วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567

สื่อสาร

 

    มนุษย์อย่างเราๆที่อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว
เป็นสังคมและในแต่ละวันคงหนีไม่พ้นกับการสื่อสาร
กับคนอื่นๆ

ยิ่งทุกวันนี้การสื่อสารของเรานั้นพัฒนาไปไกลกว่าเมื่อ
สามสิบปีก่อนอย่างยากจะจินตนาการ ซึ่งหากให้เด็กๆ
อายุสิบห้ากลับไปใช้ชีวิตแบบเด็กอายุสิบห้าเมื่อสามสิบ
ปีก่อน คงจะทำตัวไม่ถูกจริงๆ

เอาเป็นว่า การสื่อสารของเราทุกวันนี้มีมากมายและ
หลากหลายมิติ แต่มิติที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคงหนีไม่
พ้นการพูดคุยกันต่อหน้า เพราะนอกจากภาษาพูดแล้ว
ยังมีภาษากาย น้ำเสียง เข้ามาเกี่ยวข้องกับสารที่จะ
สื่อออกไปให้รับรู้ด้วย

ซึ่งเอาจริงๆแล้วภาษากายกับน้ำเสียงนั้นมีส่วนสำคัญ
เป็นอย่างมากที่จะส่งให้สารที่สื่อนั้น ล้มเหลวหรือว่า
สำเร็จ

ทั้งนี้ ทั้งนั้น โลกนี้ก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ยังใช้อารมณ์
ด้านลบในการสื่อสาร โกรธเกี้ยวไปเสียหมด พูดจา
โผงผางไม่คิดถึงจิตใจของผู้ฟัง ส่งผลให้เกิดความรู้
สึกในด้านลบๆ ทั้งที่จริงๆแล้วเราไม่ต้องทำแบบนั้นก็
ได้

เราเลือกได้ ว่าจะเป็นคนแบบไหน สื่อสารกับคนรอบ
กายอย่างไร

อยากมอบรอยยิ้ม หรือความขุ่นมัว
ไม่มีใครทำอะไรได้อย่างใจเราหรอกครับ
ขนาดตัวเอง ยังไม่ได้อย่างใจตัวเองเลย

สุขสันต์วันศุกร์ครับ


วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567

ช่วงสั้นๆ

 

เมื่อวานนี้ครับ มีเรื่องราวที่ต้องจัดการหลายอย่าง
ทั้งรีบเร่ง ทั้งรอคอย ทั้งสมใจนึกและทั้งหงุดหงิด
ผมเชื่อว่าหลายๆท่านก็ต้องพบเจอเรื่องเหล่านี้เป็น
ธรรมดา เป็นเรื่องประจำวันกันอยู่แล้ว

มันเป็นเรื่องที่ท้าทายกับจิตใจตัวเองอยู่เหมือนกันนะ
ครับ การที่เราจะควบคุมพฤติกรรมของตัวเองไม่ให้
แสดงออกไปตามอารมณ์ที่ขาดการยั้งคิด พฤติกรรม
ที่แสดงออกไปตามสัญชาตญาณ

เพราะเราต่างรู้ดีว่าส่วนใหญ่แล้วมันจะออกมาในทาง
ที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ หากเราปล่อยให้เราทำ
อะไรไปตามใจ

ฉนั้น แม้ตัวผมเองจะพอรู้บ้าง บางเวลา บางขณะ
แต่พอกลับมาทบทวนอีกที ก็ดีใจที่เรื่องราวต่างๆได้
ผ่านไปได้ด้วยดี มิได้กระทำการอันใดให้เกิดเรื่อง
ราวร้ายแรงเสียหายอย่างที่สมองคิดจินตนาการ

ทำให้เห็นความสำคัญของการฝึกสมาธิ ฝึกสติที่จะ
ก่อให้เกิดปัญญาขึ้นมา
ทำให้รู้ว่า เรื่องพวกนี้ต้องฝึกกันไปทั้งชีวิต เพราะ
เรามักจะเผลอไผลลืมสติไปอยู่ทุกวัน

การนั่งสมาธิ กำกับลมหายใจให้มีสติรับรู้ว่าทำอะไร
อยู่ก็เป็นหนทางเบื้องต้นในอีกหลากหลายหนทางที่จะ
นำมาใช้กับตัวเอง ในการเรียกสติกลับมา

ต่างคน ต่างวิธีครับ ขออย่างเดียว คือมีปลายทาง
ที่จะปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น แม้วันละแค่กระผีกริ้น
(0.00001%) ก็ยังดี

วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2567

ดวง โชคชะตา สิ่งลี้ลับ





คุณอาจจะเคยเจอเหตุการณ์แปลกๆ อย่างเช่นลาง
สังหรณ์ในใจส่งผลทำให้ทำบางส่ิงบางอย่างเปลี่ยน
ไปจากเดิม

คุณอาจจะเคยอยากรู้เรื่องราวของอนาคตว่าชีวิต
ของเรานั้น จะเป็นไปอย่างที่วาดหวังไว้หรือไม่

บางครั้งอาจจะเป็นไปตามความรู้สึก ว่าจะต้องเป็น
แบบนี้ แต่บางครั้งก็ไม่ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถพิสูจน์
ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ สถิติ หรือการคำนวณ

มันเป็นความรู้สึกบางๆดั่งหมอกควันจางๆในใจ
ไม่ชัดเจน จับต้องไม่ได้ แต่ดันรู้สึกลึกๆว่ามีอะไร

สิ่งคลุมเคลือเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นกับทุกผู้คนที่พอจะลืม
ตาตื่นและคิดได้

สำหรับตัวผมเองนั้น ณ ปัจจุบันมิได้มีปัญหาอะไร
เกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ ผมมองว่ามันเป็นเรื่อง
ปกติของมนุษย์เราที่ลึกๆแล้วก็อยากจะให้มีปาฎิหารย์
อะไรสักอย่างเกิดขึ้นกับเรา หรือ เรื่องราวเหลือ
เชื่อที่สักวันจะผลิกผันชีวิตเราให้เป็นไปตามที่ต้องการ

ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมมักจะสุดโต่งมองเรื่องราวเหล่านี้
ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ จะให้ผมมัวมาเฝ้ารอขอร้องต่อ
โชคชะตา วาสนาหรืออำนาจเหนือมนุษย์นั้น ผมคิดว่า
ไปลงมือทำเองเสียยังจะดีซะกว่า แล้วก็พาลปาก
เปราะไปลบหลู่ความเชื่อของผู้อื่น ซึ่งเป็นการกระทำ
ที่ไม่ดีเอามากๆ

เช่นกันกับเรา คงไม่อยากให้ใครมาดูถูก หรือ ชี้บอก
ว่าไอ้สิ่งที่เอ็งนั้นเชื่ออยู่ ทำอยู่มันไร้สาระ มันไม่มี
มันแค่สิ่งใดสิ่งหนึ่งในเรื่องเล่าที่บอกต่อๆกันมา
หาได้พิสูจน์ด้วยหลักฐานชัดเจนไม่ ฯลฯ

ชีวิตผ่าน ประสบการณ์ในการดำรงเพิ่ม ทำให้ผมได้
เข้าใจในคำพูด การแสดงออกกับผู้คนมากขึ้นกว่าเดิม
นิดหนึ่ง แม้จะนิดเดียวก็ตามว่า อย่ามีปัญหากับความ
เชื่อของใคร ไม่ใช่ความเชื่อของเราก็เงียบปากไว้
แล้วก็ฟัง เท่านั้นพอ

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567

อ๋องเอ๋อ

 

    ผมคิดว่าการหลงลืม อ๋องๆเอ๋อๆนั้นเป็นเรื่อง
ปกติของชีวิตมนุษย์เรานะครับ ไม่ได้เป็นเรื่องผิด
ปกติอะไร ที่พูดอย่างนี้เพราะว่าผมก็เป็น อาจจะ
เพราะความลำเอียงเข้าข้างตัวเอง หรือ อะไรก็
ตาม แต่ความคิดเห็น ณ เวลานี้ก็ยังคิดว่าไม่เป็นไร
อยู่ดีครับ อนาคตอาจจะไม่แน่ อาจจะขำๆมากกว่า
ทุกวันนี้ก็เป็นได้

    ด้วยภาระหน้าที่ ที่ทุกคนนั้นต้องมี อาจจะทำ
ให้วันๆหนึ่ง คุณต้องสะสางงานมากมาย บางครั้ง
งานเก่าๆยังไม่ทันที่จะได้ขจัดออกไป งานใหม่ๆก็
งอกออกมาอย่างรวดเร็วยิ่งเสียกว่างานที่ถนน
พระรามสองเสียอีก

    ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่เร่งด่วน
รีบร้อนนั้นมิได้มีมากขึ้นไปตามงาน แต่มันกลับลดลง
เสียด้วยซ้ำ หากลองสังเกตุดูแล้ว มนุษย์เรามีความ
สามารถมากมายหลายอย่าง แต่เราก็ทำได้เพียงแค่
ทีละอย่าง หากทำหลายๆอย่างพร้อมกัน สลับกันไป
สลับกันมา ก็ทำได้ แถมตามมาด้วยคุณภาพที่มักจะ
ลดลงผกผันกันไปเสมอ

    และไอ้เจ้าความสับสนวุ่นวายในการงานเนี่ย
แหละครับ ที่มันมักจะส่งผลให้เราประสบกับอาการ
สมองล้า หลงๆลืมๆอะไรไปบางอย่าง เกิดอาการ
ความจำไม่ดีไปชั่วขณะ ทำให้เราเกิดความสงสัยใน
ตัวเองว่า เราแก่ไปแล้วจริงๆหรอเนี่ย หรือว่าร่าง
กายเราเป็นอะไรไป

    เราไม่ได้เป็นอะไปหรอกครับ อาจจะแค่ล้น
เกินไป ก็มีอ๋องเอ๋อโผล่มาให้เห็นบ้าง ขำดีครับ

   
ปล.แต่ก็จะแตกต่างไปจากคนที่มีอาการสมาธิสั้นนะ
ครับ อันนั้นจะเป็นอีกแบบหนึ่ง พบได้บ่อยๆในเด็กยุค
หลังๆมานี้ แบบนี้ต้องรักษาครับ


สองผู้นำ


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายสองคนเป็นที่นับถือ
ของหมู่เหล่า ต่างคนต่างมีวิธีการดำเนินชีวิตที่แตก
ต่างกันไป

คนแรกนั้น สอนผู้คนให้ขยันทำสิ่งต่างๆเพื่อให้มีผลผลิต
มีประสิทธิภาพต่างๆมากขึ้น เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับ
หล่าผู้คนอื่นๆ สอนให้ผู้คนพัฒนาวิทยาการต่างๆเพื่อ
ประหยัดแรงงานของคน และหันมาใช้เครื่องทุนแรง
ที่หมู่เหล่าช่วยกันพัฒนาขึ้นมา ส่งผลให้ชีวิตผู้คนสุข
สบายมากขึ้น บริโภคมากขึ้น ทำสิ่งต่างๆได้สะดวกขึ้น
เดินทางได้ไกลมากขึ้น ใช้แรงกายในการทำงาน
น้อยลง  ทุกสิ่ง ทุกอย่างดูดีและพัฒนาไปเป็นอย่างมาก

ส่วนอีกคนนั้น สอนให้ผู้คนพิจารณาสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น
และบอกอีกว่า ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ความอยากทั้งหลาย
ความสุขและความทุกข์ ความรู้สึกต่างๆ แม้กระทั้งผืนดิน
ที่เรากำลังยืนอยู่นี้ ทุกๆอย่างล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับ
ไป

