วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2567

เรามักจะมองเห็นในสิ่งที่เรามองหา



    หากสิ่งที่มองหานั้นคือ เงินทอง ทรัพย์สมบัติ
เพื่อคาดว่า วันหนึ่งมันอาจจะทำให้เรามีความสุข
ความสบายมากกว่าเก่า
    เราก็จะมองเห็นแต่ลู่ทางต่างๆที่จะได้มาของ
สิ่งเหล่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะได้สิ่ง
นั้นๆมาด้วยวิธีการใด
    จะเบียดเบียนคนอื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม
หรือไม่ หากต้องคดโกง เราจะทำไหม ฯลฯ

    และยิ่งถ้าเรามองหาหลายๆสิ่งมากขึ้น มากขี้น
และมากขึ้นไป
    ผมคาดไว้เลยว่าชีวิตของเราก็จะพบเจอกับ
ความยุ่งเหยิงมากมาย มีหลายสิ่งหลายอย่างให้ต้อง
จัดการ และจมอยู่กับกองของความปราถนาเก่าๆที่
เราอาจจะไม่ได้สนใจมันเหมือนแต่ก่อนแล้ว

ท้ายที่สุดก็เราก็จะคุยกับตัวเองว่า
จริงๆแล้วเราต้องการอะไร

ไม่มีใครรู้
แต่แค่อยากให้เราได้คิด....

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2567

สนามหญ้า

 



    น้อยนักที่ผมพอจะมีเวลาทิ้งตัวลงนอนกับสนาม
หญ้าสีเขียวที่มองดูเหมือนจะนุ่มนิ่มแต่กลับทิ่มแทงผิว
หนังให้รู้สึกคันมากกว่า

    การได้มีเวลาว่างนอนทอดกายเหม่อมองท้องฟ้า
ดูเหมือนเป็นสิ่งที่แสนธรรมดา ร่างกายสัมผัสกับพ้ืนผิว
สายตาทอดยาวออกไปไกล ริ้วเมฆสร้างจินตนาการ
ต่างๆให้เราได้ดำดิ่งไปกับความคิดมากมาย

    มันเป็นช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะไร้ความหมาย
เมื่อคนๆหนึ่งดูคล้ายเหมือนจะนอนนิ่งหลับไป แต่หารู้
ไม่ว่าเค้ากำลังเดินทางไกลไปยังโลกแห่งความคิด
และจินตนาการ

    มันเป็นโลกที่สร้างความจริงปัจจุบันขึ้นมาให้เห็น
นักต่อนัก มันเป็นวิธีการที่ใครสักคนสร้างความฝันของ
เขาขึ้นมาแล้วลงมือทำ รังสรรค์ให้มันเป็นจริงให้ได้

    แม้วันนี้ ตอนนี้ผมจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ว่า แต่ความ
รู้สึกนั้นกำลังก่อเกิดและผลักดันให้มองหาสนามหญ้างามๆ
ใต้ร่มเงาต้นไม้สักที่ แล้วใช้เวลานั้นไปกับมันอีกสักที

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2567

WD40

 





    หากคุณอยู่ในสายงานช่าง หรือข้องเกี่ยวกับงาน

ช่างเล็กๆน้อยๆ คงจะได้ยินชื่อ สเปรย์หล่อลื่นเอนก

ประสงค์นาม WD40 มาบ้าง


    ซึ่งจริงๆแล้วชื่อนี้ย่อมาจาก "Water

Displacement Formula 40th" หรือ สารแทนที่น้ำ

สูตรที่ 40

    ซึ่งแปลว่า ก่อนหน้านี้เคยมีสารแทนน้ำที่ไม่ประสบ

กับความสำเร็จมาแล้ว 39 สูตร และท้ายที่สุดก็มา

ประสบความสำเร็จด้วยสูตรที่ 40 ดังกล่าว


    หลายครั้ง หรือ อาจจะแทบจะทุกครั้ง ที่เรา

พยายามทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก

ออกกำลังกาย งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำสมาธิ

อ่านหนังสือ ฯลฯ อะไรก็ได้ที่คล้ายกับการตั้งปณิธาน

ในช่วงต้นปี หรือเป้าหมายยิ่งใหญ่ส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่

