตรได้

แค่นี้ก็แทบจะหมดแรง
เกือบหงายท้องนอนแล้ว

ยากสุดสำหรับผมคงเป็นการโหนเชือ
ในแนวดิ่งสูงสักสี่เมตร
ไต่ขึ้นไปตีกระดิ่งนี่แหละ
ออกแรงมาจนแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว
ยังมาเจองานที่ทำให้เหนื่อยมากกว่า
เดิมเข้าไปอีก

"เหนื่อยแทบขาดใจ"

ราวกับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน
ถูกบังคับให้ทำอะไรเหนื่อยๆหนักๆ
หนักจนกว่าจะตายกันไปข้าง
ยังไงยังงั้น

ช่วงหลังๆจึงกลายเป็นการเดิน
สลับนั่งพัก รอมีแรงจึงค่อยไปเข้าฐาน
แต่ยังไงๆก็ต้องทำให้จบ ในใจคิดไว้แค่นั้น

เวลาคนเราทดท้อนี่ มันท้อจริงๆนะครับ
เหนื่อยจนแทบจะขาดใจ
แล้วยังมาเจอสถานการณ์ตรงหน้าที่มอง
ดูแล้วแม่งโครตจะหนักหนาสาหัส

จะยอมล้มเลิกเดินหนีภาระไปก็ใช่เรื่อง
เพื่อนที่ไปด้วยกันยังอยู่ทั้งคน
พักเหนื่อยเอาแรง ให้กำลังใจกัน
สักพักนึงเราก็ลุกขึ้นไหว

ชีวิตต้องก้าวต่อไป
มันเป็นเช่นนี้มาตลอด
จนกว่าเราจะสูญสิ้นดับดิ้นไป

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมา
เรื่องต่างๆนั้นช่างดูเล็กน้อยมากๆ
ผิดกันกลับในห้วงเวลานั้น

จึงเป็นคำถามว่า
ทำอย่างไร เราจึงมองชีวิตให้ง่ายเหมือนๆ
กับเรื่องราวที่พวกเราได้เดินผ่านพ้นมา
ทั้งๆที่ปัญหาตรงหน้ายังไม่มีทางแก้?

แต่ก็รู้ว่า
เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป....

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

รักที่ลด รถที่รัก7

 


รายการยกเครื่องออกมาซ่อมแซมครั้งนี้
หมดไปราวๆเจ็ดหมื่นกว่าบาท
ถือว่ายังโอเคสำหรับยุโรปที่วิ่งมากว่า
แสนเจ็ดหมื่น กม. เพราะค่าซ่อมบำรุง
ว่ากันว่าอยู่ราวๆ หนึ่งบาทต่อ กม.

รถเก่าถือว่าเป็นปัญหาจุกจิกสำหรับผู้ที่
ใช้งานรถใหม่มาตลอด ซ่อมบำรุงทีนึง
ออกมาใช้งานได้อีกแปป ก็มีอย่างอื่น
เสียขึ้นมาให้รำคาญกันอยู่ร่ำไป

แล้วก็ไม่ค่อยเหมือนรถญี่ปุ่นที่อึดถึกทน
บางคันเดินทางกันมาร่วมสามสี่แสนโล
ยังแทบไม่เป็นอะไร

หากเป็นคน รถยุโรปก็คงเหมือนคนที่ต้อง
การความเอาใจใส่ เข้าใจความคิดเธอ
อยู่ตลอดเวลา เธอจะมาทำดีตอนแรกๆ
แล้วพอสมหวังแล้ว จะมาปล่อยปละละเลย
แบบคนทั่วไปไม่ได้นะคะ ถ้าจะทำแบบนี้
ก็ตัดใจ ขายกันไปเลยค่ะ

ฉนั้นแล้ว การที่เพิ่งซ่อมบำรุงที่หัวใจหลัก
ของคันนี้ไปแล้ว ก็อย่างเพิ่งนิ่งนอนใจว่า
ส่วนอื่นๆจะยังใช้การได้ดีอีกนานปี

หากเราไม่เข้าใจซึ่งกัน
ก็ยากที่อยู่กันได้นาน

วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ไม่ไว้ใจตัวเอง

 


"อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน"

ผมคิดว่าคำๆนี้ยังคงเป็นจริงอยู่ทุกยุคทุกสมัย
บางทีแม้แต่ตัวเอง ผมก็ยังไว้ใจไม่ได้

โลกทุกวันนี้แก่งแย่งชิงดีกันอย่างโจ่งครึ้ม
ต่างคนต่างอยากได้อยากมีในสิ่งที่ตนนั้นต้องการ
บางคนไม่สนแม้แต่ว่ามันจะส่งผลกระทบร้ายแรง
กับใคร อย่างไรบ้าง ซั่งเป็นในทำนองกันแทบ
ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ไปถึงขั้น
ระดับประเทศ ระดับโลก
จนออกนอกโลกไปแล้ว ผมก็ยังคิดว่ามีหากยัง
มีมนุษย์อยู่

เราเห็นแก่ตัวกันมากขึ้นหรือเปล่า?
มันคงเป็นคำถามที่อาจจะเกิดขึ้นในใจ

จริงๆแล้วมันอาจจะเป็นแบบนี้มานานมากแล้ว
แต่เราเพิ่งมีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของโลก
ผ่านโลกโซเชี่ยลที่เพิ่งแพร่หลายมาเมื่อไม่กี่ปี
มาแล้วนี่เอง

มันคงเป็นเรื่องยากจริงๆที่จะไว้ใจอะไรใคร
สักคนนึง

สำหรับผมเองถือว่าโชคดี ที่พ่อแม่ไม่ค่อยมี
สมบัติทรัพย์สินมากมายให้พี่น้องต้องมา
ทะเลาะกันเองเพื่อแย่งอะไรกัน
และอีกอย่าง พื้นฐานจิตใจครอบครัวเราก็มิ
ได้มีความอยากได้อะไรมากมาย

อะไรๆที่เป็นของคนอื่น ก็ไม่คิดที่จะเอามา
เป็นของตัวเอง

ครอบครัวเราไม่โลภ ครอบครัวเราช่วยเหลือ
ครอบครัวเราถูกสอนให้ทำมันขึ้นมาด้วยตัวเอง

ชีวิตผมจึงเลือกแต่ทางที่ยาก
ไม่คิดแต่ว่าจะทำอะไรก็ได้ ง่ายๆ ที่ได้เงิน
การสร้างคุณค่าของชีวิตผม คือ การได้สร้าง
สรรค์อะไรสักอย่างออกมา เพื่อตอบโจทย์
ความต้องการของผู้อื่น

สุดท้ายแล้ว ชีวิต ก็ยังไว้ใจใครไม่ได้อยู่ดี
ในชีวิตนี้ก็เห็นจะมีแค่ไม่กี่คนจริงๆครับ
ตัวผมเองยังไม่วางใจตัวเองเลย...

หลวมตัวไป สปาตัน5K

 


    เช้านี้กลุ่มเพื่อนบางคนต้องเดินทาง
ไปรับผิดชอบกับกิจกรรมที่หลวมตัวสมัคร
ไปอย่างไม่คิดอะไร

กิจกรรมที่ว่านั้น คือ การลงแข่งขัน
"สปาตัน ซุปเปอร์ 10K"

แค่คนธรรมดา ใช้ชีวิตทั่วไป และไม่ได้
ออกกำลังกายเป็นประจำ
จะให้ไปเดินๆวิ่งๆ 10 กม.
ผมยังคิดว่าหนักหนาเอาการ

แล้วนี่มันสปาตัน 10K
ซึ่งมีทั้งระยะทางที่ยืนพื้นไว้ คือ 10 กม.
ไหนจะด่านที่ต้องใช้แรง ใช้ความสามารถ
ใช้การเคลื่อนไหวอันคล่องแคล่วและ
ความแข็งแกร่งของร่างกายประกอบกัน
ปีนป่าย โหนเชือก ยกของหนัก
และอื่นๆอีกเพียบ
มองตัวรีวิวนักกีฬาที่ไปลงแต่ละคน
ก็เอาคนที่กล้ามเป็นมัดๆมาพรีเซ็นต์