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2567

พฤติกรรมที่ไม่อยากทำ แต่ทำ

 


    "การปรับสภาพแวดล้อม ทำง่ายกว่าเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรม" ข้อความข้างต้นนี้ มิได้เกินจริงเลยสำ
หรับผม ซึ่งได้ทำการทดลองด้วยตัวเองมาแล้วหลาย
รูปแบบ

    หากคุณอยากทำพฤติกรรมใดๆนั้น ให้ลองหา
Trigger Point ของพฤติกรรมนั้นๆให้เจอ แล้ว
ดำเนินการตัดไฟแต่ต้นลมออกก่อนเสียที่ไฟจะลุกลาม
อย่างเช่นตัวผมเองนั้น มีความต้องการที่จะไม่สูบบุหรี่
ซึ่งยามมีสติรับรู้ก็บอกกับตัวเองว่า มันเป็นอันตรายต่อ
สุขภาพนะ มันไม่ได้อย่างโน้น นี้ นั้น นะ แต่พอลอง
ได้ออกไปสังสรรค์ทีไร ก็มักจะคว้ามันเข้ามาเป็นส่วน
หนึ่งของกิจกรรมไปโดยไม่ทั้งยั้งคิด

    แล้วผมควรจะตัดไฟออกก่อนเสียตอนไหน เพื่อ
ไม่ให้ความต้องการที่จะไม่สูบนั้น ยังคงอยู่ต่อไป และ
ยังคงไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงได้

    เป็นเรื่องที่ยากเอาการครับ ถ้าจะให้ตอบแบบนี้
วิธีการของผมคือปรับสภาพแวดล้อมครับ คือ หากรู้ตัว
ว่าไปสังสรรค์แล้วจะทำให้เกิดพฤติกรรมที่ตัวเองไม่
อยากให้เกิด ก็ไม่ต้องไป แบบนี้คือไม่เกิดแน่ๆ
แต่จะให้ไม่ไปตลอด หรือ เลิกคบกันไปเลยก็คงเป็น
ไปไม่ได้ที่จะเลิกคบหาเพื่อนเพราะเรื่องนี้

    แต่เริ่มแรกแล้ว ผมก็ต้องไม่ไปในสถานที่หรือ
สถานการณ์ที่จะพาตัวเองไปหาเจ้าบุหรี่ให้ได้ก่อน
ย่อยออกมาเป็นขั้นตอนเล็กๆให้ทำได้ง่ายๆก่อน
ซึ่งหลังจากผ่านไปหนึ่งครั้งแล้ว ที่ไม่ได้ไปก็จะนับจำ
ไว้เป็นสถิติ ยิ่งจดไว้ยิ่งดีครับ เพราะอะไรที่เราวัดได้
เราก็สามารถจัดการมันได้ ยิ่งเราได้เห็นตัวเลขสถิติ
ที่เพิ่มขึ้น เราก็ไม่อยากจะเสียสถิตินั้นไป ก็จะทำให้
เรามีแรงกำลังที่จะจัดการกับมันมากขึ้น

    แต่อีกครับ มันต้องมีวันที่ผมจำเป็นต้องออกไปสัง
สรรค์แล้วเผลอไผลมิได้ห้ามตัวเอง หรือกระสันอยาก
ทำให้กลับไปสูบอีก เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นแน่นอน
เหมือนคนเสพติดยาแล้วเลิกไม่ได้ เหมือนคนเห็นขนม
หรือของหวานก็ต้องเลือกหยิบซื้อมากิน มนุษย์เราเป็น
แบบนี้แทบทุกคนครับ

    เพียงแต่เมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้ว เราจะรู้สึก
ผิดที่ไปหยิบขนมมากิน ไปเอาบุหรี่มาสูบ ไปทำพฤติ-
กรรมที่เราเองนั้นไม่อยากจะเลิกทำ แล้วเราจัดการ
กับความรู้สึกเหล่านี้อย่างไร
    หนึ่ง ปล่อยมันไป ฉันเลิกพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้
หรอก ทำมาต้องนานแล้วจะให้เลิกก็ยาก ซึ่งหากเรา
คิดแบบนี้ ก็เท่ากับว่า เรามีความคิดแบบตายตัวดั่ง
หนังสือเรื่อง Mildset
    สอง เอาเรื่องราวกลับมาคิดวิเคราะห์ต่อไปว่า
จะจัดการอย่างไรกับต้นไฟแห่งพฤติกรรมที่ต้องการเลิก
เหล่านี้

    สำหรับผมแล้ว เปลี่ยนสภาพแวดล้อมก่อนให้ตัว
เราเองนั้นรู้สึกดีที่ไม่ได้ทำ แล้วเราจะมีแรงกำลังใจ
ให้สู้ต่อไปอีกครั้ง...และอีกครั้ง จนกว่าจะชนะ

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2567

สัญชาตญาณ

 


    เมื่อวานครับ ผมมีโอกาสได้เปิดฟังคลิปจากยูทูป
เป็นคลิปที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับการจีบ การสืบพันธ์ุ
และการอยู่ร่วมกันของสัตว์สายพันธุ์ต่างๆครับ

    ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดไหน ต่างก็ล้วนสืบพันธุ์
ให้เผ่าพันธ์ุของตัวเองนั้นดำรงอยู่ต่อไป มันเป็นสิ่ง
ที่เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มิเช่นนั้นแล้ว
สิ่งมีชีวิตสายพันธ์ุนั้นก็จะหายไปจากโลกนี้

