วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

วันนั้นที่กำลังมา

 


เมื่อครู่ได้รับแจ้งข่าวทางข้อความว่า
เพื่อนในกลุ่มสนิทกันคนหนึ่ง
กำลังตกอยู่ในภาวะที่ใกล้ "ความตาย"
เข้าไปทุกขณะ

ฟังแล้วก็ใจหาย
ทั้งๆที่รู้มาก่อนหน้าแล้ว ว่าอาการของมัน
ไม่ดีขึ้นมานานตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว

ล่าสุดที่ได้พบกันก็สิบกว่าวันที่ผ่านมา
เห็นสภาพมันแล้วก็ยังนึกอยู่ในใจ
ภาวนาให้มันมีกำลังใจต่อสู้กับโรคทั้งแหล่
ที่เข้ามารุมเร้า

ไม่คิดเลยว่าเพียงแค่ไม่กี่วัน
ก็ต้องมาได้ทราบข่าวเช่นนี้

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องมาเล่าเรื่อง
เหล่านี้ด้วย..

คงหาทางระบายออกมาให้ความคิดต่างๆ
ที่มันเกิดขึ้นในหัวได้ออกไปบ้างกระมัง

ผมคิดไม่ออกเหมือนกัน

เมื่อคนเราต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์
เราต่างมีวิธีจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้น
ต่างกันออกไป

จะให้ไม่รู้สึกกับมันก็คงเหมือนห้ามไม่ให้
โลกใบนี้หมุนต่อไป

เราต่างเข้าใจดีในเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย
แต่ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่เรายังไม่ตาย
เรายังคงต้องอยู่กับชีวิต ที่มีความรู้สึกรู้สากับ
อะไรๆที่เข้ามากระทบอยู่ดี

คืนนี้ ช่างเป็นคืนที่เงียบงัน
ไม่มีการสังสรรค์ ไม่มีน้ำตา
ไม่ แม้แต่จะบอกอะไรกับใคร...

ริ้น

 


กว่าจะรู้ตัวว่าแมลงตัวเล็กๆที่เรียกว่า "ริ้น"
สำแดงฤทธิ์ไว้บนผิวการอยู่หลายจุด
เวลานั้นผมก็ได้กลับมาถึงบ้านแล้ว

ที่ทราบได้เพราะว่า มีอาการบวมราวกับโดน
ผึ้งต่อยฝังเหล็กใน แต่ริ้นนั้นไม่มีเหล็กใน
คัน และ บวม พอๆกัน หลายวันกว่าจะหาย
ทายาอะไรก็ไม่หาย ทำได้เพียงแค่รักษา
อาการคันไปเท่านั้น

ยิ่งเกา ยิ่งคัน ยิ่งบวม

ริ้นดำ หรือ คุ่น มักจะชอบอาศัยอยู่ตามป่า
และที่ชื้นๆตัวเล็กมาก พอกับแมลงหวี่ หน้าตา
คล้ายแมลงวัน มีปากแหลมๆเอาไว้เจาะดูด
เลือดคล้ายกับยุง ตัวสีเทาๆดำๆ

เราทำได้เพียงแค่ป้องกันเท่านั้น ซึ่งชุดทำงาน
ของผมก็ถือว่าปกปิดพอสมควร แต่ก็ยังปกปิด
ไม่ทั้งหมด ยังเหลือบริเวณใบหูที่มักจะโดน
เป็นประจำ นอกนั้นก็เป็นบริเวณข้อมือลงไป

โดนไปสามสี่ที่ ข้อมือบวมจนสวมนาฬิกาไมได้
แถมยังมีหัวหนอง หรือ น้ำเหลืองซึมออกมา
บริเวณที่ริ้นกัดอีกต่างหาก

ช่วงนี้ ฝนก็ตก งานก็อยู่แถวพงหญ้าบ้าง
มักจะเผลอไปนั่งใกล้ๆแล้วก็ต้องตกเป็นเหยื่อ
ของมันไปโดยไม่รู้ตัว

บางเรื่องของชีวิตก็คงเป็นเช่นนี้
แม้จะเคยผิดพลาดมายังไง
หากปล่อยนานๆไปก็ลืม
มันไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน เสียหน่อย
เจ็บตัวไป ก็นึกขึ้นได้ว่าต้องแก้ไขยังไง

หยุดเกา รักษาตัว แล้วก็ทำงานกันต่อไปครับ

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

กว่าจะผ่าน

 


โตเพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน...

ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองนั้นจะสามารถโต
เป็น "ผู้ใหญ่" ได้
แม้กระทั่งทุกวันนี้...
บางครั้งยังเล่นอะไรเป็นเด็กๆอยู่เลย

แต่...ครับ แต่
แต่วันเวลาที่ผ่านมาก็ทำให้รู้ว่า
การเป็นผู้ใหญ่ "ที่ดี" นั้น "สมควร" ทำ
อะไรและ "ไม่สมควร" ทำอะไร

สมัยก่อนหน้านั้น
ผมเองก็ยังคงเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง
ใช้ความโกรธไปกับการทำงานอยู่มาก
ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่นมากพอ
ความเกรงใจผู้อื่นก็เรียกว่าไม่ค่อยจะมี

รวมตัวกลุ่มก้อนกับเพื่อนๆกันเมื่อไหร่
ก็พามองแต่พรรคพวกเดียวกันเอง
ยิ่งใหญ่คับฟ้า
แม้ความตายอยู่ตรงหน้าก็ไม่เกรง

เออ กูแน่โว้ย อะไรแบบนี้

ผมคิดว่าเราหลายๆคนก็คงเป็นเช่นที่ว่ามา

ส่ิงที่ผมคิด คือว่า....
มุมมองที่จะทำให้เราเห็นในการกระทำ
ของตัวเองนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่?

แล้วเหตุการณ์ใดๆที่จะส่งผลให้เรากลับมา
ย้อนมองตัวเองด้วยสายตาที่โตขึ้นแล้วจริงๆ

เวลานั้นแหละ เราเริ่มที่จะเรียนรู้เพื่อเติบโต

ทุกวันนี้พอเห็น "คน" ไม่ว่าจะอายุเท่าใด
บางครั้งมันก็มิได้บ่งบอกว่า โตแล้ว
การมีเงิน มีบ้าน มีครอบครัว มีกิจการต่างๆ
ก็ไม่ได้บ่งบอกว่า "เป็นผู้ใหญ่" แล้ว

ผมคงไม่ต้องบอกกล่าวกันต่อไปเรื่องการ
เป็นผู้ใหญ่ที่ดี เพราะคิดว่าก็คงรู้ๆกันอยู่แล้ว

กว่าจะผ่านพ้นเรื่องราวทั้งหลายแหล่มาได้
เราก็ทะเลาะกับผู้คนอื่นๆไปมากมาย

จริงๆแล้วชีวิตเราไม่มีอะไรให้ยึดเลย
หากเราละ อีโก้ หรือ อัตตาไปได้

ความสงบเยือกเย็นในใจเราเท่านั้น
ที่จะบอกเราเองว่าอะไร เป็นอะไร

ปล่อยให้คนอื่นๆเขา แน่นอน ยิ่งใหญ่กันไป
เราอยู่เงียบๆ บางทีก็สุขใจไม่แพ้กัน

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

งาน กับ เรา

 


ช่วงนี้ฝนตกบ่อยครั้ง
ประกอบกับการงานที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
แม้กระทั่งกลางฝนที่โหมกระหน่ำมาอย่าง
หลีกเลี่ยงไม่ได้

การพยากรณ์อากาศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
เบื้องต้นเพื่อใช้ในการคาดคะเนว่า
งานที่ต้องทำจะถูกผลกระทบอย่างไรบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นการสั่งจองคอนกรีตกับทาง
ผู้ผลิตจำหน่าย(แพลนปูน)
การปรับพื้นที่ไว้รอในวันต่อๆไป
และที่เป็นปัญหาโดยตรง คือ หากทำการ
เทคอนกรีตแล้ว ระหว่างรอให้คอนกรีตแห้ง
เกิดฝนถาโถมกระหน่ำมา
จะดำเนินการแก้ไขอย่างไร?

หากปล่อยปล่ะไปให้คอนกรีตนั้นแข็งตัวด้วย
ผิวหน้าที่ถูกฝนชะล้างเนื้อปูนออกไปให้เหลือ
ผิวทรายและหินที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ไปไหนได้

ก็คงจะต้องเสียเวลามาทำการสกัดคอนกรีต
ผืนนั้นออก แล้วดำเนินการใหม่ตั้งแต่ต้น
ตรงนี้ถือว่าจะปล่อยให้เสียมิได้

ยอมรับตรงๆว่าเป็นงานที่ต้องใช้แรงงาน
ใช้ความเอาใจใส่ดูแลอย่างห่างเหินไม่ได้
แม้แต่เพียงชั่วครู่...

พอจบงานไปหนึ่งวัน
ถึงบ้านได้ก็แทบไม่มีแรงไปทำอะไร
แต่ด้วยความคิดที่ว่า ถึงยังไงก็ต้องทำ
ก็จำต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าไปออกกำลังกายให้ได้อยู่ดี

ผมเชื่อว่ามีงานที่หนักหนากว่านี้แน่นอน
ทุกๆงานมีจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่า "มันหนัก"
และบางครั้งมันก็รู้สึกเหนื่อยจนแทบทนไม่ไหวจริงๆ

แต่ผมก็เชื่อว่า บางครั้ง...
ความไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความเหน็ดเหนื่อยเหล่านั้น
เราก็ยังพอจะมีแรงไปทำสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็น
ทำสิ่งที่รักและชอบได้อยู่ดี

