วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

บทเรียนจากสปาตัน

 



ผ่านไปแล้วครับ กับงานสปาตัน
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

"รอดมาได้ แต่ก็สาหัส"
หากจะให้อธิบายสั้นๆก็คงบอกได้แค่นี้

แม้กระทั่งวันนี้
กล้ามเนื้อที่ใช้งานอยู่
บ่งบอกได้ถึงอาการปวดระบม
ความอ่อนเพลียทางกาย
ยังปรากฎร่องรอยสะท้อนความรู้สึก
ได้อย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปวันงาน
ความรู้สึกแรกๆคือ
"ก็คงไม่น่าจะยากอะไรมั้ง"

แต่ใครเล่าจะรู้
หากไม่ลองไปลงสนามเอง

ช่วงแรกบอกได้เลยว่า สบายมาก
ปีนป่าย กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง
เหมือนกันวิ่งอยู่ในสนามเด็กเล่น

แต่พอผ่านไปสักสามสิบนาที
เริ่มเจอฐานที่ต้องออกแรง
อย่างการดึงเชือกที่ผูกถาดเหล็กใส่หิน
ดึงมา ลากกลับ

แล้วก็มาแบกถังสีใส่หิน
เดินวนราวๆร้อยเมตร

แบกถุงทรายยี่สิบเจ็ด กก.
เดินอีกเกือบๆสองร้อยเมตรได้

แค่นี้ก็แทบจะหมดแรง
เกือบหงายท้องนอนแล้ว

ยากสุดสำหรับผมคงเป็นการโหนเชือ
ในแนวดิ่งสูงสักสี่เมตร
ไต่ขึ้นไปตีกระดิ่งนี่แหละ
ออกแรงมาจนแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว
ยังมาเจองานที่ทำให้เหนื่อยมากกว่า
เดิมเข้าไปอีก

"เหนื่อยแทบขาดใจ"

ราวกับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน
ถูกบังคับให้ทำอะไรเหนื่อยๆหนักๆ
หนักจนกว่าจะตายกันไปข้าง
ยังไงยังงั้น

ช่วงหลังๆจึงกลายเป็นการเดิน
สลับนั่งพัก รอมีแรงจึงค่อยไปเข้าฐาน
แต่ยังไงๆก็ต้องทำให้จบ ในใจคิดไว้แค่นั้น

เวลาคนเราทดท้อนี่ มันท้อจริงๆนะครับ
เหนื่อยจนแทบจะขาดใจ
แล้วยังมาเจอสถานการณ์ตรงหน้าที่มอง
ดูแล้วแม่งโครตจะหนักหนาสาหัส

จะยอมล้มเลิกเดินหนีภาระไปก็ใช่เรื่อง
เพื่อนที่ไปด้วยกันยังอยู่ทั้งคน
พักเหนื่อยเอาแรง ให้กำลังใจกัน
สักพักนึงเราก็ลุกขึ้นไหว

ชีวิตต้องก้าวต่อไป
มันเป็นเช่นนี้มาตลอด
จนกว่าเราจะสูญสิ้นดับดิ้นไป

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมา
เรื่องต่างๆนั้นช่างดูเล็กน้อยมากๆ
ผิดกันกลับในห้วงเวลานั้น

จึงเป็นคำถามว่า
ทำอย่างไร เราจึงมองชีวิตให้ง่ายเหมือนๆ
กับเรื่องราวที่พวกเราได้เดินผ่านพ้นมา
ทั้งๆที่ปัญหาตรงหน้ายังไม่มีทางแก้?

แต่ก็รู้ว่า
เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป....

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น