แล้วมันมักจะไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้


    แต่ผมคิดว่า มันไม่เป็นไรเลย หากเราตั้งใจ

กับมันมากขึ้นในครั้งต่อๆไป ไม่ลดละ ไม่ล้มเลิกที่จะ

พยายามกับสิ่งๆนั้น


    บางที การมองให้ไกลกว่าเดิม ลึกกว่าเดิม หรือ

กว้างกว่าเก่า มันอาจจะพาเราไปยังจุดๆหนึ่งที่เราไม่

อาจคาดคิดก็เป็นได้


    หากเราเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง ละทิ้งคำดูถูก

ช่างมันกับความคิดคนอื่น แล้วหันมาโฟกัสในสิ่งที่ตนเองนั้น

กำลังทำอยู่


    แม้ว่ามันจะผิดมาสามสิบเก้าครั้ง ครั้งต่อไป เรา

อาจจะพบสูตรใหม่ที่โครตคูลเลยก็ได้


ยินดีต้อนรับปีที่ 40 ของผมครับ

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2567

ทำทีละอย่าง

 




    เป็นเวลากว่ายี่สิบวันแล้วที่ผมเองต้องมาที่นี่

แทบทุกวัน จะขาดไปหนึ่งวันก็คงเป็นวันที่หยุดทำงาน

ประจำครึ่งเดือน


     เวลานี้ผมกำลังนั่งเหม่อมองผู้ร่วมงานที่กำลัง

ทำงานแข่งขันกับเวลาภายใต้เต้นท์ผ้าใบ 5x10 ชิดร่ม

เงาของต้นนนทรีขนาดย่อมสามต้น บนพื้นที่เต็มไปด้วย

น้ำและโคลน


    ผิวพื้นดินชุ่มไปด้วยน้ำฝนที่ตกลงติดต่อกันมาเกิน

สัปดาห์ แม้ว่าจะขุดดินลงไปลึกเท่าไรเนื้อดินก็ยังคง

เจือไปด้วยน้ำที่ซึมลงไป


    อุปสรรคมากมายที่ไม่คาดคิดเกิดได้เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นหินขนาดเขื่องวางตัวขวางงานฐานราก

อยู่หลายหลุมจนต้องใช้บริการเพื่อนร่วมวงการให้นำรถ

ตีนตะขาบติดหัวเจาะกระแทกเข้ามาช่วยสกัดออก


    งานขนถ่ายดินที่เฉอะแฉะหนึบหนับราวกับตังเม

และรถที่ใช้วิ่งขนถ่ายนั้นเกิดคลัชหมดวิ่งไม่ไปขึ้นมาใน

วันที่สอง


    หากวันไหนพื้นเละมากรถบรรทุกคันน้อยก็จะวิ่งหนี

แรงดึงของพื้นดินที่ชื้นแฉะไปไม่ได้

    ปัญหานานับประการหลั่งไหลกันเข้ามา....


    แต่อย่างไร งานก็คืองานที่ต้องดำเนินต่อไป

เพื่อแข่งขันกับเวลา แม้จะเกิดปัญหา เราก็พยายาม

ช่วยกันแก้ ร่วมกันหาทางออก เพื่อให้ทันเส้นตายที่

กำลังเดินกล้เข้ามา


    กินทีละคำ ทำทีละอย่างยังคงเป็นประโยคที่

สัมผัสได้ถึงความมีสติ บอกให้เราค่อยๆคิด ค่อยๆทำที

ละเปาะ อย่ามัวแต่ไปกลัดกลุ้มกับปัญหาในภาพใหญ่


    ฝนยังคงโปรยปรายแม้ได้เวลาเลิกงานแล้วและ

คาดว่าอีกหนึ่งถึงสองวันข้างหน้าก็คงจะยังไม่หายไปไหน

แต่เรายังพอมีเวลา

    ทุกๆปัญหา ที่เข้ามา สอนให้เราหาทางแก้ไข มิใช่

ด่าทอและเราเชื่อว่ามันมีทางออกเสมอ ไม่ทางใด

ก็ทางหนึ่ง

วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2567

นาฬิกา

 