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เรื่องของ(ร้าน)อาหาร

 


ส่วนใหญ่ของชีวิตผมนั้นมักจะฝากท้องฝากไส้
ไว้กับอาหารตามร้านเสียเป็นส่วนใหญ่

ที่แน่ๆอยู่แล้วคือ มื้อกลางวัน ซึ่งผมก็เชื่อว่า
คนทำงานนอกบ้านหลายๆคนก็คงเป็นเช่นนั้น

ต่อมาอีกมื้อ คือมื้อเย็น มากกว่าครึ่งหนึ่งของ
ผมก็เป็นร้านอาหารนอกบ้าน

จะให้ทำกินเองทุกวันอย่างแม่กับพ่อผมก็เกรง
ว่าวันๆจะมีอะไรให้ทำมากเกินไป
ประกอบกับผมเองก็มิได้ชอบทำอาหารมากเท่า
กับการง่วนอยู่กับพวกเครื่องจักร กลไกต่างๆ
ชั่วชีวิตนี้ก็เลยยังไม่มีความคิดที่จะทำอาหาร
กินเอง หรือว่าอยากจะไต่เต้าเป็นเจ้าของ
ร้านอาหารแต่อย่างไร

เจ้าของร้านอาหาร?

พอลองคิดเล่นๆแล้วจะให้มันประสานเข้ากับ
ไลฟ์สไตล์ของตัวเองก็ถือว่ายังมองไม่เห็น
ความลงตัวเข้ากันได้ แต่ก็ใช่ว่าในอนาคตจะ
เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ตอนนี้รู้สึกว่า ยังไม่ใช่

ผมเห็นหลายๆคนทำร้านอาหารแล้วก็นับถือใน
ความอึดถึกทน ยอมสละเวลา พลังกายและ
ความคิด ทุ่มลงไปอย่างไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย

อีกหลายๆคนบอกว่า ทำร้านอาหาร มันไม่ง่าย
ซึ่งความคิดเห็นส่วนตัวของผมเองก็เห็นด้วย
มันไม่ง่ายเลยจริงๆ "ใจต้องรัก"

แต่ชีวิตเรา "ไม่มีอะไรแน่นอน" ใช่ไหมครับ
สักวันหนึ่ง เกิดเหตุการณ์อะไรสักอย่าง
บางครั้ง มันอาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเราไป
อีกแบบก็เป็นได้

จากสิ่งที่ไม่เคยคิดจะทำ ก็สามารถคิดก้าวผ่าน
เอาชนะความไม่กล้าที่จะทำมันขึ้นมาได้

เป็นกำลังใจให้ตัวเองก่อนแล้วมันจะค่อยๆ
แผ่ขยายไปสู่คลื่นความถี่เดียวกัน

หิวแล้วครับ คงต้องออกไปหาอะไรกินสักหน่อย

วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

นอน...อีกครั้ง

 



สามสี่วันที่ผ่านมา...

แมลงเม่าโผบินออกจากรังในช่วงหัวค่ำ
ราวกับว่าเศรษฐกิจแมลงเม่าช่วงนี้ไม่ค่อยดีนัก
จึงพากันออกมาอย่างพอประมาณ ไม่ล้นหลาม
เหมือนกับช่วงที่หลายๆแมลงพอมีเงินที่จะเอา
มาถลุงเล่นในเกมส์การเงิน

ผิดกันที่วันนี้มันออกมาเล่นไฟ หาใช่เกมส์แห่ง
ความโลภอันเป็นธรรมชาติวิสัยไม่

แต่แล้ว...
ความอันไม่น่าจะเกิดก็สร้างความประหลาดใจ
ให้กับกระผม ผู้ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร
เพียงแต่ใช้ชีวิตไปวันๆตามแต่กระแสเวรกรรม
จะพัดพาไปแห่งใด

ในเวลาที่กายากำลังหลับใหลหลังยามสองกว่า
ไปแล้ว ร่างกายก็ส่งสัญญาณกระสับกระส่าย
ปลุกจิตที่ล่องลอยไปในความฝันให้ลืมตาตื่นมา
พบกับความจริงอันโหดร้าย งุนงง

อากาศภายในห้องผิดแปลกไปกว่าเดิม
จากที่เครื่องปรับอากาศเคยทำงานได้อย่าง
เที่ยงตรงก็กลับกลายเป็นผิดเพี้ยนไป
การนำความร้อนภายในห้องออกไปทิ้งด้านนอก
นั้น หมดสิ้นประสิทธิภาพไปแล้ว เหลือไว้เพียง
แค่การพัดเป่าของลมที่แล่นผ่านคอยล์ที่ไร้วี่แวว
ของความเย็น

ด้วยความหงุดหงิดใจกลางดึก ที่ต้องมาพบเจอ
กับเหตุวิบัติอะไรเช่นนี้โดยมิทันเตรียมใจ
ความคิดอ่านภายในหัวยังไม่ทันจะทำงานได้
อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงได้แต่นั่งอื้ออึงไปกับ
เหตุการณ์ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

