“พระท่านบอกว่า มีเวลาว่างก็ให้มาอาบน้ำมนต์
ทำบุญบ้างนะ แล้วก็ขับขี่ระมัดระวังด้วย“
เนื้อหาใจความหลังจากวางสายจากมารดา
ข้าพเจ้าที่สรุปเอาในความคิด
จะว่าไปแล้ว ผมเองนั้นก็ห่างเหินจากพระสงฆ์
ห่างจากวัดมาก็นานโข นานจนเสียจำไม่ได้ว่า ล่าสุดที่
ตั้งใจจะไปวัด ไปหาพระนั้น มันเมื่อไหร่กัน
แต่ก็ช่างเถอะ ใจความนี้มิได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ที่
มุมมองของคำว่า ”บุญ“ ในความคิดของแต่ละคนนั่นเอง
ในพื้นที่ที่เป็นส่วนบุคคลกึ่งสาธารณะนี้ เราสามารถ
ถ่ายทอดหลายอย่างลงไปได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ควรมอง
บริบทของสังคมแห่งนี้ไว้ด้วย ว่าอะไรควร มิควร
ฉนั้น หากเราถ่ายทอดสิ่งที่ดีงามออกไป มันก็จะเ
ป็นการแสดงออกถึง ”ส่วนหนึ่ง“ ของจิตใจเราออกไปด้วย
เฉกเช่นกันกับเรื่องอื่นๆ
พอมาถึงตรงนี้ แล้วผมรู้สึกและมีความเข้าใจอย่าง
ไรเกี่ยวกับคำว่าบุญในบริบทของผมหล่ะ?
แน่นอนว่าการ ”ทำบุญ“นั้น สามารถทำได้หลาย
แบบมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำทาน(ที่ไม่ใช่ทำมาหากิน)
การช่วยเหลือผู้อื่น การบริจาคเงิน,สิ่งของ แม้กระทั่ง
การให้ความรู้ ให้ความสงบแก่ผู้อื่น
และที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันก็คือการทำบุญกับตัวเอง
สั่งสอนตนเองให้ประพฤติปฎิบัติตนอยู่ในหนทางที่สงบ
ในหนทางที่จะนำไปสู่ความเจริญ ทั้งทางกายและใจ
ง่ายที่สุดที่ผมเองนั้นทำก็คือ การอยู่กับปัจจุบันขณะบ้าง
นั่งหลับตาจดจิตไปที่ลมหายใจบ้าง หายใจเข้าลึกๆขณะขับรถ
เพื่อสงบใจไม่ให้ไหลตามอารมณ์ไปกับรถคันซิ่งข้างหน้าบ้าง
คิดงานเขียนให้กำลังใจผู้อื่นให้สร้างสรรค์บ้าง ฯลฯ
นั่นอาจจะเป็นความเข้าใจในแบบของผมเอง ซึ่งอันนี้
แล้วแต่บุคคลว่าจะปฎิบัติแบบใด ในแบบของตน
ในความคิดผมนั้น ไม่มีถูกเต็มร้อย และไม่มีผิดบาปมหันต์
แต่ๆๆ…
ทั้งนี้ ทั้งนั้น เพื่อความสบายใจ คงต้องไปตามคำสั่งของ
ท่านแม่บ้าง ขัดใจจนท่านหน่ายมาเกือบๆจะสี่สิบปีแล้ว
ขอให้ทุกท่านประสบกับโชคดี
ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้
สวัสดีครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น