   ก่อนหน้านี้ที่จะได้ใช้การวิ่งเป็นการออกกำลังกาย
ประจำ ผมยังไม่เคยชายตามองเจ้านาฬิกาข้อมือที่ใช้
วัดค่าต่างๆที่จำเป็นในการออกกำลังกายเลย จนได้
หันเหมาทางการวิ่งเท่านั้นแหละครับ

    เจ้านาฬิกาที่ว่าก็จำเป็นต้องมาเกาะข้อมืออยู่ทุก
เมื่อเชื่อวัน เหตุเพราะข้อมูลต่างๆที่ต้องใช้ในการวิ่ง
นั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านความเร็ว การเต้น
ของหัวใจ เวลาการพักผ่อน การเต้นของหัวใจขณะ
นอนหลับฯ

    ทำให้ผมต้องเอามันมาเกาะที่ข้อมือเป็นประจำ
แทบทุกเวลา ยกเว้นตอนอาบน้ำก็เท่านั้น หากถามว่า
มันจำเป็นด้วยหรือที่ต้องทำแบบนั้น ก็คงบอกว่าไม่จำ
เป็นเท่าไหร่หรอกครับ

    แต่ผมทำจนชิน ติดเป็นนิสัยไปเสียแล้ว ผิดแปลก
ไปจากตอนวัยรุ่นที่ไม่ชอบเอาเสียเลย ต้องมีนาฬิกา
เรือนโก้มาใส่ไว้ให้เข้ากับวัย เหมาะสมกับการแต่งตัว
ผมคิดว่ามันเกะกะเวลาทำกิจกรรมต่างๆเสียด้วยซ้ำ
ไหนจะตอนล้มกลิ้งเวลาเล่นสเก็ตอีก มันคงจะถลอก
ยับเยินแน่ๆ ผมเลยคิดว่า ไม่ใส่ดีกว่า..

    แต่ตอนแรกๆที่เอานาฬิกามาสวมใส่นี่สิ มันช่าง
ไม่ถนัดเอาเสียเลย รู้สึกแปลกๆทุกครั้งเวลาใช้แขน
พอไม่ระมัดระวังมันก็เกิดการครูดกับสิ่งอื่นๆให้เป็น
รอยด่างพร้อย

    เช่นเดียวกันกับสิ่งใหม่ๆในชีวิตแหละครับ
มันจะรู้สึกไม่คุ้นชิน ไม่ปลอดภัย น่าอึดอัดไปเสียหมด
หากแต่พอทำไปนานๆแล้ว มันก็เป็นระบบที่ทำได้โดย
ไม่ต้องคิดไปอีกเรื่องหนึ่ง น่าแปลกไหมครับ ที่เรามัก
จะกลัวสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2567

นั่งร้าน

 


    โดยทั่วไปในยุคปัจจุบัน นั่งร้าน คืออุปกรณ์ที่
สำคัญในงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเล็กใหญ่แค่ไหน
นั่งร้านก็เป็นตัวช่วยให้เราประคับประคองงานต่างๆ
ที่ต้องขึ้นไปบนที่สูงได้อย่างมั่นใจว่าจะไม่ร่วงหล่น

    อีกทั้งยังช่วยรับน้ำหนักชั่วคราวในงานหล่อแบบ
คอนกรีตรอระยะเวลาให้ตัวคอนกรีตเองนั้นแข็งแรง
พอที่จะรับน้ำหนักในชั้นต่อๆไป สูงขึ้นไปได้อีก

    หากเปรียบชีวิตเราดั่งเช่นอาคารสักหลังที่
กำลังก่อร่างสร้างตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
โค้ช,คำแนะนำ,กำลังใจ,หนังสือดีๆและสิ่งต่างๆ
ภายนอกที่ส่งผลกระทบกับเรา ก็คงเปรียบเสมือน
นั่งร้านที่คอยพยุงเรา คอยช่วยเหลือให้เราเติบโต
ขึ้นไป

    การมีนั่งร้านที่ดี ก็จะช่วยให้อาคารหลังนี้
แข็งแรงมั่นคง บิดเบี้ยวน้อย แลดูสวยงามสง่า
ในยามที่ถึงเวลาเฉิดฉายหรือประสบความสำเร็จ

    ที่สำคัญ เราเลือกนั่งร้านที่จะมาช่วยประกอบ
บ้านหรืออาคารของเราเองได้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2567

กังขาและดูถูก

 