อีกใจหนึ่งอยากจะนอนต่อไป
แต่ก็คงต้องลุกไปเปิดหน้าต่าง หาทางระบาย
ความอบอ้าวที่อวลอยู่ภายในออกไป

อีกทางหนึ่งก็คิดว่าอยากนอนในบรรยากาศที่
สบายตัวอย่างที่เคยเป็นมามากกว่า

เวลาผ่านไปราวสองสามนาทีกับการนั่งมึนงง
จึงตัดสินใจลุกขึ้นไปหาสาเหตุของกรรมที่กำลัง
ประสบอยู่นี้

จากที่เคยมีประสบการณ์ทำนองนี้มาแล้วที่เครื่อง
ปรับอากาศไม่มีลมเย็นออกมาอยู่หลายครั้ง
ก็ตรงเข้าหาสาเหตุเดิมก่อนเป็นอันดับแรก
โดยการที่ออกไปสำรวจคอมเพรสเซอร์ซึ่งตั้ง
อยู่ภายนอก จัดการนำไขควงที่อยู่ในเครื่องมือ
ติดเอวประจำวันเปิดฝาออก ส่องไฟไปก็พบต้น
ตอที่มักจะเกิดเป็นประจำ

มด ครับ ไปอาศัยออกันอยู่ที่แมคเนติค คอนแทค
ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อไฟฟ้าดั่งสะพานไฟ โดยรอ
คำสั่งจากตัววัดอุณหภูมิในห้องอีกที

หากภายในห้องร้อนกว่าที่ตั้งไว้ ก็จะสั่งให้เจ้า
สะพานไฟนี้ทำการเชื่อมต่อ ส่งกระแสไปยัง
คอมเพรสเซอร์ให้ทำงาน บีบอัดน้ำยาพร้อมกับ
เป่าความร้อนที่เกิดในกระบวนการบีบอัด ส่ง
น้ำยาแอร์ไปตามท่อส่ง ฉีดให้ฟุ้งกระจายภาย
ท่อที่ใหญ่กว่าที่แผงคอยล์เย็น ให้ลมที่พัดผ่านแผง
นั้นๆมีความเย็นออกมา

พูดอีกอย่างคือ ลมร้อนที่ถูกพัดลมดูดเข้าไปถูก
ดักจับโดยน้ำยาในแผงนั้นแล้วเอาไปทิ้งนอกห้อง

กลับมาที่ มด เจ้ากรรมอีกครั้ง ผมคะเนว่า
ความร้อนจากสะพานไฟที่มีอยู่ประมาณหนึ่ง
เวลาที่ไฟฟ้าไหลผ่าน อาจจะเป็นสถานที่และ
อุณหภูมิที่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยของมัน
จึงพากันไปซุกซ่อนตัวอยู่ที่นั่น

คราวใดที่สะพานไฟถูกสั่งให้ทำงาน แต่กลับกด
สะพานไม่ลงเพราะติดมดตัวเล็กๆหลายๆตัว
กระแสไฟก็ผ่านไปยังคอมฯไม่ได้ มันก็เลยไม่
ทำงาน

พูดไม่ยาก แต่การกำจัดมดออกไปสิ ยุ่งยาก
พอประมาณเลย

กว่าจะเรียบร้อยก็ใช้เวลาไปร่วมๆยี่สิบนาที
เหงื่อซึมเล็กน้อยก็เลยถือโอกาสอาบน้ำนอนลง
อีกครั้ง...

วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เย็นนี้รู้กัน

 



ฝนตกชุกหน่อยครับช่วงนี้
งานบางคนก็ลำบากหน่อย
งานบางคนก็ดีหน่อย

แน่นอนว่ามักจะเป็นผลดีกับเกษตรกร
เสียเป็นส่วนใหญ่ พืชผลที่ไถหว่านลงแปลงไป
มีโอกาสเจริญงอกงาม มี "ความหวัง" ว่า
ผลผลิตคงจะพอแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นรายได้
ยังชีพให้รอดตายต่อไป

ขณะที่นั่งพิมพ์อยู่นี้เป็นเวลาเกือบๆจะบ่ายโมงแล้ว
เบื้องหน้าเป็นวิวสะพานยกระดับของทางรถไฟ
ความเร็วสูงมีทิวเทือกเขาเป็นฉากหลัง
ประดับด้วยองค์พระขาวเด่นอยู่บริเวณกึ่งกลาง

หยาดฝนเพิ่งจะซาเม็ดหนาไปไม่นานแต่ก็ยังโปร
ยละอองเล็กจิ๋วปลิวอยู่ให้สังเกตุเห็นร่องรอยที่
แอ่งน้ำกระเพื่อมไหวยามตกกระทบ

