วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567

คุณค่าของการดำรงอยู่





ผมไม่แน่ใจว่าท่านผู้อ่านเคยคิดเหมือนผมหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวของผมเองนั้น ความคิดที่ว่านี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แม้มันจะไม่กระชั้นถี่เหมือนการมีเซ็กซ์ก็ตาม เพียงแค่รู้สึกว่ามันมักจะมาตอนที่มีความรู้สึกบางอย่างเข้ามากระทบ ทำให้ความคิด ณ เวลานั้นคิด คิดแบบที่เวลาปกติไม่เคยได้คิด

เนื่องจากปัจจุบันนี้ ผมได้ทำงานเกี่ยวกับการก่อสร้างบ้าน อาคาร และอื่นๆ ที่ออกจะไปในแนวทางธุรกิจส่วนตัวเสียมาก และก็มิได้ขัดสนเงินทองอะไรมากมาย แค่พอมีพอกิน ได้ผ่อนรถใช้ชีวิตไปวันๆ เลยทำให้ส่วนหนึ่งของความคิดผลุดออกมายามที่ว่างเว้นจากงานการอยู่บ้าง จะว่าไปแล้ว อาชีพการงานก็ส่วนหนึ่ง แต่คงไม่ใช่เสียทั้งหมด ที่เป็นบ่อเกิดแห่งความคิด มันอาจจะเป็นการหล่อหลอมตัวเองจากประสบการณ์ที่ผ่านมา อาจจะเป็นความชั่วร้าย และ ความดีงาม ทั้งที่เคยเกิดขึ้นกับตัวและกับผู้อื่นที่สามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง

ผมมองว่าส่วนหนึ่งของชีวิตคือการได้ทำงาน ได้ทำประโยชน์อะไรให้สังคม หรือได้แก้ปัญหาที่ตัวเองสามารถทำได้อย่างเชี่ยวชาญและมีความสุข(ได้ยิ่งดี)ให้กับผู้อื่น หากถามว่าวันไหนว่างเว้นจากการทำงานต่างๆ ผมจะทำอะไร พอให้คิดแบบนี้เข้าจริงๆผมก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่าจะทำอะไร นอกเสียจากการงานที่ยังไม่เสร็จ งานซ่อมแซมเครื่องจักรกลต่างๆระบบงานที่ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ วัฒนธรรมที่อยากจะปลูกฝังให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนรุ่นหลังๆ พักผ่อนน่ังอ่านหนังสือกับธรรมชาติ อะไรเทือกนั้น คิดได้แบบนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นคนบ้างานไปโดยปริยาย

ถ้าคิดเล่นๆต่อให้ผมมีเงินสักพันล้าน โดยไม่มีภาระหน้าที่อะไรผูกพักให้กังวลใจแล้ว ให้ออกไปใช้ชีวิตอย่างที่ผมต้องการใช้ ผมก็คิดว่าเวลานี้ผมเลือกที่จะไปเที่ยวไม่กี่ที่ หลังจากนั้นคงต้องกลับมาทำงานที่ใช้ความสามารถ ทำให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้นโดยการได้ลงมือทำอะไรสักอย่างที่มันเกิดประโยชน์แก่คนรอบข้าง แก่สังคม หาไม่เช่นนั้นแล้ว จะให้กินเที่ยวไปวันๆ หาความสุขใส่ตนได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้วยอำนาจเงินตราที่มี คงไร้แก่นสารเกินไปสำหรับความคิดผม

แต่ก็หาใช่ว่าคนอย่างผมจะมีความลึกซึ้งในการมองโลกแบบที่คนในทางธรรมเค้ามองกันไม่ ผมก็ยังเป็นคนธรรมดาที่มีความต้องการ มีโลภ โกรธ หลง รักใคร่ กระหายอยาก เพียงแค่บางเวลาเท่านั้น ที่ความคิดว่าทุกๆอย่างมันก็แค่เกิดขึ้นมา แล้วก็ดับไป ผมอยากมีเซ็กซ์ พอมีแล้วก็หายไป
ผมอยากไปเที่ยวที่ๆอยากไป พอไปแล้วมันก็มิได้ทำให้วังวนแห่งความต้องการนั้นสูญหายไปเลย มันเกิดขึ้นเป็นความต้องการครั้งต่อไปอยู่ วนเวียนเป็นวัฎจักร เป็นชาติภพแห่งทุกข์ที่มิอาจหลุดพ้นได้ มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่รู้ แต่จะให้ตัดตัวเองดับขันธ์ออกไปก็ไม่รู้ว่าชาติภพไหนจะทำได้

พอเป็นแบบนี้ผมพอจะคิดได้ว่า แท้จริงแล้วแก่นสารของชีวิตที่ตั้งอยู่นี้ ที่กำลังหายใจอยู่นี้ ที่กำลังกดแป้นพิมพ์สื่อสารความคิดนี้ออกไป กำลังอยู่ไปเพื่ออะไร ถ้าไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นบ้าง ถ้าหากความรู้ความ ความมั่นใจ ความเก่งกล้าที่ตัวเองคิดว่ามี ถ้ามันทำไปเพื่อตัวเองล้วนๆ โดยมิได้ช่วยเหลือผู้อื่นให้มีความรู้พอจะละหนีจากความลำบากได้บ้าง

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าคุณค่าของการดำรงอยู่ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป ไม่มีใครดีที่สุด ทุกคนล้วนมีหน้าที่ของตัวเอง มีภาระในชีวิตของตัวเอง มีความเชื่อ มีค่านิยมที่แตกต่าง และก็คงเป็นคำถามที่ต้องตอบตัวเองเช่นกันว่า เราอยู่ไปเพื่ออะไร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น