วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567

เรื่องเล่าจากกะทู้ 5

 


    หากพัทยามีวอล์คกิ้งสตรีท หาดป่าตองก็มีบังลา
ที่เป็นสถานเริงรมย์สำหรับผู้ต้องการที่คล้ายๆกัน

    หกโมงเช้าวันต่อมา ผมตื่นออกไปวิ่งริมหาด
ซึ่งดูจากแผนที่แล้ว ที่พักนั้นอยู่ห่างจากหาดไปไม่ไกล
นัก พอที่จะเดินไปเป็นการวอร์มอัพได้

    หลังจากออกจากปากซอยบ้านได้เท่านั้น ราว
กับออกมาพบอีกดวงดาวหนึ่ง ที่พักเป็นโซนหมู่บ้าน
ไม่มีอะไรอึกทึกวุ่นวาย มีเพียงบ้านพักอาศัยเท่านั้น
แต่พอออกมาพ้นแนวเมื่อไหร่ ทุกพื้นที่คือ พื้นที่จับจอง
ไว้ทำมาหากินทุกตารางเมตร ไม่ว่าจะเป็นริมถนน
จนถึงป้ายโฆษณาแขวนขึ้นไปสูงจนสุดตา ทุกพื้นที่มีค่า
สำหรับย่านนี้ทั้งหมด

    นักดื่มบางรายยังเพลิดเพลินไปกับขวดเบียร์สี
ชาในมือเคียงข้างกับหญิงไทยผิวสี ข้างทางยังคงมี
ร้านแผงลอยแช่เครื่องดื่มในถังโฟมเร่ขายข้างทาง
ให้กับนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินกลับจากการท่องเที่ยว
ที่แสนทรหดข้ามคืนจนถึงเช้ามา

    กว่าจะไปถึงริมหาดก็เล่นเอาผมมองจนแทบจะ
เมาไปด้วยเสียแล้ว ทั้งเหล้าทั้งกัญชา มีให้เลือกได้
อย่างเสรี

    พอลงไปเมียงมองที่หาดทรายก็พบว่ามันไม่ได้
ขาวเนียนนุ่มราวกับหาดทรายแก้วที่เสม็ด ยังมีเศษ
กิ่งไม้ เศษขยะถูกคลื่นพัดขึ้นมาเกยอยู่ที่หาดให้เห็น

    จึงตัดสินใจวิ่งตามริมหาดไปเพื่อสังเกตุมอง
ทิวทัศน์และผู้คน จากบังลาไปสุดหาดทางขวาแล้วก็
วกกลับมาทางซ้ายอีกครั้ง ยังพอได้เหงื่อซึมๆที่ระยะ
สี่ กม.เศษ จบด้วยการเดินผ่านเส้นเดิมกลับบ้านพัก

เรื่องเล่าจากกะทู้ 4

 


    เมื่อถึงปลายทางแล้ว ก็มีปู่ย่าน้าสาวของพวก
เด็กๆมารอรับกันอยู่ก่อนแล้วจากการนัดหมายล่วงหน้า

    การเดินทางไปที่พักจึงไม่ยากเย็นอะไร เพียง
แค่ขับรถตามเจ้าถิ่นไป ลำบากก็เพียงแต่ภูเก็ตนั้น
รถเยอะ และติดเอาการอยู่เหมือนกัน คน ตจว.ที่
ไม่ค่อยจะคุ้นชินกับสภาพการณ์แบบนี้เท่าไหร่จึงรู้สึก
ว่ามันติดอะไรนักหนาว่ะ

    กว่าจะไปถึงตัวเมืองเพื่อไปลองแวะชิมร้าน
ข้าวต้มระดับแปะป้ายมิชลินไว้ข้างฝาห้าปีซ้อนได้ก็
เล่นเอาเหยียบคลัชจนเมื่อยขา ซึ่งระยะทางเพียง
สี่สิบกว่า กม.เท่านั้นเอง