เครื่องปรับอากาศในร้านกาแฟ ณ สถานีบริการ
น้ำมันทำงานได้เป็นอย่างดี ดีจนมือผมแทบแข็ง
คงเป็นเพราะอากาศภายนอกนั้นเย็นและชุ่มฉ่ำ
ไปจากฝนที่ตกลงมาเมื่อครู่ก่อนเที่ยง

นั่งเขียนอะไรไปเรื่อย หูก็แว่วได้ยินเสียงพนักงาน
ที่ร้านคุยกันอย่างตื่นเต้นว่า
ลูกค้าที่มานั่งทานกาแฟเมื่อครู่ หยิบยื่นลอตเตอรี่
ให้ไว้จำนวนห้าใบเท่ากับจำนวนพนักงานพอดี

ครับ ลูกค้าท่านนั้นเป็นพ่อค้าลอตเตอรี่แผงลอย
ที่คอยเร่ขายไปตามสถานที่ต่างๆ

หากแต่พิจารณาผาดๆด้วยตัวเองแล้ว
ผมก็ขอบอกว่าหากเขานั้นมิได้หอบเอาแผง
ลอตเตอรี่มาด้วย
ก็คงจะคิดว่าเป็นวัยรุ่นนักท่องเที่ยวทั่วไป
ไม่มีเค้าลางเครื่องแบบเหมือนกับพ่อค้าแม่ค้า
ลอตเตอรี่ที่เราพบเจอกันทั่วๆไปเลยแม้แต่น้อย

คิดๆดูแล้วก็รู้สึกแปลกดีนะครับ
เป็นผมคงจะดีใจอยู่แล้วหากมีใครหยิบยื่นอะไร
มาให้สักอย่าง

แต่ด้วยความเป็นลอตเตอรี่นี่สิ
ผมคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งของ
แต่มันคือ "ความหวัง"
และไอ้เจ้าความหวังนี่เองที่นำพาหลายๆอย่าง
เข้ามาในชีวิตเรา
ไม่ว่าจะเป็น "ความสมหวัง" หรือแม้แต่
"ความผิดหวัง"

"ชีวิตเราต้องมีความหวัง"
ผมพูดกับพี่ชายที่นับถือกันหลังจากซิ่งมอไซค์
ไปหาแกเมื่อเช้าที่ร้านกาแฟของเขาแถวๆ
คลองม่วง พอมาถึงบัดนี้
คำๆนั้นก็กลับมากระตุกความคิดผมอีก

เอาจริงๆผมก็รู้ว่าไม่ควรจะไปคาดหวังอะไรกับ
ลอตเตอรี่ ซึ่งคำนวณความน่าจะเป็นแล้ว
การขับรถเดินทางไปข้างนอก
มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากกว่าถูกหวยเสียอีก

แต่จะทำไงได้หล่ะครับ
หากมีคนหยิบยื่นให้มาโดยไม่ได้บีบบังคับเอา
สตางค์ของเราแม้แต่บาทเดียว
เป็นผมเองก็คงต้องรับเอาไว้...

แม้จะรู้ว่าสี่โมงเย็นวันนี้
มันจะแปรเปลี่ยนเป็น "ความผิดหวัง"
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้....

กระจกเงา

 


หลังจากเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยความ
สดชื่นที่มากกว่าตอนเข้าไป

แสงไฟภายในห้องสะท้อนฟุ้งกระจายไปทั่ว
กลบเงาอันมืดมิดให้จืดจาง

เบื้องหน้าผมมองเห็นชายคนหนึ่งที่คุ้นตา
กั้นกลางด้วยคราบเปลอะเปื้อนเป็นคราบ
หม่นมัวที่ฝากฝังไว้บนผิวกระจกเงา

พิจารณาแวบแรกแล้วก็ช่างแสนธรรมดา
มันเป็นใบหน้าที่คุ้นชินมาตั้งแต่จำความได้
ไม่แปรเปลี่ยน...

ซึ่งหากจะพิจารณาจริงๆแล้วมันควรจะแปร
เปลี่ยนไปในทุกๆวันเดือนปี

หากแต่ว่าความคุ้นชินของตัวเองที่มอง
สะท้อนกลับมาหาเป็นเช่นนั้นไม่

ผิวหน้าหยาบกร้านจากแดดฝนโผล่
วับวอมแวมออกมา
ถุงใต้ตาก็ดูหย่อนคล้อยกว่าแต่ก่อน
ตอนวัยเยาว์ที่คิดว่าหน้าอ่อนกว่าวัย

ฝ้ากระก็เริ่มเด่นชัดเข้มขึ้นราวกับเม็ดสี
ของผิวพรรณมันผิดเพี้ยนไปในข้ามคืน

นัยตาแกร่งกร้าวแต่ก็ซ่อนไว้ด้วยความ
อ่อนล้ายังบรรจุอยู่ที่เดิม
เว้นเสียแต่ว่าหนังเปลือกตานั้นถูกดึงให้
ห้อยย้อยต่ำลงมามากกว่าก่อน

สังขารข้าพเจ้ามันกำลังเสื่อมถอยลงไป
แล้วหรือนี่?