    ผมเชื่อว่า ความมุ่งมั่น ความฝัน หรือการที่เรา
อยากจะทำอะไรบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับเรา 
    เมื่อได้บอกกล่าวกับผู้อื่นไป ส่วนใหญ่จะได้พบกับ
คำที่บอกว่า "เป็นไปไม่ได้หรอก ทำไปทำไม"
    อาจจะถึงขั้นดูถูกว่า "เราคงทำไม่ได้" และมอง
เรากลายเป็นตัวตลกไปเสีย

    เหตุการณ์แบบนี้เกิดได้กับคนที่มีความใฝ่ฝันทุกคน
ครับ หากว่าเราไม่มีความทะเยอทะยานอยาก เราก็
จะไม่ได้พบกับคนที่คอยดูถูก สงสัยกับเรื่องราวเหล่านี้
หรอกครับ มันเป็นเรื่องปกติ

    เช่นกันกับผมที่หากได้ฟังเพื่อนคนหนึ่งเดินมาบอก
ว่าอยากเป็นนักแสดง ผมอาจจะกลั้นหัวเราะตัวเอง
ไม่อยู่ในเสี้ยววินาที แล้วคงพูดว่า "มึงจะไปเป็นนัก
แสดงทำเหี้ยไร" อะไรประมาณนี้

    แต่ผู้ที่มุ่งมั่น เอาจริงเอาจังกับความคิดฝันและ
ชัดเจนกับเป้าหมายเท่านั้น จะใช้แรงจะคำดูถูกต่างๆ
ใช้พลังจากความไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้ เป็นเชื้อเพลิง
หล่อเลี้ยงแรงใจให้ดำเนินไปจนถึงจุดหมายต่างๆนั้น

    แน่นอนว่าอุปสรรคต่างๆไม่มีวันปล่อยให้คนเหล่า
นั้นเดินผ่านไปง่ายๆหรอกครับ
    คนเหล่านั้นจะพบกับความผิดหวัง ท้อแท้ ซ้ำแล้ว
ซ้ำเล่า ผ่านวันเวลาหลายมากมายหลายปี

    แล้ววันหนึ่ง ก็จะพบกับความผิดหวังอีก ดั่งโชค
ชะตาไม่เคยแง้มประตูบานนั้นให้กับเขาเลย

    แต่หาใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้สำหรับเขา...

วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2567

ฝนซา สายรุ้งปรากฎ

 



    ว่ากันว่า ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ...
บางครั้งก็ใช่ แต่บางครั้งก็บอบช้ำ
    บอบช้ำจากฝนที่มากเกินพอดี ซึ่งพออะไรๆที่
มันมากเกินไป มักจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี

    แต่อย่างไรเสีย ในหยินยังมีหยาง ในทุกๆ
วิกฤติยังมีโอกาส และในเรื่องแย่ๆ ยังมีเรื่องดีๆ
ให้ได้มอง

    ภัยพิบัติก่อให้เกิดความทุกข์ ความยากลำบาก
แก่ผู้คนหมื่นพัน
    แต่คนอีกหลายกลุ่มก็อุทิศตนช่วยเหลือได้อย่าง
รวดเร็ว ร่วมมือร่วมใจกันอย่างไม่คิดผลตอบแทน
ได้อย่างทันตาเช่นกัน

    ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ หรือก่อนหน้านี้ ผมเชื่อว่า
จะอีกกี่ครั้งถัดไป น้ำใจเขามนุษย์เราก็ยังปรากฎ
ออกมาให้เห็นเสมอ

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2567

ชีวิต คือ การแสดง

 


    ในจอภาพยนต์นั้นเราจะเห็นมุมมองของผู้แสดง
เพียงแค่มุมที่ผู้กำกับการแสดงอยากจะให้เห็น

    กลับกันกับในชีวิตจริงที่ตัวเราเองนั้นไม่มีวันที่
จะได้หยุดการแสดงละครชีวิตของตัวเองแม้กระทั่ง
หลับฝัน

    ทุกท่วงท่า ทุกการเคลื่อนไหวและการกระทำ
ล้วนบ่งบอกลักษณะนิสัยของคนๆนั้น ไม่ว่าจะมีใครเห็น
หรือไม่ ทุกอย่างในความคิด และทุกการลงมือปฎิบัติ
ต่างส่งผลให้เราเป็นเรา