ผมหันมามองกลุ่มเพื่อนแล้วก็คิดว่า
"เหมือนไปลงนรกอะ"
ผมเอ่ยกับเขาไปในค่ำคืนหนึ่ง

ซึ่งเอาจริงๆแล้วผมเองก็ยังไม่รู้เหมือน
กันว่า ผมก็หลวมตัวตามเขาไปที่ระยะ
5K ได้ยังไง ซึ่งของผมนั้น
เป็นวันที่สองถัดจากพวกเขา

เมื่อวานจึงลองมาค้นหาข้อมูล
การเตรียมตัว ความยากง่ายของด่าน
เส้นทางการวิ่ง ดูๆแล้ว แค่ 5 กม.
กลับมาคงปวดกล้ามเนื้อไปอีกหลายวัน
เนื่องจากการใช้งานมากเกิน
กำลังกล้ามเนื้อที่เคยฝึกมา อาจจะไม่
เพียงพอเสียด้วยซ้ำ

คงต้องไปวัดกันที่หน้างาน

ดีร้ายอย่างไร
จะกลับมาเล่าให้ฟังกันอีกทีครับ

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

รักที่ลด รถที่รัก6

 


    อุปกรณ์ต่างๆที่ดูดีจากภายนอก
แต่พอตรวจสอบกันจริงๆแล้วก็อาจจะมี
โอกาสก่อเกิดปัญหาอีกในเวลาข้างหน้า
ในกรณีผมนี้เป็น หม้อน้ำ ครับ

หม้อน้ำ เป็นตัวระบายความร้อนของ
เครื่องยนต์ หากเกิดการงานที่ผิดพลาด
ก็จะส่งผลให้เครื่องยนต์นั้นเกิดอาการ
ตัวร้อน เหมือนๆกับคนเราเป็นไข้
หากปล่อยให้เครื่องยนต์ร้อนเกินไป
ระบบต่างๆก็จะพากันสึกหรอและมีความ
เป็นไปได้ว่ามันจะพากัน "พัง" ทั้งระบบ

ตรงนี้ถือว่าเป็นปัญหายอดฮิต
หลายครั้งที่เราเห็นรถเสียตามสื่อต่างๆ
ในสมัยก่อนก็จะเป็นมิวสิควิดีโอที่มีควัน
พวยพุ่งออกมาจากฝากระโปรง
เพื่อสื่อให้เด่นชัดกันไปเลยว่ารถเสียนะ
ขับต่อไปไม่ได้แล้ว

หากเปรียบเทียบกันคนรักแล้วก็คงเป็นการ
ทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรง
อาจจะถึงขั้นแตกหักกันไปเลยก็ได้
ตรงนี้นี่แหละ จุดสำคัญที่จะให้คนๆนึง
กลับกลายเป็นหมาไปได้ เมื่อดีกันแล้ว

แต่กับรถไม่ใช่แบบนั้น
ถึงมันจะพังยังไง แม้จะสร้างความโกรธ
แค้นให้เราต้องเจ็บเท้าเพราะไปเตะล้อ
รถอย่างที่เห็นๆกันเวลาโมโหแค่ไหน
ยังไงๆเราก็ต้องง้อมันอยู่ดี จะตัดใจขาย
ทิ้งไปทั้งๆที่ยังพังอยู่ก็คงดูไม่ดี ไม่มีราคา
ต้องกลับมาตามง้อ ตามซ่อมกันไปจนกว่า
จะหายดี...

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ปวดหัว 4

 


    ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงไม่ชอบการรอ
คอยสักเท่าไหร่

ยิ่งผลลัพธ์ของการรอคอยนั้นมันสามารถ
ตัดสินชะตาชีวิตเราให้เปลี่ยนทิศทาง
การดำเนินชีวิตไปตลอดกาล

สำหรับผม เวลานั้นแล้ว
ผมไม่มีความคิดอะไรมากมายไปกว่า
อยากไปให้พ้นๆเสียจากความทุกข์ทรมานนี้
จะให้ทำอะไรก็ยอม

อาการอ้วกและปวดหัวค่อยทุเลาลง
หลังจากฤทธิ์ยาฉีดที่คุณหมอสั่งให้ไปฉีด
ก่อนขึ้นลิฟท์มารอการทำสแกนหัวสมอง
ออกฤทธิ์ หลงเหลือไว้เพียงแต่ความ
หนาวสั่นที่ยากจะจืดจางไปในคลินิคแห่งนี้