ความคิดในแวบหนึ่งสะท้อนออกมาจากภาพ
ที่ประจักษ์อยู่เบื้องหน้า

มันเป็นความจริงอย่างหลีกเลี่ยงไปไม่พ้น
ความเต่งตึงสดใสในวัยเยาว์เหล่านั้น
หลีกหายไปไหนเสีย

ใยเล่า ความเสื่อมถอยทั้งหลายมิยอมชักช้า
ร่ำไรอยู่แห่งหนอื่นก่อน
หากจะบอกเป็นภาษาถิ่นพำนักก็คงพูดได้ว่า
"เจ้าสิฟ่าวไปไส"ไอ้แก่

เปล่าเลย มันมิได้เปลี่ยนแปลงในบัดดล
มันค่อยๆขยับปรับแปรเข้ามาทีละน้อย
ข้าพเจ้าเองนั่นแหละ
ที่มิยอมสังเกตุโดยละเอียดเอง

บัดนี้ ความเข้าใจกระเทาะเปลือกแง้ม
ออกมาให้เห็นความจริงของชีวิต
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เป็นเรื่องปกติวิสัยของมนุษย์

สักวันหนึ่งก็คงจะโรยราลงไปมากกว่านี้
มันก็เพียงเท่านี้เองกระมัง เรื่องสังขาร

คิดได้เพียงเท่านี้ก็ละสายตาจากบาน
กระจกเงา รำพึงกับตัวเองต่อไปว่า
คงมีเพียงจิตใจเท่านั้นแหละ
ที่คงจะไม่มีวันร่วงโรยไปตามกาลเวลา

มีแต่จะพอกพูนสั่งสมความแก่กร้าน
ในความเป็นไปของโลก

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

คุณค่าของ

 


ผมพอสรุปได้อย่างหนึ่งว่า

สิ่งใดที่เราทำมันอย่างตั้งใจ หลงใหล
ใช้เวลา ทุ่มความพยายาม และสิ่งๆนั้น
สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นได้

"สิ่งใดๆเหล่านั้น มักจะมีคุณค่าเสมอ"

แต่เราจะคาดหวังให้ทุกๆคนทำเพื่อคนอื่น
อย่างตั้งอกตั้งใจก็คงผิดหวังทุกวี่วัน

มองออกไปรอบตัวก็จะเห็นคนที่ทำเพื่อ
ตัวเอง เอาแต่ได้ คิดถึงแต่สิ่งที่จะได้มา
ง่ายๆ ไม่ต้องลงมือลงแรงทำอะไรมาก

น้อยคนนักที่จะลุ่มหลงกับงานที่ต้องใช้ความ
เพียร ความพยายาม และอาจจะมองไม่
เห็นปลายทางเสียด้วยซ้ำ ว่ามันจำสำเร็จ
ไหม

ผมรู้สึกมีความยินดีเสมอ เมื่อได้ฟังได้อ่าน
เรื่องราวของผู้คนที่ก่อร่างสร้างทุกอย่าง
ขึ้นมาด้วยแรงกำลังของตัวเอง

มันเป็นเรื่องเล่าที่ฟังแล้วดูสนุก
พบเจอปัญหาก็แก้กันไป จนสุดท้ายก็เติบโต

แต่ใครเล่า จะลงมือกับคำว่า "ทำวันนี้"
"ทำให้ดีที่สุด" หรือ "เพื่อคนอื่นก่อน"

วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

อะไรจะหายไปอีก

 


ระหว่างช่วงชีวิตของคนๆนึง คงต้องพบเจอ
อะไรมากมาย และอย่างน้อยที่สุดในชีิวิตเรา
คงต้องมีเพื่อนสักคน,ของรักบางอย่าง

แม้กระทั่งสัตว์ที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจจะเลี้ยง
แต่ก็อดที่จะแสดงความเอ็นดูให้ไม่ได้

ในวันที่บางอย่างนั้นดูเหมือนจะแสนธรรมดา
หาได้มีความหมายสำหรับเราไม่

สิ่งนั้นก็ยังคงไม่มีความหมายอะไรหรอก
จนกว่าเวลาจะผ่านพ้นให้ผูกพันกันทางความรู้สึก

ซึ่งแน่นอนว่าเราแทบจะไม่รู้ตัวกับสิ่งที่ค่อยๆก่อ
ร่างสร้างตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ และค่อยๆก้าวเข้า
มาในชีวิตเรา
อย่างแทบไม่รู้ตัว..