    หลังจากอิ่มหนำกับแบบจุกๆกับข้าวต้มแห้งและ
ก๋วยจั๊บหมูกรอบระดับตำนานกันแล้วก็เดินหาขนมปัง
อบต่อที่ร้านใกล้เคียง กินกันจนท้องปริได้ที่ก็เดินทาง
ไปบ้านพักที่น้าสาวนั้นเปิดให้บริการแบบเหมาหลัง
อยู่แถวๆหาดป่าตอง

    ออกจากตัวเมืองไปราวๆสิบกว่า กม.ผ่าน
ซอกเทือกเขาอะกินะ(ทิวเขาภูเก็ต)ที่สูงชันระดับห้า
(หากผู้ขับขี่อ่อนประสบการณ์อาจจะเกิดความกังวล
ได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว)ลงมาก็ถึงเทศบาลเมือง
ป่าตอง แต่ก็ยังขึ้นตรงต่ออำเภอกะทู้อยู่ ครอบคลุม
พื้นที่เฉพาะช่วงอ่าวที่ยาวราวๆสอง กม. หันหน้า
ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย มีทิวเขาสูง
โอบล้อมตลอดแนว สามารถรอดูพระอาทิตย์ตกที่
ริมทะเลได้อย่างสวยงาม

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567

เรื่องเล่าจากกะทู้ 3

 


    หลังจากเข้าเกทมาได้แล้ว เรายังเหลือเวลา
ที่เผื่อเหตุฉุกเฉินเอาไว้กว่าครึ่ง ชม. ถือว่าเป็น
ระยะเวลาที่ไม่ทำให้น่าเบื่อในการรอคอยจนเกินไป
    ประจวบกับมีที่เล่นสำหรับเด็กๆอยู่ด้วย จึงปล่อย
ให้พวกหล่อนเล่นได้อย่างไม่ต้องกังวลอะไร มีเวลา
ได้ละสายตามาจับจ้องที่หน้ากระดาษอยู่บ้าง

    แต่แล้วการนัดหมายตามเวลาที่ได้แจ้งไว้ก็ยัง
ไม่มีทีท่าจะเป็นไปตามนั้น ซึ่งเท่ากับคำที่เรามักจะ
เรียก ดีเลย์ หรือ ล่าช้านั่นเอง
    มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมาก แค่ปลายทางที่
นัดหมายให้มารอรับต้องรอนานออกไปอีกหน่อย
ถือเป็นโอกาสให้เด็กๆได้ดูเครื่องร่อนขึ้น ร่อนลงไป
พลางๆระหว่างรอ

    เวลาล่าช้าออกไปเพียง 20 นาทีก็ถึงคราวที่
พนักงานเรียกเราขึ้นเครื่อง ตรวจเอกสารอีกครั้ง
ก็เรียบร้อย เดินเข้าอุโมงค์ขึ้นเครื่องไปรอเทคออฟ

    ตอนนี้ฝนที่มืดครึ้มมาแต่ไกลเริ่มโปรยปรายแล้ว
ในใจคิดว่าอาจจะทำให้นำเครื่องขึ้นล่าช้าออกไปอีก
แต่ก็ไม่นานเท่าความคิดที่เรามักจะกังวลไปก่อนความ
จริงที่เกิด

    ซึ่งจริงๆแล้วผมก็คิดว่ามันเป็นธรรมชาติของ
มนุษย์เรานี่แหละครับ ที่มักจะมองอะไรในแง่ร้าย
เอาไว้ก่อน อาจจะเป็นระบบอัติโนมัติ เพื่อป้องกัน
ตัวเองที่ติดฝังมาในยีนส์ก็เป็นได้

    เด็กทั้งสองไม่มีทีท่าว่าจะกลัวอะไรในตอนที่
เครื่อง A320 NEO กำลังออกตัวด้วยแรงขับของ
ครื่องยนต์ทะยานไต่ระดับขึ้นท้องฟ้าที่สามหมื่นกว่า
ฟุต
    จนกระทั่งล้อสัมผัสพื้นก็ยังคงสนุกสนานร่าเริง
ตื่นเต้นที่จะได้เที่ยวได้เล่นกับภาพความหวังที่วาด
เอาไว้...

