วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ปวดหัว 1

 


    ความเจ็บป่วยของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่
หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเรายังมีชีวิตเราก็ยัง
มีโอกาสที่จะ "เจ็บ" และ "ป่วย" ได้เสมอ

บางคนอาจจะโชคดีที่ชีวิตไม่ค่อยเจ็บ
ไม่ค่อยป่วยอะไร

แต่สำหรับบางคนย่ำแย่ไปกว่านั้น
แทบจะเรียกได้ว่า....
โรงพยาบาล หรือ คลินิคแพทย์
เป็นบ้านหลังที่สองเลยก็ว่าได้

ผมเป็นคนประเภทแรกครับ
ไม่ค่อยเจ็บป่วยอะไร
เป็นอะไรนิดๆหน่อยๆก็ไม่ชอบกินยา

พยายามรักษาสุขภาพกายให้ใกล้เคียงกับ
คำว่า "แข็งแรง" อยู่เสมอ
แม้ว่าการกระทำอีกครึ่งหนึ่ง
มันจะสวนทางก็ตาม

    ล่าสุด เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผมเริ่มมีอาการปวดศรีษะ
แบบที่ว่าไม่เคยปวดแบบนี้มาก่อน
นอกเสียจากอาการเมาค้าง . . .
แต่อาการที่ว่านี้รุนแรงกว่ายิ่งนัก
จนถึงขั้นที่ทำให้คนอย่างผมร้องขอยากิน
แล้วล้มหมอนนอนเสื่อทำงานการไม่ได้

ตอนแรกคิดว่านอกพักสักวันคงจะทุเลา
แต่อะไรๆ ก็มักจะชอบไม่เป็นไปอย่างที่
เราคิดหรอก ใช่ไหมครับ

วันที่สอง อาการยังไม่หายไปไหน
แถมยังกลับเพิ่มความรุนแรงด้วยความ
ไม่อยากอาหาร มีไข้บ้างเล็กน้อย 

ในใจก็คิดว่าประเดี๋ยวมันก็คงหาย
แต่ในห้วงเวลาที่ทรมานที่สุด
เวลาก็เหมือนจะยืดยาวออกไป
ไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน

จากที่เคยเจ็บห้า ก็กลายเป็นสิบ
การรอคอยเวลาที่จะหายดีนั้น
ทำให้ผมเห็นคุณค่าของชีวีที่เป็นปกติ
ว่ามัน "เป็นลาภอันประเสริฐ" สุดๆแล้ว

    ความคิดความกังวลต่างๆเริ่มทำงาน
ประสานกันอย่างลงตัว
จะให้มองหาความคิดดีๆ ความหวัง
ความสุขเล็กๆนั้น ก็ทำไม่ได้แม้แต่น้อย

มันพากันมองหาแต่ทางลบว่า
"มึงคงต้องเป็นอะไรสักอย่าง"

พอเป็นเช่นนี้แล้ว การพึ่งพาตัวเองคงไม่ใช่
ทางออกอีกต่อไป
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
ที่เป็นทางออกสุดท้าย

และในบ่ายวันอาทิตย์
การเดินทางโดยรถยนต์ในฐานะผู้โดยสาร
ผสมกับผู้ป่วยก็ได้เริ่มขึ้น

หมุดหมายเดียวที่ต้องการคือ ที่ไหนก็ได้
ที่มีเครื่องสแกนสมองให้ผมหายคับข้องใจ
กับอาการทั้งหลาย
ซึ่งที่หมายที่ใกล้ที่สุดก็ คือ เมืองสระบุรี
ที่นั่น เป็นคลินิคขนาดใหญ่ที่มีซีทีสแกน

    ออกจากบ้านได้ไม่เท่าไหร่
ความรู้สึกที่อยากจะอ้วกมานานก็ทำการ
ได้สำเร็จ มันขย่อนเอาน้ำเปล่าที่ดื่มเข้าไป
ออกมา

หากจะให้บรรยายถึงรายละเอียดเหล่านั้น
คงจะไม่น่าฟังผมจึงขอละไว้ ณ ที่นี้

จหนึ่งอยากจะนอนหลับหนีความทุกข์
ทรมานกายเหล่านี้ไป
ให้จิตนั้นโลดแล่นไปในความฝัน
โบยบินไปตามแต่สิ่งใดๆจะบันดาล
ให้คิดฝันไป....

ซึ่งมันเป็นเรื่องยากยิ่งนัก

ยิ่งแล่นไปเท่าใด สมองก็ตื่นรู้ทั้งๆที่หลับตา
มันรู้ได้ว่าบริเวณนี้โค้งแบบนี้ ผิวถนนตรงนี้
มันคือแห่งหนตำบลใด

มันค้านกับคิดที่อยากจะหลีกหนี
ความ "ทรมาน" นี้

ทุกครั้งที่ผิวถนนสำแดงฤทธิ์เดชว่าชาตินี้
ถนนเส้นนี้ยังไงๆมึงก็เหยียบได้
ไม่เกินร้อยยี่สิบหรอก

หรือ ถ้าไม่กลัวช่วงล่างพังเสียก่อน
ก็รูดซ้ายไป...

ซึ่งความสะเทือนทั้งหลายที่กระทำต่อรถนั้น
ก็ส่งขึ้นมาถึงสมองที่กำลังปวดระบม
ให้พบกับความช้ำระทมมากขึ้นไปอีก

กว่าจะถึงที่หมายได้
ก็เล่นเอาเกือบอ้วกไปอีกหลายรอบทีเดียว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น