วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

กระจกเงา

 


หลังจากเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยความ
สดชื่นที่มากกว่าตอนเข้าไป

แสงไฟภายในห้องสะท้อนฟุ้งกระจายไปทั่ว
กลบเงาอันมืดมิดให้จืดจาง

เบื้องหน้าผมมองเห็นชายคนหนึ่งที่คุ้นตา
กั้นกลางด้วยคราบเปลอะเปื้อนเป็นคราบ
หม่นมัวที่ฝากฝังไว้บนผิวกระจกเงา

พิจารณาแวบแรกแล้วก็ช่างแสนธรรมดา
มันเป็นใบหน้าที่คุ้นชินมาตั้งแต่จำความได้
ไม่แปรเปลี่ยน...

ซึ่งหากจะพิจารณาจริงๆแล้วมันควรจะแปร
เปลี่ยนไปในทุกๆวันเดือนปี

หากแต่ว่าความคุ้นชินของตัวเองที่มอง
สะท้อนกลับมาหาเป็นเช่นนั้นไม่

ผิวหน้าหยาบกร้านจากแดดฝนโผล่
วับวอมแวมออกมา
ถุงใต้ตาก็ดูหย่อนคล้อยกว่าแต่ก่อน
ตอนวัยเยาว์ที่คิดว่าหน้าอ่อนกว่าวัย

ฝ้ากระก็เริ่มเด่นชัดเข้มขึ้นราวกับเม็ดสี
ของผิวพรรณมันผิดเพี้ยนไปในข้ามคืน

นัยตาแกร่งกร้าวแต่ก็ซ่อนไว้ด้วยความ
อ่อนล้ายังบรรจุอยู่ที่เดิม
เว้นเสียแต่ว่าหนังเปลือกตานั้นถูกดึงให้
ห้อยย้อยต่ำลงมามากกว่าก่อน

สังขารข้าพเจ้ามันกำลังเสื่อมถอยลงไป
แล้วหรือนี่?

ความคิดในแวบหนึ่งสะท้อนออกมาจากภาพ
ที่ประจักษ์อยู่เบื้องหน้า

มันเป็นความจริงอย่างหลีกเลี่ยงไปไม่พ้น
ความเต่งตึงสดใสในวัยเยาว์เหล่านั้น
หลีกหายไปไหนเสีย

ใยเล่า ความเสื่อมถอยทั้งหลายมิยอมชักช้า
ร่ำไรอยู่แห่งหนอื่นก่อน
หากจะบอกเป็นภาษาถิ่นพำนักก็คงพูดได้ว่า
"เจ้าสิฟ่าวไปไส"ไอ้แก่

เปล่าเลย มันมิได้เปลี่ยนแปลงในบัดดล
มันค่อยๆขยับปรับแปรเข้ามาทีละน้อย
ข้าพเจ้าเองนั่นแหละ
ที่มิยอมสังเกตุโดยละเอียดเอง

บัดนี้ ความเข้าใจกระเทาะเปลือกแง้ม
ออกมาให้เห็นความจริงของชีวิต
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เป็นเรื่องปกติวิสัยของมนุษย์

สักวันหนึ่งก็คงจะโรยราลงไปมากกว่านี้
มันก็เพียงเท่านี้เองกระมัง เรื่องสังขาร

คิดได้เพียงเท่านี้ก็ละสายตาจากบาน
กระจกเงา รำพึงกับตัวเองต่อไปว่า
คงมีเพียงจิตใจเท่านั้นแหละ
ที่คงจะไม่มีวันร่วงโรยไปตามกาลเวลา

มีแต่จะพอกพูนสั่งสมความแก่กร้าน
ในความเป็นไปของโลก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น