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2567

เรื่องเล่าจากกะทู้ 2

 


    บางครั้ง ช่วงเวลาการรอคอยมักจะตื่นเต้นกว่า

เวลาการเดินทางเสมอ


    การเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อจะยืดเวลาออกไป

ให้ช้าลง แต่ละวินาที แต่ละวันช่างแสนเนิ่นนาน

    ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกับเวลาที่เราเพลิดเพลิน

ไปกับบางสิ่ง ที่มันมักจะผ่านไปรวดเร็วอย่างไม่ใยดี


    เมื่อความสุขสมหรรษากำลังดำเนินไปเรามักจะ

ไม่ค่อยรู้ตัวกันสักเท่าไหร่ น้อยครั้งที่ผมจะเหลือบมอง

ดูเวลาขณะที่รอยยิ้มแปดเปื้อนบนใบหน้า

    ซึ่งมันก็น่าคิดว่า นาฬิกาจะทำให้คนยิ้มได้สักเท่า

ไหร่กัน? นอกเสียจากช่วงที่ได้มันมาใหม่ๆ

    นาฬิกาไม่ได้ผิดอะไรหรอกนะครับ มันทำหน้าของ

มันอย่างเที่ยงตรงซึ่งก็ถูกต้องแล้ว


    แต่เราเองนี่แหละครับ ที่เอาอารมณ์ความรู้สึก

ไปผูกติดไว้กับมันเอง เรารู้สึกไม่ชอบกับการรอคอย

เรามีสัมพันธ์กับเวลาแต่ละช่วงไม่เหมือนกัน


    ไอสไตน์บอกว่า เวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง

มันสามารถยืดหดและโค้งงอได้ ผมคิดเอาเองนะครับ

ไม่ต้องไปถึงกาลอวกาศตามทฤษฎีอะไรหรอก บนผิว

โลกนี่แหละครับ มันเดินไม่เท่ากันตามความรู้สึก

แต่มันยังคงเดินต่อไป....


    เผลอแป๊ปเดียว ความหวาดกลัวว่าจะเตรียม

เอกสารการเดินทางไม่ครบ ข้าวของต่างๆจะตรวจ

ผ่านไหม หาที่จอดรถยังไง รถจะติดไหมก็มลายหาย

ไปสิ้น หลังจากเดินเข้ามาในเกท.

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567

เรื่องเล่าจากะทู้ 1

 

    หลังจากที่ได้รับสายโทรศัพท์จากน้าสาว เรื่อง
การรีโนเวทบ้านอยู่หลายครั้งหลายครา ซึ่งส่วนใหญ่
เนื้อหาใจความก็จะเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆในการ
ก่อสร้าง

    สายสุดท้ายที่ได้รับก็คล้ายๆเดิม พร้อมกับแจ้งว่า
หากบ้านหลังนั้นเสร็จ ขอเชิญชวนครอบครัวให้ไปใช้
บริการพักผ่อนหย่อนใจกันด้วย

    ประจวบเหมาะกับช่วงที่เด็กๆทั้งสองใกล้จะปิด
ภาคเรียนเล็กแล้ว เราจึงได้วางแผนการเดินทาง
ครั้งนี้ออกมา ปลายทางที่บริเวณ หาดป่าตอง ภูเก็ต

    เมื่อคำนวณจากระยะทางกว่าพัน กม.กับเวลา
ที่มีอันน้อยนิดแล้ว การเดินทางด้วยรถยนต์คงไม่ใช่
คำตอบที่ดีสักเท่าไหร่

    ส่วนการเดินทางด้วยเครื่องบินในระยะสั้นๆ
คงทำให้เด็กๆสนุกสนานกันไม่ใช่น้อย ซึ่งนับเป็นครั้งที่
สองของคุณบัว และครั้งแรกของเจ้าข้าว ในการบิน
ถ้าเกิดไม่สนุก อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้่ว่าการใช้สนามบิน
นั้นมีขั้นตอนอย่างไร

    ไม่กี่วันก่อนหน้ากำหนดวันเดินทางกลางเดือน
ตุลาฯ คำถามก็เกิดขึ้นจากเด็กทั้งสองอยู่เรื่อยๆว่า
เราจะไปกันวันไหน? วันนี้วันอะไร?