    เรา คือ ส่วนประกอบทั้งหมดที่ว่ามา เป็นนัก
แสดงละครชีวิตที่กำลังเขียนบทบาทของตัวเองไป
เรื่อยๆ

    หากเราอยากเปล่ียนแปลงอะไร ขอให้เรารู้ไว้
ว่า ละครเรื่องนี้ เรานั้นเป็นผู้เขียนบทเองทั้งหมด
ไม่มีใครมากำหนดว่าต้องเป็นแบบไหน

    ในทุกเช้าที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ยังพอมีเวลาให้คิดว่า
ต่อจากนี้ไป เราจะเล่นบทบาทใด เพื่อไปยังภาพตอน
จบสุดท้ายของชีวิต ที่เรามุ่งมั่น

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2567

เสียงที่ไม่ได้ยิน

 



    สิ่งสำคัญที่ทำให้ทีมงานนั้นบรรลุผลสำเร็จได้
อย่างมีประสิทธิภาพคงหนีไม่พ้นการร่วมมือกันของทีม
ได้เป็นอย่างดี
    ปัญหาที่ทุกทีม ทุกองค์กรหนีไม่ค่อยจะพ้นก็เป็น
เรื่องของคนที่ทำงานกันแบบ ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ
เนี่ยแหละ
    ไม่ใช่คนไม่มีประสิทธิภาพนะครับ ผมคิดว่ามัน
เป็นเรื่องของการสื่อสารเสียมากกว่า

    ทีมไหน องค์กรไหน สื่อสารกันได้เข้าใจกัน
มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกัน และร่วมกัน
ทำงานอย่างเต็มที่ เป้าหมายที่วางไว้ก็คงบรรลุกัน
ได้อย่างไม่ยากเย็ญ
    แต่เรื่องที่ว่ามา คือเรื่องที่ยากที่สุดในการ
ทำงานเลยแหละครับ

    เราจึงมักจะเห็นแผนกนั้น แขวะแผนกนี้
คนนู้น ด่าคนนี้ เจ้านายฟังแต่เสียงคนใกล้ตัว หมด
ประโยชน์ที่จะบอกปัญหา บอกแนวความคิดริเริ่ม
ทำให้การทำงานต่างๆเจอแต่ปัญหาและ ปัญหา...

    หากวันใด เมื่อเราเติบโตขึ้น รับภาระหน้าที่
ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ก็ขอให้จำวันที่เรายังเป็นผู้น้อยที่ยังมีไฟ
อยากส่งเสียง แนะนำความคิดเห็นออกไปบ้าง

    เรื่องบางเรื่องที่ยิ่งใหญ่ก็เริ่มจากความคิดบ้าๆ
ของคนผู้น้อยที่ไม่ค่อยมีใครฟังเสียงนี่แหละครับ

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2567

แบบอย่างแห่งความมุ่งมั่น

 



    ผมเชื่อว่าหลายๆคนนั้นมีไอดอล มีแบบอย่าง
ของชีวิตให้ดำเนินตาม ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่งอยู่บ้าง

    ผมเองก็เป็นเช่นนั้นครับ...ในยุคที่ชื่นชอบ
กีฬาฟุตบอล ก็มีนักเตะในดวงใจ ในผลงานศิลปะก็
ชื่นชมดาวินชี หากเป็นงานเขียนก็ต้องเป็นพญาอินทรี
ผู้กำกับหนังยุคหลังนี้ก็ต้องดูผลงานโนแลน ฯ

    ในความดำดิ่งในแต่ละเรื่อง เราจะเจอแบบ
อย่างที่เก่งมากๆอยู่ก่อนแล้ว เก่งจนเราชื่นชมประทับ
ใจแบบไม่มีอะไรมาขวางกั้น เพราะเรามุ่งประเด็น
ไปที่ผลงาน แต่เรื่องอื่นๆในชีวิตของเขานั้น อาจจะ
ไม่คำนึงถึงด้วยซ้ำ

    จะว่าไปแล้วแบบอย่างที่ดี ก็จะสร้างสำเนาที่
ดีออกมาได้ เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆมีแรงกำลัง
ที่จะต่อสู้ ฝ่าฟันกับเรื่องราวต่างๆ แล้วสร้างบาง
อย่างขึ้นมา เพื่อเป็นงานสร้างสรรค์ให้คนอื่นๆซึมซับ
และมีแรงกำลังอยากที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าง