    การสืบพันธ์ุแบ่งได้สองคือ การใช้เพศ และ
ไม่ใช้เพศ (เช่นการแบ่งตัวของแบคทีเรีย) ส่วน
ใหญ่ที่เราเห็นๆกันนั้น จะสืบพันธุ์ด้วยการใช้เพศ
คือใช้ไข่จากเพศเมีย ผสมกับอสุจิของเพศผู้ ทำให้
เกิดการปฎิสนธิเป็นตัวอ่อนขึ้นมา ส่วนจะโตในครรภ์
หรือนอกครรภ์นั้นก็แยกกันไปอีกที

    จากคลิปก็ยังได้เล่าต่อไปอีกว่า การสืบพันธุ์
นั้น เกือบทั้งหมดเป็นไปเพื่อการเพิ่มประชากร มิใช่
ทำกิจกรรมไปเพื่อการสังสรรค์ ยกเว้น สัตว์บาง
ประเภท เช่น ลิงชิมเปนซี และ มนุษย์

    มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขึ้นมาอยู่จุดบนสุดของ
ห่วงโซ่อาหาร เป็นสัตว์ที่วิวัฒนาการสายพันธุ์ตัวเอง
ให้มีองค์ความรู้สืบทอดกันต่อมาได้มากมายจากการ
ส่งต่อความรู้ ภูมิปัญญาต่างๆด้วยการบอกเล่า การ
จดบันทึกมากกว่าการส่งทอดหน่วยความรู้ในการ
ดำรงชีวิตตามสัญชาตญาณในดีเอ็นเอ

    แต่ยังไงๆเราก็ยังคงหนีไม่พ้นสิ่งที่ฝังแน่นอยู่
ในสัญชาตญาณดิบของเราแต่ครั้งบรรพกาลอยู่ดี
แม้ว่าเราจะรู้ตัวบ้าง หรือไม่รู้ตัวบ้างก็ตาม

    มนุษย์ทั่วไปอย่างเราๆส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจ
ในการกระทำหลายๆอย่างไปตามอารมณ์ ซึ่งแน่นอน
ว่าเราพยายามเอาตรรกะมาเป็นบรรทัดฐานอยู่บ้าง
แต่ก็ส่วนน้อยครับ เรามักจะทำไปตามอารมณ์ซะส่วน
ใหญ่

    เราอาจจะไม่รู้ตัวหรอกว่าเย็นย่ำค่ำวันศุกร์
อย่างนี้ เราอยากจะออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง
ไปเกี่ยวเหยื่อทางกาย ณ สถานเริงรมย์ที่ไหนสัก
แห่งเพราะเหตุใด เราแค่รู้ว่าเราอยากจะไป

    เราไม่มานั่งคิดหรอกว่าจะดีไหมหากคุณเกรย์
จะแสดงบทบาทอันเร่าร้อนกับอนาสตาเชียในค่ำคืนนี้

    เราล้วนหลายๆอย่างไปตามสัญชาตญาณเบื้องลึก
ของเรา เพื่อสืบพันธ์ เพื่อความรู้สึกยิ่งใหญ่และเป็น
ผู้ชนะของตัวเอง

    เรา...มนุษย์ผู้ยังใช้ชีวิตไปตามสัญชาตญาณ
แม้ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน รัก ใคร่ การสืบพันธุ์
ก็ยังคงดำเนินเรื่อยไปอยู่ดี

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567

คุณค่าของการดำรงอยู่





ผมไม่แน่ใจว่าท่านผู้อ่านเคยคิดเหมือนผมหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวของผมเองนั้น ความคิดที่ว่านี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แม้มันจะไม่กระชั้นถี่เหมือนการมีเซ็กซ์ก็ตาม เพียงแค่รู้สึกว่ามันมักจะมาตอนที่มีความรู้สึกบางอย่างเข้ามากระทบ ทำให้ความคิด ณ เวลานั้นคิด คิดแบบที่เวลาปกติไม่เคยได้คิด

เนื่องจากปัจจุบันนี้ ผมได้ทำงานเกี่ยวกับการก่อสร้างบ้าน อาคาร และอื่นๆ ที่ออกจะไปในแนวทางธุรกิจส่วนตัวเสียมาก และก็มิได้ขัดสนเงินทองอะไรมากมาย แค่พอมีพอกิน ได้ผ่อนรถใช้ชีวิตไปวันๆ เลยทำให้ส่วนหนึ่งของความคิดผลุดออกมายามที่ว่างเว้นจากงานการอยู่บ้าง จะว่าไปแล้ว อาชีพการงานก็ส่วนหนึ่ง แต่คงไม่ใช่เสียทั้งหมด ที่เป็นบ่อเกิดแห่งความคิด มันอาจจะเป็นการหล่อหลอมตัวเองจากประสบการณ์ที่ผ่านมา อาจจะเป็นความชั่วร้าย และ ความดีงาม ทั้งที่เคยเกิดขึ้นกับตัวและกับผู้อื่นที่สามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง

ผมมองว่าส่วนหนึ่งของชีวิตคือการได้ทำงาน ได้ทำประโยชน์อะไรให้สังคม หรือได้แก้ปัญหาที่ตัวเองสามารถทำได้อย่างเชี่ยวชาญและมีความสุข(ได้ยิ่งดี)ให้กับผู้อื่น หากถามว่าวันไหนว่างเว้นจากการทำงานต่างๆ ผมจะทำอะไร พอให้คิดแบบนี้เข้าจริงๆผมก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่าจะทำอะไร นอกเสียจากการงานที่ยังไม่เสร็จ งานซ่อมแซมเครื่องจักรกลต่างๆระบบงานที่ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ วัฒนธรรมที่อยากจะปลูกฝังให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนรุ่นหลังๆ พักผ่อนน่ังอ่านหนังสือกับธรรมชาติ อะไรเทือกนั้น คิดได้แบบนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นคนบ้างานไปโดยปริยาย