    ซึ่งไม่ยากเย็นอะไรในการตอบคำถาม
อาจจะเพราะว่าผมไม่ค่อยรู้สึกเบื่อหน่ายของทั้งสอง
และชอบบอก ชอบสอนความรู้ที่มีให้อย่างละเอียดใน
การคิด บอกเผื่อไว้อีกว่า หากวันหนึ่งที่ผมตายไปแล้ว
จะได้ดูแลตัวเองได้

    จึงก่อเกิดเป็นคำถามกลับไปว่า
เราต้องเตรียมอะไรไปบ้าง?
อันดับแรกเริ่มด้วยตื่นเช้ามาเราทำอะไร?
ดื่มน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ใช่ไหม
แล้วกิจกรรมเหล่านี้เทอทั้งสองใช้อุปกรณ์อะไรกันบ้าง
เอ่ยรายการมาแล้วก็นับไว้

ต่อไปทำอะไร? ฯลฯ ไปเรื่อยๆจนหมดสนุกก็ไปสนใจ
อย่างอื่นต่อไป

    แน่นอนว่าการสอนครั้งเดียวคงไม่มีใครจำได้ขึ้น
ใจหรอกครับ ผมไม่คาดหวังอยู่แล้ว การฝึกทำอะไร
ให้กลายเป็นนิสัยนั้นต้องใช้เวลา...

วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567

ไม่ถูกใจใคร

 


ไม่ว่าเราจะทำอะไรลงไป

มันก็มักจะมีทั้งคนที่ชื่นชม และไม่ถูกใจอยู่ดี


ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่บางครั้งมันก็อดไม่ได้ที่จะ

รู้สึกไปกับคนที่เข้ามาแสดงความไม่ถูกใจในเรื่อง

นั้นๆอยู่ดี


จะว่าไปแล้วเราก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น

จะให้ปลงไปเสียทุกเรื่อง ทำใจได้กับทุกอย่างก็คงจะยาก


มันก็คงเป็นธรรมดาแหละครับ ที่จะต้องมีอารมณ์ร่วมไป

กับสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบ ขึ้นอยู่กับว่า เราพอจะรู้ตัว

ไหมว่า...

เรากำลังทำอะไร มีความหวั่นไหวไปกับมันหรือเปล่า


หรือว่าปล่อยมันไป จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คิด

เดี๋ยวนั้น เวลานั้น บางครั้ง ต้องกลับมาเสียใจภายหลัง


หากมีเวลายั้งคิดให้ยืดยาวอีกสักหน่อยก็คงจะดีสำหรับ

หลายๆเรื่อง แต่บางเรื่องกลับรอไม่ได้

ซึ่งผมเองก็พยายามที่จะฝึกรอจังหวะเวลา

ยืดเยื้อความวู่วามหรือสิ่งที่จะก่อให้เกิดผลต่างๆออก

ไปก่อน


บางครั้งอาจจะดูเฉยชา ไม่ตอบโต้ หรือกลัวกับสิ่งที่ดู

คุกคาม มันมีความเป็นไปได้ทั้งหมดครับ

ซึ่งมันไม่สำคัญกับเราเลยสักนิด


ขอแค่เรารู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรก็พอ

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2567

แด่สัปดาห์หนังสือ67

 


    หากย้อนกลับไปบอกตัวเองได้ในวัยเยาว์ได้
สิ่งที่ผมจะไม่เชื่อเลย คือว่า ตัวเองนั้นจะกลายเป็น
คนที่ชอบอ่านหนังสือไปได้ ไม่เลยแม้สักนิด

    เอาจริงๆแล้วตอนเด็กๆจนกระทั่งวัยรุ่นนั้น แทบ
จะไม่ได้สัมผัสถึงหน้ากระดาษหรือโลกในจินตนาการ
ของหนังสือเลยแม้แต่น้อย ส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปกับ
การโลดโผนตามประสาเด็กวัยรุ่นทั่วๆไปนั่นแหละครับ