ผ่านไปราวๆสิบห้านาทีหลังทำการสแกน
วิดีโอภาพการสแกนก็ถูกส่งเข้ามายังไลน์

ใช่ครับ ฟิลมเอ็กซ์เรย์ ก็ถูกส่งเข้ามา
ทางไลน์เช่นเดียวกัน
เหมือนกันกับที่ผมเคยมาเอ็กซ์เรย์ปอดที่นี่

แต่จะให้ดูยังไงก็คงดูไม่รู้เรื่อง
มองผาดเดียวก็อ่อนใจ
คิดจะสงสัยอะไรก็รังแต่จะทำให้ปวดหัว
มากกว่าเก่า นั่งทำใจรอผลที่คุณหมอจะ
บอกเล่ามาดีกว่า ผมไม่อยากพยายาม
มองหาสิ่งผิดปกติจนวิตกกังวลจนเกินไป

และแล้ว เวลาที่รอคอยก็เดินทางมาถึง
แม้ว่าระหว่างที่รอนั้น
คนเราจะมีความรู้สึกนับร้อยพันอย่างที่
อธิบายไม่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังดวงตา

หากคุณเคยถูกเรียกสอบสัมภาษณ์งาน
หรือถูกเชิญขึ้นเวลาไปพูดอะไรสักอย่าง
แม้กระทั่งการเดินออกไปจับใบดำใบแดง
ในการเกณฑ์ทหาร

ผมว่า ความรู้สึกครั้งนี้ก็คงจะคล้ายกัน
กระมัง
แต่ด้วยความทรมานทางกายที่รุมเร้า
ความตื่นเต้นก็ถูกกดให้อยู่เพียงแค่ระดับ
หนึ่งเพียงเท่านั้น

และแล้ว ความกังวลต่างๆก็เหมือนถูกยก
ออกไปโดยฉับพลัน
โดยผลที่คุณหมอบอกว่า
ผมไม่ได้มีอะไรผิดปกติอยู่ในหัวอันมืดทึบ
อาจจะมีเศษเล็กๆของขี้เลื่อยบ้างนิดหน่อย
ที่หมอไม่ได้เอ่ยออกมา

จากนั้นก็สั่งจ่ายยาให้ผมกลับบ้านนอน
พักผ่อน คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะหาย
เป็นปกติ เพียงเท่านี้...

จริงๆแล้วคนเราควรมีชีวิตแบบไหน?

ผมมองเห็นหลายๆอย่างมากขึ้นในชีวิต
ที่ผ่านมา ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดเลย
ว่าจะเป็นนู่นนั่นนี่

ผมว่า จริงๆแล้วพอคนเราอายุเยอะขึ้น
และหากว่า มองเห็นชีวิตมีคุณค่า
เราก็จะรักตัวเองมากขึ้น
มองความเป็นไปของโลกได้อย่างปกติ
มากขึ้น ไม่ดิ้นรนบ้าบอไปตามกระแส
สังคมที่นับวันจะยิ่งพลิกเปลี่ยนปลิ้นปล้อน
ไปเร็วยิ่งกว่าสิ่งใดๆ

ผมยังรู้สึกดีใจเสมอ
ยามที่คิด และ รู้สึกได้เช่นนี้
ขอบคุณชีวิต
ขอบคุณทุกๆท่านที่ผ่านเข้ามา

รักที่ลด รถที่รัก5

 



การยกเครื่องทั้งลูกออกมาจากห้องเครื่อง
ดูเป็นอะไรที่เหมือนจะหนักหนาสาหัส

แต่สำหรับผมแล้ว ผมมองว่า อะไรที่มอง
ไม่เห็นตอนอยู่ด้านใน พอยกออกมาแล้ว
ก็จะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ร่องรอยและคราบ
ต่างๆที่ซ่อนตัวอยู่ก็ปรากฎออกมาอย่าง
ชัดเจนแจ่มแจ้ง