รู้อีกทีก็หลั่งน้ำตาให้ไปแล้ว ในวันที่ต้องจาก
กันไปอย่างไม่บอกกล่าว

เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าสิ่งไหนจะจากเราไป
แต่มันเป็นเรื่องง่ายที่จะบอกว่าตอนนี้

เรากำลังสนใจในสิ่งใด
ใช่สิ่งที่เราจะเสียใจ หากสิ่งๆนั้นสูญไปหรือไม่

วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ดราม่าเอง

 


ผมเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยจะสุงสิงสังคมมาก
สักเท่าไหร่ อาจจะเรียกตามที่เขานิยาม
กันว่า "อินโทรเวิร์ด" ก็เป็นได้

ยิ่งเรื่องราวดราม่า หรือ อะไรที่เป็นกระแส
ก็ยิ่งไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ไม่ใช่ว่าไม่สนไม่แคร์อะไรทั้งสิ้นหรอกนะครับ

คิดเอาไว้เตือนตัวเองเฉยๆว่า
หากเรื่องใดที่ทำลงไปแล้วไม่เกิดประโยชน์
กับ "ตัวเอง" หรือ "ผู้อื่น"
เรื่องนั้นก็ไม่สมควรที่จะทำ

ในการลงไปเสพข่าวที่สร้างอารมณ์ต่างๆขึ้นมา
คล้ายๆกับการที่เราได้เสพติดละคร หรือ นิยาย
แตกต่างกันตรงที่นิยายนั้น ยังให้แง่คิดมุมมองที่
ผู้เขียนบรรจงเสริมแต่งไว้อย่างแยบยล

ต่างกับเรื่องราวร้อนแรงทางสังคมที่มีแต่จะยิ่ง
รุนแรงสร้างแต่ความเกลียดชัง
แบ่งพรรคพวกขึ้นทุกวันมองดูแล้วจึงพิจารณาว่า
"ไม่เกิดประโยชน์อันใด"

ปล่อยๆผ่านไปบ้างก็ดีครับ
ชีวีต้องการความสงบ มากกว่า ความตื่นเต้น
ที่เกิดขึ้นชั่วครู่แล้วก็จากไป ติดมากๆก็ลำบาก
หาความตื่นเต้นใหม่อีกร่ำไป...

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

คิดเรื่อยเปื่อย

 


    ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์เรา
ที่เจ้าความคิดจอมซุกซนของตนนั้น
ไม่พะวงอยู่ในเรื่องของอนาคต
ก็ย้อนกลับไปคร่ำครวญอยู่กับอดีต

และด้วยความคิดเหล่านี้นี่เอง
ที่มักจะทำให้เราติดกับดัก
ไปไหนต่อได้อย่างยากลำบาก
บางทีถึงขั้นรบกวน "ปัจจุบันขณะ"
ที่กำลังเกิด....

    ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่ตกเป็น "ทาส"
ของความคิดเหล่านี้เอง ยอมรับว่า
สลัดความคิดความผิดพลาดในอดีตไม่ออก

บางทีก็มัวแต่คิดกังวลไปถึงเรื่องที่มัน
"ยังไม่เกิด"
จนกระทบกระทั่งงานตรงหน้า
กว่าจะดึงตัวเองกลับมาได้
เวลาก็ผ่านไปเฉยๆหลายสิบนาที

บางเรื่องราว ก็สาดส่งความทุกข์ให้
ได้เป็นวันๆ
บางคนนอนไม่หลับ
วิตกกังวลกับพรุ่งนี้ ฯลฯ

ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นว่าทุกสิ่งในโลกนี้ล้วน
เป็นหลุมดำที่ดึงดูดมนุษย์ธรรมดาอย่างเรา
ให้หลุดร่วงลงไปในมิติที่ไร้ทางออก

แม้นศาสนาจะช่วยเยียวยาจิตใจได้
ในระดับหนึ่งแต่ผมก็คิดว่าน้อยคนนัก
ที่จะคิดและปฎิบัติได้อย่างไม่หวั่นไหวไป
กับสิ่งใดๆ

อย่างน้อย ผมก็ยังกลัวความตาย
ถึงรู้ว่าสักวันนึงยังไงก็ต้องตาย ก็ยังกังวล
กลัวเจ็บป่วย ร่างกายเสื่อม 
เดินเหินไม่คล่อง จนต้องไปออกกำลังกาย
เพื่อคงสภาพให้มันเสื่อมช้าลงไป

คิดแล้วก็กลุ้ม ออกไปหาซื้อเหล้าย้อมใจสักแก้ว
คงพอจะช่วยให้หลายอย่างดีขึ้น(มั้ง)

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

บังเอิญมั้ง

 


    "โชคชะตา" หรือ "ความบังเอิญ" กันแน่
ที่นำพาให้เราต้องพบเจอกับใครสักคน

ระหว่างที่กำลังนั่งพักรออาหารตามสั่งริมถนนใน
ละแวกที่ทำงาน ชายสูงวัยคนหนึ่งเดินเลียบเคียง
มาเมียงมองรถยนต์ที่ผมขับมาแล้วก็เอ่ยถามผม
ในแหล่งที่มาว่าอยู่แถวนี้หรอ ไม่เคยเห็นรถคันนี้
มาก่อน