    หากแต่ในทุกวันนี้ โลกถูกกระแสสื่อออนไลน์
โหมกระหน่ำไปด้วยพายุแห่งข้อมูล มีเรื่องราวทั้งดี
และไม่ดีไหลบ่าเข้าท่วมหน้าจอให้เราได้รับรู้จนเกิน
พอดี บางครั้งก็ไม่สามารถที่จะเลือกได้เองด้วย
ว่าเราจะเสพสื่ออะไร

    น่าตกใจเหมือนกันครับ หากมองในมุมนี้....

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2567

ทำบุญ

 


    “พระท่านบอกว่า มีเวลาว่างก็ให้มาอาบน้ำมนต์
ทำบุญบ้างนะ แล้วก็ขับขี่ระมัดระวังด้วย“
    เนื้อหาใจความหลังจากวางสายจากมารดา
ข้าพเจ้าที่สรุปเอาในความคิด

    จะว่าไปแล้ว ผมเองนั้นก็ห่างเหินจากพระสงฆ์
ห่างจากวัดมาก็นานโข นานจนเสียจำไม่ได้ว่า ล่าสุดที่
ตั้งใจจะไปวัด ไปหาพระนั้น มันเมื่อไหร่กัน

    แต่ก็ช่างเถอะ ใจความนี้มิได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ที่
มุมมองของคำว่า ”บุญ“ ในความคิดของแต่ละคนนั่นเอง
    ในพื้นที่ที่เป็นส่วนบุคคลกึ่งสาธารณะนี้ เราสามารถ
ถ่ายทอดหลายอย่างลงไปได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ควรมอง
บริบทของสังคมแห่งนี้ไว้ด้วย ว่าอะไรควร มิควร

    ฉนั้น หากเราถ่ายทอดสิ่งที่ดีงามออกไป มันก็จะเ
ป็นการแสดงออกถึง ”ส่วนหนึ่ง“ ของจิตใจเราออกไปด้วย
เฉกเช่นกันกับเรื่องอื่นๆ

    พอมาถึงตรงนี้ แล้วผมรู้สึกและมีความเข้าใจอย่าง
ไรเกี่ยวกับคำว่าบุญในบริบทของผมหล่ะ?

    แน่นอนว่าการ ”ทำบุญ“นั้น สามารถทำได้หลาย
แบบมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำทาน(ที่ไม่ใช่ทำมาหากิน)
การช่วยเหลือผู้อื่น การบริจาคเงิน,สิ่งของ แม้กระทั่ง
การให้ความรู้ ให้ความสงบแก่ผู้อื่น
    และที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันก็คือการทำบุญกับตัวเอง
สั่งสอนตนเองให้ประพฤติปฎิบัติตนอยู่ในหนทางที่สงบ
ในหนทางที่จะนำไปสู่ความเจริญ ทั้งทางกายและใจ

    ง่ายที่สุดที่ผมเองนั้นทำก็คือ การอยู่กับปัจจุบันขณะบ้าง
นั่งหลับตาจดจิตไปที่ลมหายใจบ้าง หายใจเข้าลึกๆขณะขับรถ
เพื่อสงบใจไม่ให้ไหลตามอารมณ์ไปกับรถคันซิ่งข้างหน้าบ้าง
คิดงานเขียนให้กำลังใจผู้อื่นให้สร้างสรรค์บ้าง ฯลฯ

    นั่นอาจจะเป็นความเข้าใจในแบบของผมเอง ซึ่งอันนี้
แล้วแต่บุคคลว่าจะปฎิบัติแบบใด ในแบบของตน
ในความคิดผมนั้น ไม่มีถูกเต็มร้อย และไม่มีผิดบาปมหันต์

    แต่ๆๆ…
ทั้งนี้ ทั้งนั้น เพื่อความสบายใจ คงต้องไปตามคำสั่งของ
ท่านแม่บ้าง ขัดใจจนท่านหน่ายมาเกือบๆจะสี่สิบปีแล้ว
ขอให้ทุกท่านประสบกับโชคดี
ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้
สวัสดีครับ