คล้ายๆกันการที่เราได้นั่งคุยกับคนรักโดย
ปราศจากอารมณ์ขุ่นมัว ต่างคนต่างให้ความ
คิดเห็นที่จริงใจ ความคาดหวังที่จะให้อีกคน
ทำอะไรอย่างที่ใจต้องการ ความต้องการ
ทั้งหมดทั้งมวลเท่าที่จะพอมีให้คิดและพูด
ถึงได้ ก็สารภาพออกมาหมดเปลือก

ผมคิดว่ามันเป็นการกระทำที่ยากยิ่งกว่า
การเดินไปขอหัวหน้าขึ้นเงินเดือนเสียอีก

ส่วนใหญ่ของมนุษย์เราจะอ้อมค้อม
มีอะไรก็ไม่ค่อยอยากจะพูดกันตรงๆให้รู้ซึ้ง
ถึงความต้องการกันแบบซึ่งๆหน้าหรอก
และด้วยเหตุเล็กๆน้อยๆเพียงนี้แหละครับ
ที่มักจะสร้างปัญหาใหญ่หลวงให้ตามมา
ในภายหลัง

"มีอะไรก็พูดกันตรงๆ" หลายคนชอบพูด
แบบนี้

แต่พออีกคนพูดตรงๆมาก็เริ่มมีอารมณ์บาด
หมางจนกลับกลายเป็นพูดกันไม่รู้เรื่องในที่สุด

เวลาผ่านไปราวสัปดาห์โดยที่ผมเองก็แจ้ง
กับทางอู่ไว้แล้วว่าค่อยๆทำ ผมไม่ได้รีบ
เร่งแต่อย่างใด

เครื่องยนต์ถูกยกออกมาทำความสะอาดรอบ
ด้าน ใหม่น้อยกว่าตอนที่ออกจากโรงงาน
ประกอบอยู่นิดหน่อย จากนั้นจึงค่อยนำกลับ
ไปติดตั้งที่ห้องเครื่องที่ถูกชำระล้างแล้ว
เช่นกัน

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ปวดหัว 3

 


คำวินิจฉัยของคุณหมอมีอยู่สองสาเหตุ

หนึ่ง
อาจจะเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ
เครียด ไมเกรน

สอง
อาจจะเกิดอะไรขึ้นในสมอง

ทางเลือกเดียวสำหรับผมคือทำซีทีให้รู้
แล้วรู้รอดไปเลย ไม่งั้นคงไม่ถ่อมาถึงที่นี่
ผมจึงแจ้งเจตจำนงค์ไป ด้วยเหตุผลว่า
หากรับยารอดูอาการ ผมคงเข้าคลินิคใกล้
บ้านก็ได้

แต่เนื่องด้วยความทุกข์ทรมานที่สร้างความ
ปวดร้าวและหวั่นวิตกให้ตกจริต คนเรา
ก็ต้องการลดความไม่รู้ลงไปให้น้อยที่สุด
เพราะยังไงๆชีวิตมนุษย์เราเกลียดการ
ที่เราไม่รู้อะไรเลย กลัวการคาดเดา
ไม่ได้ว่างั้นเถอะ

ผมไม่เคยทำการซีทีสแกนมาก่อน จึงไม่รู้
ว่าต้องมีการฉีดสีเข้าไปก่อน ซึ่งมันก็มีผล
ข้างเคียงเล็กน้อยอย่างที่ผุ้ดูแลแจ้งไว้ว่า
อาจจะมีอาการคลื่นไส้เล็กๆ ปากคอแห้ง
แล้วเดี๋ยวตัวยาก็จะถูกขับออกไปเอง
ทางปัสสาวะภายในสองสามวัน

ระหว่างรอผลตรวจร่างกายว่าสามารถ
ทำการฉีดสีและสแกนได้หรือไม่
ตอนนั้นผมก็อาศัยโซฟาเป็นที่หลับนอน
เพื่อหลีกหนีความเจ็บป่วยทั้งหลายไป
แต่ทำยังไงก็หลับไม่ได้อยู่ดี จึงทำได้เพียง
เอนกายขดตัวอยู่ภายใต้เสื้อยีนส์ที่ป้องกัน
ความหนาวได้เพียงไม่กี่องศา