ถ้าคิดเล่นๆต่อให้ผมมีเงินสักพันล้าน โดยไม่มีภาระหน้าที่อะไรผูกพักให้กังวลใจแล้ว ให้ออกไปใช้ชีวิตอย่างที่ผมต้องการใช้ ผมก็คิดว่าเวลานี้ผมเลือกที่จะไปเที่ยวไม่กี่ที่ หลังจากนั้นคงต้องกลับมาทำงานที่ใช้ความสามารถ ทำให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้นโดยการได้ลงมือทำอะไรสักอย่างที่มันเกิดประโยชน์แก่คนรอบข้าง แก่สังคม หาไม่เช่นนั้นแล้ว จะให้กินเที่ยวไปวันๆ หาความสุขใส่ตนได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้วยอำนาจเงินตราที่มี คงไร้แก่นสารเกินไปสำหรับความคิดผม

แต่ก็หาใช่ว่าคนอย่างผมจะมีความลึกซึ้งในการมองโลกแบบที่คนในทางธรรมเค้ามองกันไม่ ผมก็ยังเป็นคนธรรมดาที่มีความต้องการ มีโลภ โกรธ หลง รักใคร่ กระหายอยาก เพียงแค่บางเวลาเท่านั้น ที่ความคิดว่าทุกๆอย่างมันก็แค่เกิดขึ้นมา แล้วก็ดับไป ผมอยากมีเซ็กซ์ พอมีแล้วก็หายไป
ผมอยากไปเที่ยวที่ๆอยากไป พอไปแล้วมันก็มิได้ทำให้วังวนแห่งความต้องการนั้นสูญหายไปเลย มันเกิดขึ้นเป็นความต้องการครั้งต่อไปอยู่ วนเวียนเป็นวัฎจักร เป็นชาติภพแห่งทุกข์ที่มิอาจหลุดพ้นได้ มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่รู้ แต่จะให้ตัดตัวเองดับขันธ์ออกไปก็ไม่รู้ว่าชาติภพไหนจะทำได้

พอเป็นแบบนี้ผมพอจะคิดได้ว่า แท้จริงแล้วแก่นสารของชีวิตที่ตั้งอยู่นี้ ที่กำลังหายใจอยู่นี้ ที่กำลังกดแป้นพิมพ์สื่อสารความคิดนี้ออกไป กำลังอยู่ไปเพื่ออะไร ถ้าไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นบ้าง ถ้าหากความรู้ความ ความมั่นใจ ความเก่งกล้าที่ตัวเองคิดว่ามี ถ้ามันทำไปเพื่อตัวเองล้วนๆ โดยมิได้ช่วยเหลือผู้อื่นให้มีความรู้พอจะละหนีจากความลำบากได้บ้าง

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าคุณค่าของการดำรงอยู่ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป ไม่มีใครดีที่สุด ทุกคนล้วนมีหน้าที่ของตัวเอง มีภาระในชีวิตของตัวเอง มีความเชื่อ มีค่านิยมที่แตกต่าง และก็คงเป็นคำถามที่ต้องตอบตัวเองเช่นกันว่า เราอยู่ไปเพื่ออะไร

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567

ชีวิตเราก็แบบนี้แหละ



    เมื่อวันที่ 15 ที่ผ่านมาผมได้รับแจกบัตรส่วนลด
20 บาท เมื่อทำการเติมน้ำมัน 800 บาทขึ้นไป ที่ปั้ม
ตปท.(หากผมทำให้ชื่อเสียงที่ถูกกล่าวถึงเสียหายก็
ขออภัยมา ณ ที่นี้ เพราะมันเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าจริง)

บนสลิประบุไว้สามารถใช้ได้ระหว่างวันที่ 16-18
ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ 18 ประจวบเหมาะกับระดับมันที่ได้
ลงมาแตะอักษร E(ต่ำ เข้าใจว่า E ย่อมาจาก
Empty ที่แปลว่าว่างเปล่า ส่วน F เข้าใจว่าแปล
มาจาก Full คือ เต็มนั่นเอง)และไฟรูปหัวจ่ายน้ำมัน
สว่างขึ้นมาหลายกิโลเมตรแล้ว จึงได้นำเจ้าทิงเทา
(รถกระบะผมเอง)เข้าเติมเชื้อเพลิง ให้มีพลังงาน
ป้อนเข้าเครื่องยนต์แปรเปลี่ยนเป็นกำลังให้วัวคะนอง
สีเทานี้ได้มีแรงรับใช้มนุษย์นักเดินทาง(ทำงาน)อย่าง
ข้าพเจ้าต่อไป

    หลังจากหมุนพวงมาลัย (Steering wheel)
ซ้าย ขวา จนรถเข้าช่องจอดภายในกรอบสีขาวเรียบ
ร้อยแล้ว ก็แจ้งเจ้าพนักงานว่าวันนี้ไม่ได้ดื่มมาครับ
เอ้ย แจ้งพนักงานที่ปั้มไปว่าใช้ส่วนลดจากบัตรนี้ได้
ไหม พร้อมกับยื่นบัตรไปให้ดู ชายหน้าเข้มจมูกสันโด่ง
สวย นัยย์ตาสีน้ำตาลประกายงามหันมาสบตาพร้อมกับ
พยักหน้าให้  พลางพูดตอบ

    ผมจึงได้ระบุจำนวนเงินที่จะเติมในครั้งนี้ไปพร้อม
กับชนิดของเชื้อเพลิง B7 (ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ไอ้บีเจ็ด
เมื่อก่อนเราเรียกดีเซล ซึ่งหลังจากมีการปรับเปลี่ยน
กฎหมายการเรียกชื่อที่แสนจะซับซ้อนทางราชการแล้ว
ก็ต้องจำใจเปลี่ยนเป็นบีเจ็ดแทน ส่วนดีเซล ไม่มีอะไร
ต่อท้าย ก็คือ B10 ไป เป็นไปตามฉะนี้เอง)