ผมชี้แจงความเป็นมา เป็นไปให้ได้ทราบ แกก็
เลยขออนุญาตเดินดูรถสักหน่อย
(ทิงเทา เป็นรถกระบะตอนเดียว สามารถขับ
เคลื่อนแบบสี่ล้อได้ ผมเพิ่งทำการปรับเปลี่ยน
ล้อและยางมาเมื่อวันก่อนหลังจากที่ใช้งานมาราว
แสนโลจนสึกหรอไปมาก) หลังจากนั้นแกก็ขอมา
นั่งคุยด้วย ซึ่งผมเองก็ไม่ได้รังเกียจที่จะพูดคุย
กับผู้คนแปลกหน้าที่เข้ามาอย่างสุภาพแต่อย่างใด

เรานั่งคุยกันสักพักเรื่องรถรา แล้วก็เข้าเรื่อง
เข้าใจความที่แกเข้ามาเลียบเคียงคุยกับผม
เรื่องของเรื่องก็คือ อยากจะชวนไปทำงานอาสา
เป็นหน่วยแพทย์ทันตกรรมเคลื่อนที่ (พอ.สว)
ซึ่งแกเองก็ทำอยู่ แต่ปีๆหนึ่งก็ไม่ได้ไปทุกงาน
พอทราบเลาๆว่า มีปีละ 24 งาน

ด้วยความชอบบุกป่าฝ่าดง ช่วยเหลือสังคมบ้าง
คิดว่าคงเอาวิชาความรู้ที่สะสมมาใช้การได้
ไม่มากก็น้อย ประกอบกับเด็กหญิงทั้งสองโตพอ
ที่จะเรียนรู้โลกภายนอก เรียนรู้ชีวิตอีกแบบที่
ไม่เคยพบเจอได้แล้ว จึงยินดีรับคำเชิญของแก

แต่ทั้งนี้ก็ยังรับปากไม่ได้ว่า หากกำหนดทริป
มาแล้ว ผมจะพอมีเวลาว่างไปได้ไหม ต้องดูเป็น
ช่วงๆไปครับ

จริงๆแล้วมันคงเป็นเรื่องบังเอิญกระมัง ที่การ
เปลี่ยนล้อเปลี่ยนยาง ทำให้คนๆนึงเดินมาคุยด้วย
จนเป็นการชักชวนไปในทางที่น้อยคนนักจะมี
"โอกาส" แต่พี่แกก็บอกว่า ผมก็ชวนคนไปเรื่อง
แหละ ฮ่าๆๆๆ

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

สัปดาห์ที่ผ่านมา

 


สัปดาห์ที่ผ่านมามัวแต่ยุ่งอยู่กับการซ่อมแซม
หาอะไหล่รถยนต์ ประกอบกับการงานที่เร่ง
ด่วนกระชั้นใกล้เส้นตายเข้ามาทุกที ทำให้วิถี
ในการดำรงชีวิตประจำวันที่ผ่านมาผันแปรไป

แต่มันก็เป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิต
เท่านั้น เฉกเช่นเดียวกันกับความทุกข์ตรม
ความสุขสมหวัง สองสิ่งนี้ผ่านเข้ามาให้เรา
ได้รู้สึกรู้สาไปกับมันเพียงห้วงเวลาหนึ่ง
ทำให้เราคุ้มคลั่งทรมาน หรือสุขสมลิงโลดได้
ไม่นาน แล้วมันก็จะผ่านพ้นไป ดึงชีวิตให้กลับ
มาสู่จุดปกติธรรมดา

จากนั้นเอง ที่ใจเราก็มักจะมองหาสิ่งใหม่ๆ
ให้กับชีวิตอีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะว่าเรา
อยู่กับสิ่งเดิมๆได้ไม่นาน มันก่อให้เกิดความ
เบื่อหน่าย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซ้ำซาก
จำเจ

ความมุ่งมั่นในเป้าหมายใหม่ กระตุ้นหลั่งสาร
ให้ร่างกายกระปี้กระเป่ามีแรงพลังออกไป
ต่อสู้กับโลกภายนอกที่จะนำมาซึ่งความทุกข์
ตรมอีกครั้ง

วนไปเป็นวัฎจักรที่ไร้รูปแบบหากมองในมุม
แต่ละบุคคล แต่มันเหมือนๆกันทั้งหมดสำหรับ
แก่นของชีวิตที่ศาสดาสอนไว้

งานตรงหน้ายังคงค้างคารอให้จัดการอีก
มากมาย ก้มหน้าก้มตาทำไปวันๆโงหัวขึ้นมา
อีกที ส่องกระจกพิจารณาดูตัวเองอีกทีก็อายุ
ปานนี้แล้วหรอ

เวลาผ่านไป เรามัวทำอะไรกันอยู่....
ผมถามตัวเองในใจ