กว่าครึ่งชั่วโมงพ้นผ่าน จึงได้รับแจ้ง
ว่าสามารถเข้าทำการสแกนได้ ซึ่งภายใน
ห้องนั้นความรู้สึกผมบอกว่าเย็นยิ่งกว่าตู้
แช่เสียอีก

ทำการนอนล็อคตัว ล็อคหัว ฉีดสีแล้วก็มี
เครื่องหมุนแบบวงแหวนมาหมุนรอบหัว
เตียงก็เลื่อนเข้าออกไม่กี่นาทีก็เสร็จ
แล้วก็ถูกเข็นออกมารอผลด้านนอกอีกครั้ง

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ปวดหัว 2

 


    คลินิคที่ไปเป็นคลินิคขนาดใหญ่
เปิดบริการทุกวัน แปดนาฬิกาถึงสองทุ่ม
มีพนักงานคอยบริการเป็นอย่างดีแทบจะ
ทุกขั้นตอน

    ในห้วงแห่งความทุกข์ตรมคนเรา
ควรจะมองหาความสุขให้ได้ แม้เพียง
เล็กน้อยก็ตาม
    ฉนั้น ยามเมื่อเห็นเพื่อนร่วมเจ็บ
ป่วยในสถานที่แห่งนี้แล้ว ก็พอทำให้ใจ
ที่เจ็บจนพากันป่วยแบบนี้แล้ว ค่อยๆ
มีกำลังใจเห็นความเป็นไปของโลกมาก
ขึ้นอีกนิดหนึ่ง

ตั้งแต่เจ็บป่วยมาแล้วต้องล้มหมอนนอน
เสื่อ ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ต้องนั่ง
รถเข็นเมื่อเริ่มก้าวผ่านประตูเข้าไป
กันเลยทีเดียว ผ่านด่านแรกอย่างรวด
เร็วด้วยการวัดค่าต่างๆพื้นฐาน เช่น
น้ำหนัก ส่วนสูง ความดัน

น่ังรอไม่เกินห้านาทีก็ถูกเข็นวีลแชร์
มาถึงห้องตรวจ ในใจตอนนั้นคิดว่า
วีลแชร์เวลาเข็นนี่มันไม่ค่อยรู้สึกมั่นคง
สักเท่าไหร่เลย คล้ายๆกับการนั่งเก้า
ไม้ ที่จุดยึดต่างเริ่มหลวมเริ่มคลอน
พาลให้อยากจะอ้วกขึ้นมาอีกครั้ง

พอเข้าห้องตรวจได้คุยกับหมอไปไม่
เท่าไหร่ อาการอยากอ้วกก็ทวีความ
รุนแรงขึ้นมาจนต้องนั่งกอดถังขยะใบน้อย
ของคุณหมออ้วกไปด้วยเสียเลย

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ปวดหัว 1

 


    ความเจ็บป่วยของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่
หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเรายังมีชีวิตเราก็ยัง
มีโอกาสที่จะ "เจ็บ" และ "ป่วย" ได้เสมอ

บางคนอาจจะโชคดีที่ชีวิตไม่ค่อยเจ็บ
ไม่ค่อยป่วยอะไร

แต่สำหรับบางคนย่ำแย่ไปกว่านั้น
แทบจะเรียกได้ว่า....
โรงพยาบาล หรือ คลินิคแพทย์
เป็นบ้านหลังที่สองเลยก็ว่าได้

ผมเป็นคนประเภทแรกครับ
ไม่ค่อยเจ็บป่วยอะไร
เป็นอะไรนิดๆหน่อยๆก็ไม่ชอบกินยา

พยายามรักษาสุขภาพกายให้ใกล้เคียงกับ
คำว่า "แข็งแรง" อยู่เสมอ
แม้ว่าการกระทำอีกครึ่งหนึ่ง
มันจะสวนทางก็ตาม

    ล่าสุด เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผมเริ่มมีอาการปวดศรีษะ
แบบที่ว่าไม่เคยปวดแบบนี้มาก่อน
นอกเสียจากอาการเมาค้าง . . .
แต่อาการที่ว่านี้รุนแรงกว่ายิ่งนัก
จนถึงขั้นที่ทำให้คนอย่างผมร้องขอยากิน
แล้วล้มหมอนนอนเสื่อทำงานการไม่ได้