    ผมหมุนกุญแจรถย้อนเข็มกลับมาเพื่อตัดการจ่าย
น้ำมันเข้าห้องเผาไหม้ ทำให้เครื่องยนต์หยุดทำการ
จุดระเบิดและดับลง มองหาบัตร ชื่อที่อยู่บริษัท
(ทำการออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ เพื่อใช้เป็นภาษี
ซื้อ) ตรงตำแหน่งช่องวางของกลางรถที่เคยวางไว้
ใช้อยู่เป็นประจำ หยิบได้ก็ลงจากรถ เดินแตร่ไปยังตู้
แอร์สำนักงานการเงินและบัญชีของปั้มพร้อมกับยื่นบัตรให้

    เจ้าพนักงานมองหน้าพร้อมกับบอกว่า "จะจบตรง
นี้หรือจะไปศาล" เอ้ยยยยย บอกว่ารอสักครู่นะครับ
ลูกค้าเข้าพร้อมกันทอนเงินกันแทบไม่ทันเลย ขณะที่
กำลังกดแป้นพิมพ์ เพื่อกรอกมหาโค้ดที่เจนออกมาเพื่อ
ป้องการโจรกรรม ขนาดที่ความจำอันน้อยนิดของผม
ยังงงงวยส่ายหน้ากับตัวเลข ตัวอักษรใหญ่เล็กต่างๆ

    เวลาผ่านไปราวกับหอยทากกดไนตรัส
เจ้าพนักงานหันมาหาแล้วแจ้งว่า ตัวเลขเกินมาขนาดนี้
ขอสักแปดพัน เรื่องเงียบ.... ผมกระพริบตาปริบ
โฟกัสหน้าพนักงานอีกครับ ห๊ะ อะไรนะ....

    หน้าจอคอมพ์บอกว่าใช้ส่วนลดไม่ได้ครับพี่
(อืมมม....) แล้วพนักงานก็พยายามกับการใช้ส่วน
ลดต่อไปพร้อมกับเรียกกำลังเสริมมายืนประชิด ล้อมหน้าหลังอย่างกับเกรงว่าผมจะวิ่งหนีการจับกุม หัวหน้า
พนักงานชั้นสัญญา คุณากร เพราะใส่แว่นคล้ายๆกันเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน พยายามต่อสายโทรศัพท์ไปยัง
ผู้มีอำนาจหรือผู้ที่จะสามารถสั่งปรับลดค่าเสียหายครั้งนี้ได้

    แต่ก็ยิ่งทำให้เวลาที่ผ่านไปเพิ่มมากขึ้นโดยไร้วี่แวว
การช่วยเหลือใดๆ ทันใดนั้นผมจึงตัดสินใจจบเกมส์ชีวิต
เอ่ยออกไปว่า ขอให้จบตรงนี้นะครับพี่ พร้อมกับหยิบ
โทรศัพท์เปิดแอพพลิเคชั่นพร้อมโอน จ่ายยอดเต็มจำนวนไปเท่ากับที่ท่านได้เรียกเก็บมา

    เจ้าพนักงานบอกกับผมว่า ชีวิตเราก็แบบนี้แหละ
มีปัญหาเป็นประจำ ใช้เงินแก้ปัญหาไปก็ถูกต้องแล้ว
ผมก้มหน้ารับกรรมที่ได้ก่อไว้ แล้วรอรับใบเสร็จ ใบ
กำกับที่มิได้ออกมาจากกรม แล้วขึ้นรถ บิดกุญแจตามเข็มไปจนสุดส่งไฟจากแบตเตอรี่ไปที่แมคเนติดให้ดันเฟืองของไดสตาร์ทขบเข้ากับฟลายวีลเครื่องพร้อมกับหมุน ฉึ่งงงง เครื่องยนต์ติด ระบบต่างๆเริ่มทำงาน

    ก่อนจะเปลี่ยนเกียร์ไปที่อักษร D (อาจจะย่อมาจาก Drive) พนักงานชะโงกหน้ามาบอกว่า บอกคุณนะครับพี่ เดินทางปลอดภัยครับ

วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567

การกระทำที่อันตราย




    ตัวผมเองเป็นคนที่ชอบทำอะไรที่มองดูเสี่ยงอยู่
เสมอจากมุมมองของคนรอบข้าง เสี่ยงตายบ้าง
เสี่ยงอุบัติเหตุบ้าง ก็ว่ากันไป

    ย้อนไปเมื่อวัยห้าวหาญ หากให้พิจารณาดูอีกครั้ง
ผมก็ยังมองว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นอาจจะแค่ดูเสี่ยงบ้าง
เล็กน้อยเพียงเท่านั้น ซึ่งผมคิดจากการกระทำที่บ่งบอก
ว่าเป็นความเสี่ยงสุดขั้นที่เคยได้พบ ได้รับรู้ด้วยตัวมา

    ใช่ครับ ใครจะบอกว่าตัวเองกำลังเดินทางไปสู่
ความตายเล่า ต่างก็บอกว่าทำได้ คุมได้ ไม่เป็นอะไร

    ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คิดให้เป็นบทเรียนก็พอแล้ว
ทุกวันนี้ตัวเองได้พอมองเห็นความเสี่ยงมากขึ้น ได้
เห็นภัยเงียบที่สังเกตุได้ยากมากขึ้น ได้เรียน ได้รู้
จากประสบการณ์ที่ได้จากความกล้าที่ไปทำในสิ่งที่ไม่รู้
ก็เก็บเอามาคิด เอามาพิจารณา

    ในเรื่องการขับขี่ยานยนต์คงเป็นสิ่งที่มองเห็นได้
ชัดเจนมากที่สุดว่ามันเสี่ยงแค่ไหน