    แต่แล้ววันหนึ่งเพื่อนในกลุ่มก้อนสมัยเรียนมหา'ลัย
ที่ไม่รู้ว่าปราถนาดีหรือร้ายอย่างไร ก็ได้ชักชวนให้เสพ
สมกับวงสุราและความบ้าบิ่นของอีกแก็งค์หนึ่ง ซึ่งเป็น
กลุ่มฮิปปี้บ้าระห่ำในหนังสือเรื่อง "พันธ์ุหมาบ้า" ของ
ชาติ กอบจิตติ

    จากนั้น การอ่านของผมก็ลุกลามราวกับไฟป่าที่มี
เชื้อไฟให้เผาไหม้ได้อย่างไม่สิ้นสุด
    มันแตกออกราวกับป็อปคอร์นในหม้อที่ไม่เคยเจอ
ความร้อนในระดับนี้มาก่อน ซึ่งทำให้ได้รู้ว่าโลกของ
เรานั้น ยังมีการเรียนรู้ในรูปแบบอื่นๆอีก และยังทำให้
รู้อีกว่า เราสามารถต่อยอดเชื้อไฟในความกระหาย
อยากจากการอ่านนั้นออกไปสู่การกระทำได้อย่าง
ชัดเจน

    จากวันนั้น จนถึงวันนี้ ก็นับเวลาได้ราวๆยี่สิบปี
แล้ว ผมก็ยังคิดว่าการอ่านเปลี่ยนอะไรได้หลายอย่าง

อย่างน้อย ชีวิตผมเองที่แหละ ที่กล้าบอกได้เลยว่า
"หลายอย่างเปลี่ยนไปเพราะหนังสือ"

แด่สัปดาห์หนังสือ 67 ที่ไม่ได้ไป(กลัวซื้อเยอะครับ)




วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567

ไม่มีทางลัดสำหรับสิ่งยิ่งใหญ่

 


    เราอาจจะพอได้ยินได้ฟังมาอยู่บ้างเรื่อง
หนทางต่างๆ ที่จะนำไปสู่สิ่งที่เราต้องการได้อย่าง
รวดเร็ว

    ไม่ว่าจะเป็นคอร์สลดน้ำหนักและอาหารเสริมที่
จะช่วยเผาผลาญไขมันที่เราไม่ต้องการ การลงทุน
ในบริษัทสักแห่งที่ให้ผลประกอบการหลายเท่าตัว
    และอีกหลายๆอย่างในยุคปัจจุบัน ที่เอาผล
สำเร็จแบบรวดเร็วมาเป็นสิ่งล่อตาล่อใจให้เราหลง
เดินเข้าไปหา

    แน่นอนว่าใครๆก็อยากที่จะสำฤทธิ์ผลในสิ่งที่
ตัวเองต้องการกันทั้งนั้น

    หากแต่ว่า ผู้ที่มีประสบการณ์ที่ผ่านมาอย่างยาว
นานจะรู้ว่า ทางลัด หรือ หนทางแห่งการเร่งไปสู่
สิ่งที่ต้องการนั้นย่อมไม่จีรัง

    หากเราอยากหุ่นดีก็ต้องเริ่มจากความคิด มี
แผนการ มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่จะส่งผลไปสู่ผลนั้น
ไม่ใช่การเสกตัวเองให้กลายร่าง แล้วก็กลับไปใช้
ชีวิต ไปกินดื่มแบบปกติ ไม่ออกกำลังกาย สุดท้าย
ก็จะวนกลับมาที่เดิม

    เช่นเดียวกันกับอีกหลายๆเรื่องในชีวิตเรา

    ผู้ยิ่งใหญ่ทุกคนล้วนผ่านหนทางที่ลำบากมามาก
กว่าคนธรรมทั้งสิ้น

    เพราะเขาเป็นคนที่แสนฉลาด หรือเพราะว่า
เขาไม่ยอมเดินไปตามทางลัดแล้วก้ม หน้าก้มตาทำ
ในหนทางที่เบื้องลึกในจิตใจบอกว่าใช่ต่อไป

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2567

พักผ่อนบ้างก็ดีนะ

 



    ระหว่างในโต๊ะอาหารค่ำที่เพียบพร้อมไปด้วย
ความสรวลเสเฮฮา ดั่งวันรวมญาติเกือบๆยี่สิบคน
คลอเคล้าไปกับบรรยากาศ ทริปที่เพิ่งเดินทางมาถึง
หมุดหมายภายในวันเแรก

พี่ไม่เหนื่อยหรอ?”

