วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567

สวดพระอภิธรรม




 งานศพ หรือ งานที่จัดขึ้นเพื่อไว้อาลัยแก่ญาติ พี่
น้อง ของผู้ที่หมดอายุขัยไป

ปัจจุบันยังคงรักษาธรรมเนียมการจัดงานศพไว้
ซึ่งอาจจะมีบางเวลาเช่นปีที่เชื้อโคโรน่าไวรัสแพร่
ระบาดที่หากมนุษย์ผู้ใดเสียชีวิตลงด้วยเชื้อดังกล่าว
ร่างกายนั้น ก็จะถูกนำไปเผาทำลายทิ้งเพื่อกำจัด
เชื้อไม่ให้แพร่ระบาด แต่ทุกวันนี้ก็กลับมาจัดงานดัง
กล่าวได้ตามธรรมเนียมปฎิบัติเดิมแล้ว คือ
ตั้งศพบำเพ็ญกุศลไว้ที่บ้าน ที่วัด หรือที่ๆสะดวก

แขกเหรื่อเดินทางมากราบไหว้ผู้เสียชีวิต เพื่อทำ
ความเคารพ แสดงความเสียใจ ยุติการอาฆาต
และขอให้ผู้เสียชีวิตนั้นเดินทางไปยังภพภูมิที่ดีต่อไป
บางทีก็แค่เพื่อ ธรรมเนียม หน้าที่ หน้าตา ของผู้
ร่วมงานเองเท่านั้น

ธรรมเนียมต่อมาคือการเรียนเชิญ หรือ นิมนต์
พระสงฆ์ให้มาสวดบทอภิธรรม 7 คัมภีร์ เริ่มด้วย
พระสังคิณี จบด้วย พระมะหาปัฏฐาน เราจะรู้ได้
ง่ายๆจากคำ เริ่มที่ว่าด้วย กุสะลา จนสวดจบนั่นเอง

ในระหว่างนี้เองเป็นเวลาที่น่าเบื่อและยาวนาน
พอสมควร นานพอที่จะทำให้บางคนนั่งพนมมือจน
หลับไปคาเก้าอี้ และนานพอที่จะลดเปอร์เซ็นต์
แบตเตอรี่สมาร์ทโฟนลงจากการไถมันไปเรื่อยๆ
บ้างก็นานพอที่จะถามสารทุกข์สุกดิบคนเก่าแก่
ที่พบปะในงานแก้เหงาจนรู้ความของครอบครัวอื่นๆ
และคนอื่นๆที่สาม และก็นานพอที่จะทำให้บางคน
สงสัยว่าที่สงฆ์ท่านมานั่นพร่ำสวดนั้น คือ อะไร?

ไม่ว่าอย่างไร นิสัยของมนุษย์เราก็เป็นเช่นนี้แล
มีคนที่ย่ำอยู่ที่เดิม
มีคนชวนให้คนอื่นย่ำถอยหลัง
มีคนคิดสงสัยกับหนทางที่กำลังเดิน
มีคนกำลังพยายามหาทางเดินไปสู่จุดหมาย

นิสัยนั้นเป็นตัวกำหนดว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
หาใช่การฟังบทสวดโดยไม่รู้ความ

ฟังไป ผมก็แค่สงสัยว่า อภิธรรม 7 คัมภีร์แปลว่า
อะไร?

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น