    แต่ในเรื่องอื่นๆที่มองเห็นได้ยาก และ เสี่ยงกว่า
มากก็มีอยู่เช่นกัน ในการใช้ชีวิตของเราทุกวันนี้ต่าง
ต้องพบเจอกับเรื่องราวมากมายในแต่ละวัน ทุกเรื่อง
ย่อมส่งผลต่อชีวิตเรา ไม่มากก็น้อย แต่ส่งผลต่อความ
มั่นคง ปลอดภัยแน่ๆ

    หน้าที่การงาน การทำธุรกิจ มองเผินๆก็มองดู
ว่าปลอดภัย ไม่น่าเสี่ยงอันตราย แต่หารู้ไม่ว่า
มันเป็นเกมส์ยาวที่เอาความฝันของชีวิตเป็นเดิมพัน

    น้อยคนชนะ มากคนแพ้ มีเพียงห้าในร้อยเท่านั้น
ที่จะพาลำเรือแห่งชีวิตล่องไปพร้อมกับครอบครัวพากัน
ไปสู่ฝั่งฝันที่ตั้งไว้

    แย่ที่สุดก็คือการยอมแพ้แล้วหมดเรี่ยวแรงสิ้นกำ
ลังใจจบชีวิตตัวเองไปง่ายดายกว่าความเสี่ยงทั้งหมด
ที่ผมเคยทำมาก็มี

    เกมส์ล่าฝันนี้ไม่ได้เล่นกันง่ายๆ เพราะเราเล่น
กันอยู่ทุกคน ระหว่างทางนั้นแสนอันตราย เป้าหมาย
ก็อันตรายเช่นกัน หากไปถึงแล้วพบว่าเรายืนอยู่ที่นั่น
เพียงคนเดียว

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567

สวดพระอภิธรรม




 งานศพ หรือ งานที่จัดขึ้นเพื่อไว้อาลัยแก่ญาติ พี่
น้อง ของผู้ที่หมดอายุขัยไป

ปัจจุบันยังคงรักษาธรรมเนียมการจัดงานศพไว้
ซึ่งอาจจะมีบางเวลาเช่นปีที่เชื้อโคโรน่าไวรัสแพร่
ระบาดที่หากมนุษย์ผู้ใดเสียชีวิตลงด้วยเชื้อดังกล่าว
ร่างกายนั้น ก็จะถูกนำไปเผาทำลายทิ้งเพื่อกำจัด
เชื้อไม่ให้แพร่ระบาด แต่ทุกวันนี้ก็กลับมาจัดงานดัง
กล่าวได้ตามธรรมเนียมปฎิบัติเดิมแล้ว คือ
ตั้งศพบำเพ็ญกุศลไว้ที่บ้าน ที่วัด หรือที่ๆสะดวก

แขกเหรื่อเดินทางมากราบไหว้ผู้เสียชีวิต เพื่อทำ
ความเคารพ แสดงความเสียใจ ยุติการอาฆาต
และขอให้ผู้เสียชีวิตนั้นเดินทางไปยังภพภูมิที่ดีต่อไป
บางทีก็แค่เพื่อ ธรรมเนียม หน้าที่ หน้าตา ของผู้
ร่วมงานเองเท่านั้น

ธรรมเนียมต่อมาคือการเรียนเชิญ หรือ นิมนต์
พระสงฆ์ให้มาสวดบทอภิธรรม 7 คัมภีร์ เริ่มด้วย
พระสังคิณี จบด้วย พระมะหาปัฏฐาน เราจะรู้ได้
ง่ายๆจากคำ เริ่มที่ว่าด้วย กุสะลา จนสวดจบนั่นเอง

ในระหว่างนี้เองเป็นเวลาที่น่าเบื่อและยาวนาน
พอสมควร นานพอที่จะทำให้บางคนนั่งพนมมือจน
หลับไปคาเก้าอี้ และนานพอที่จะลดเปอร์เซ็นต์
แบตเตอรี่สมาร์ทโฟนลงจากการไถมันไปเรื่อยๆ
บ้างก็นานพอที่จะถามสารทุกข์สุกดิบคนเก่าแก่
ที่พบปะในงานแก้เหงาจนรู้ความของครอบครัวอื่นๆ
และคนอื่นๆที่สาม และก็นานพอที่จะทำให้บางคน
สงสัยว่าที่สงฆ์ท่านมานั่นพร่ำสวดนั้น คือ อะไร?

ไม่ว่าอย่างไร นิสัยของมนุษย์เราก็เป็นเช่นนี้แล
มีคนที่ย่ำอยู่ที่เดิม
มีคนชวนให้คนอื่นย่ำถอยหลัง
มีคนคิดสงสัยกับหนทางที่กำลังเดิน
มีคนกำลังพยายามหาทางเดินไปสู่จุดหมาย

นิสัยนั้นเป็นตัวกำหนดว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
หาใช่การฟังบทสวดโดยไม่รู้ความ

ฟังไป ผมก็แค่สงสัยว่า อภิธรรม 7 คัมภีร์แปลว่า
อะไร?

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2567

กรรมกร




 อาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันจากเด็กเกิดใหม่ถึงวัยเรียน
คงไม่มีใครตอบว่า อยากเป็นกรรมกร หรอกครับ
ผมเชื่อว่าอย่างนั้นนะครับ

หากเลือกได้ มนุษย์อย่างเราๆย่อมเลือกหนทางให้
กับชีวิตอย่างดีที่สุด เท่าที่จะพอเป็นไปได้

คนส่วนใหญ่ล้วนเกิดมาเพื่อดิ้นรนใช้ชีวิตที่ลำบาก
ต้องอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถเลือกได้ บางคนโชคดี
อยู่ในครอบครัวที่พอจะมีทรัพย์สินส่งเสียเคี่ยวเข็ญ
ให้ร่ำเรียน ให้มีสังคม มีความรู้พอที่จะไปเผชิญโลก
บางคงหาได้มีโอกาสอะไรมากมายอย่างคนอื่น
ต้องหยิบจับอะไรก็ได้ที่พอจะช่วยงานสร้างรายได้
ให้เข้ามาจุนเจือ และด้วยความไม่รู้ว่าจะหาความ
รู้เพิ่มยังไง และหาได้จากที่ไหน จึงส่งผลให้นิสัย
ประจำวันไม่มีการเสริมส่วนที่จะสร้างอาวุธที่จำเป็น
ต้องใช้กับสมรภูมิชีวิตต่อไปอีกหลายสิบปี