ตอนแรกคิดว่านอกพักสักวันคงจะทุเลา
แต่อะไรๆ ก็มักจะชอบไม่เป็นไปอย่างที่
เราคิดหรอก ใช่ไหมครับ

วันที่สอง อาการยังไม่หายไปไหน
แถมยังกลับเพิ่มความรุนแรงด้วยความ
ไม่อยากอาหาร มีไข้บ้างเล็กน้อย 

ในใจก็คิดว่าประเดี๋ยวมันก็คงหาย
แต่ในห้วงเวลาที่ทรมานที่สุด
เวลาก็เหมือนจะยืดยาวออกไป
ไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน

จากที่เคยเจ็บห้า ก็กลายเป็นสิบ
การรอคอยเวลาที่จะหายดีนั้น
ทำให้ผมเห็นคุณค่าของชีวีที่เป็นปกติ
ว่ามัน "เป็นลาภอันประเสริฐ" สุดๆแล้ว

    ความคิดความกังวลต่างๆเริ่มทำงาน
ประสานกันอย่างลงตัว
จะให้มองหาความคิดดีๆ ความหวัง
ความสุขเล็กๆนั้น ก็ทำไม่ได้แม้แต่น้อย

มันพากันมองหาแต่ทางลบว่า
"มึงคงต้องเป็นอะไรสักอย่าง"

พอเป็นเช่นนี้แล้ว การพึ่งพาตัวเองคงไม่ใช่
ทางออกอีกต่อไป
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
ที่เป็นทางออกสุดท้าย

และในบ่ายวันอาทิตย์
การเดินทางโดยรถยนต์ในฐานะผู้โดยสาร
ผสมกับผู้ป่วยก็ได้เริ่มขึ้น

หมุดหมายเดียวที่ต้องการคือ ที่ไหนก็ได้
ที่มีเครื่องสแกนสมองให้ผมหายคับข้องใจ
กับอาการทั้งหลาย
ซึ่งที่หมายที่ใกล้ที่สุดก็ คือ เมืองสระบุรี
ที่นั่น เป็นคลินิคขนาดใหญ่ที่มีซีทีสแกน

    ออกจากบ้านได้ไม่เท่าไหร่
ความรู้สึกที่อยากจะอ้วกมานานก็ทำการ
ได้สำเร็จ มันขย่อนเอาน้ำเปล่าที่ดื่มเข้าไป
ออกมา

หากจะให้บรรยายถึงรายละเอียดเหล่านั้น
คงจะไม่น่าฟังผมจึงขอละไว้ ณ ที่นี้

จหนึ่งอยากจะนอนหลับหนีความทุกข์
ทรมานกายเหล่านี้ไป
ให้จิตนั้นโลดแล่นไปในความฝัน
โบยบินไปตามแต่สิ่งใดๆจะบันดาล
ให้คิดฝันไป....

ซึ่งมันเป็นเรื่องยากยิ่งนัก

ยิ่งแล่นไปเท่าใด สมองก็ตื่นรู้ทั้งๆที่หลับตา
มันรู้ได้ว่าบริเวณนี้โค้งแบบนี้ ผิวถนนตรงนี้
มันคือแห่งหนตำบลใด

มันค้านกับคิดที่อยากจะหลีกหนี
ความ "ทรมาน" นี้

ทุกครั้งที่ผิวถนนสำแดงฤทธิ์เดชว่าชาตินี้
ถนนเส้นนี้ยังไงๆมึงก็เหยียบได้
ไม่เกินร้อยยี่สิบหรอก

หรือ ถ้าไม่กลัวช่วงล่างพังเสียก่อน
ก็รูดซ้ายไป...

ซึ่งความสะเทือนทั้งหลายที่กระทำต่อรถนั้น
ก็ส่งขึ้นมาถึงสมองที่กำลังปวดระบม
ให้พบกับความช้ำระทมมากขึ้นไปอีก

กว่าจะถึงที่หมายได้
ก็เล่นเอาเกือบอ้วกไปอีกหลายรอบทีเดียว