    เป็นคำถามที่ผมต้องเอากลับมาครุ่นคิดอีกครั้ง
หลังจากที่รุ่นน้องในกลุ่มมอไซค์ได้ยินว่าผมจะขี่รถ
กลับ โดยไม่นอนค้างคืน
    ซึ่งประกอบกับวันนี้ที่ได้ขี่มาแล้วร่วม 400 กม
ตั้งแต่สายๆจนถึงเย็น

    คำถามแรกในหัวผมคือ ความเหนื่อยคืออะไร
หากเป็นอาการเหนื่อยล้าทางกาย ปวดเมื่อย ไม่ค่อย
มีแรง(บางจังหวะ) อยากนอนพัก อันนี้ก็ต้องบอกว่า
เหนื่อยสิครับ

แต่ครับ แต่...
แต่ แต๊ แต๋

    จิตใจเรารับรู้ความเหนื่อยได้ไม่เท่ากัน บางคน
เหนื่อยง่าย ทำอะไรนิดหน่อยก็รู้สึกว่ามันเหนื่อยแล้ว
จะให้ออกไปวิ่งห้าโลสิบโล ขอยอมตายเสียดีกว่า
อะไรแบบนี้

    บางคนแค่เจ้านายโทรมาเร่งงานที่แทบจะทำ
ไม่ทันก็เหนื่อยอีก เหนื่อยใจหว่ะ อันนี้เหนื่อยหน่าย

    บางคนแม่งใช้ชีวิตราวกับมนุษย์เหล็ก มึงไม่
รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยบ้างหรือไง เห็นๆทำงานอยู่
แวบๆโผล่ไปปีนเขา อยู่ๆก็ไปคว้าเหรียญมาราธอน
ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน

    ด้วยความเคยชินกับคำถามที่น้องมันถามมา
ก็ต้องรีบตอบกลับไปว่า 
เหนื่อยแหละ แต่ชิน
แล้วมั้ง ใช้แรงมาตลอดตั้งแต่เด็ก

    แต่สิ่งที่ให้เอากลับมาคิดคือว่า คนบางคน
ร่างกายไม่ครบสามสิบสองเสียด้วยซ้ำ
แต่ทำไมยังสามารถทำกิจกรรมที่เหนือกว่าคนทั่วไป
ได้โดยไม่คาดฝัน

    ทำไมความทรหด ถึก ทน รถชนไม่ตาย เดิน
ข้างควาย ควายยังยอมแพ้ เกิดขึ้นมาจากไหน?

    อยู่ดีๆพระเจ้าก็ดลบันดาลให้ผู้คนเหล่านี้มี
กรรมที่ต้องใช้แรง ใช้ความพยายามพิสูจน์ความ
สามารถอันไร้สาระที่คนอื่นๆมองเข้ามาหรืออย่างไร

    บางครั้งผมก็สงสัยจริงๆว่าเราทำไปทำไม
ทำไมกูไม่ใช้ชีวิตสบายๆแบบคนอื่นๆเขาบ้าง

    ซึ่งเอาจริงๆแล้ว บางทีเราก็ตอบคำถาม
ตัวเองไม่ได้เหมือนกัน มันคงมีอะไรมากมายหลาย
อย่างเกินกว่าจะเอามาผสมกันแล้วจุดประกาย
ให้มัน ตู้มมม ออกมาเป็นคำๆเดียว

มันคงอยู่ที่ความรู้สึกแหละมั้ง
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณเหนื่อยบ้างไหม
พักผ่อนบ้างก็ดีนะ