ทางเลือกจำเป็นที่ถูกบีบบังคับให้ทำคือ งานชั้น
กรรมมาชีพ เอาเวลา เอาแรงกายไปแลกเป็นค่า
จ้างรายวัน รายเดือน ใช้ชีวิตอยู่ในวัฎจักรที่ซ้ำเดิม
มิได้มีเวลาฉุกคิดถึงการสรรหาความรู้เสริมเติมแต่ง
ให้ตนนั้นพอจะมีทางออกจากวงเวียนนั้นไปสู่วังวน
ที่อาจจะมีชีวิตที่ดีกว่า

ทางออกที่ดีนั้นคงไม่มี เพราะมันเป็นเรื่องซับซ้อนทาง
สังคม ทางกิจกรรมทางทุนนิยม จะให้รัฐเข้ามาจัด
การก็เชื่องช้ากว่าโลกปัจจุบันไปหลายเท่าตัว

เท่าที่จะพอคิดได้สำหรับผมเอง คือ ช่วยตัวเองก่อน
พอให้ตัวเองช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ก็ช่วยเหลือคนที่
พอจะช่วยได้ต่อไป เพื่อสร้างกองทัพคนที่ช่วยเหลือ
ตัวเองได้ และมีนิสัยที่พยายามจะช่วยคนอื่นๆต่อไป
หากโชคดีมากพอ สังคมเราก็พอจะมีคนที่มีนิสัยที่
ชอบช่วยเหลือคนในสังคมให้มีนิสัยชอบเรียนรู้และ
ช่วยเหลือคนรุ่นหลังต่อไป...

ผมไม่รู้ว่าผมทำถูกไหม อาจจะอยู่ในวังวนที่ผิดก็ได้
ใครจะรู้

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567

5:00 นาฬิกา




 ความเงียบ...กับเสียงรบกวนที่น้อยถึงน้อยมาก
เป็นสิ่งที่ผมได้พบเจอในเวลาตื่นแทบทุกวัน
(ไม่รวมวันที่นอนดึกดื่น)

ผมมักจะตื่นราวๆตีห้าเป็นประจำ เพื่อลุกขึ้นมาทำ
กิจวัตร และพอทำบ่อยๆก็กลายเป็นนิสัยไปโดยปริยาย

หากถามว่าตื่นแต่เช้าไปทำไม ทั้งๆยังมีเวลานอนได้
อีกกว่าสองชั่วโมงค่อยลุกไปทำงานยังทัน

ข้อดีมีเยอะมากครับ
อันดับแรกเลย คุณจะพบกับความเงียบ เงียบจริงๆ
(หากคุณอยู่ในเมืองใหญ่ๆก็อาจจะไม่ใช่นะครับ)
เพราะยังไม่ค่อยไม่ใครตื่นมาทำกิจกรรมอะไรมาก
นัก เสียงรบกวนจากมนุษย์เลยน้อย แต่เรากลับได้
ยินเสียงสัตว์ต่างๆเยอะขึ้น ทำให้จิตใจสงบคล้ายๆ
ตอนที่เราได้อยู่ใกล้กลับธรรมชาติ

พอเงียบสงบ และ หากคุณไม่หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา
คุณก็จะมีเวลาคิด คิดอยู่กับตัวเอง ไตร่ตรองอย่าง
ช้าๆกับตัวเองมากขึ้น สวนทางกับโลกเร่งด่วนที่
กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากเวลานี้ผ่านไป

อีกอย่างก็คือมันทำให้สดชื่นมากกว่าที่ตื่นมาแล้วต้อง
ลนลานรีบด่วนจัดการสิ่งต่างๆไปเสียหมด
ความรู้สึกเหมือนเป็นชัยชนะเล็กๆที่เราควบคุมชีวิต
ของเราเองได้ (Small win)
ใช่ครับ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ เริ่มต้นจากชัยชนะเล็กๆ

เมื่อปีที่แล้ว ผมมักจะตื่นขึ้นมา เข้าห้องน้ำพร้อมกับ
อ่านหนังสือไปด้วย นั่งอ่านเล่นๆไปราวๆครึ่งชั่วโมง
แล้วค่อยออกมาโฟกัสกับงานที่จะทำภายในวัน
แล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรอยากจะบันทึกไว้มากอย่าง
ไม่เหมือนกับปีนี้

แต่สิ่งที่ทำให้เป็นนิสัยไปแล้วมันจะเลิกยากครับ
ผมยังชอบที่จะตื่นเช้าๆ หากว่างจริงๆ การออกไป
วิ่งตอนเช้านี่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขกับตัว
เองได้ง่ายมากๆ หากผมมีเวลาเช้าที่ไม่มีงาน
ผมมักจะวิ่งเรื่อยๆราวหนึ่งชั่วโมง

แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เหงื่อโทรมกายได้แล้ว
แล้วยิ่งเหงื่อออกมากเท่าไหร่ ความพึงใจก็เพิ่ม
ขึ้นผกผันกันมากเท่านั้น

หากท่านใดยังไม่เคยลองตื่นเช้ามากๆก็อยากจะ
ขอร้องให้ได้ทดลองครับ ไม่ใช่เพื่อตัวผม แต่เพื่อ
ตัวของท่านเอง และหากท่านใดมีเคล็ดดีๆในกิจ
กรรมยามเช้าที่คิดว่าถูกใจท่านก็ส่งจดหมายเข้า
มาบอกกันได้ครับ

ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีครับ